Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
30 ป่า.... รักษาทุกโรค

แนวทางที่จะรักษาทรัพยากรป่าไม้อันมีค่า ไว้ให้ลูกหลานมีหลายวิธี ตามความเชื่อ วิธีคิด และรูปแบบการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เช่น ภาครัฐใช้วิธีการตั้งหน่วยงาน กรม กอง คอยดูแลรักษาป่าไม้ เปรียบเสมือนสมบัติของชาติ เพื่อป้องกันมิให้ใครบุกรุกทำลาย แต่บางองค์กรอาจเชื่อว่าการให้คนในพื้นที่ ผู้เกิด และเติบโตในผืนป่าเป็นผู้ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์จากป่าจะเกิดผลดีที่สุด เพราะชาวบ้านก็มีวิถีชีวิตผูกพัน หาอยู่หากินกับผืนป่ามาช้านาน และเจ้าหน้าที่อาจดูแลไม่ทั่วถึง ป็นที่มาของแนวคิดการจัดตั้ง " ป่าชุมชน"

แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองผืนป่าอย่างชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลกำกับ แต่ที่ผ่านมาปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่าก็ยังคงเกิดขึ้น นอกจากนี้แล้ว ปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน กับชาวบ้านบริเวณโดยรอบป่า การบุกรุกที่ทำกิน ปัญหาที่ดินทับซ้อน ก็มีให้พบเห็นแทบทุกพื้นที่เปรียบเสมือนไม้เบื่อไม้เมาต่อกัน เมื่อป่าไม้กลายเป็นของรัฐทำให้ชุมชนไม่มีสิทธ์ในการเป็นเจ้าของ ไม่มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา จึงเริ่มบุกรุกทรัพยากรป่า

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เชื่อว่าปัญหาการบุกรุกทรัพยากร เกิดจากการเจ็บป่วยของคนในพื้นที่ตรงนั้น จึงได้จัดตั้ง โครงการ 30 ป่า รักษาทุกโรค ขึ้นเพื่อลดปัญหาการรุกรานป่าในแถบผืนป่าตะวันตก ห้วยขาแข้ง

ผู้คนเหล่านั้นเจ็บป่วยอย่างไร แล้วรูปแบบการรักษาจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าค้นหาคำตอบ

แนวคิดดังกล่าว มาจากพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก จังหวัดอุทัยธานี ได้กล่าวไว้ รวมทั้งชี้ทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า การที่จะรักษาคนเหล่านั้นได้ไม่ได้หมายความถึงการเอาเงินมาลงในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และจิตใจของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

“แนวคิดของโครงการ 30 ป่ารักษาทุกโรค มาจากการตั้งคำถามว่า ถ้าคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของป่าจะมีส่วนในการลดปัญหาการใช้ทรัพยากรตรงนี้หรือไม่? การเจ็บป่วย และ การขาดรายได้ ทำให้เข้าไปลักลอบล่าสัตว์ หรือก่อปัญหาต่างๆ แต่ถ้าพวกเขาได้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ที่เขาเป็นผู้ดูแล และสามารถลดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และช่วยรักษาโรคตรงนี้ได้หรือไม่ นำไปสู่การจัดตั้งป่าชุมชน” ภานุเดช เกิดมะลิ หัวหน้าภาคสนาม โครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศน์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าว

พื้นที่ชุมชนในโครงการ 30 ป่า รักษาทุกโรค อยู่ในบริเวณโดยรอบผืนป่าตะวันตก หรือที่เรียกกันว่า “ขอบป่า” เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีทั้งที่อยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่าสงวน มีปัญหาการดูแลซ้ำซ้อน บางส่วนไม่ทั่วถึง เสี่ยงต่อการถูกบุกรุก การสร้างป่าชุมชนที่ดูแลโดยชุมชนบริวเณขอบป่าจึงช่วยป้องกันการบุกรุกจากคนภายนอกได้ โดยโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา เริ่มจาก 30 ชุมชน และจะขยายต่อเนื่องในปี 2551 นี้ อีก 34 ชุมชน เป็น 64 ชุมชน รอบป่าห้วยขาแข้ง โดยเลือกตามพื้นที่ที่มีศักยภาพ ความพร้อม มีฐานการจัดตั้งป่าชุมชนอยู่ก่อน เพราะกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดตั้งป่าชุมชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีส่งเสริมอาชีพดั้งเดิอ การเกษตรธรรมชาติ เพิ่มเติมด้วย

สมบัติ ชูมา หัวหน้าภาคสนาม โครงการ 30 ป่ารักษาทุกโรค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงขั้นตอนการทำงานของโครงการฯ และแนวทางการขยายโครงการไปสู่ 34 ชุมชนว่า

“ก่อนหน้านั้นชุมชนบริเวณพื้นที่ป่ากันชนจะมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด เราจึงพยายามที่จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เรื่องกฎ กติกา ข้อบังคับต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าห้ามไม่ให้เข้าไปใช้ แต่มีกฎกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม เราพยายามชักชวนชาวบ้านเข้ามาดูแลค่อนข้างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง ให้ชุมชน มีพื้นที่หาอยู่หากิน

ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เราได้ติดตามจากชาวบ้าน จากการฝังตัวในพื้นที สถานการณ์การล่าสัตว์ มีจำนวนลดลงมาก การตัดไม้ในห้วยขาแข้งมีน้อย บุรุกป่าเกือบจะไม่มี นอกจากพื้นที่ๆ มีการทำการเกษตรโดยรอบอยู่แล้ว

และที่สำตคัญ ช่วงหลังมีสถานการณ์หนักๆ บริเวณพื้นที่บ้านใหม่ร่มเย็น คือมี เหมืองแร่เข้ามาสัมปทานบัตรฯ ชาวบ้านได้รวมตัวกันคัดค้าน ดำเนินเรื่องทุกอย่าง ประสานงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ประสานสื่อในพื้นที่ กระทั่งทางเจ้าของเหมืองแร่ได้ถอนตัวออกไป เป็นข้อพิสูจน์ความร่วมมือในการอนุรักษ์ของชาวบ้าน”


นายสมบัติ ยังกล่าวอีกว่า การที่ชุมชนมีความตื่นตัวเรื่องป่าชุมชน มาจากการมีนโยบายเรื่องการผนวกเขตกับกรมป่าไม้ พื้นที่ๆ อุดมสมบูรณ์ เป็นวนอุทยานจากภาครัฐ เลยต้องหามาตรการสสู้ เพราะหากนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจึง ชาวบ้านก็ตั้งตกอยู่ในเขตวนอุทยาน และต้องปฎิบัติตามกฎ ข้อบังคับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผมมองว่า หลายชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ เป็นชุมชนที่ผ่านสถานการณ์มามาก เช่น ในสมัยก่อนเคยเป็นพื้นที่ๆ สู้รบ จึงมีแนวคิด การปกป้องรักษาสิทธิของตัวเองสูงมาก และการที่ชาวบ้านอยากให้มีการจัดตั้งชุมชน เพราะอยากได้รับการรับรองสถานภาพชุมชน ไม่ว่าจากภาครัฐ หรือหน่วยงานไหนก็แล้วแต่”

บ้านใหม่ร่มเย็น ม.6 ต.เจ้าวัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการ 30 ป่า รักษาทุกโรค โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพหาของป่า โดยเฉพาะหน่อไม้ ซึ่งจะมีโรงงานรับซื้อเพื่อทำหน่อไม้อัดปี๊บ ภายหลังจากการจัดตั้งป่าชุมชน โดยมีคณะกรรมการป่าชุมชน และชาวบ้านคอยดูแลผืนป่า มีการตั้งจุดสกัดร่วมกับเจ้าหน้าที่ บริเวณถนนทางเข้าออกหมู่บ้าน เพื่อตรวจตรารถจากคนนอกที่จะเข้ามาขนหน่อไม้ และของป่าอื่นๆ เป็นส่วนช่วยชะลอการใช้ทรัพยากร

นายมงคล เอกธวัชชัย ผู้ใหญ่บ้าน ม. 6 บ้านใหม่ร่มเย็นกล่าวถึงสาเหตุที่เข้าร่วมโครงการว่า

“เราอยากทำ เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติ ที่สำคัญเราอยากหาแนวร่วมกันชาวบ้าน กันออกจากหน่วยราชการบางคนที่มักใช้ข้อกฎหมาย เอารัดเอาเปรียบกับชาวบ้าน เสียเงินเสียทองที่จะให้ตัวเองรอดพ้นคดี โครงการป่าชุมชนเราได้มีการตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนช่วยกันดูแลป่า คือกันคนนอก ออกจากพื้นที่ คือคุณหาได้ แต่ไม่สามารถเอารถมาขนออกไปได้ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดระยะเวลาการปิดป่า ช่วงไหนหาได้ ช่วงไหนควรให้ป่าพักฟื้นตัว”

ผู้ใหญ่มงคล ยังให้ความเห็นว่า ถ้าชาวบ้านรับรู้ว่าป่าไม้มีความสำคัญอย่างไร และให้ความร่วมมือในการทำงาน อะไรก็ไม่สำคัญ ป่าขนาดนี้ไม่สามารถจะทำได้ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

กระบวนการทำงานโครงการ 30 ป่ารักษาทุกโรคใน ปี 2549 - 2550 เป็นการจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการตีความกฤษฎีกา กรมป่าไม้ ส่วนปี 2551 จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งในลักษณะเครือข่ายการทำงาน (ในพื้นที่เดิม) เพื่อขยายแนวคิดอนุรักษ์ผืนป่าไปสู่ ชุมนข้างเคียง อีก 34 ชุมชนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ตั้งแต่บ้านใหม่ร่มเย็น บ้านไร่ คุบอน โดยเอาพี่ๆ จาก 30 ชุมชนเดิมมาเป็นพี่เลี้ยง โดยเริ่มตั้งแต่การหมายแนวเขต และการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ตัวชี้วัดของโครงการ มีทั้งในส่วนของพื้นที่ป่า ทั้งก่อนทำงาน เช่น สำรวจข้อมูล และหลังทำงาน พื้นที่ไม่ถูกบุกรุก และคนทำงาน เช่นคณะกรรมการทำงานมีมากขึ้น และให้ความสนใจกิจกรรม ความพร้อมการจัดกิจกรรม เป็นต้น

แม้ว่าการจะรักษาทรัพยากรป่าจะมีวิธีที่แตกต่าง แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการอนุรักษ์ป่าไว้ให้คงอยู่ โครงการ 30 ป่าฯ อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะโรคบางโรคต้องอาศัยระยะเวลาในการเยียวยารักษา และไม่ได้ระบาดกับผู้คนที่อยู่บริเวณขอบป่าเพียงเท่านั้น ยังแฝงตัวในกลุ่มผู้มีอิทธิพล ผู้มีอันจะกินแต่ไม่ยอมเยียวยารักษา

ซึ่งไม่ว่าจะใช้ 30 ป่า หรือสัก 100 ป่า ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี หากโรคร้า้ยโรคนี้้เลือนหายจากสังคมไทย


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

8 ตุลาคม 2551

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org