ทศวรรษที่ 60 งานพัฒนาในกระแสความขัดแย้ง

การก้าวสู่บทบาท คนทำงานพัฒนากับสันติภาพ และกระบวนการลดทอนความขัดแย้ง ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น กำลังถูกรื้อถอน หาข้อสรุป รูปแบบและวิธีการทำงานมากขึ้น หลังจากสถนการณ์โลก สถานการณ์สังคมไทย และสถนการณ์ภายในชุมชนเล็กๆ ล้วนแต่กำลังเผชิญสภาพ ที่ตึงเครียด ขัดแย้งแย่งชิง

ด้านหนึ่งอาจจะเกิดจากกลไกสังคม นโยบายการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนกระบวนทัศน์ในการทำงาน และการสั่งสมองค์ความรู้ของวิทยาการสมัยใหม่ ที่ก้าวข้ามจิตวิญญาณดั้งเดิมของคนหรือชุมชนวัฒนธรรม ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง คือความไม่กระจ่างแจ้งในตัวเองของผู้คน ซึ่งถึงที่สุดก็กระทบรวมเป็นความไม่กระจ่างแจ้งในตัวเองของสังคม

แม้แต่งานขบวนการงานพัฒนา (NGOs) ซึ่งเป็นกลไกกระตุ้นให้สังคมเกิดการเรียนรู้ เคลื่อนตัว หาและกำหนดทิศทาง ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ ที่อะไรๆ ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ที่รุนแรงและขัดแย้งต่อกัน คนที่จะก้าวมาสู่การทำงานพัฒนา จึงควรเรียนรู้และเปิดวิสัยทัศน์อย่างไร

บรรจง นะแส นักพัฒนาเอกชน (NGOs) ซึ่งผ่านประสบการณ์ต่อสู้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ในสนามของความขัดแย้ง ความรุนแรง แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตั้งแต่ยุคเรืออวนลากอวนรุน มาจนถึงยุคท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ทบทวนและย้อนประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ในกระแสงานพัฒนาว่า

“เราไปเรียกร้องให้คนทำงานมันเข้าใจทุกเรื่องไม่ได้หรอก แต่ว่า สิ่งที่สำคัญ ที่เป็นต้นทุนที่คนทำงานเรามี คือสำนึกที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องดีหมดเลย เพราะสำนึกบริสุทธิ์เป็นเรื่องของความอยากจะช่วยเหลือสังคม อยากจะเป็นคนดี อยากจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์กับสังคม เหล่านี้เป็นเรื่องดีหมดเลย

พอขยับมาอีกขั้นหนึ่ง ว่ากว่าจะมาเป็นคน มันก็โดนพันธนการมาเยอะ โดนนี่ โดนนั่นเยอะ ขั้นที่สอง นี่สำนึกดีนี่เป็นต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว สำหรับคนทำงาน พอไอ้ตอนมาหาคำตอบให้กับชีวิตนี่จะเจอหนัก เพราะว่าอดีตที่ผ่านมาแต่ละคนก็ถูกฟูมฟัก เติบโตมาจากสิ่งที่แตกต่างกัน ใครที่เป็นลูกชาวนาชาวไร่ ก็ถูกกรอบของความมั่นคง ที่พ่อแม่เคยติดอยู่กับความคิดเก่าๆ ที่ลูกๆ ต้องมีเกียรติยศ มีความมั่นคง นี่คือกรอบคนทำงานพัฒนา ที่เริ่มเจอศึก ทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ใครแสวงหา แค่ไหน แล้วก็ทะลุแค่ไหน ดังนั้นเครื่องมือที่เป็นประสบการณ์ของคนทำงาน ก็คือ ทางศาสนาวัฒนธรรม เพราะตรงนี้มันจะปลดปล่อยพันธนาการทางจิตวิญญาณ ให้หลุดจากความยึดมั่นถือมั่น คือคล้ายๆ กับเข้าใจชีวิต ว่าชีวิตมันไม่แน่นอน ถึง 100 ปี ไม่กี่คนหรอก นอกนั้นก็ตาย (ห่า) หมด

ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ ก็จะลืมนึกถึงเป้าหมายว่า ต้องตายอีกน่ะ ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่ใช่ของเราหรอกน่ะ มันก็ต้องเป็นไป ที่นี้ ถ้าแสวงหาตรงนี้ ก็จะมีคำตอบว่า อ๋อ งั้นจะใช้ชีวิต ที่มีสำนึกบริสุทธิ์อยู่เดิม จะใช้ชีวิตอย่างไร พอก้าวพ้นจากตรงนี้ ที่พาตัวเองไปอยู่ บางคนก็เป็นงานเย็นๆ งานตรงโน้น ตรงนี้

ประเด็น ที่สนใจ คือประเด็นเรื่องงานร้อน ที่จริงเรื่องนี้ เอาเรื่องสถานการณ์ก่อน ที่จริงบ้านเรา ไม่ว่าชุมชน ครอบครัว ระดับโลก ตอนนี้สถานการณ์ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วมันเป็นสถานการณ์ร้อนน่ะ กระแสนี่ไม่ใช่กระแสเย็นเลย กระแสงานพัฒนานี่ ถ้าเป็นอุณภูมิ กระแสมันทำให้คนรู้สึกรุ่มร้อนไม่สงบเย็น เพราะว่า กระแสมันถูกเหวี่ยงไปในเรื่องของทุนนิยมมาก มันก่อให้เกิดความต้องการซึ่งเกินพอดีเยอะ ดังนั้น ความหรูหราฟุ่มเฟือย ความสะดวกสบายด้วยวัตถุ มันครอบงำ ที่นี้ ในชุมชนก็เหมือนกัน ถามว่า สาเหตุของความร้อนมันมีต้นเหตุไหม ถ้าเราไล่จริงๆ มันก็เจอสาเหตุ ว่าทิศทางการพัฒนามันทำให้เกิดการเร่าร้อน

ทั้งหมด มันอาจจะเกิดจากโลกาภิวัตน์ เกิดจากทุนนิยมโลก พอมันชี้นำอย่างนี้ ถ้าคนทำงานไม่เข้าใจ เบื้องหลังความคิด วิเคราะภาพแม็คโครไม่ออก ว่า กระแสมันเป็นยังงี้ ก็จะตกอยู่ในวังวน ของการทำงานตามปรากฏการณ์เดี๋ยวร้อนที่นู้น เดี๋ยวร้อนที่นี่ ก็ว่าไปตามสถานการณ์ของปรากฏการณ์” นายบรรจงกล่าว พร้อมให้ข้อคิดเพิ่มว่า คนทำงานพัฒนา ควรมีแนวคิดในการทำงานอย่างไร

“ที่จริงงานร้อน มันก็ทำงานด้วยความสงบเย็นได้ ถ้าเราเข้าใจมือที่ 3 และเบื้องหลังของความร้อนน่ะ เพราะถ้าเราวิเคราะห์โครงสร้างไม่ออก จะทำให้เร่าร้อนไปด้วย ความละเอียดอ่อนในการที่เราจะดิวกับงาน กับชาวบ้านที่เราไปทำงานด้วย เพราะว่าชาวบ้านเขาไม่ได้ร้อนตลอดเวลา แต่พอคนทำงานติดมิติร้อนแล้วเนี้ย แล้วไม่เห็นมิติอื่นๆ ที่ให้ความร่มเย็นนี่ ก็จะร้อนตลอดเวลา แต่ชาวบ้านเขามีทั้งมิติร้อนและมิติร่มเย็น เขาจะร้อนมากๆ เมื่อถูกรุกรานถูกรังแก ซึ่งในวันหนึ่งๆ ในชีวิตของเขาอาจจะร้อนไม่กี่ ชั่วโมง ในชีวิตปกติส่วนใหญ่ เขาจะเย็น ไปทำไร่ ทำนา ไปทะเลจับปลา ฝืดๆ เคืองๆ มั่ง แต่ว่ายังเป็นมิติเย็นอยู่น่ะ

ตรงนี้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ว่าในกระบวนการคนทำงานพัฒนา ในสถานการณ์ร้อน มันไม่ได้ร้อน 24 ชั่วโมง แต่เรารู้สึก เรารู้จักหลบเข้าสู่ร่มเงาหรือเปล่า ว่าความเย็นของชุมชน มิติความสัมพันธ์ของเรากับกลุ่มเป้าหมายที่เราไปทำงานด้วย มันมีมิติเย็นมากกว่าร้อน เหมือนเราไปยืนกลางแดด จริงๆ คือมันมีเงาต้นไม้อยู่ มันคือมิติของชุมชน มิติของวัฒนธรรม มิติทางวิถีผลิต คนทำงานต้องเข้าใจน่ะ ไม่ใช่เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันจะขัดแย้งด้วย เหมือนกัน อันนี้เริ่มจากตัวเราเองน่ะ

เรื่องนี้ ถ้าคนไม่เข้าใจชีวิต มันจะยุ่ง ไม่ว่าเรื่องมิติเย็นมิติร้อน แบบว่า ไม่รู้กูเกิดมาทำไมและจะไปไหนต่อ บางจังหวะก้าวชีวิตไม่ถูก มันเร่าร้อนอยู่แล้ว ไม่ว่าไปทำงานพัฒนา ตำรวจ ทหาร ครูประชาบาล ผมว่ามันเร่าร้อนหมดแหละ ถ้าไม่เข้าใจชีวิต ตรงนี้ประเด็นสำคัญ

ประเด็นเรื่องสถานการณ์ร้อน ในชุมชนที่เราไปทำงานด้วย เข้าใจว่ามันทำงานร้อน แต่เราต้องหาร่มเงาให้เจอ ข้อเท็จจริงมันมี ร่มเงาที่สงบเย็นแล้วก็เติมพลังได้ทุกวัน มันไม่ใช่เร่าร้อนได้ทุกวัน ปีหนึ่งเราอาจจะชุมนุมสัก 3-4 ครั้ง และเราอาจจะเร่าร้อน เพราะต้องจัดนู้น จัดนี่ แต่ในวิถีของชุมชน ในสถานการณ์ก็มีมิติเย็น ดูให้เจอตรงนี้ ที่ให้เจอตรงนี้ ก็เพื่อว่า เราทำงานกับคน นานๆ เราจะรบกับหน่วยราชการสักที หรือกับรัฐบาลสักที มันจะแวะเวียนมาแค่บางช่วง แต่ 80% ของชีวิต มันอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ชุมชน ที่สัมพันธ์อยู่กับวิถีการผลิต สัมพันธ์อยู่กับความรัก ความผูกพัน ศาสนา วัฒนธรรม ดังนั้น เราต้องหาตรงนี้ให้เจอ” นายบรรจงให้แง่คิด และนอกจากนั้นยังยกตัวอย่าง การทำงานพัฒนาอย่างเข้าใจมิติร่มเย็น ในกรณีสถานการณ์ว่า

“งานพัฒนา มันต้องการคนที่เข้าใจงานพัฒนา คำว่า งานพัฒนา คือ การพัฒนาที่ไปในทิศทางที่ยั่งยืน ดังนั้น เราก็ต้องการคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ มันก็มีอยู่แล้ว แต่มาถูกชักชวนให้หลงระเริง ไปอยู่กับระบบทุนนิยมอยู่พักหนึ่ง แต่เราอยากได้คนที่คิดแบบนี้ ซึ่งมันมีอยู่ในชุมชนเดิม เขาอาจจะถูกล้างสมองไปแล้วครึ่งหนึ่ง และอาจจะเหลือครึ่งหนึ่ง ดังนั้น จะเติมเต็มอีกครึ่งหนึ่งนั้น ได้อย่างไร

กรณีท่อก๊าซไทยมาเลย์ มันก็ร้อนตามการมองของคนข้างนอกอยู่ เพราะว่ามัน เดี๋ยวก็เห็นคนทะเลาะกัน ขึ้นโรง ขึ้นศาล อันที่จริงแล้ว นั่นมันส่วนน้อย ส่วนสำคัญสิ่งที่เขาคิด ตกผลึกเรื่องการพัฒนา เรื่องเป้าหมายชีวิต เรื่องการเอาศาสนาวัฒนธรรมมาใช้ เพื่อพึ่งตนเอง เรื่องการฟื้นฟู การปลูกผักปลอดสารพิษ การทำสมุนไพรใช้เอง การทำน้ำยาล้างจานใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพื่อบริโภค ประเด็นนี้เย็นมาก และมีความสุขที่ได้อยู่ตรงนี้

ปัญหา คือว่า เราคนทำงานเราสนใจเรื่องพวกนี้น้อย นั่นเพราะว่า เราไม่ถูกสอนให้คิดเรื่องพวกนี้ เรามีแต่ทฤษฎีในหัว มีแต่ทฤษฎีการต่อสู้ การวางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ซึ่งบางทีมันไม่สอดคล้องกับวิถี กับชุมชน

ท่อก๊าซมันอาจจะร้อนจริง ร้อนแบบแรงๆ แต่ก็ไม่ใช่ตลอดปี วันนี้พี่น้องที่จะนะปลูกแตงโม พยายามที่ประสานเรื่องการทำปุ๋ยชีวภาพ ทำน้ำชีวภาพ การลดรายจ่ายในครอบครัว การเอาศาสนธรรมมา บ่มเพาะกัน ที่จะหาเป้าหมายชีวิตให้เจอ ซึ่งมันมีอยู่เดิม โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม เขาจะมาสอน เพียงแต่ว่าเราสร้างเงื่อนไขให้เขาพูดขึ้นให้มากกว่าเดิม ซึ่งมันมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเห็นว่ามันคือมิติที่ร่มเย็น และเป็นมิติที่ทานกับโลกาภิวัตน์ และระบบทุนนิยมได้ เราก็จะได้คนจำนวนหนึ่ง ดังนั้น ถ้างานพัฒนาเรา ไม่ได้คนที่เข้าใจเรื่องพัฒนา เราจะแปลกแยกมโหฬารเลย เพราะจะไม่มีม็อบ ไม่มีชุมนุม เราก็จะโดดเดี่ยวไม่รู้จะคุยกับใคร เพราะมิติเรามีอย่างเดียวคือจะทะเลาะกับรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ เราไม่มีมิติงานพัฒนาในมิติอื่นๆ” นายบรรจงกล่าว และให้มุมมองถึงกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในสถานการณ์การทำงานพัฒนาของคนรุ่นใหม่ว่า

“คนรุ่นใหม่ ในการทำงานสันติภาพ ถ้ายกกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการลุกขึ้นมาตอบโต้ ระบบทุนนิยมหรือโลกาภิวัตน์ เพราะในบรรดาศาสนา ที่ผมเรียนรู้มา ไม่มีศาสนาไหนชัดเจน เท่ากับอิสลาม ของชาวมุสลิม ที่เป็นคู่ต่อสู้ที่ชัดเจนที่สุดของทุนนิยม โลกาภิวัตน์ เพราะว่าอัลกุรอาน มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคน ระบบคิดคือการได้รับประทานจากพระผู้เป็นเจ้า มันเป็นวิถีชีวิต เป็น Way of Life

ที่จริงแล้ว ทุกศาสนาไม่เอาด้วยกับทุนนิยม มีศาสนาไหนที่เขาสอนให้เราตามทุนนิยมไหม แม้แต่ศาสนาคริสต์ เพียงแต่วันนี้ ศาสนาไหนถูกบ่อนแซะได้มากกว่า ทำให้มองเห็นว่าศาสนาอิสลามถูกทำลายได้น้อยกว่ามาก แต่พอเขากลับไปหาต้นทุนเดิมเขาจะลงตัว เพราะมันมีกรอบซึ่งตายตัว แต่ของเรามันไม่ตายตัว มันยืดหยุ่นกว่า มันเลยถูกทำลายได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้น คนที่จะไปทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างแรก คือ เรียนรู้ศาสนาอิสลาม ทำความเข้าใจให้ได้เช่น หลักศรัทธาเขา มี 6 อย่างคืออะไร ต้องเข้าใจให้ได้ หลักปฏิบัติเขามี 5 อย่างเขาคืออะไร โลกนี้ ที่เขาเดินอยู่ สำหรับเขาคืออะไร โลกนี้สำหรับเขามันกิ๊กก๊อกน่ะ แล้วโลกหน้าสำหรับเขาคืออะไร

ดังนั้น การแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้ แก้แบบที่เป็นอยู่นี้ยาก เอาความตายมาขู่ไม่มีประโยชน์ เพราะโลกนี้มันกิ๊กก๊อก แต่โลกนิรันดร โลกอาแกลัตนี่ซิสำคัญ เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลเอาความตายมาขู่ เอาความรุนแรงมาขู่มันอยู่นอกสายตา แล้วมันก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะคุณไม่เข้าใจระบบคิดของพี่น้องมุสลิม

เรื่องการอ่านทฤษฎีต่างๆ แล้วมาทำงาน ถ้าอ่านก็ต้องอ่านหมด แต่อะไรเร่งด่วน อ่านก่อน นั่นคงมองว่า เราพาตัวเองมาอยู่จุดไหน ถ้าเราพาตัวเองมาอยู่ 3 จังหวัดใต้ อันดับแรกของกลุ่มเป้าหมาย คือพี่น้องมุสลิม เราต้องมาเข้าใจเขา เข้าใจเขาแค่ปรากฏการณ์ หน้าตา แบบนี้ไม่พอ มันต้องเข้าใจศาสนา เหมือนกับเราไปทำงานกับชาวเขาปะกาเกอญอ ก็ต้องเข้าใจเขา ถ้าไม่เข้าใจเราจะทำงานได้ยากมาก ทำได้แค่กายภาพ ไปปลูกต้นไม้ ไปทำปะการังเทียม แต่มันเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณ แล้วมันก็ทำงานไม่สนุกด้วย เราจริงๆ แล้วเราต้นทุนน้อย เรามีมิตินี้ไม่มาก และเราก็ดูถูกมันว่า มันไม่มีผลต่องานพัฒนา ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชาวบ้าน แต่เรื่องเล็กสำหรับเรา แม้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันไม่เล็กเลย มันแอบซ่อนอยู่ เห็นไหม NGOs เองเวลาเข้าตาจน ก็แอบไปบนบานศาลกล่าวเลย

ลึกๆ แล้วของเก่าจะกลับมา มันแอบอยู่ในจิตใต้สำนึก พ่อแม่ บางทีก็ยังเอาสายสิญจน์ มาผูกให้ ขับรถชนก็แวะเข้าวัด ให้หลวงปู่รดน้ำมนตร์ นี่คืออะไร คุณไม่ยอมรับมัน ดังนั้น ถ้าคุณทะลุจริงๆ ก็ทะลุเลย แต่ว่านี่คือเพื่อนมนุษย์ที่มีอยู่จริงและต้องเข้าใจจริง ดังนั้น ลองถามตัวเองดูซิ ที่บอกว่าไม่เชื่อ ที่บอกปฏิเสธ จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันประนีประนอม เราปฏิเสธศาสนา แต่พอแต่งงานพ่อนิมนตร์พระมาสวดชยันโต ทำไมเราไม่ปฏิเสธ” นายบรรจงอธิบาย พร้อมโต้แย้งกรณีมีกระแส วิพากษ์วิจารณ์ ขบวนการทำงานพัฒนาและงานเคลื่อนไหวภาคประชาชนว่า ก่อให้เกิดความรุนแรง และความแตกแยกในสังคม นอกจากนั้น ยังยืนยันจุดยืนคนทำงานพัฒนา (NGOs) ว่าต้องอยู่ข้างคนที่เสียเปรียบ

“NGOs ทำให้สังคมแตกแยก หรือสมานฉันท์ ไหม ผมว่ามองอย่างนั้น มันไม่เป็นธรรมกับ NGOs ถ้าเราไล่ไปแต่ละอาชีพล้วนมีส่วนทำให้สังคมแตกแยก และสมานฉันท์ ถามว่านักธุรกิจทำให้สังคมแตกแยกไหม คุณตั้งโรงงาน นำน้ำเสียลงคลอง ระบบราชการ ตำรวจ ที่ไม่ให้ความเป็นธรรม ทำให้สังคมแตกแยกไหม ฉะนั้น มามองว่า NGOs ทำให้สังคมแตกแยก นี่มันมองแบบผิวเผิน ไม่ได้ลงรายละเอียด มาดูทุกสาขาอาชีพซิ มันมีส่วนของมัน

เพียงแต่เป้าหมายที่ทำให้สังคมแตกแยกนั้น มันมีหลักของมันคืออะไร โรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำพอง ที่ขอนแก่น ชาวบ้านแตกแยกไหม แตกแยกนะ NGOs นำชาวบ้านประท้วง เพราะเดือดร้อน ถามว่าแตกแยกไหม ก็แตกแยกอยู่ เพียงแต่ NGOs มันหยิบยกเรื่องที่ซ่อนอยู่ ออกมาปรากฏ เมื่อก่อนมีอยู่แล้ว เรื่องแตกแยก ราชการหลายหน่วยงาน แม้แต่กรมชลประทานไปสร้างเขื่อน ถามว่าแตกแยกไหม แตกแยกนะ ทั้งที่ จริงๆ แล้ว มันเยอะแยะ ใครส่งปลัด นายอำเภอ ไปกดขี่ชาวบ้าน ทำให้แตกแยกไหม แตกแยกครับ แต่ทำไมคนมองเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมไม่หยิบขึ้นมาคุยกัน

งานพัฒนา ส่วนหนึ่ง คือ การเอาประเด็นที่คนได้รับผลกระทบ มาบอกกับสังคม แล้วสังคมรู้สึกว่ามีกลุ่มคนแปลกๆ มาบอก ซึ่งทำไมเมื่อก่อนไม่มี จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันมีมานานแล้ว การเลือกตั้งท้องถิ่นทีแตกแยกที เลือก ส.ส. ทีแตกแยกที

ปัญหาคือ NGOs ปัจจุบัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม มันถูกสป็อตไลท์ฉาย สังคมก็ไม่เคยถามตัวเอง ว่า ไอ้พวกนี้มันวุ่นวาย แต่ที่ไม่วุ่นวายคุณไม่เคยลงรายละเอียด ในหลายๆ พื้นที่มันไม่มี NGOs แต่มันมีความแตกแยก มีความขัดแย้ง สังคมมันเป็นยังงี้ เพราะวุฒิภาวะของสังคมเรามันต่ำ

หัวใจของคนทำงานแบบนี้ คือเอาประโยชน์ของคน ที่ต่ำกว่าเป็นหลัก ผลประโยชน์ของคนที่เสียเปรียบเป็นหลัก สมมติว่า ตำรวจทะเลาะกับชาวบ้าน แล้วไม่มีความเป็นธรรม ทั้งที่กฎหมายมันเป็นธรรมนะ ทำไมเราไม่มาอยู่ฝ่ายชาวบ้าน หรือครูประชาบาลทะเลาะกับชาวบ้าน มันก็ต้องมาอยู่ฝ่ายชาวบ้าน เรื่องนี้เราต้องมีจุดยืน ว่าอยู่ฝ่ายที่เสียเปรียบ ถ้าไม่มีจุดยืนเราก็ยุ่ง ทีนี้ การเสียเปรียบมันมีหลายระดับ ระดับชุมชน ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ระดับโลก อย่าง FTA WTO อย่างนี้ มันก็ต้องมี ฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

NGOs จะต้องอยู่ฝ่ายที่เสียเปรียบในทุกระดับ เพราะว่าดู ปตท. ขายเข้าตลาดหุ้น ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่พึ่งโดนศาลสั่งระงับไป ถ้าไม่มี NGOs มาเคลื่อนจะได้ไหม ถามว่าพรรคฝ่ายค้านทำอะไร กลไกอื่นๆ มีไหม ป่านนี้เขาจองหุ้นกันกระเจิงแล้ว ดังนั้น ถ้าสังคมให้ความเป็นธรรมกับ NGOs มันจะเห็นมิตินี้

แม้การเมืองก็เป็นกลุ่มคนเดียวกัน ชนชั้นเดียวกัน เพียงแต่คนละฝ่าย ซึ่งมันไม่มีพรรคการเมืองของคนจนเลย” นายบรรจงกล่าวก่อนจะสรุป ทิ้งท้ายถึงข้อสำคัญในการทำงานพัฒนา (NGOs) ว่า

“คนทำงาน NGOs ถ้าคุณเดินมาบนเส้นทางตรงนี้ คุณเลือกจุดยืน คุณต้องมีความสุข กับการทำงานตรงนี้ มีความสุขกับการเลือกจุดยืนอยู่กับฝ่ายที่เสียเปรียบ ถ้าไม่มีจุดยืน เดี๋ยวก็สับสนอีก ว่าจะไปอยู่กับ บิ๊กอ้วนดีไหม บิ๊กเกรียงกมลดีไหม

โอเคหลายคนอาจจะบอกว่า ที่ตัวเองเข้าไปสู่ อำนาจรัฐ ก็เพื่อที่จะช่วยพี่น้อง ก็ลองดูซิว่า ไหนกี่เรื่องที่ทำไปแล้ว ที่ไปอยู่ในระบบตรงนั้น แล้วช่วยคนจนได้จริงๆ

วันนี้ แค่เราไปอยู่กับนักการเมือง ไปอยู่กับไทยรักไทย ประชาธิปปัตย์ แต่โครงสร้างมันเหมือนเดิม ผมก็มีคำถามถึง NGOs นะว่า คุณไปอยู่เพื่ออะไร ถ้าพรรคคุณไม่เคยพูดถึงเรื่องโครงสร้าง ที่เป็นปัญหาหลักของคนทั้งประเทศ

สรุปแล้ว ความขัดแย้ง ความชิงชังกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์โลก ที่เห็นการเหยียดผิว การจลาจลในฝรั่งเศส น้ำท่วมใหญ่ในอเมริกาที่การช่วยเหลือทำแบบไม่เป็นธรรม จนเกิดการ Re Act ของประชาชน ตรงนี้ ผมคิดว่า มันให้บทเรียนที่สำคัญ ที่จริงคนทำงานพัฒนา ควรจะตามเรื่องนี้เยอะๆ เพราะมันจะทำให้รู้ว่า สิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ควรจะกลัว ไม่ว่าใหญ่ขนาดไหน ดังนั้น ทุนนิยมก็แล้วแต่ โลกาภิวัตน์ก็แล้วแต่ ถ้าเราศรัทธาในตรงนี้ ใครใหญ่แค่ไหนก็ไม่ต้องกลัว

มันต้านทานประชาชนไม่ได้ มันกดขี่มากมันก็สู้ ดูอย่างพี่น้องอาหรับ กดมากก็มีอัลเคดา กดมากก็มีกองโจร ภาวะแบบนี้เป็นทางบวกให้พี่น้อง NGOs เชื่อมั่นศรัทธาได้ ว่า สักวันหนึ่ง พี่น้องคนที่เสียเปรียบจะต้องได้รับความเป็นธรรม ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม อำนาจแค่ไหน ตึกสูงแค่ไหน ก็เอาไม่อยู่ เพราะคนมันยิ่งใหญ่ครับ”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

17 มกราคม 2549