|
กฎหมายกับการเบียดบังคนจน
(จากต้นฉบับเรื่อง "บทนำ: คนจนภายใต้ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย")
- ความนำ -
คนจนภายใต้ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย งานชิ้นนี้มีฐานะเป็นเพียงบทนำทางความคิด
เพื่อปูทางไปสู่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง "คนจน"
กับ "ปัญหาความไม่เสมอภาคและความไม่เป็นธรรม" ที่เกิดจากระบบกฎหมาย
และในฐานะที่เป็นบทนำทางความคิด
เนื่องจากทั้งประเด็นเรื่อง"ความไม่เป็นธรรม และเรื่อง
"ความยากจน" ทั้งคู่ต่างเป็นประเด็นที่ใหญ่และซับซ้อนจึงส่งผลให้การสะท้อนภาพ
กระทำได้แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น อีกทั้งประเด็นดังกล่าวมีลักษณะที่มีพลวัตสูง
ดังนั้น ข้อเสนอต่างๆที่เสนอในบทนำดังกล่าวนี้ จึงเป็นการเสนอเพื่อเจตนาที่ต้องการให้ท่านผู้อ่านได้นำไปขบคิดถกเถียงกันต่อไป
สำหรับเรื่องที่ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้คือว่า ในการศึกษาเรื่อง
"คนจนภายใต้ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย" เป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่ได้มีลักษณะที่ดีมากนัก
ในสายตาของผู้ที่นิยมเรื่องความเป็นกลางในการวิจัย แต่ในการศึกษานี้มุ่งต้องการที่จะสะท้อนภาพความไม่สมดุล
ความไม่เสมอภาค หรือความไม่เท่าเทียม ที่มีอยู่ในความเป็นจริง
แต่ถูกตัดตอน ปิดปาก ไม่สามารถนำมาอ้างได้ในทางกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายไปสมมุติเสียแล้วในตอนต้นว่า
ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
แต่ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า หลักการดังกล่าวมีความสำคัญ
แต่ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่า หลักการที่ยอมรับกันจะต้องสามารถปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย
ดังนั้น ในการศึกษาเบื้องต้นนี้จึงเป็นการศึกษาที่วางอยู่บนกรอบความคิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มาตรา 30[1] ซึ่งยอมรับความเป็นจริงของความไม่เท่าเทียมกัน
และพยายามที่จะสร้างมาตรการเสริมเพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน
เมื่อกล่าวถึง "ความยากจน" และ "กฎหมาย"
ในทัศนะของคนทั่วๆไปอาจจะมองว่า เป็นเรื่องที่กฎหมายจะสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนได้
และละไว้ในฐานที่เข้าใจและถูกทำให้เชื่อมาโดยตลอดว่า การใช้อำนาจทางกฎหมายจะทำให้สังคมเกิดความเป็นธรรมขึ้นมาในที่สุด
แต่ในความเป็นจริงที่ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ก็คือ นับวันความรู้ว่าในทางกฎหมายที่จะนำไปสู่ความเสมอภาค
ความเป็นธรรมกลับเลือนลางจางลง ไม่สามารถที่จะหวังพึ่งได้ สมดังที่มันควรจะเป็น
ในทางด้านสังคมศาสตร์ ปัญหาประการหนึ่งของความรู้ทางด้านนี้ก็คือ
การที่ไม่สามารถที่จะจับต้องได้เป็นรูปธรรมชัดเจนเหมือนกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ
แต่ในจุดด้อยดังกล่าวก็ถือเป็นจุดเด่นในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ
การไม่ถูกจำกัดโดยสัมผัสทั้งห้า จึงทำให้สามารถที่จะใช้จิตนการได้กว้างไกลเท่าที่จะมีในการแก้ปัญหา
แต่ก็ต้องเป็นจินตนาการที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในการนำไปสู่การแสวงหาทางออกของปัญหา
ดังนั้น แม้สังคมศาสตร์จะถูกนโยบายทางการศึกษากำหนดไว้ว่า ไม่ใช่สาขาที่ขาดแคลน
(ในเชิงตัวเลขของ) ผู้สำเร็จการศึกษาก็ตาม แต่ในความเป็นจริงที่น่ากลัวก็คือ
สังคมไทยขาดแคลนองค์ความรู้และเครื่องมือในการแสวงหา หรือสร้างองค์ความรู้ที่เป็นของสังคมไทยขึ้นมาเอง
ดังจะเห็นได้จากการแก้ปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะในทางกฎหมาย ทุกๆปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าหากจะถามว่ามีกฎหมายที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่
คำตอบก็คือมีและมีในระดับที่น่าจะเรียกได้ว่า "กฎหมายเฟ้อ"
เสียด้วยซ้ำไป แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เท่าที่ควร ในทางตรงกันข้ามกฎหมายที่มีอยู่มากมายเช่นนั้น
ในหลายๆกรณีกลับหวนมาทำร้าย ทำให้เกิดบาดแผลและการฉีกขาดขึ้นในสังคม
เพราะกฎหมายต่างๆเหล่านั้น อันที่จริงแล้วก็คือ ส่วนหนึ่งของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
หรือระหว่างประชาชนด้วยกันเอง
ดังนั้นถ้าหากโครงสร้างความสัมพันธ์ในทางกฎหมายเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรม
ไม่ได้นำไปสู่การทำให้สังคมซึ่งมีความแตกต่าง เกิดความเสมอภาคในแง่ของโอกาสของแต่ละคนแล้ว
ผลที่จะตามมาก็คือ ความสัมพันธ์ในทางกฎหมายระหว่างสมาชิกในสังคม
ก็ตกอยู่ในเค้าโครงหรือ plot ของความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาค หรือความไม่เท่าเทียม
ในการที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน
ศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ซึ่งมีเป้าหมายประการหนึ่งที่ต้องการที่จะอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าว
แต่ความเป็นศาสตร์ในทางด้านสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังความเป็นสังคม
และมีความพยายามที่จะอธิบายสิ่งต่างๆที่เป็นมาแต่อดีต หรือที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
ก็ดี หรือมีความพยายามที่จะคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เพื่อเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการจัดความสัมพันธ์
วางแผนในอนาคต รวมถึงความพยายามในการแก้ปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
และยิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมมากเพียงใด ความไม่แน่นอนในอนาคตก็มีมากขึ้น
ความพยายามที่จะหาเครื่องมือ เพื่อที่จะแก้ไข ป้องกันปัญหาต่างๆก็มีมากเพิ่มขึ้นตามเป็นเงาตามตัว
กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของสังคมซึ่งนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ
ก็ถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงตลอดมาเช่นเดียวกัน
ทั้งที่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบกฎหมายทั้งระบบ (ซึ่งหมายถึง
องค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายในทุกๆด้านโดยเฉพาะต่อกระบวนการยุติธรรม)
รวมถึงการตั้งคำถามต่อจริยธรรมของระบบกฎหมาย ด้วย
เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องหันมาตั้งคำถามต่อระบบคิดที่ว่าด้วยความเป็นธรรม
ความเสมอภาค ของสังคม ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ที่ทำหน้าที่หลักได้แก่สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนทางด้านกฎหมาย
ว่าในส่วนกระบวนการผลิตนักศึกษากฎหมาย ซึ่งเมื่อดูสัดส่วนของผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายกับปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรม
ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคม มันกลายเป็นสัดส่วนที่ผกผันกันอย่างน่าตกใจ
เพราะถ้าดูจากปัญหาที่เกิดขึ้นในทางกฎหมายแล้วคดีต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย
ส่วนใหญ่เป็นคดีที่ผู้ด้อยโอกาสตกอยู่ในฐานะเป็น "จำเลย"
ในคดี และเป็นแพะในทางสังคม ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ชาวบ้านเข้ามาเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่างๆ
แต่กลับกลายเป็นว่าประชาชนที่เข้ามาเรียกร้องตกเป็นฝ่ายผู้ถูกดำเนินคดีเสียนักต่อนักแล้ว
สภาพเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ในทางกฎหมายเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น
หากแต่ยังสะท้อนให้เห็นลึกลงไปว่า ตัวองค์ความรู้ในทางกฎหมายไม่ได้ตั้งอยู่บน
นิติวิธี ( legal methodology )ที่จะสามารถผลิตคำอธิบายที่มีเหตุผลและชอบธรรมในการใช้อำนาจในการจัดความสัมพันธ์ในทางกฎหมายได้
แต่กลับใช้อำนาจเป็นเหตุผลแทน ด้วยเหตุเช่นนี้จึงทำให้สังคมไทยมีผู้มีอิทธิพลควบคู่ไปกับการมีอำนาจรัฐ
เพื่อต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับกรณีสังคมไทย ทัศนะและความรับรู้ที่ว่าด้วยความยากจน ถูกเสนอและถ่ายทอดในลักษณะที่ทำให้คนในสังคมรังเกียจความยากจนและมีผลไปถึงคนจนด้วย
ในการศึกษาความยากจนที่เป็นระบบเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ศาสตร์ที่มีการกล่าวถึงปัญหาเรื่องความยากจนมากที่สุดในทัศนะของผู้เขียน
น่าจะเป็นวิชา "เศรษฐศาสตร์" และ"หลักสูตรพัฒนาสังคม"
ซึ่งทั้งสองวิชาต่างมีการพัฒนาทั้งวิธีการศึกษา (methodology)
เนื้อหา (content) และข้อมูล(data) เพื่อบอกถึงระดับความยากจนของประเทศ
(หรืออาจจะใช้สะท้อนภาพระดับการไม่พัฒนาของประเทศเพราะการมีคนจนได้ในเวลาเดียวกัน)
ในขณะที่ศาสตร์อื่นๆ น้อยศาสตร์นักที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้
และถ้าจะกล่าวถึงความเป็นจริงในเวลานี้ก็มีศาสตร์ต่างๆอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องคนจนดังกล่าวนี้เลย
ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้เวลาที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับความยากจนและคนจน
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ปรากฏให้เห็นชัดขึ้น จึงทำให้เรื่องความยากจนและคนจนเป็นประเด็นหรือเรื่องที่ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งใหม่ในวงวิชาการ
บางครั้งดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมอันเป็นที่น่ารังเกียจ
ทั้งๆที่คนจนและความยากจนอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด แต่ความเป็นศาสตร์ที่สอนในสาขานั้นๆไม่สามารถที่จะช่วยให้ผู้เรียนหลุดพ้นไปจากทัศนะครอบงำที่มองปัญหาความยากจน
มองคนจน แบบเดิมๆและแสดงออกต่อคนจนเหล่านั้นในลักษณะที่เป็นภาระของสังคม
ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อต้องการที่จะศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้
จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มการศึกษาจากฐานที่พอมีมาอยู่บ้าง ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องเริ่มต้นการศึกษาหรือใช้วิธีการในการเข้าสู่ปัญหา
(approach) โดยอาศัยแนวทางวิธีการศึกษาและข้อมูลในกรอบความคิดและวิธีการแบบตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
สำหรับจุดเด่นของการศึกษาโดยวิธีการทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจภาพความยากจนในลักษณะภาพรวมของประเทศได้
แต่ปัญหาก็คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับความยากจนดังกล่าว ไม่อาจที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคมวงกว้างได้
ไม่อาจที่จะเป็นส่วนที่มีพลังเพียงพอในการที่จะคัดง้างกับความคิดกระแสหลักของระบบเศรษฐกิจทุนเสรีได้
ไม่อาจที่จะนำความคิดดังกล่าวไปสู่การผลักให้เป็นนโยบายสาธารณะได้
และในแง่ของประเด็นที่ต้องการที่จะศึกษา ก็จะสนใจอยู่แต่เฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ
ซึ่งประเด็นเรื่องคนจนและความยากจนไม่ได้มีแต่ปัญหาเรื่องรายได้
เรื่องสวัสดิการแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันในหลักสูตรพัฒนาสังคมซึ่งก็มีวิธีการอีกแบบหนึ่งที่ใช้ในการศึกษา
ก็ทำให้ได้ภาพของปัญหาและข้อสังเคราะห์ไปอีกกรอบหนึ่ง[2]
ในทางการเมือง ปรากฏการณ์สมัชชาคนจนที่ปรากฏตัวขึ้นอยู่ในกระแสการเรียกร้องต่อรัฐบาล
เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง ปัญหาและการปรากฏตัวของความยากจนและคนจน
และมีการสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มคนจนจากประเทศต่างๆและเครือข่ายพันธมิตรเรียกร้องต่อรัฐบาลประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
มีการเรียกร้องต่อบริษัทข้ามชาติ ซึ่งแสดงออกโดยการคัดค้านต่อการประชุมขององค์การค้าระหว่างประเทศ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้นกลุ่มดังกล่าวมีสถานภาพทั้งในทางการเมือง
ในความเป็นจริง และในทางวิชาการ[3]
การปรากฏตัวดังกล่าวมีผลที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมากในทางวิชาการ
ทั้งเป็นการพิสูจน์สมมุติฐานที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ทำมาโดยตลอดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และในเวลาเดียวกันก็ฟื้นกลุ่มองค์กรทางสังคมที่มีมาแต่เดิมให้มีบทบาทขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ซึ่งมีนัยยะในทางการเมือง
ในทางกฎหมายเององค์ความรู้ที่ว่าด้วย "คนจน"
และ "ความยากจน" เป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่ามีอยู่หรือไม่
แต่ที่แน่ๆได้มีการกล่าวถึงความไม่เสมอภาคและความไม่เป็นธรรมประดับอยู่ในที่ต่างๆมากมาย[4]
ด้วยเหตุดังนั้น การที่จะให้นักกฎหมายลุกขึ้นมาแก้ปัญหาความยากจน
จึงไม่ใช่การทำเพียงให้เข้าใจอุดมการณ์เรื่องความเป็นธรรมและความเสมอภาค
ที่ระบบกฎหมายเหยียบย่ำมาโดยตลอด หากแต่ต้องเข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์ในทางกฎหมายว่ามีส่วนในการผลักให้คนกลุ่มหนึ่ง
ตกอยู่ในสภาวะความยากจนได้อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า
เมื่อกฎหมายเข้าไปจัดความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย ระบบความสัมพันธ์ทางกฎหมายก่อให้เกิดความยากจนได้อย่างไร
"คนจน" และ "ความยากจน" ภายใต้ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย
ความสัมพันธ์ ภายใต้โครงสร้างสังคม ความเป็นปัจเจกบุคคล เป็นสถานภาพ
ที่ระบบกฎหมายแบบตะวันตกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้นของความเป็นปัจเจกอยู่ที่ความต้องการที่จะดึงให้ประชาชนที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มต่างๆ
รวมถึงอำนาจรัฐในระบบการปกครองแบบเดิม ให้หลุดกลายมาเป็นเสรีชน
ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองดังกล่าว จึงส่งผลให้การก่อตัวของกรอบคิดในทางกฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อการเป็นปัจเจก
จึงนำไปสู่การสถาปนากลไกต่างๆในทางกฎหมายเพื่อพยายามในการปกป้องความเป็นปัจเจกไม่ให้อำนาจรัฐเข้ามาละเมิด
สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดระบบการจัดการขึ้นในสังคมไปอีกระดับหนึ่งที่ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น
ในการที่จะสร้างความสัมพันธ์กัน และความสัมพันธ์ดังกล่าวก็มีผลในทางกฎหมาย
โดยที่รัฐเข้าไปดูแลความสัมพันธ์ดังกล่าวให้
แต่สังคมตะวันตกไม่ได้พัฒนาระบบความสัมพันธ์เฉพาะในทางการเมืองการปกครองเท่านั้น
ยังมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบวิธีการผลิต
ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบของระบบการผลิต
วิถีชีวิตประจำวันของผู้คนต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไป สภาพความเป็นเมืองที่ขยายตัวออกไปเพราะมีการเคลื่อนย้ายประชากร
รวมถึงการเกิดขึ้นของปัญหาใหม่ที่ติดตามมามากมาย ฯลฯ
บนระบบการผลิตเช่นนี้ ทำให้เกิดระบบการจัดความสัมพันธ์ขึ้นอยู่ในสังคมซ้อนลงไปอีกชั้นหนึ่งเช่น
ความสัมพันธ์ระหว่าง นายจ้าง-ลูกจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้ที่อาศัยในที่แปลงนั้น
และความสัมพันธ์อื่นๆอีกมากมาย ความสัมพันธ์ในรูปแบบเหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับทางการเมือง
บางช่วงก็ร่วมมือกัน บางช่วงก็เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน บางช่วงก็ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลย
ในส่วนของความสัมพันธ์ในทางกฎหมายได้แฝงและแทรกตัวอยู่เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างสังคมเช่นนี้
ระบบความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย กล่าวโดยสรุปย่อๆแล้ว ถ้ามองกฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์ในทางสังคมอย่างหนึ่ง
นอกเหนือจากความสัมพันธ์ภายใต้ระบบความสัมพันธ์อื่นๆ กฎหมายใช้สิทธิ
หน้าที่ในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างบุคคลกับรัฐ
และเทคนิควิธีการของกฎหมายอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่ใช้ในการทำให้ระบบความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย
มันสามารถที่จะคงความเป็นสถาบันไว้ได้ก็โดยการที่กฎหมายไปก่อตั้ง
"สถานภาพ" ของบุคคลในทางกฎหมายขึ้น การก่อให้เกิดสถานภาพดังกล่าวก็คือการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในทางกฎหมายไว้ในสังคมนั้นเอง
ว่าใครจะต้องทำหรือมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อบุคคลอื่น (ที่มีสิทธิ)
อย่างไร อาทิเช่น
ในการกู้ยืมเงิน ในทางกฎหมาย จะกำหนดให้ ผู้ให้กู้มีสถานภาพเป็น
เจ้าหนี้ และผู้กู้ มีฐานะเป็น ลูกหนี้ สถานภาพในทางกฎหมายดังกล่าว
ทำให้เกิดบทบาทของแต่ละฝ่ายว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อกัน และถ้าหากมีการฝ่าฝืน
กลไกในทางกฎหมายจะเข้ามาดำเนินการจัดการอย่างไร แต่ในความสัมพันธ์ตามตัวอย่างดังที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพของบุคคลมากนัก
ต่อเมื่อมีอำนาจรัฐตามกฎหมายเข้าไปกำหนดสถานภาพใหม่อาทิเช่น
มีการฟ้องร้องขอให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย (เพราะเหตุที่ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้)
สถานภาพที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวเท่ากับผลักให้ลูกหนี้และบุคคลอื่นๆที่เป็นผู้พึ่งพา
ต้องกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้ (แต่ยังมีความสามารถในทางด้านเศรษฐกิจอยู่)
ไม่อาจที่จะดำเนินการในด้านอื่นๆได้เลยในทางกฎหมาย หรือในกรณีของการตกอยู่ในสถานภาพเป็นผู้ต้องหา
หรือจำเลยในคดีอาญา ซึ่งตามหลักการของกฎหมายยืนยันว่า เป็นสถานภาพที่ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า
ยังไม่ได้เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้อง แต่ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หากไม่สามารถที่จะหาหลักทรัพย์หรือเงินมาประกันตัวได้ ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่แตกต่างไปจากผู้ที่ได้รับการตัดสินคดีว่าเป็นผู้กระทำความผิด
เนื่องจากเพราะความจนเงิน ระบบกฎหมายก็มาทำให้อับจนไปในทุกๆด้าน
และที่สำคัญคือ ระบบความสัมพันธ์ในทางกฎหมายทำให้เกิดการกีดกันและตัดโอกาส
เป็นต้น จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการที่ระบบกฎหมายไปเปลี่ยนแปลงสถานภาพในทางกฎหมายของบุคคล
ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น "ราชภัย" ประการหนึ่ง แต่ราชภัยในปัจจุบันต่างไปจากราชภัยในอดีต
ตรงที่ในอดีตถ้าประชาชนประสบราชภัยสามารถที่จะหลบได้ โดยที่ตนเองยังสามารถที่จะใช้ชีวิตได้เป็นปรกติ
เว้นแต่จะเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่ราชภัยในปัจจุบันเนื่องจากมีระบบราชการ
มีระบบการบัญชีควบคุม มีระบบทะเบียน online จึงทำให้ไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส
ความเสี่ยงในการถูกเปลี่ยนสถานภาพในทางกฎหมายของคนจน ด้วยเหตุที่คนจนมีให้พบเห็นกันทั่วไป
ดังนั้น การที่คนจนคนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนสถานภาพในทางกฎหมายไปจากที่เป็นอยู่ไปในทางที่เลวร้ายยิ่งขึ้น
จึงเป็นเรื่องปรกติ เพราะคนทั่วๆไปมองว่าเป็นเรื่องคราวเคราะห์
เป็นเพราะความซวยของตน ดังนั้น ทางแก้ก็ต้องฟาดเคราะห์ ไปลดน้ำมนต์
ไปทำพิธีขอขมาลาโทษ หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิฯ
ก็ไม่อาจที่จะดำเนินการอะไรได้มากนัก เพราะระบบกฎหมายมักจะมีทัศนะที่ว่า
ระบบกฎหมายจะคุ้มครองสิทธิให้สำหรับผู้ที่รักษาสิทธิของตนเองเท่านั้น
เมื่อคนจนที่ตกอยู่ในโครงสร้างของสังคมที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของกฎหมายซึ่งควรพยายามที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างดังกล่าว
แต่ที่ผ่านมาผู้ที่ใช้อำนาจตามกฎหมายไม่ได้ทำหน้าที่แทนประชาชนที่แท้จริง
ประกอบกับทิศทางในการพัฒนาประเทศ โดยการผูกขาดของอำนาจรัฐและของทุนที่ร่วมมือกัน
จึงทำให้บทบาทของกฎหมายแทนที่จะมุ่งไปในการปรับโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
แต่กลับมุ่งไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของทุน (เพื่อให้เกิดการแข่งขันกับต่างประเทศได้)
นั่นเท่ากับว่า เป็นการผลักภาระทางต้นทุนในการประกอบการและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ผู้ประกอบการจะต้องออกไปให้บุคคลอื่นแบกรับภาระแทน
วิธีการและกระบวนการผลักภาระดังกล่าวนี้ สามารถที่จะเห็นได้จากบทบัญญัติกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาในแต่ละช่วงภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละยุค[5]
ถ้าหากพิจารณาในแง่ขององค์กร หรือกระบวนการของระบบกฎหมาย ที่สามารถส่งผลกระทบต่อสถานภาพในทางกฎหมายของประชาชนแล้ว
เราจะเห็นได้ว่าสถานภาพในทางกฎหมายของประชาชนโดยเฉพาะคนจนขึ้นอยู่กับ
1. กระบวนการนิติบัญญัติ ที่ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย
และรวมถึงจะต้องทำหน้าที่ในการทบทวนบทบัญญัติกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส
2. การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อสถานภาพของบุคคลในทางกฎหมายและมีผลกระทบต่อบุคคลในวงกว้างอาทิเช่น
มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐทั้งหลาย
3. การใช้อำนาจตุลาการ แม้จะมีลักษณะการใช้อำนาจที่แตกต่างไปจากอำนาจนิติบัญญัติ
และอำนาจบริหาร แต่โดยหัวใจของการใช้อำนาจตุลาการ คือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
แต่ด้วยเหตุที่วิธีการใช้อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร เป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่กำหนดหน้าที่มากกว่าที่จะคำนึงถึงสิทธิ
เมื่อเป็นเช่นนี้บทบาทของอำนาจตุลาการสามารถที่จะทำให้เกิด ความเป็นธรรม
ความเสมอภาคได้ ในลักษณะที่ตรวจสอบและถ่วงดุลยกับอำนาจทั้งสอง
ภายใต้การจัดความสัมพันธ์ในระบบกฎหมาย สถานภาพทางกฎหมายของประชาชน
อาจถูกเลื่อน หรือปรับเปลี่ยนสถานภาพได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจขององค์กรหรือกระบวนการดังกล่าวข้างต้น
ในกรณีของ คนจน ที่เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย
มีความเสี่ยงค่อนข้างมากที่อาจจะถูกเลื่อนสถานภาพให้ตกต่ำลงไปอีก
สำหรับคนชั้นกลางที่เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย
ถ้าหากในความสัมพันธ์เรื่องนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงหรือผูกติดกับระบบความสัมพันธ์ของระบบอื่นๆเช่นที่มักจะพบกันเป็นประจำได้แก่
- ความสัมพันธ์ในทางเศรษฐกิจกับระบบความสัมพันธ์ทางกฎหมาย
- ความสัมพันธ์ของระบบการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่จัดการโดยรัฐกับระบบความสัมพันธ์ตามกฎหมาย
- ความสัมพันธ์ของระบบกระบวนการในการตัดสินใจในทางการเมืองที่เกี่ยวกับการพัฒนา
กับกระบวนการทางกฎหมายที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ผูกโยงกันดังกล่าว อาจจะทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง
ดังที่กล่าวมาข้างต้นถูกปรับเปลี่ยนสถานภาพในทางกฎหมายให้ตกต่ำลงไปก็ได้
ดังตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนในกรณีดังต่อไปนี้
กรณีศึกษา ความไม่เป็นธรรม ความยากจน จากการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกิน
เนื่องจากปัญหาของระบบการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน และปัญหาเรื่องการถือครองที่ดิน
เป็นปัญหาที่รัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ได้อย่างทั่วถึง อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของงบประมาณ
บุคลากร ฯลฯ ( แต่จริงๆเป็นเพราะเหตุใดไม่มีการพิสูจน์กัน) จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานานไม่มีเอกสารสิทธิ
หรือในบางกรณีเป็นเพราะระบบในการออกเอกสารสิทธิที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดิน
ต้องคอยติดตามข่าวสารและต้องมาดำเนินการตามวันเวลานั้น ซึ่งระบบดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประชาชนที่ไม่สามารถอยู่รอการมาดำเนินการของทางราชการได้(
ซึ่งในกรณีเช่นนี้มักจะถูกมองว่าเป็นกรณีที่ไม่รักษาสิทธิของตนเอง)
เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิจากรัฐมายืนยัน ผลในทางกฎหมายของสถานภาพในทางกฎหมายของที่ทำกิน
จึงกลายสภาพเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ในขณะที่ความเข้าใจของประชาชนยังเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นที่ทำกินที่ทำตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เป็นที่ยอบรับหรือมีสถานภาพในทางประเพณีหรือวัฒนธรรม ว่าที่ทำกินแปลงดังกล่าวเป็นของผู้ที่บุกเบิกทำกินมาอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อต่อมามีการประกาศเป็นเขตอุทยานซ้อนทับลงไปในที่ทำกินแปลงดังกล่าว
สถานภาพทางกฎหมายของที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิรับรอง
ก็มีสถานภาพในทางกฎหมายเป็นพื้นที่ในเขตอุทยาน ผลของสถานภาพในทางกฎหมายผู้ถือครองที่ดิน
ก็คือ เจ้าของที่ดินทำกินและเครือญาติที่อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว
กลายเป็นผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา
ถ้าหากในขณะที่เจ้าหน้าที่มาดำเนินการจับกุม เจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวเชื่อโดยสุจริตว่าตนเองมีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว
จึงไม่ยอมให้มีการจับกุม สถานภาพในทางกฎหมายของเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าว
ก็จะถูกเลื่อนในตกต่ำลงไปโดยการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่มุ่งทำหน้าที่เพื่อเอาผลงาน
( แต่ไม่เอาความถูกต้อง ) ให้อยู่ในสถานภาพเป็นผู้กระทำผิดในอีกข้อหาหนึ่งก็คือ
ผู้ต้องหาข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
หรืออาจจะมีข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานหากว่า ในระหว่างที่เข้าไปจับกุมมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าที่ของรัฐว่าไม่เป็นธรรม
เลือกปฏิบัติ เนื่องจากเวลานักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการระดับสูง
กระทำในสิ่งเดียวกัน เจ้าหน้าที่กลับไม่เข้าไปดำเนินการปฏิบัติบนมาตรฐานเดียวกัน
และต่อเจ้าหน้าที่ที่ไปจับกุมผู้ต้องหาคนนี้ มีสถานภาพว่าเป็นพวกหัวแข็ง
อันธพาล ซึ่งทำให้ได้รับการปฏิบัติพิเศษ เช่น การคัดค้านการประกัน
การต้องตีตรวนเมื่อถูกฝากขัง หรือถึงขั้นที่อาจจะถูกใช้วิธีการที่รุนแรงในการสอบสวน
เมื่อมีการดำเนินการจับกุมแล้ว กระบวนการในชั้นต่อไปของกระบวนการยุติธรรมก็คือ
พนักงานสอบสวนก็ต้องดำเนินการสอบสวน ซึ่งต้องใช้เวลานานเนื่องจากต้องรอให้เจ้าพนักงานสอบสวนเสร็จจากคดีอื่น
ในระหว่างนี้ถ้าหากไม่มีหลักทรัพย์มาประกันตัวก็ต้องถูกคุมขังในฐานะผู้ต้องหา
หลักประกันที่มีในความคิดของประชาชน ได้แก่ ที่ดินทำกินแปลงที่อยู่ในเขตอุทยาน
ก็ไม่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้เพราะไม่มีสถานะในทางกฎหมายเป็นที่ดินที่จะเป็นหลักประกันได้
เมื่อไม่มีหลักประกันใดๆในทางปฏิบัติก็คือต้องควบคุมตัว
ในชั้นแรกก็เป็นผู้ต้องหาที่ถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจ ถ้าหากพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จ
และพ้นอำนาจที่พนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวไว้ได้ ก็ต้องไปฝากขังกับศาล
ซึ่งศาลสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจให้ความเป็นธรรมได้ แต่ในทางปฏิบัติ
เนื่องจากผู้ต้องหามิได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคม และอยู่ในเขตพื้นที่ป่าห่างไกลเกรงว่าจะหลบหนี
อันจะทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้กระทำผิดรายอื่นๆได้จึงให้ฝากขังได้
สถานภาพของผู้ต้องหาดังกล่าวจะเพิ่มไปอีกหนึ่งสถานภาพคือ เป็นผู้ต้องขัง
ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของผู้ต้องขังให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกันและไม่เลือกปฏิบัติ
ด้วยเหตุที่พนักงานสอบสวนต้องทำคดีก่อนหน้านี้ให้เสร็จก่อน จึงส่งผลให้สถานภาพของผู้ต้องหากลายเป็นผู้ต้องขัง
สภาพเช่นนี้ (สถานภาพในทางกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง) จะเป็นไปจนกว่าการดำเนินคดีจะเสร็จสิ้น
นอกจากผลในทางกฎหมายแล้วในทางสังคม ผู้ที่ถูกจับกุมดังกล่าวจะกลายสถานภาพเป็นคนผิด
คนไม่รักแผ่นดินเพราะบุกรุกอุทยาน
ในแง่ของระบบเศรษฐกิจ ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีมูลค่าใดๆ ที่จะไปค้ำประกันเงินกู้ได้ทั้งๆที่ที่ดินแปลงดังกล่าวยังสามารถหรือมีศักยภาพในการผลิตอยู่
ในระหว่างที่ถูกดำเนินคดี อาจจะมีการยึดอายัดเครื่องมือทำกิน
เครื่องมือทางการเกษตร ดังนั้น สิ่งต่างๆที่มีการลงได้ลงทุนไว้ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการอย่างใดต่อได้
แลอาจจะมีการขอให้ศาลสั่งขับให้ออกจากที่ทำกินดังกล่าวไป และเมื่อเสร็จสิ้นคดีไม่ว่าจะถูกพิพากษาว่าผิดหรือถูกก็ตาม
บรรดาหนี้สินค่าใช้จ่ายต่างๆก็เป็นเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบกันเอาเอง
ดังนั้นผลจากคดีดังกล่าวอาจจะมีคดีความอื่นๆตามมาอีกมากมาย เช่น
คดีหนี้เงินกู้ คดีจำนอง ฯลฯ
ตัวอย่างจากคดีที่เกิดขึ้นจริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเดียวในจำนวนเป็นหมื่นๆตัวอย่างที่สามารถสะท้อนภาพคนจน
ความไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาค ได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยเหตุที่กระบวนการยุติธรรมของเรายังไม่มีโอกาสในการที่จะทำการศึกษาพฤติกรรมและธรรมชาติของคดีในลักษณะต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คนจนและผู้ด้อยโอกาสตกเป็นเหยื่อของโครงสร้างและระบบกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม
ซึ่งเป็นหนึ่งในที่มาของความยากจนและคนจน
และด้วยเหตุที่ครั้งนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกที่วงการกฎหมายไทยหยิบปัญหาความยากจนมาศึกษาแม้จะไม่ตรงกับโจทย์ใหญ่ของคนจนทั้งประเทศก็ตาม
แต่ถ้าหากกระบวนการยุติธรรมสามารถที่จะปลดปล่อย ถอดสลัก ผลักดัน
ให้เกิดการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในทางกฎหมายที่เป็นธรรมให้มากกว่าที่เป็นอยู่
ในทางทฤษฎี ในทางวิชาการเราอาจจะมีตัวชี้วัดความไม่จนอีกเส้นหนึ่งโดยดูจากระบบกระบวนการยุติธรรมที่เปิดช่อง
ให้โอกาส สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น
- อ้างอิง -
[1] มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด
เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การ ศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียว
กับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
[2] ท่านที่สนใจเพื่อต้องการเห็นขอบเขตการศึกษาโปรดดูรายละเอียดในกระบวนวิชาต่างๆของทั้งสองหลักสูตร(
เศรษฐศาสตร์ และ พัฒนาสังคม ) ที่มีสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ
[3]"วิถีชีวิต วิธีสู้ ขบวนการประชาชนร่วมสมัย " ผาสุก
พงษ์ไพจิตร และคณะ โครงการพลวัตเศรษฐกิจการเมืองไทย สกว. สำนักพิมพ์ตรัสวิน
(ซิลค์เวอร์มบุคล์) เชียงใหม่ ( 2545)
[4] สำหรับในกรณีหลักสูตรนิติศาสตร์(แทบจะทั้งหมดทุกหลักสูตรและในทุกระดับที่มีการสอนในประเทศไทย)
อาจจะกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีการกล่าวถึง "คนจน" และ
" ความยากจน " โดยตรงเลย แต่อาจจะมีการยกเป็นประเด็นเฉพาะขึ้นมาศึกษาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในบางกระบวนวิชา
แต่โดยภาพรวมและในกระแสหลักแล้ว ไม่มีที่ของความรู้ว่าด้วยคนจนและความยากจน
[5] โปรดดูรายละเอียดใน " มติสำคัญของคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเศรษฐกิจยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย
ชุณหะวัณ ส.ค. 31 - ก.พ.34 " รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ,กัลยา
อุดมวิทิต สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ( 2536 )
ไพสิฐ พาณิชย์กุล
อาจารย์ประจำ สาขาวิชานิติศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.geocities.com/midarticle/newpage10.html
|