|
กระจกส่องสิทธิฯ
ควรสะท้อนอย่างไร?
เมื่อการเคลื่อนตัวของประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ได้ขยับมาสู่พื้นที่ทางสังคมมากยิ่งขึ้น
โดยปรากฏให้เห็นทั้งจากการรายงานสถานการณ์ทั่วโลก การถกเถียงกันในแวดวงที่กว้างขวางขึ้น
ซึ่งหลายประเทศ หลายภาคส่วน ก็ทยอยๆ กันรับรู้พร้อมกับหาแนวทางคุ้มครอง
ป้องกันดูแลสิทธิมนุษยชนมาเรื่อยๆ แต่มันมิได้หมายความว่า การละเมิดสิทธิฯ
จะไม่หลงเหลืออยู่เลย เพราะปัจจุบันยังคลุ้งไปด้วยความรุนแรงที่เหลือล้น
และตามมาด้วยคำถามว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไป? นั่นเปรียบเสมือนกระจกที่ส่องถึงกันอย่างมิน่าละสายตา
วันที่
23 พฤษภาคม 2550 องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (AMNESTY
INTERNATIONALหรือ AI) ได้แถลงข่าว เปิดรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
ในกิจกรรม Light UP Night 2007 ที่ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน
(สนค) เชิงสะพานหัวช้าง ราชเทวี
กทม. ในงานก็มีการกล่าวเปิดงาน แจ้งวัตถุประสงค์การจัดงาน โดย
คุณลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานองค์การแอมเนสตี้
อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีการสรุปประมวลรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก
โดย คุณบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การแอมเนสตี้
อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มีบุคคลสำคัญๆ หลายคน ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้สนใจ
ที่เข้ามาร่วมงาน มีดนตรี อ่านกวี และร่วมกัน
จุดเทียนแห่งความหวัง สร้างสังคมที่เป็นธรรม และสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง
ภายหลังการจัดงานครั้งนี้ คุณบุญแทน ก็ได้อธิบายเปิดประเด็นถึงแนวทางการทำงานและมุมมองของตนต่อสิทธิมนุษยชนไว้อย่างน่าสนใจ
จากการสัมภาษณ์ของทีมงาน ThaiNGO
ThaiNGO : งานอย่างนี้มีการจัดขึ้นกี่ครั้งแล้วครับ?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : จริงๆ
การแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ปกติเราก็จะแถลงกันปีละครั้งเท่านั้นเองแหละ
เพราะโอกาสอย่างนี้มีแค่ปีละครั้ง ปีที่แล้วเราก็ไม่ได้ทำใหญ่ขนาดนี้
เราก็ทำเล็กๆ อันนี้มันก็จะมีกิจกรรมที่เรียกว่า Light Up
Night กิจกรรม Light Up Night ที่ชี้แจ้งตอนแรกว่า
เป็นกิจกรรมที่เราจัดให้กับสมาชิกกับผู้สนใจ ที่ได้มาพบปะกัน
ก็เลยคุยกัน เอาสองงานมารวมงานเดียว อย่างน้อยๆ ก็เป็นโอกาสที่สมาชิกและก็เพื่อนๆ
ในแวดวงงานสังคมหรือว่านักการทูตสื่อมวลชน ก็จะได้มาใช้เวทีนี้ในการเรียนรู้ร่วมกัน
และก็เลยมาสู่การจัดงานอย่างนี้ ก็เป็นการผนวกสองงานเป็นงานเดียว
ThaiNGO : ส่วนมาก AI จะเน้นกับกิจกรรมไหนเป็นพิเศษ?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ :
AI เน้นเป็นพิเศษ
จริงๆ กิจกรรมของ AI ในปัจจุบัน มีอยู่
3-4 เรื่องหลักๆ ด้วยกัน อันที่หนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างเสริมการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน
ที่เราเรียกว่าโครงการด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา ที่จะทำให้ ครู
อาจารย์หรือว่าผู้นำชุมชนหรือเยาวชน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนในทางที่ถูกต้อง
และขณะเดียวกันก็เอาความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้
หรือว่าไปถ่ายทอดให้กับคนอื่น เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนมันไม่ใช่เรื่องที่จะสอนกันได้ในห้องเรียน
ต้องการการเรียนรู้ และการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่เรียนรู้อย่างเดียว
แต่ต้องยกระดับไปถึงเรื่องของการสร้างสำนึก จนก่อให้เกิดความตระหนัก
และก็นำไปสู่การปฏิบัติ ระบบการศึกษาโดยทั่วไปสอนให้คนแค่รู้
อ่านออกเขียนได้ไม่พอ รู้ว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไรไม่พอ แต่ต้องทำให้รู้สึกว่าเราตระหนักดีว่าเรามีสิทธิอะไรในฐานะที่เป็นมนุษย์
เพื่อนเรา คนอื่นๆ มีสิทธิอะไรในฐานะที่เค้าเป็นคน การที่จะเข้าใจซึ่งกันและกันก็มาจากพื้นฐานตรงนี้
อันที่หนึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษา
อันที่สองเรื่องของการรณรงค์และผลักดันในเชิงนโยบาย การรณรงค์เป้าหมายก็คือ
ทำให้คนในสังคมได้รับรู้มากขึ้นว่า สิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในโลกนี้มันมีเรื่องที่สาหัสสากรรจ์อยู่พอสมควรและต้องการพลังความร่วมมือ
จากทุกภาคส่วนในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา รัฐบาลอย่างเดียวแก้ปัญหาได้มั้ย?
ไม่ได้ ทหารแก้ไขปัญหาโดยโดดเดี่ยวได้มั้ย? ไม่ได้ ประชาชนแก้ไขปัญหาโดยลำพังไม่ได้
ก็ต้องมีการรวมกลุ่มกันประสานความร่วมมือกัน เรื่องรณรงค์ก็ไปผูกเรื่องของการผลักดันในเชิงนโยบาย
ในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาสังคม เราก็มีบทบาทสำคัญในการที่จะไปผลักดันภาครัฐ
หรือผู้ที่มีบทบาทมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่ารัฐสภาก็ดี หรือว่าราชการ
รัฐบาลก็ดี ในการที่จะส่งเสริมให้มีนโยบายที่ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิมนุษยชนนะครับ
รัฐบาลหลายๆ ประเทศอาจจะรู้สึกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเหลวไหล
เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นเป็นการคิดที่ผิด
เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน และก็รัฐบาลมีภาระหน้าที่หลักๆ
ที่จะต้อง ให้ความเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องมีบทบาทหน้าที่ในการปกป้อง
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ด้อยโอกาสและ
อันที่สามก็คือทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นจริงในสังคม นี่คือภาระหน้าที่ใหญ่ของเรา
ด้านอื่นๆ ก็คือเรื่องของการทำงาน ในเรื่องของการสื่อสารข้อมูลต่างๆ
ให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ThaiNGO : สิทธิจะเน้นด้านใดเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : ก่อนหน้านี้
เมื่อสามสิบปีก่อนหน้านี้จนถึงเมื่อปี 2546 แอมเนสตี้ถูกมองว่า
ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองเป็นด้านหลัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโทษประหารชีวิต เรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
เรื่องของสิทธิผู้ต้องหา เรื่องของการทรมานทารุณกรรมอะไรอย่างงี้
เป็นต้น อันนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องของสิทธิด้านพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
แต่ขณะเดียวกันสิทธิมนุษยชนมันมีความครอบคลุม ในการประชุมสภาระหว่างประเทศของแอมเนสตี้เมื่อปี
2546 มีการหยิบยกขึ้นมาและมีการถกเถียงค่อนข้างจะชัดเจน สิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ก็คือเรื่องของจะให้สิทธิมนุษยชนมันครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านความยากจน ปัญหาเรื่องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน
ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องสุขภาพ ก็จะกลายเข้ามาเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน
เพราะถึงจะไม่สามารถตัดสิทธิแต่ละตัวออกจากกันได้โดยเด็ดขาด
อันนี้คือ หลักการของความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันของสิทธิในแต่ละที่
เพราะฉะนั้นเรามองในมุมใหม่ เพราะสิทธิครอบคลุมทุกภาคส่วน
ThaiNGO
: แล้วเวลาทำงานจะไม่ติดขัดหรือครับถ้าสมมติว่าเราจะมองทุกสิทธิ?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : มันเชื่อมโยงกัน
แต่ว่ามันขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา ขึ้นอยู่กับเครือข่ายสมาชิกของเรา
ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมงานของเราว่า เค้าสนใจเรื่องไหน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมให้สมาชิกมีกิจกรรม
แต่ขณะเดียวกันประเด็นสาธารณะหลักๆ ก็จะมีการวางกรอบยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับสากล
ของไทยเอง เราก็ถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกขบวนการสิทธิมนุษยชนระดับสากล
และก็มีการประชุมกันประจำปี เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเราก็มีการจัดประชุมประจำปี
ThaiNGO : AI เคยถูกมองไหมครับ จากคนอื่นว่า
AI เองทำงานเข้าไปลึกถึงประชาชนหรือยังในเรื่องของสิทธิหรือยังไงครับ?
บุณแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : อือ
ถึงหรือยัง ตัวนั้นมันก็มีการตั้งคำถามกัน ถ้าถามลักษณะอย่างงี้
มันต้องไปไกลกว่านั้นนิดนึง เมื่อสิบปีก่อนหรือว่าอย่างน้อยๆ
เมื่อปี 2540 ก่อนหน้านั้นเนี่ย AI อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการที่จะทำงาน
เนื่องจากถูกมองว่า หนึ่งเป็นองค์กรต่างด้าว สองเป็นพวกองค์กรเอ็นจีโอที่พยายามจะมาดิสเครดิตประเทศไทย
ทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติ แต่สิ่งที่เราได้พิสูจน์มาตลอด
ไม่เฉพาะในเมืองไทยแต่ว่าในระดับสากลด้วย เราดำรงความเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่อิงแอบพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
หรือไม่เข้าข้างรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด ถ้าหากเป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนเราก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
มีการสร้างช่องทางในการเจรจา คือก่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา เพราะฉนั้นในส่วนของภาคประชาชนเองก็ดีเนี่ย
คือถ้ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า AI ยังสามารถทำนู่นทำนี่ได้อะไรอย่างนี้
คิดว่าตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ AI มีการเติบโตในเมืองไทย เราคิดว่าเรามีการขยับขับเคลื่อนมาพอสมควร
แน่นอนที่สุดเราไม่สามารถครอบคลุมภาระกิจทุกๆ ด้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสิทธิมนุษยชนที่มันลุกลามมากมายมโหฬาร
สิ่งที่ AI ประเทศไทยให้ความสนใจนะครับอาจจะไม่ใช่ประเด็นเฉพาะแค่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย
ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก เราก็ต้องดูแลเอาใจใส่เพื่อนๆ
ที่ป็นมนุษย์ทั่วโลก ก็ต้องมีหูตากว้างไกลพอสมควร ฉะนั้นใช้เงื่อนไขดังกล่าวในการที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจ
เพราะสังคมมนุษย์คือสังคมที่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพ
ข้อจำกัด หลายๆเรื่อง เรื่องบุคคลากร เรื่องเครือข่าย เรื่องความเชี่ยวชาญ
เรื่องความสนใจเป็นการเฉพาะอะไรอย่างนี้ ซึ่งตัวนี้ผมคิดว่าเราค่อยๆ
สร้างไป
ThaiNGO
: เหตุผลในการรณรงค์แต่ละครั้งของ AI ใช้เหตุผลอะไรบ้างในการรณรงค์?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : โดยพื้นฐานแล้วเราคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกๆ
คน ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดเท่านั้น แต่แน่นอนที่สุดรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบอย่างที่ว่ามา
เพราะฉะนั้นในการที่เราต้องการสร้างความรู้ความเข้าในทางที่ถูกต้อง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมที่ถูกต้อง เราก็ต้องให้การรับรู้กับสาธารณะ
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้มีความชัดเจน ก็ต้องมีการประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชน
ในภาคส่วนต่างๆ ในสื่อแต่ละตัว ทำความเข้าใจว่าในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน
เราในฐานะที่เป็นองค์กรทางสังคมและทำงานด้านสื่อในตัวด้วย เราจะทำยังไง
ให้ชุมชน ให้ประชาชนมีความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง อันนี้คือขั้นตอนแรก
เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วขณะเดียวกัน อีกบริบทหนึ่งก็คือจะทำยังไงให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนำนโยบายเหล่านี้ไปแปลสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง
สองขั้นตอนในเชิงของการผลักดันเชิงนโยบาย การสร้างสำนึกให้เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นสมาชิกแต่ละคน
หรือคนที่รักความเป็นธรรม ถ้าเรารู้สึกว่าอ่า
เด็กคนหนึ่งถูกทำร้ายเนี่ยและเรามีความรู้สึกที่อยากจะเข้าไปช่วยเหลือเค้า
ผมว่านั่นแหละเป็นจุดที่เราเริ่มมีประกายของความเป็นผู้รักความเป็นธรรมแล้ว
ThaiNGO : AI
รณรงค์แต่ละครั้งจำเป็นไหมครับว่าต้องให้เกิดเหตุการณ์ก่อนหรือไม่เกิด?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : ไม่จำเป็นฮะ ไม่จำเป็น
แต่ว่าการที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วเนี่ย เราก็ตั้งคำถามว่าถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆ
แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น? ฉะนั้นมาตรการเชิงรุกอย่างที่ผมว่า ก็คือเรื่องโครงการสิทธิมนุษยชนศึกษา
สิทธิมนุษยชนศึกษาสามารถจัดได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำเป็นจะต้องในระบบโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย
ในวัดก็จัดได้ ในชุมชนก็จัดได้ ตามป้ายรถเมล์เราก็จัดได้ เป็นเพียงแต่ว่าจะพลิกแพลงรูปแบบอย่างไร
ให้คนรู้สึกว่านี่นะ คือการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน
ThaiNGO
: คิดยังไงกับประเด็นเรื่องของสิทธิฯ ที่ส่วนมากคนจะรู้สึก ก็ต่อเมื่อมันเห็นในเชิงกายภาพหรือ
เชิงรูปธรรม?
บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ : รูปธรรม
คนที่จะรู้สึกได้ดีที่สุดก็คือ คนยากคนจนและคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโดยตรง
พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ชาวสลัม ชุมชนแออัดก็จะรู้สึกโดยตรงเลยว่า
เนี่ยคือสิ่งที่เค้าได้รับในขณะเนี้ย จริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน
เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องแรงงานที่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่มันควรจะเป็น
ไม่ได้รับสวัสดิภาพ สวัสดิการ ไม่ได้รับการคุ้มครองในเรื่องของสุขภาพเท่าที่มันควรจะเป็น
สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือเรื่องสิทธิในฐานะที่เป็นมนุษย์นะไม่ใช่สิทธิ
ความหมายทั่วๆ ไป อันนี้ต้องแยกจากกัน สิทธิในฐานะที่เป็นมนุษย์
เค้าพึงจะได้รับการเห็นใจ การเป็นอยู่ที่ดีในสังคมและก็เป็นภาระกิจของรัฐ
เพราะฉนั้นผมคิดว่ามันเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ ในฐานะที่เป็นมนุษย์เนี่ย
เราคิดว่าเรามีสิทธิอะไรในฐานะที่เป็นมนุษย์ สิทธิในชีวิต สิทธิในการที่มีอาหาร
มีที่อยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค มีสุขภาพอนามัยที่ดี
สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกันสามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้
มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกใครมาจับกุมหรือรังแกอะไรอย่างนี้
สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันบรรจุเอาไว้ในสิ่งที่เรียกว่าปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ซึ่งไม่ใช่ของฝรั่ง ต้องขอยืนยันว่าไม่ใช่ของฝรั่งมันเป็นเรื่องของสากล
ที่ประชาชนในประชาคมโลกมีความเห็นความรู้สึกร่วมกัน ในการที่มองว่า
ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เราพึงจะได้สิ่งเหล่านั้น และนั่นคือภาระกิจที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจดูแล
และทำสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง
ThaiNGO : คิดว่าประเด็นไหนในเมืองไทยตอนนี้
ที่เป็นปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทยมากที่สุด?
คุณบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ :
การละเมิด
จริงๆ ก็ไม่ต่างจากทางสากลนะ ความกลัว ระดับโลกก็คล้ายๆ
กัน คือถ้าทุกคนมีแต่ความกลัว โดยที่ไม่มีความกล้าหาญในการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา
อย่างเป็นมรรคเป็นผล เป็นรูปธรรมสถานการณ์ก็จะเลวร้ายลง อันนี้คือภาพรวมทั่วไป
ที่คุณหญิงอัมพรพยายามอธิบาย แต่ว่าเรื่องของการไม่รู้ไม่เข้าใจในสิทธิของตัวเองที่มีอยู่
การรู้สึกดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ความรู้สึกที่มีอคติต่อคนอื่น
ประเด็นรูปธรรมอย่างกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกขยายให้เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
ทางศาสนา โดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นตัวสะท้อนอยู่เหมือนกัน...
เอ๊ะ! สิ่งที่เราคิดว่าสังคมจะอยู่ร่วมกันโดยสันติ มีความสมานและฉันท์จริงๆ
เนี่ย ควรจะเป็นอย่างไร ก็คือหลักการ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เค้าเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา เราอยากให้เค้าปฏิบัติต่อเราอย่างไร
เราก็ต้องปฏิบัติต่อเค้าอย่างนั้น ถ้าเรามีความหวังและก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะ
ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะ ที่เป็นคนดีในสังคมหรือมนุษย์ที่ดีในสังคมผมว่าเราต้องกล้าหาญ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
8 มิถุนายน 2550
|