ธรรมยาตรา : มรรควิถีแห่งสันติ


สัมผัสทะเลกว้างกลางหุบเขาดอยเต่า ลำนำเสียงเศร้าเมืองฮอดใต้ผื่นน้ำ อิ่มอารยธรรมแห่งวิถีป่าจากเรื่องราวคนปกากะญอและโพล่ง นี่คือขบวนการธรรมยาตราการต่อสู้ในวิถีทางแห่งสันติ

ท่ามกลางภูเขารายล้อมที่สูงชันเสียดฟ้า ริมทะเลสาบดอยเต่า ลมหนาวแห่งฤดูกาลที่พัดผ่านผื่นป่าหวิวไหวปะทะกับไออุ่นจากทะเลสาบเป็นระลอกๆ ใครจะรู้ว่าที่นี่ซึ่งเป็นแผ่นดินหลังคาโลก ห่างจากตัวสันเขื่อนภูมิพลหลายร้อยกิโลเมตรจะมีทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไพศาลซุกซ่อนอยู่หลังภู ที่สำคัญเป็นทะเลสาบที่อายุน้อยที่สุด นั่นเพราะว่าทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ตัวเล็กๆ นี่เองที่อหังการสร้างมันขึ้น เย้ยชีวิต เย้ยธรรมชาติอันสงบ

แดดยามบ่ายคล้อยลับผื่นน้ำ ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ขบวนธรรมยาตราเริ่มทะยอยลงจากยอดผาวัดดอยอีเกิ้ง ถึงแพพักริมน้ำ อย่างระรื่น มีเสียงยิ้มแย้มทักทายกันหลังจากเดินฝ่าข้ามเขาสูงชันมาถึงที่หมาย ท่ามกลางลมหนาวเยียบเย็นพายพัดเข้ามาโอบกอดทุกคน ซัดคลื่นสาดชัดหูมากขึ้น ใครเป็นอย่างไร ได้อะไร ยังถามไถ่กันอยู่ขณะที่อีกกลุ่มเริ่มจัดแจงหาฟืนก่อไฟทำกับข้าวกินกัน เพราะพรุ่งนี้ก็เข้ากิจกรรมปลีกวิเวกแล้ว ตอนนั้นทุกคนจะไม่ทานอะไรทั้งสิ้นยกเว้นน้ำ จนถึงรุ่งเช้าอีกวัน หลายคนรู้สึกตื่นเต้น ว่าตนเองจะทำได้ไหม จะหิวมากไหม เพราะการปลีกวิเวกนั้นเพื่อศึกษาและอยู่กับตนเอง หมายความว่าทุกคนจะต้อง แยกตัวออกไปหามุมที่สงบ ไม่พบ ไม่เจอกัน จนถึงรุ่งเช้าวันใหม่

หลากคำตอบหลังจากทีมงานไทยเอ็นจีโอเริ่มซักถามถึงความรู้สึกนึกคิด ทั้งคนที่เพิ่งเข้ามาสัมผัสครั้งแรก และคนที่เข้ามาสัมผัสหลายๆ ครั้งแล้ว คือ รู้สึกสงบและสุขใจมาก ธรรมชาติหล่อหลอมมโนธรรมชำระบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดต่อจิตใจมาก "หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงโพล่งที่เราผ่านมา และได้สัมผัสวิถีชีวิตของเขา มันกระตุ้นให้มโนธรรมในตัวเราตอบคำถามว่า ใยสังคมมนุษย์ที่อาศัยในโลกใบเดียวกัน จึงต่างวิถี ต่างศักดิ์และต่างสิทธิ์ กันมากมายอย่างนี้ อีกอย่างธรรมชาติทำให้เราสงบและการปลีกวิเวกทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นเยอะมาก ฉะนั้น "ธรรมยาตราตอบหัวใจผู้ใฝ่ธรรมมากมายเลยน่ะ" หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งลาพักร้อนจากงานในเมืองหลวงตอบอย่างชัดเจน

ธรรมยาตราสู่ชุมชนแห่งขุนเขา เมื่อวันที่ 19-28 มกราคม 2545 ที่ผ่านมา เป็นโครงการในสังกัดของเสมสิกขาลัย ซึ่งได้จัดธรรมยาตรามาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยปีนี้ ธรรมยาตราได้จาริกไปบนเส้นทางวัฒนธรรม ของชาวกะเหรี่ยง 2 วัฒธรรมคือ ชาวโพล่งและชาวปกากะญอที่ อยู่อย่างสงบสุขกับวิถีชีวิตอัน สอดคล้องกับธรรมชาติในเขต อำเภอฮอด ผ่านหมู่บ้านบนดอย อาทิ บ้านดงดำ แม่ลายดวงจันทร์ ควิลู วัดพระธาตุดอยเกิ้ง และมาสิ้นสุดที่ทะเลสาบดอบเต่า ชมผื่นน้ำและสดับตำนาน 20 ปี เมืองฮอดที่อยู่ใต้ผื่นน้ำกลางทะเลสาบดอยเต่า 20 ปี ที่คนปกากะญอ คนโพล่งเปลี่ยนจากชาวนาบนดอยสูงมาเป็น ชาวประมงหากินอยู่ริมน้ำ 20 ปี ที่ 3 กว่าพันครอบหนีความอดอยากหิวโหยไปดิ้นรน หากินทั่วสารทิศ ส่วนหนึ่งก็เข้าไปสร้างเมืองฮอดใหม่ในปัจจุบัน ทิ้งแผ่นดินผื่นนาปู่ย่าและวัดวาอารามอันศักดิ์กว่า 20 แห่ง ไว้ใต้ผื่นน้ำ เพียงเพื่อผลิตผลเดียวของการพัฒนานั่น คือเขื่อน !!

ทำไมมนุษย์ต้องธรรมยาตราค้นหาชีวิตที่สันติตริตรองธรรมกลางผื่นป่าธรรมชาตินั้น ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้นำภาพบรรยากาศ และคำอธิบายจากปราชญ์ ของแผ่นดินไทยชาวปกากะญอ จากอำเภอแม่วาง เชียงใหม่ พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา และปะตีมูเซาะ เสนาะพรไพร จากอำเภอเสมิง เชียงใหม่ ว่า จุดกำเนิดการมีธรรมยาตราจากวันนั้น ถึงวันนี้ 7 ปี เต็มของการเดินธรรมยาตราได้บอกกล่าวอะไรแก่สังคมไทย แก่ผู้ที่เข้าร่วมขบวนเดินบ้าง

พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา
"คือศาสนาหรือว่าอะไร ตรงนี้เราต้องรู้ก่อน ไม่ว่าศาสนาดั้งเดิมหรือศาสนาสมัยใหม่อย่างทุกวันนี้นะครับ ส่วนธรรมยาตราเกิดขึ้นได้ตอนที่เราได้คุยกัน กับผู้รู้หลายท่าน ซึ่งก็คุยกันอยู่หลายครั้งหลายหนมาก จึงจะเริ่มเดินกันได้ แล้วธรรมยาตราคืออะไร ? ตามความหมายจริงๆ ธรรมยาตรามันก็มาจากภาษาคริสต์ จะหมายถึงว่าอธิษฐานภาวนาก็ได้ หรือ ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็ได้ หรือขอโทษสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ได้ เพราะพวกเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น เมื่อสิ่งมีชีวิตถูกกระทบกระทั่งอย่างนี้ เราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

ฉะนั้น พื้นฐานของธรรมยาตราของศาสนาอื่นก็คล้ายๆ กัน แต่สำหรับปกากะญอ ถือว่าธรรมชาติยาตรานั้นสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของปกากะญอ เพราะกะเหรี่ยงหรือปกากะญอนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตมานานแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผมคิดว่าหลายๆ เผ่า หลายๆ คน หลายๆ ที่ ก็คงมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต เหมือนกัน

ธรรมยาตราไม่ใช่การเดินเที่ยวธรรมชาติอย่างเดียว เพราะผู้เดินจะต้องมองหาความเป็นสัจจะความจริง การเปลี่ยนแปลง และต้องเรียนรู้อดีตส่วนหนึ่ง เพื่อมาสู่ปัจจุบันอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็มุ่งไปสู่อนาคต เพื่อจะได้นำกลับมาใช้กับชีวิตประจำวัน ตามหลักศาสนา หรือตามความเชื่อตน อีกอย่าง ความเชื่อของชาวปกากะญอ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติ ผมจะยกตัวอย่าง เช่น เรามีความเชื่อว่า วิญญาณหรือขวัญเรานี้มี 37 ขวัญ หรือ 37 วิญญาณ อยู่กับตัวเรานี่ 5 ขวัญ ที่เหลืออยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รอบๆ ตัวเรา 32 ขวัญ ดังนั้น เวลาชาวปกากะญอออกไปทำไร่ หรือไปล่าสัตว์ หากินปลา ก็มักจะขอโทษ สิ่งมีชีวิตรอบๆตัว และในแต่ละปีก็จะมีการขออภัยขอโทษสิ่งมีชีวิตก่อนที่เราจะเผาไร่ เผาสวน หรือจะทำอะไรที่กระทบธรรมชาติก็มีการดูฤกษ์ ดูยาม ดูสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า เขาคิดอย่างไร " พ่อหลวงจอนิกล่าวอธิบายและกล่าวต่ออีกว่า

"นอกจากนั้นการเดินธรรมยาตรานี้ กับคนที่รู้สึกว่าตนผูกพันกับศาสนาก็จะขอโทษและ ขอพรจากพระเจ้า หรือศาสนาพุทธนี่ก็จะอธิษฐานภาวนา ให้จิตสงบ และรู้สึกเป็น มิตรหรือเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ นั่นคล้ายๆ กับว่าเราได้คืนดีกับ ธรรมชาติแล้วส่วนหนึ่ง คืนดีเพราะ เรารู้คุณค่าของมัน ค่าของที่นี่คืออย่างนี้ และค่าของที่โน่นคืออย่างโน้น อีกส่วนเราต้องคิดต่ออีกว่าเรา(สังคมเมือง)ลืมตัวหรือเปล่า ทำเกินไปหรือเปล่า ที่เรา(สังคมเมือง) ร่วมกันมาชี้ความคิด แบบวิทยาศาสตร์แล้วก็พัฒนา บางทีเรา(สังคมเมือง) พัฒนามากเกินไปหรือเปล่า บางทีเรา(สังคมเมือง) มองข้ามสิ่งมีชีวิตอย่างนี้น้อยไป หรือเปล่า การทำอะไร สักอย่าง อาจจะกระทบกระเทือนคนต่อคนด้วยกันก็ได้ หรือคนกับ ธรรมชาติ ทั้งหลายก็ได้ หรือธรรมชาติกับธรรมชาติก็ได้

ความจริงเราอยู่ในโลกเดียวกัน อยู่ที่เดียวกัน มันก็ย่อมกระทบกันอยู่แล้ว แต่เมื่อมันก็กระทบ ขึ้นมาแล้วเราก็ต้องขออภัยกันและกัน เพื่อสรรพสิ่งอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ส่วนธรรมยาตรา บอกอะไรแก่สังคมภายนอกนั้น ผมคิดว่ามันจะชี้ทางออกให้สังคม ถ้าวันนั้นสังคมเริ่ม วุ่นวายมากขึ้น ใครต่อใครต่างก็วุ่นวายกัน นั่นแหละธรรมยาตราบนเส้นทางธรรมชาติจะมีบทบาทมาก ถ้าหากว่าเรามองดูตัวเอง ชีวิตของเราก็เป็นสิ่งมีชีวิต อย่างหนึ่งนะ ถ้ามันกระทบมากเกินไปก็ไม่ดี เช่น บางคนกระทบกับเทคโนโลยี กระทบกับเขื่อน กระทบกับรัฐ ในสังคมนี้เรากระทบกับอะไรต่างๆ นานา เยอะแยะ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย รัฐ นักวิชาการ ที่มักจะออกมาชี้ว่าประเทศไทยมันจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งปกติแล้วมนุษย์ก็มักจะเชื่อว่ามันจะต้องก้าวหน้า ทั้งที่จริงๆ มันอาจก้าวถอยหลังก็ได้ โลกทั้งหมด ทั้งมวลมันพัฒนาตัวมันเองหลายสิ่งหลายปี แต่มนุษย์เกิดมาอยู่แค่ร้อยปีก็ตาย มนุษย์จะอยู่เรียนรู้มากมายได้แค่ไหน แค่ร้อยปีก็ตาย มันมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามองดูธรรมชาติถูกวิวัฒนาการมาหลายร้อยหลายพันปี แต่เราพุ่งมาแป๊บเดียวหายไป ตรงนี้เองที่เราจะทำยังไง ถึงจะเข้าใจในช่วงระยะแค่ร้อยปีนี้ ให้ธรรมชาติมันอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ ลองมองดูก้อนหินแต่ละก้อนมันจะพัฒนากี่ล้านปี กี่สิบล้านปีเราก็ไม่รู้ แล้วจักรวาลหละเท่าไหร่ มันมีอีกเยอะ ใช่ไหม หรือโลกอาจจะเกิดขึ้นใหม่ก็ได้ โลกอันนี้อาจจะแตกสลายก็ได้ หรืออาจจะพัฒนากลายตัวใหม่ก็ได้ เราต้องเรียนรู้และเข้าใจมันบ้าง

สังคมเมืองหรือมนุษย์ปัจจุบันหันมาใส่ใจธรรมชาติน้อยมาก แม้แต่ธรรมชาติยาตราเองก็มีคนเข้ามาร่วมมาใส่ใจน้อยอยู่ นั่น เป็นเพราะมนุษย์มักคิดแบบวิทยาศาสตร์ เรามองอะไรสั้นๆ จึงเห็นอย่างนี้ ถ้ามองระยะกลางๆ มันน่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะและ ถ้ามองในระยะยาวๆ มันก็น่าจะไปลักษณะอย่างนี้ ถ้าจิตวิทยาของ มนุษย์มันมีทั้งร่างกาย มันมีทั้งวิญญาณ มันมีทั้งอะไรหลายๆ เราจะเข้าใจแบบไหนดี " พ่อหลวงจอนิกล่าวอธิบาย และเสริมต่อถึงการเดินธรรมยาตรา กันการสร้างสันติในหัวใจได้อย่างไร ว่า

" เราเห็นตัวอย่าง จากประเทศอินเดียสมัยมหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง ที่เห็นคนอื่นเขาสู้กันด้วยอาวุธด้วยอะไรมากมาย แต่มหาตมะ คานธี กลับอธิษฐานภาวนาตัวว่า ถ้าอัฐิมันเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ การเดินธรรมยาตราคือรูปแบบหนึ่งในการต่อสู้เชิงสันติ ดังนั้น ธรรมยาตราจึง ไม่ใช่แค่การเดินท่องเที่ยว แต่มันเป็นการต่อสู้ แบบสันติ เรียกร้องแบบสันติ สู้กับอะไรบ้าง ผมคิดว่า มันคือ อำนาจ อำนาจที่มันใหญ่โตอยู่ในสังคม บางทีมันพึ่งแต่วัตถุหรือเงินตรา มันน่าจะพึ่งจิตใจกันบ้าง มันน่าจะพึ่งความเชื่อ คำอธิษฐานภาวนา คือมาคุยดีๆ กันบ้าง เพราะ บางทีมนุษย์มันไปยึดติดอันใดอันหนึ่ง มากเกินไป มันไม่ เรียนรู้ในสิ่งที่มองไม่เห็น ทั้งๆ เรายังไม่รู้อีกเยอะมาก การเรียนรู้ตรงนี้ผมคิดว่า มันอาจจะมีหลายความหมาย เพราะแต่ละคน แต่ละท้องถิ่น แต่ละชีวิต แต่ละพื้นที่ แต่ละกาลยุคสมัย จะตีความหมายอย่างไรไม่รู้ แต่ว่า ธรรมยาตราที่นี่ที่ขุนเขาแห่งนี้คิดอย่างนี้ พวกเราเดินจากบนดอย ผ่านมาที่นี่เขาได้คำตอบอะไรตรงนี้สำคัญมาก"พ่อหลวงจอนิกล่าวเสริมอีก แล้วเกริ่นถึง จุดเริ่มต้น ธรรมยาตราว่า

"ผมกับเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ ทำตรงนี้มา 7 ปีแล้ว ครั้งนี้เป็นปีที่ 7 แล้ว ที่นี่มันไม่ใช่บนภูเขาจริงๆ มันไม่ใช่ที่ในเมืองจริงๆ มันอยู่ระหว่างกลางๆ เพราะที่นี่เมื่อสามสี่สิบกว่าปีมาแล้ว สภาพที่นี่มัน เป็นอีก แบบหนึ่ง วันนี้ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่ทันตาย มันก็เปลี่ยน ไปเป็นอีกแบบหนี่ง เมื่อก่อนมีแม่น้ำปิงไหลผ่าน มีเรือสินค้าล่องขึ้นเชียงใหม่ มีหมู่บ้าน มีทุ่งนากว้างใหญ่ มีเมืองฮอดของชาวปกากะญอสองฟากฝั่งน้ำปิง วันหนึ่ง พอมีเขื่อนภูมิพล หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่หายหมดเลย ที่เหลือก็ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ ชีวิตของลุงยังไม่ทันตาย แค่ห้าสิบกว่าปี เราเห็นมันเปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือเลย ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม

ฉะนั้นธรรมยาตราที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่ออะไร ? ผมว่าเขาคุยกันแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นเดินกัน และยังคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ ตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ผ่านมา ว่า เมื่อก่อนมันเป็นอย่างไร ตอนนี้เราปรับตัวกันแล้วและเป็นอย่างและเป็นอย่างไร ซึ่งใครมีทางออกอย่างไรก็มาแลกเปลี่ยนกัน มันไม่ใช่เราจะสรุปว่าอย่างนี้ดีหรือเลว หรืออย่างนี้ อย่างโน้นไม่ใช่ แต่พูดถึงขอบเขตที่ มันบอกได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเราอย่างนี้เป็นต้น คนที่สนใจเข้าร่วมเดินจริงๆ อาจจะน้อย แต่ถ้าเขาเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ กลับไป มันก็จะเป็นเชื้อแห่งความคิดความเข้าใจเรา ที่ได้เห็นชีวิตหลายๆ ที่ หลายๆ รูปแบบ ซึ่งตรงกับคำศาสนาบอกไว้ว่า ใครแสวงหา คนนั้นก็จะได้ไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ปิดตัวเองไม่อยากจะแสวงหา จนตายก็ได้แค่นั้น แต่ใครที่เปิดประตูของตัวเองนี้ อยากจะมองเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ว่าเป็นอย่างไรนั้นแค่ เปิดตาขึ้น คนนั้นก็จะเห็นเรื่อยๆ เพราะชีวิตในโลกนี้มองเห็นแต่อาชีพของตัวเองเท่านั้น เราลองเปิดใจ มาเรียนอีกสัก 4-5 อาชีพ สัก 4-5 ตาดู เพราะแต่ละอาชีพมันก็มีต่างหากมันสำคัญในตัวของมันเอง สุดท้ายไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องถือว่าในโลกนี้จะเลวก็ว่าได้ จะดีก็ว่าได้ แต่ว่าเรามีความหวังอยู่เสมอ อาจจะหวังจริงหรือหวังหลอกๆ ก็ให้มีความหวังอยู่เสมอพอแล้ว"พ่อหลวงจอนิ กล่าวสรุป

พะตีมูเสาะ เสนาะพรไพร
ปราชญ์ปกากะญอ จาก อ. เสมิง เชียงใหม่ กล่าวถึงธรรมยาตราในมุมมองของตนที่ร่วมเดินมาตลอดว่า

"ถ้าพูดถึงธรรมยาตรานี่ถ้าเข้าใจตามผม ว่ามนุษย์ในโลกนี้นะ หลายคน คิดว่าตนฉลาดจะเอาชนะกัน หรือหมอดู ก็คิดว่าในโลกนี้ตนเก่ง ตนฉลาด บางคนคิดว่าไม่มีการแพ้ ไม่มีการชนะ แต่ผมคิดว่ามนุษย์ในโลกนี้เป็นมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้น สร้างให้เราเป็นอย่างนี้ บางคนไม่เข้าในกัน ก็จะทะเลาะเบาะแว้งกันสู้กัน คนที่เขาคิดว่าฉลาดหน่อยก็จะเอาเปรียบคนที่ ยากจนและโง่ จนบางครั้งคนเหล่านี้ก็น้อยใจ เพราะเขาไม่กล้าจะทำอะไรกับผู้มีอำนาจ วันนี้เรามาเดินธรรมยาตราก็เพื่อให้ทุกคน ได้มาสร้างความเข้าใจต่อกัน เพราะพระพุทธเจ้านี่ไม่ได้สอน ให้คนเราเกิดเป็นมนุษย์นี่จะต้องทะเลาะกัน ไม่มีการสอนแบบนี้เลยน่ะ "พะตีมูเสาะกล่าวเบาๆ และอธิบายเพิ่มเดินธรรมยาตรานั้นเราได้อะไร " อันนี้ถ้าเราเจอเราก็จะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะธรรมชาตินี่มัน จะบอกเราเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเราเข้าไปในป่าในเขา เราจะเจอต้นไม้ ตั้งแต่ต้นเล็กๆ ไปจนถึงต้นใหญ่ๆ ตรงนั้นแหละที่มันจะสอนเราว่า เราเกิดบนแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเรามีชีวิต เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีชีวิตแล้วเราควรจะอำนวยความสะดวกให้ซึ่งกันและกัน ผมว่ามันจะบอกเราเรื่อยๆ นะ ว่าเรานี้ ตั้งแต่เราเกิดมา เกิดมาไม่ได้เอาอะไรมา เรามาตัวเปล่า ถ้าตายเราก็เอาอะไรไปไม่ได้

ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาร่วมเดินจะ ตั้งอกตั้งใจมากเพื่อที่จะเรียนรู้เรื่อยๆ บางคนก็ได้รู้จักกับคนที่แลกเปลี่ยนกัน เพราะการแลกเปลี่ยน มันเกิดขึ้นตาม ธรรมชาติของมนุษย์เอง ในหัวคิด ในสายตา ว่าคนทุกข์คนยากมันเป็นอย่างไร และปัญหามันเกิดขึ้นก็เกิดได้อย่างไร ธรรมชาตินี่เป็นอาจารย์สอนเราทุกอย่างเลย เป็นอาจารย์ใหญ่เลยก็ว่าได้ เวลาเดินป่าธรรมยาตราผมมีความคิดเล่นๆ ว่า เราเห็นก้อนหิน เราเห็นต้นไม้ เราเห็นเป็ด ดอกไม้ สัตว์ป่า นก หนู ความหลากหลาย ทางชีวภาพเพราะนกไม่ใช่มีตัวเดียว หนูก็ไม่ใช่มีตัวเดียว

"พะตีเข้าไปในเมือง เข้าไปกรุงเทพฯ พะตีมองเห็นสังคมเมือง คิดว่าคนเหล่านี้คิดเขาจะเอาชนะธรรมชาติ เขาจะเอาธรรมชาติ เอาไปสร้างไปทำอะไรเยอะแยะ เขาไม่รู้หรอกว่า เขาไม่ชนะธรรมชาติอยู่ดี พะตีเชื่อว่าคนเรา ถ้ามีชีวิตแบบนี้สักวันหนึ่งเขาจะเบื่อหน่ายตัวเอง เขาไม่ชนะหรอก วันดีคืนดีอากาศก็เสีย ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เสีย แล้วเราก็เสียด้วย วันนี้พะตีคิดว่าคนเมืองที่มาเดินธรรมยาตรา เขาจะได้ไปคุยกัน อย่างน้อยก็คิดว่าแต่ละคน ซึ่งเป็นละอ่อนอยู่นะ จะได้ไปคุยกับสามีหรืออะไรต่างๆ ว่าอันนี้นะธรรมชาติ มีค่านะ ที่เราอยู่ทุกวันนี้เราลืมตัวนะ ตรงนี้อาจจะช่วยได้บ้าง

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเพราะเขาดูแค่เอกสาร ดูแค่หนังสือพิมพ์ ฟังจากข่าว บางทีข่าวลือจริงไม่ได้รับรู้ว่าความจริงคืออะไร เป็นอย่างไร แต่คนที่ได้เดิน ธรรมยาตรานี่เขาได้มาคุยกัน ได้ไปดูความจริง ว่าป่าอยู่กับชาวเขาซึ่ง บางคนมันจะแยกออกได้บ้าง คนที่เดินๆ มาทั้งหมดนี่คิดว่ามีหลายคนที่เข้าใจเรามากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน ร่วมแก้ปัญหาในแบบที่เราสบายใจ คล้ายๆ ว่าเราทำบุญชนิดหนึ่ง มาทำบุแล้วได้แก้ไขปัญหาให้สังคมมนุษย์นี่ ทำให้โลกนี้ เข้าใจอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ" พะตีมูเสาะกล่าวสรุป

นายอภิชาติ ไสวดี เจ้าหน้าที่ประสานงานในพื้นที่โครงการธรรมยาตรา ได้ให้ความกระจ่างถึงการเดินธรรมยาตรากับทีมงาน ไทยเอ็นจีโอว่า

"ธรรมยาตราคือการเดินทางเข้าสู่ภาวะบางอย่างที่เป็นภาวะภายในของตัวเรา โดยการเข้าไปสู่วิถีชีวิตชุมชน วิถีชีวิตชาวบ้าน ด้วยนี้ ถ้าเกิดเรามองชาวบ้าน มองชุมชน ในขณะที่เรากำลังมีการพัฒนาทางจิตวิญญาณ มีการภาวนาในตัวเราเองไปด้วย ก็อาจจะทำให้เรามอง วิถีชีวิตตัวเองและคนอื่นไปอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากคนเมือง แตกต่างจากวิถีชีวิตปกติ เพราะเราจะมีความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งธรรมยาตราพยายาม พูดถึงเรื่องการเข้ามาเป็นสักขีพยาน เพราะเราจะไม่ตัดสินว่าวิถีชีวิตแบบไหนเป็นวิถีชีวิตที่ผิดหรือถูก หรือควรจะมีอะไร หรือควรจะปรับเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ธรรมยาตราเข้ามาเพื่อรับรู้ แล้วก็เป็นสักขีพยานของสิ่งมีชีวิต ของสรรพสิ่ง ของผู้คนที่เราผ่านมาเท่านั้น ว่ารูปแบบวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่ตลอดเส้นทาง มันเป็นยังไง สามารถกลมกลืนหรือว่า ความสัมพันธ์กับสรรพสิ่ง กับธรรมชาติ อย่างไร

ทำไมต้องให้ธรรมยาตราผ่านไปเพื่อรับรู้ในทุกๆ สรรพสิ่ง นั่นเพราะคนมักจะมองชุมชนในป่า ชุมชนบนดอย หรือชุมชนที่เรียกว่าชาวเขา ด้วยภาพที่ถูกเสนอ ออกมาจากสื่อ ซึ่งมันไม่ใช่ภาพที่ถูกต้องเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ที่มองคนกลุ่มนี้ค่อนข้างจะลบมาก โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองยังมอง ในลักษณะแบบ ที่ว่าเขาเป็นประชาชนชั้นสองอยู่ตลอดเวลา หรือบางทีก็มองแบบดีสุดโต่งไปอีกด้านเลย ว่าชีวิตคนบนดอยนั้นขาดโอกาส ยากจน และบริสุทธิ์มาก อีกด้านหนึ่ง ก็จะมองว่าชาวเขาทำลายป่า ชาวเขาค้ายาเสพติด อะไรต่างๆ มากมาย

่การมาร่วมเดินธรรมชาติยาตราไม่มีคำตอบแบบสำเร็จรูป ทุกคนต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น เราจะให้ เขาใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน กินนอนร่วมกับชาวบ้าน กินอย่างที่ชาวบ้านกิน ทำอย่างที่ชาวบ้านทำ บางคนมีโอกาสได้ตำข้าว ตรงนั้นเองที่เขาได้เรียนรู้ว่า การตำข้าว การไปขุดดินกับชาวบ้าน การไปเก็บผักอะไรอย่างนี้ ็ได้ไปทำงานในไร่ ซึ่งทำให้เขาได้มองเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ยังนึกไม่ถึง ไม่เคยนึก หรือไม่เคยรับรู้เลย" นายไสวกล่าวอธิบายและเสริม ต่ออีกว่าธรรมยาตรา คือกระบวนการเรียนรู้ธรรม ท่ามกลางธรรมชาติหรือระหว่างการเดินทางมิใช่การศึกษา พระธรรม แต่เพียงอย่างเดียว

" มันเป็นการผสานระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ เพราะว่าบางทีชีวิตคนเราไม่สามารถแยกเรื่องธรรมะออกเป็นเรื่องโดดๆได้ หรือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจต่างหาก แต่ว่าธรรมยาตรา พยายามสร้างกระบวนการ ให้คนได้เรียนรู้ ทั้งเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ชีวิตผู้อื่น เรียนรู้สรรพสิ่ง เรียนรู้ธรรมชาติ เรียนรู้ผู้คน ไปพร้อมๆ กับการภาวนา ซึ่งการภาวนาจะช่วยเรื่องความเข้าใจ และธรรมยาตราจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีศาสนามากั้น หมายความว่า ทุกคน ทุกศาสนา สามารถเข้าร่วมได้หมด อย่างช่วงที่มีการภาวนา ปลีกวิเวก เราไม่ได้มีการบังคับว่าทุกคนจะต้องนั่งสมาธิ ทุกคนจะต้องปฏิบัติแบบใดแบบหนึ่ง แต่ทุกคนสามารถมีวิถีของตัวเองในการภาวนา บางคนอาจจะมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นของตัวเอง ของศาสนาที่แตกต่าง ซึ่งเราไม่ได้ระบุว่าจะต้อง ปฏิบัติแบบนั้นแบบนี้ หรือแนวนั้นแนวนี้ ทุกคนสามารถทำได้ สามารถภาวนาได้อย่างที่ตัวเองถนัดและสอดคล้องกับที่ตัวเองเป็นอยู่ " นายไสวกล่าวเสริมอีก จากนั้นก็อธิบายต่ออีกว่า คนที่เข้าร่วมเดินธรรมยาตราเป็นส่วนหนึ่งหรือกลไกหนึ่ง ในการช่วยแก้ไขปัญหาสังคม

" คือว่า ผู้เข้ามาร่วมเดินธรรมยาตรานั้น มาเพื่อรับรู้โดยไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ สิ่งนั้นควรจะเป็นอย่างนั้น เป็นเพียงแค่การได้มาเห็นภาพที่แท้จริง ซึ่งตรงนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ทัศนะมุมมองต่อสังคมบ้าง แล้วเขาอาจจะนำสิ่งที่เห็นไปบอกเล่าต่อสังคม แม้ว่าจะไม่ได้บอกเล่าในวงกว้างนัก แต่มันก็คงจะค่อยๆ ขยายจากการบอกเล่ากันต่อๆไป ว่า วิถีชีวิตชาวบ้านมันเป็นวิถีชีวิตแบบนี้นะ มันสอดคล้องกับธรรมชาติตั้งแต่วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี ทุกอย่างมัน ถูกกำหนดให้เกี่ยวข้องให้สัมพันธ์กับธรรมชาติความสมดุล เหมาะสม โดยไม่เอาเปรียบกันและกัน เหล่านี้แหละครับ ที่คนเข้ามาร่วมเดินธรรมยาตราจะได้เห็น ถ้าหากว่าเขาเปิดใจจะรับฟัง ที่จะเป็นผู้ดูอย่างไม่ตัดสิน เขาก็จะเห็นภาพเหล่านี้

"อาจจะมองว่าธรรมยาตราคนมาร่วมเดินน้อย ครั้งนี้ก็แค่ 20 คน จริงๆแล้ว ปริมาณนี้แหละครับ เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้เราได้ความสัมพันธ์กันเองด้วย เวทีแลกเปลี่ยนสำหรับคน 20 คน ก็ไม่มากเกินไปนัก ทุกคนก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้เต็มที่ แต่ถ้าคนเยอะ คือมากกว่า 20 คนนะครับ ความสัมพันธ์ หรือว่าเวทีแลกเปลี่ยนตรงนี้มันก็จะแคบ คนที่มีโอกาสพูดมากกว่า ก็จะแลกเปลี่ยนมากกว่า คนที่บางทีพูดไม่ค่อยเก่ง เราก็อาจจะไม่ได้รับรู้เลยว่า แท้จริงเขาคิดยังไง และแนวโน้มในอนาคตผมคิดว่า คนจากหลายส่วนเริ่มให้ความสนใจกับรูปแบบธรรมยาตราค่อนข้างมากขึ้น แต่เนื้อหาธรรมยาตราก็ปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีหัวใจแบบเดียวกัน คือการผสานระหว่างวิถีชีวิตกับการภาวนาเข้าด้วยกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตของผู้คน แล้วก็การได้เข้ามาร่วมกับกิจกรรมแบบนี้อย่างที่ว่าถ้าเราเปิดใจมากๆ

ส่วนหนึ่งมันจะเป็นการตอบคำถามบางอย่างของชีวิตในสังคมบริโภคนิยม อย่างเช่น เราเคยอยู่วิถีชีวิตที่คุ้นชินกับการบริโภคใช่ไหม คุ้นเคยกับการทำอาหาร ที่มีเครื่องปรุงมากๆ คุ้นเคยกับการนอนที่มันยุ่งยากซับซ้อน กับที่นอน กับที่หลับที่นอน กับวิถีชีวิตที่มันยุ่งยากซับซ้อน ส่วนหนึ่งเราอาจจะได้มาเห็นวิถีการกินง่ายๆ ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เห็นวิถีชีวิต การเป็นอยู่ง่ายๆ เห็นการดำรงชีวิตง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเดือดร้อน ไม่ได้รู้สึกว่าลำบาก ในขณะที่คนในเมืองใหญ่ๆ จะรู้สึกลำบากเมื่อตัวเองไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา หรือไม่มีทีวี ไม่มีร้านค้า การเดินทางบางครั้งในหมู่บ้านเราจะไม่มี บางหมู่บ้านไม่มีร้านค้า ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตในสังคมเมือง ที่อยู่ในสังคมบริโภคนิยม บางทีเราจะรู้ว่ามันเอาเปรียบ ธรรมชาติค่อนข้างมาก เพราะวันวันหนึ่งในสังคมเมืองบริโภค ทรัพยากรที่เยอะเกินความจำเป็น ซึ่งบางทีการดำรงชีวิต อยู่นั้นไม่ได้มีความจำเป็นมากขนาดนั้น แต่เราอยู่กับมันจน เรารู้สึกว่าทุกส่วนมัน มีความจำเป็นกับชีวิต พอมันขาดหายบางสิ่งบางอย่างเราจะรู้สึกว่ามันทำ ให้เราอยู่ไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกลำบาก มันอาจจะมีช่วงแรกๆ ที่ผู้เข้าร่วมธรรมยาตรา จะรู้สึกว่าลำบาก เพราะหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างมันขาดหายไปจากชีวิต แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ เราสัมผัสเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าชาวบ้านเขา อยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่รู้สึกว่าลำบาก ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ แต่ผมเข้าใจน่ะว่าความจำเป็นอาจจะแตกต่าง กัน เราไม่ได้บอกว่าชีวิตในสังคมเมือง ที่บริโภคนิยมเป็นความไม่ดี เพียงแต่บางครั้งอาจจะฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น แต่ความจำเป็น นั้น เราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า ความจำเป็นของคนที่อยู่ในหมู่บ้าน กับความจำเป็นของคนที่อยู่ในเมืองนั้น แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นความเรียบง่าย ของแต่ละคนแตกต่างกัน ชาวบ้านจะเรียบง่ายกับการกินอาหาร ที่ใส่เครื่องปรุง แค่พริกกับเกลือ แต่ขณะที่สังคมเมือง อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องใช้ต้องกินอะไรบางสิ่งบางอย่าง มากกว่านั้น ฉะนั้นคนในสังคมบริโภคเองควรจะอยู่ด้วยความเข้าใจ ว่าเราบริโภคแบบไหน หรือยังไงถึงจะเป็นความเหมาะสมของชีวิต" นายไสวกล่าวอธิบายจากนั้นจึงสรุปให้สั้นๆ ว่า ธรรมยาตราทำให้มุมถึงการพัฒนา ในปัจจุบันมีความละเอียดและใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น

" คือเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกตัดสินว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นไม่ดี มันจะนำมาซึ่งประเด็นความขัดแย้งทางสังคม อาจจะเป็นประเด็นเล็กๆ อย่างเช่นว่า ทำไม ๆ มันจะเกิดคำถาม อยู่เรื่อยๆ ว่าทำไมชาวบ้านไม่ปลูกสิ่งนี้เพื่อจะได้กิน ทำไมชาวบ้านไม่ทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ คำถามเหล่านี้ส่วนหนึ่งมันนำมาซึ่งความไม่เข้าใจด้วย ถึงยังไงก็แล้วแต่ถ้าเกิดเรา เริ่มชี้แนะหรือว่าเราเริ่มมีคำตอบให้ตัวเองเมื่อไหร่ แสดงว่าเราเริ่มเข้ามาในฐานะที่เป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้ที่รู้มาก ซึ่งนั่นไม่ใช่หัวใจหลัก ของผู้ที่เข้ามาเดินธรรมชาติยาตรา ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องเรียนรู้ถึงปัญหา ปัญหาเรื่องสภาพที่เกิดขึ้นต่อชุมชน เพราะบางทีความคิดตัดสินเราห้ามไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ มันเกิดขึ้นเองตามความคุ้นเคย ตามความเคยชินกับชีวิตที่เราเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ให้ชัดถึงปัญหาของชุมชนแต่ละที่ เช่นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม บางครั้งเราอาจจะเคยรับรู้ว่าการพัฒนาบางอย่างเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เกื้อกูลต่อคนหมู่มาก บางทีเราลืมนึกไปว่าไอ้สิ่ง ที่เรียกว่าการพัฒนา เหล่านั้นมัน กระทบกับคนอีกส่วนหนึ่ง หรือไม่

สุดท้าย นอกจากการเรียนรู้ วิถีชีวิตชุมชนแล้ว อีกส่วนหนึ่งเราต้องเรียนรู้ ผลกระทบของการพัฒนา ผลกระทบของระบบสังคมเมืองที่แผ่ขยายเข้ามาในชนบท ซึ่งมันสร้างผลกระทบในหลายๆ ด้าน ถึงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นจากหลายๆ ที่ ที่มีก็จะเช่น การเข้ามาส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ ที่มันนำมาซึ่งการทำลาย สิ่งแวดล้อม นำมาซึ่งความอยากมากมาย ทำให้การบริโภคในชุมชน เพิ่มขึ้น ที่สุดมันกลายเป็นเพิ่มขยะ เพิ่มมลพิษ เพิ่มสารเคมีอะไรต่างๆ แล้วก็มาถึงผลกระทบ เรื่องสุขภาพ เรื่องวัฒนธรรม อย่างเช่น และแถบนี้มีพัฒนาอะไร ก็มีการสร้างเขื่อนภูมิพล จนน้ำท่วมขึ้นมา ท่วมหมู่บ้านมากมายจนต้องย้ายออกไป แบบนี้มันเหมือนการขุดรากถอนโคนวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน อย่างนี้ธรรมยาตราควรจะรับรู้ไหม"นายไสวกล่าวสรุป


๗ แนวคิดสันติวิธี :
๑. ความขัดแย้งเป็นธรรมดาของชีวิต และสังคม
๒.ในความขัดแย้ง ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่ายถูก หรือเป็นฝ่ายผิด โดยสมบูรณ์
๓. ความขัดแย้งนั้น จะระงับไปได้ต่อ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจ แก้ไข
๔. ทุกคนมีความเป็น มนุษย์เหมือนกัน แม้ผู้ที่ได้เชื่อว่าโหดเหี้ยม ในส่วนลึกก็ยังมี ความโน้มเอียง ต่อความรัก ความกรุณา อ่อนไหวต่อความ เจ็บปวดรวดร้าว ของผู้อื่น คุณความดี จากสิ่งแวดล้อม ภายนอกก็สามารถ แผ่ซึมซับสัมผัส และมีผลานุภาพต่อจิตใจ ของเขาได้
๕. ศัตรูของมนุษย์ มิใช่ตัวบุคคล หรือคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง หากความคิดที่คับแคบ ความใฝ่ฝัน ในอำนาจ และความโลภใน ทรัพย์สมบัติ
๖. วิธีการต้องสอดคล้อง กับเป้าหมาย เมื่อเห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งพึง ประสงค์ก็จำต้อง ใช้วิธีการที่เป็น ประชาธิปไตยคือสันติวิธี ซึ่งเปิดโอกาส ให้ทุกคนสามารถคิดค้น และอยู่ในแถวหน้า ของการต่อสู้อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังสามารถ ปฏิเสธ หรือถอนตัวจากการต่อสู้ได้ หากไม่เห็นด้วย
๗. อำนาจมิได้เกิดจากอาวุธ หากขึ้นอยู่กับการยอมรับ หรือการยินยอมเชื่อฟังผู้อื่น

หมายเหตุ : พะตี แปลว่า ลุง

 

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

25 กุมภาพันธ์ 2545