บทเรียนสื่อทางเลือก ไทย / ฟิลิปปินส์

คงเป็นคำถามที่ดีได้ว่า บทเรียนและพัฒนาการ ขบวนการสื่อทางเลือกภาคประชาชนไทย ณ วันนี้ เติบโตและมีพลังเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงมากเพียงใด หากนำมาเปรียบเทียบ กับ กรณีขบวนการภาคประชาชน ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเติบโตและปรับตัว จาก 2 เหตุการณ์ใหญ่ๆ คือ ยุคขับไล่ประธานาธิบดีมาร์กอส (1965-1986) และ ประธานาธิบดีเอสตราด้า (2001-2004)

โดยเฉพาะเหตุการณ์ ครั้งที่ 2 ซึ่งน่าสนใจที่สุด เพราะขบวนการประชาชนได้พัฒนายุทธวิธีได้หลากหลาย แถมยังสอดคล้องกับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วย นั่นคือ การ ใช้สื่อสมัยใหม่ (New Media) โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ อาทิ การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) การอินเตอร์เน็ต ส่งอีเมล์ และส่งข่าว ปั่นกระทู้ สร้างชุมชนเสมือน ผ่านเว็บไซต์ ต่างๆ

สื่อทางเลือกและอินเตอร์เน็ตกับขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ประชาชนฟิลิปปินส์ สมัยใหม่ขับไล่ นายเอสตราด้านั้นมีบทบทมาก มีทั้งสื่อทางเลือกที่ทำงานแบบเจาะลึก ขุดคุ้ย ตีแผ่ อภิมหาคอร์รับชั่น อาทิ กลุ่ม PCIJ ซึ่งเป็นสื่อทางเลือก ที่ผลิตงานออกมา ทั้งวารสารและเว็บไซต์ หรือ การใช้กองทัพเว็บไซต์ เพราะนับได้ว่า ตอนเกิดกระแสขับไล่ นายเอสตราด้า (2543-2544) ภาคประชาสังคมทำเว็บไซต์ ออกมาสื่อสาร ให้ข้อมูลประชาชน มากถึง 200 เว็บ แถมยังมี กลุ่มฟอเวิร์ดอีเมล์ (FW-Mail) อีก 100 กว่ากลุ่ม ปฏิบัติการแจ้งข่าว ซึ่งคำนวณว่า ปฏิบัติการนี้ทำให้ประชาชนได้รับข่าวสารทางเน็ตมากถึง 10 ล้านคน นี่คือพลังอินเตอร์เน็ตในตอนนั้น ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ ประเมินต่ำมองข้ามไป แต่กรณีไทย พวก คมช. และ รัฐบาล ค่อนข้างจะกลัวและระวังมากๆ

เมื่อผสมโรงกับโครงข่ายสื่อทางเลือกอื่นๆ อาทิ ละคร หนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชน ฯลฯ ก็ยิ่งกระตุ้นให้สังคมเกิดการรับรู้ เท่าทันอำนาจรัฐและอื่นๆ มากขึ้น ความน่าสนใจ คือ สภาพสังคมฟิลิปปินส์ มีความซับซ้อนสูง และยังเหลื่อมล้ำกันมาก แต่การเคลื่อนไหวของขบวนประชาชน ต้องใช้ความสามัคคี ร่วมไม้ร่วมมือ จากทุกๆ ภาคส่วน จึงต้องเชื่อมถึงกันเป็นเครือข่าย และเกิด ขบวนการสื่อทางเลือก ขึ้น ต่างจาก กรณีไทย บางกลุ่มก็อ้วนพีรวมศูนย์ บางกลุ่มก็ลีบเล็ก หรือ บางกลุ่มก็ร้อนแรงเอาเด่นดังอยู่ถ่ายเดียว และแม้แต่ ขบวนการปฏิรูปสื่อเอง ก็ยังมองความจริงของสังคมด้านเดียว และสร้างขบวนการสื่อทางเลือกแบบพิการออกไปสู้กับอำนาจ และความซับซ้อนของสังคม อย่างลำพัง

ที่รู้สึกชอบใจ มากที่สุด คือ ประธานาธิบดีเอสตราด้า ถูกปลด เพราะข้อความสั้น (SMS) ที่ส่งกันผ่านโทรศัพท์มือถือ สาเหตุที่ประชาชนฟิลิปปินส์ ชอบส่งกันก็เนื่องมาจากราคาถูก (ประมาณ 75 สตางค์ หรือ 1 เปโซ) ตอนนั้น ประเทศฟิลิปปินส์มีผู้ใช้โทรศัพท์ มือถือ 10 ล้านคน (ปี 2542) และ ประมาณ 77% เป็นระบบเติมเงิน เมื่อราคาถูกชาวบ้านจึงนิยมมาก เมื่อครั้งรวมตัวกันชุมนุมขับไล่ มีการชุมนุมประมาณ 1-5 ล้านคน ตลอดระยะเวลา 4 วัน ปรากฎว่า มีการรับส่งข้อความมากถึง 1,600 ล้านข้อความ นี่คือ ยุทธวิธี โดย 1 คนส่งต่อๆ ให้ได้ 10 คน เหมือน FW เมล์

หัวใจที่น่าครุ่นคิดมากที่สุด คือ การวางรากฐาน เชื่อมโยง สนับสนุนเกือบทั้งหมด มาจากพี่น้อง NGO และภาคประชาสังคม ที่สร้างสื่อทางเลือกหลากหลายขึ้นมา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวสื่อสารกันในกลุ่ม ในเครือข่าย เป็นระบบสื่อสาร แบบแนวราบ และยังเกิดพื้นที่สาธารณะ มากมายหลากหลายขึ้น ซึ่งต่อมา ก็เชื่อมเป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูล และปฏิบัติการร่วมกัน

กรณีไทย ตั้งแต่ ปรากฏการณ์สนธิ (ลิ้ม) บทบาทสื่อทางเลือกไม่ได้ชัดเจน และเป็นขบวน ปัจจัยชี้ขาดยังถูกกุมไว้ด้วยสื่อมวลชน อาทิ ทีวี และหนังสือพิมพ์ จนเหตุการณ์ 19 กันยา ยุคที่ขบวนการประชาชนแตกขั้ว เลือกข้างและ ส่วนหนึ่งปิดประตูไม่เลือก ตอนแรก คมช. ก็ประเมินและให้ราคา สื่ออินเตอร์เน็ตไว้สูงมาก จนทำการปิดเว็บไซต์ หลายเว็บ แต่สุดท้ายก็ปล่อยคืน เมื่อประเมินแล้วว่า “บ่ มีไก๊ !!” กลับกัน การปิดกั้นมากกว่า ที่จะทำให้เกิดพลัง หมายความว่า สื่อทางเลือกในประเทศไทย ถ้าไม่ถูกกดดัน ถูกบีบคั้น ก็ทำงานด้วยกันไม่เป็น จนถึงยุค “รับ – ไม่รับ ร่าง รธน” ขบวนการสื่อทางเลือก ก็สะท้อนออกมาได้ชัดว่าขบวนการประชาชนไทยเป็นอย่างไร

หากมองกันว่า การปิดกั้นเสรีภาพ การคุกคามจากรัฐบาลทหาร คือ ปัจจัยความอ่อนแอ ก็คงไม่ใช่ และในกรณี ฟิลิปปินส์ กลับเป็นปัจจัยหนุนบวกให้ยิ่งโตและแกร่ง มากขึ้น

ในขณะที่ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสื่อสารสนเทศของไทย ไม่ได้อ่อนด้อยกว่าฟิลิปปินส์ อาทิ ปริมาณการใช้โทรศัพท์ ประมาณการใช้และเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ตลอดจนประสบการณ์ การทำสื่อรูปแบบต่างๆ ล้วนแต่มีพัฒนาการไล่เลี่ยกัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงมากที่สุด คือ การสร้างสนามสื่อทางเลือกเพื่อกระตุ้นให้สังคม กลุ่ม ชุมชน เรียนรู้และตระหนักถึงการปกป้อง “จิตวิญญาณประชาธิปไตย” นั้นสำคัญ และต้องเร่งดำเนินการปลูกฝัง แม้แต่ ความกระจ่างชัด เรื่อง ความอิสระ เสรีภาพ กับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต้องมีร่วมกัน ในขณะนี้ ก็ยังดูเหมือนจะคลุมเครือ ซึ่งนำมาสู่ อาการแตกรวนในขบวนประชาชนและภาคประชาสังคม

แตกรวนพอๆ กับ ประชาธิปไตยยังไม่ได้ลงรากปักฐานแตกหน่อ ในสังคมไทยมากนัก สะท้อนผ่านปฏิกิริยาหลังรัฐประหารยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งหมด เกี่ยวกับพัฒนาการการเมืองไทย ในสำนึกประชาชน ดังนั้น อย่าว่าแต่ 1,600 ล้านข้อความ ในเวลา 4 วัน เลย เอาแค่ สัก 1 ล้าน ข้อความ ตั้ง 19 กันยา 2549 จนถึงปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่าจะถึงไหม ?....

ย้อนมองและเริ่มจากสื่อทางเลือก หากสำรวจเวที หรือพื้นที่สาธารณะในรูปแบบต่างๆ เดี๋ยวนี้ ในสังคมไทยก็มีไม่ใช่น้อย และยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาการไปไกล แล้วยังปรับจูนระบบการทำงานส่งผ่านกันได้หมด ทั้ง วิทยุ ทีวี อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ และดาวเทียม ก็ยิ่งเป็นโอกาสมากขึ้น ทั้งในแง่สนามเรียนรู้ ประชาธิปไตย และการนำไปสู่การรวบรวมเป็นขบวนการสื่อทางเลือก โดยมีทิศทางคือสนับสนุน บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย เหตุนี้ จึงจำต้องลุกขึ้นมาถกเถียงวางกรอบใหญ่ๆ ร่วมกันอีกสักรอบ

และ ถ้าหากปรับฐานทัศนคติและกลวิธีกันใหม่ อาทิ มองเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กับช่องทาง มองให้สอดคล้องกันกับกระแสสังคม ผู้บริโภคข่าวสาร และกำเนิดสื่อทางเลือกใหม่ๆ อย่าง Web Blog, Mobile 3 G, WiMax, Wireless, ฯลฯ จุลสาร วารสาร นสพ.ท้องถิ่น เคเบิลท้องถิ่น ทีวีทางเลือก (People Channel) ละคร งานศิลปะอื่นๆ ตลอดจนงานสื่อ Underground จำพวก กราฟิกตี้ เป็นต้น ก็ยิ่ง มองเห็นว่า ขบวนการสื่อทางเลือกในสังคมไทยยังไม่มีจุดร่วมปลายทาง จึงยังไปไม่ถึงไหน ด้วยกัน

ดังนั้น หมดฤดูกาล (รับ-ไม่รับ) ครั้งนี้ คงต้องมานั่งจับเข่าคุยกันสักหลายๆ รอบ เสียแล้ว.....


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

27 สิงหาคม 2550

หมายเหตุ : เอกสาร ข้อมูล มาจากงานวิจัย เรื่อง “สื่อและสิทธิการสื่อสารของ ประชาชนฟิลิปปินส์”
โดย ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ,2548