|
"มหกรรมฟื้นฟูป่าภาคประชาสังคม"
(1)

เมื่อวันที่ 23-25 มกราคมนี้ เครือข่ายประชาสังคม 105 องค์กร
ทั้งองค์กรชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ ได้จัดมหกรรมฟื้นฟูป่าภาคประชาสังคมขึ้น
ณ ป่าชุมชนดงมะไฟ ต.ขั้นไดใหญ่ อ.เมือง ยโสธร บริเวณจัดงานซึ่งเป็นสถานที่ปลูกป่ายูคาลิบตัส
เดิม ซึ่งบัดนี้ ได้ถูกแปรสภาพเป็นสถานที่ของคณะกรรมการร่วมป่าชุมชน
และเป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ ที่มีประชาชนจากหลายอำเภอ หลายจังหวัดเข้าร่วม
โดยเฉพาะเครือข่ายป่าชุมชนจากจังหวัดต่างๆ จากทั่วภาคอีสาน ที่เข้าร่วมนอกจากได้นำประสบการณ์
การต่อสู้ นำปัญหามาแลกเปลี่ยนกันกับพี่น้องในเครือข่ายแล้ว
ยังได้นำหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบลมาร่วมจำหน่ายอีกด้วย โดยเฉพาะเหล้าภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ซึ่งจำหน่ายได้ดีและเพิ่มบรรยากาศให้งานมหกรรมฟื้นฟูป่าคึกคักยิ่งขึ้น
จนป่าชุมชนที่เคยเงียบเหงาและหนาวเหน็บกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จากเสียงเพลง เสียงร้องและการแสดงของเยาวชน
ส่วนรายการก็มีตั้งแต่ช่วงเช้าโดยมีนายวงษ์ วันมงคล ประธานเครือข่ายองค์กรชาวบ้านป่าชุมชนหนองเยาะ
เป็นประธานกล่าวเปิดงาน จากนั้นก็มีวงเสวนาประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่อง
สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังมีกระแส
ทั้งคัดค้านและเห็นชอบ กันอย่างมากมาย ทั้งสองกระแสแนวคิด
นางสุดใจ มหาชัย ตัวแทนคณะกรรมการชาวบ้านฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล
ได้ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า "มีคนมักบอกว่า ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า
ผู้หญิงเป็นช้างเท้า หลัง ตรงนี้ความกระตือรือร้นของผู้หญิงบางคน
อาจจะไม่มี หลายคนอาจจะคิดว่ายังไงๆ เราก็หญิงปล่อยให้ชายทำงานกันไปเถอะ
ตรงนี้ยอมรับว่าประเพณีไทย จะคิดเสมอว่าผู้ชาย เป็นผู้นำ ผู้หญิงเป็นผู้ตาม
แต่ตอนนี้ฉันกลับคิดว่าผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน
และเมื่อท่านเป็นข้าราชการท่านต้องยอมรับว่า ท่านต้องรับใช้ประชาชน
ท่านจะมาถืออภิสิทธิ์เหนือประชาชนไม่ได้ ดังนั้นเราจึงถือว่าเขื่อนปากมูลมีได้
เราก็มีอภิสิทธิ์ที่จะยกเลิก ได้เพื่อลูกหลานของเรา
สิทธิรัฐมันต้องใช้ไปในทางที่ดี ที่ควร ไม่ใช่ไปในทางที่ผิดประเพณีบ้านเมือง
โดยการมาประกาศทับที่ทำกิน พ่อแม่พี่น้อง แล้วไล่เขาออก ซึ่งตัวฉันเองก็โดนเขื่อนปากมูลประกาศทับที่
ทั้งๆ ที่เป็นแผ่นดินของเราของชาวบ้าน แต่กลับโดน ไล่ให้ย้ายที่ แล้วไทบ้านอย่างเราจะอยู่อย่างไร
เมื่อมันเป็นอย่างนี้ทำยังไงจะให้ชีวิตของเรามีสิทธิขึ้นมาบ้าง
อยากจะบอกเหลือเกินว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เมื่อลุกขึ้นมาก็ ย่อมต้องเจอปัญหาเยอะมาก
ครอบครัวก็ไม่ค่อยเข้าใจเราเพราะ หลายครั้งที่เรากลับดึกๆ ดื่นๆ ครอบครัวก็ไม่เข้าใจ
ซึ่งเราก็ได้แต่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะวันนี้เรามีอะไรที่จะต้องทำมากมาย
มากจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย
สิทธิของชุมชน มันจะเกิดพลังขึ้นได้นั้นเราต้องฟังกัน เข้าใจกัน ไม่ใส่ร้ายกัน
จึงจะเกิดพลังในชุมชนขึ้น และที่สำคัญสิทธิที่เราต่อสู้กันอยู่นั้น เราต้องเชื่อว่ามันไม่ผิด
มันต้องถูก เพราะนั้นคือสิทธิที่เราจะพอมี พออยู่ พอกินพอเพียง จึงอยากเตือนพี่น้องให้สู้เอาเถอะ
อย่างแรกที่อยากเตือนคือ
เขามักจะให้พี่น้องเราเองมากล่อมเรา ให้เราเชื่อฟัง เราอย่าลืมว่าเราอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่พ่อแม่พี่น้อง
จู่ๆ จะให้ นายทุนเข้ามาทำประโยชน์ หรืออ้างว่าจะให้เรามีสิทธิพิเศษ ในผลประโยชน์มีการคุ้มครองสิทธิ
หรืออะไรมากมาย อยากบอกว่าอย่าไปเชื่อฟังเลย เพราะสิทธิของตัวเองที่เราพึงมีพึงได้นั้น
พี่น้องต้องสู้มาโดยมาตลอด แม้แต่ที่ดินที่เราอยู่กันมาแต่ปู่ย่าตายาย จู่ๆ
ก็ยังมีนายหน้ามาขอซื้อ โดยอ้างว่าที่เราไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีราคาค่างวดอะไรแล้วก็หลอกให้เราขายไป
ตรงนี้พี่น้องต้องต่อสู้ ต้องรวมตัวกันปรึกษาหารือแก้ปัญหาร่วมกันให้ได้
เพราะถ้าเรารวมตัวกันได้ การมีสิทธิชุมชน สิทธิประชาชนก็เป็นเรื่องจริงที่เราจะมีได้ในวันข้างหน้า"
นางสุดใจกล่าว
ทางด้าน นายเลื่อน ศรีโพธิ์ เลขาธิการสมัชชาชาวนาชาวไร่ฯ อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตร
ที่ผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.ป่าชุมชนมานาน กล่าวว่า "คำว่าสิทธิชุมชน ผมไม่เคยได้ยินสักครั้งเลย
แต่ถ้าเป็นเรื่องถางไร่ ไถนา ถากป่า ถางดง ตรงนี้พ่อแม่พี่น้องเรามีมานาน
ทำมานานแล้ว แต่วันนี้มีการกำหนดสิทธิขึ้น มันถูกต้องไหม ที่มีข้าราชการเป็นผู้กำหนดเป็นผู้ออกกฎหมาย
มันชอบธรรมหรือไม่ การเคารพสิทธิซึ่งกันและกันนั้น ประเพณีคนอีสานเขามีมาก่อน
มีแม้กระทั่งกับคนที่ตายแล้ว ยังมีสิทธิในการเลือกที่อยู่ เช่น เวลาจะเผ่าจะฝังกันก็ต้องโยนไข
่ถามคนตายก่อนว่า จะเอาที่ตรงไหน ทับที่ใครไหม แต่รัฐที่อ้างว่าทำเพื่อสิทธิชุมชน
สิทธิประชาชนกลับไม่ถามเจ้าของสิทธิเลย ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เราทำมาแต่ปู่ย่า
ตายายจู่ๆ รัฐก็เขียนกฎหมายออกมาว่า สิ่งเหล่านี้หากมีใครทำขึ้นละก็มีความผิด
เช่น เหล้าพื้นบ้านเรา เป็นต้น สิทธิเหล่านี้ของเราถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว
สภาพชีวิตประชาชนตอนนี้มีแต่หนี้ท่วมตัว" นายเลื่อนย้ำ
ส่วนตัวแทนนักวิชาการ อย่าง นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการ สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
(สสส.) ก็ออกมาย้ำถึงอำนาจชุมชนอย่างตรงไปตรงมาว่า
"ในอดีตชุมชนมาก่อนรัฐ ชุมชนจัดการตัวเองมาก่อนและมานาน เช่น ชุมชนจัดการตัวเองในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติว่าจะแบ่งปันที่ดิน
ป่าไม้ และน้ำ กันอย่างไร สิ่งเหล่านี้ชุมชนทำกันมานานก่อน จัดการมาก่อนที่รัฐ
คิด แต่พอมีรัฐขึ้น รัฐก็เข้ามายุ่งและทำให้เกิดความวุ่นวายไปหมด โดยใช้กฎหมาย
เป็นเครื่องมือ เอาตั้งแต่ ป่าไม้ ที่ดิน น้ำ รัฐก็เข้ามาจัดการเองหมด แล้วยังไงครับ
ตอนนี้ เอาที่ดินไปให้นายทุนสัมปทานปลูกป่ายูคาลิบตัส และตอนนี้ได้ข่าวว่ากำลังทำสัญญาร่วมลงทุนกับจีน
ปลูกยูคาลิบตัส ถึง 700,000 ไร่ และรัฐอีกนั่นแหละที่ออกมากล่าวหาชุมชน อย่างชาวไทยภูเขาว่า
คือคนทำลายป่าไม้ จนคนในสังคมไทยเชื่ออย่างนั้นตาม ดังนั้นสิทธิชุมชนไม่มีแล้วในสังคมนี้
มีแต่สิทธิของรัฐ ใครขัดขวางสิทธิของรัฐก็อาจจะ โดนกฎหมายเล่นงานได้ อีกทั้งรัฐใช้เครื่องมือทุกอย่างในการโฆษณาชวนเชื่อ"
นายไพโรจน์สำทับ
และจากมุมมองกรรมการสิทธิฯ อย่าง นายจรัล ดิษฐาอภิชัย คณะกรรมการสิทธิและมนุษยชนแห่งชาติ
ซึ่งต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และชุมชนเคียง ข้างชาวบ้านมานานก็มองว่า "มี
2 เรื่องเกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชน เรื่องแรก สิทธิของพ่อแม่พี่น้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
คือ พ่อแม่พี่น้องมีสิทธิที่จะใช้ จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะนั่นคือสิทธิพื้นฐานของมนุษย์
เพราะพ่อแม่พี่น้องอยู่ได้ด้วยสิ่งเหล่านี้ เรื่องที่สองคือสิทธิที่จะมีบ้าน
ที่ดินหรือ ที่อยู่อาศัย นี่ก็เป็นสิทธิมนุษยชน
อีกเรื่องคือสิทธิที่จะประกอบประเพณีตามความเชื่อ เพราะนี่ก็เป็นอีกสิทธิหนึ่งของมนุษย์และของชุมชนด้วย
ดังนั้นรัฐจะจำกัดสั่งห้ามไม่ได้ เพราะรัฐเพิ่งเกิด โดยเฉพาะประเพณีของชุมชน
ที่เกี่ยวกับป่า น้ำ รัฐจะต้องคุ้มครองรับรองสิทธิเหล่านั้นด้วยกฎหมาย"
นายจรัลกล่าว
จากนั้น ดร.สุรพล ดวงแข เลขาธิการ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งพลิกผันจากคนที่ทำงานด้านสัตว์ป่า และป่าไม้อย่างเดียว
มาเคลื่อนไหวและเสนอแง่มุมช่วยพี่น้องเครือข่ายในเรื่องสิทธิชุมชนว่า "เท่าที่ผมทำงานมามีระยะหลังๆ
นี้ ที่มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น คิดว่ามีน้ำถึงไหนก็มีปลาถึงนั่น ดังนั้นจึงมีการสร้างเขื่อนสร้างฝ่ายกันเต็มไปหมด
ทั้งๆ ที่ปลาจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เยอะมาก
เรื่องสิทธิชุมชนก็เช่นกัน สำหรับบ้านเราก็เรื่องทำมาหากิน มีผื่นแผ่นดิน
เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน เหล่านี้คือความจำเป็นพื้นฐานที่รัฐจะต้องเป็นผู้ให้
ดังนั้นรัฐจะมาใช้อำนาจแบบเดิมไม่ได้ เช่น กรมปกครองต้องมาทำงานบริการประชาชน
ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนจะต้องมีผื่นแผ่นดินทำกิน และอะไรก็ตามที่เข้ามาปิดกั้นการดำรงชีวิตของชาวไร่ชาวนา
หรือชาวสวน นั่นคือการละเมิดสิทธิ
อย่างที่ผมทำงานก็พบเยอะมากที่คนไม่เข้าใจธรรมชาติแล้วใช้ความรู้สึกตนเองมารู้สึกแทนสัตว์
อธิบายและเรียกร้องสิทธิแทนสัตว์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น โดยเขาไม่มองเลยว่าเขาควรจะให้พื้นฐานอะไรแก่สัตว์ที่สัตว์
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เหมือนเรื่องป่า ซึ่งสังคมไทยและสังคมประเทศเพื่อนบ้าน
เป็นสังคมที่อยู่กับป่า ฉะนั้นการพึ่งพาป่าย่อมต้องเกิดขึ้น และถ้าเราเข้าใจตรงนี้
การพูดถึงป่าแบบแยกคนแยกชุมชนออกไป จะไม่เกิดขึ้นอย่างขณะนี้ ที่เราถูกมองแบบตะวันตก
ผมพยายามตั้งคำถามสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่คัดค้านเรื่องนี้ว่า การที่ไม่ยอมให้ชุมชนอาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์นั้น
ท่านห่วงอะไร คำตอบที่ได้ก็ไม่ชัดนัก คือ ถ้ามีคนอยู่แล้วสัตว์จะอยู่ไม่ได้
หรือ ต่อไปคนจะมากขึ้นป่าก็จะอยู่ไม่ได้ เป็นต้น ตรงนี้ผมอยากจะสรุปให้ฟังสั้นๆ
ว่า เรื่องสิทธิคือเรื่องที่เราต้องกินต้องอยู่ ดังนั้นเรื่องป่าชุมชน หาก
พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับนี้ออกมาใช้ เราก็ต้องยืดหยัดว่า เรามีวิถีชีวิตอย่างนี้
ถ้ารัฐยังจะเข้ามาจัดการ สุดท้ายถ้าไม่ได้ผมว่าเราก็คงต้องยึด โดยการหาพวก
พันธมิตร หรือเครือข่ายมาต่อรองในทางการเมือง ต่อไป เพราะเรามีความชอบธรรมอยู่แล้ว"
ดร.สุรพลชี้แจง
สุดท้าย ซึ่งเป็นมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการร่างกฎหมายโดยตรง และเป็นวุฒิสมาชิก
หนึ่งในไม่กี่คน ที่เข้าใจวิชีวิต พี่น้องเครือข่ายว่าคนอยู่กับป่า อยู่อย่างไร
ซึ่ง ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน
วุฒิสภา ได้ออกมากล่าวเรื่องนี้ชัดๆ สั้นๆ ว่า
"กฎหมายป่าชุมชนเป็นกฎหมายที่พี่น้องเราต่อสู้มายาวนานมากบางคนสู้ตั้งแต่ยังโสด
จนมีลูกสี่คนแล้ว แต่ พ.ร.บ.ป่าชุมชนก็ยังไม่คลอดออกมาใช้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในกระบวนการทางรัฐสภา
ถ้าผ่านก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน และกว่าจะออกกฎกระทรวง หรือระเบียบต่างๆ
อีก หลังจากนั้นก็ตั้ง คณะกรรมการ ประกาศเขตป่าชุมชน ก็อีกนาน แต่ถ้า กฎหมายนี้ไม่ผ่านอย่างที่คาดหวัง
หรือผ่านแต่ถูกปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ ก็คงต้องมีการคัดค้าน ต่อสู้กันต่อไป
ที่สำคัญตอนนี้เราต้องคิดแผนการว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับนี้ออกมาตรงตามที่เจตนารมณ
์เราต้องการ เพราะสิทธิ ในมุมมองผมคือวิถีชีวิตที่มีคุณภาพชีวิต ฉะนั้นสิทธิป่าชุมชน
คือสิทธิของชุมชนในการหาอยู่ หากิน จากป่าชุมชนนั้น เป็นสิทธิที่ถูกต้องตาม
หลักมนุษยธรรมและจริยธรรมในทางกฎหมาย แต่การจะได้สิทธิที่สูญเสียไปแล้วนั้น
เราจะต้องมีเครื่องมือในการต่อสู้ และกฎหมายป่าชุมชน คือเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตและวิถีชุมชนกลับคืนมา
" ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว

Thaingo รายงาน
28 มกราคม2545
|