การสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนภายใต้การปฏิรูประบบราชการ

จุดสำคัญของการปฏิรูประบบราชการมิใช่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หากอยู่ที่การปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนหลักการและวิธีการทำงาน นั่นคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ วิสัยทัศน์ และกระบวนทัศน์ การจัดเปลี่ยนโครงสร้างเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการปฏิรูป
ถ้าหลักการและวิธีการทำงานเปลี่ยนไปก็จะได้นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป นโยบายและยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งก็จะมีโครงสร้างที่สอดรับกันไป เหมือนกับการจัดทัพในการทำสงคราม กองทัพไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่ปรับเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการปฏิรูปราชการนั้น ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งคือการแก้ปัญหาความยากจน รวมทั้งการจัดสวัสดิการสังคมต่างๆ และในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนนี้มียุทธศาสตร์ย่อยได้หลายประการ ยุทธศาสตร์ย่อยยุทธศาสตร์หนึ่งได้แก่การรวมพลังสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน
พลังในสังคมอาจแบ่งได้เป็น ๓ ส่วนคือ

(๑) ภาครัฐ หรือภาคสาธารณะ
(๒) ภาคธุรกิจ ดำเนินกิจการเพื่อสร้างกำไรเป็นปกติวิสัย และมีการ “คืนกำไร” แก่สังคมด้วยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความพึงพอใจ
(๓) ภาคสังคม หรือภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม

ที่ผ่านมา ในประเทศไทยภาคประชาสังคมยังได้รับความสนใจน้อยเกินไป ในประเทศตะวันตกมีการส่งเสริมภาคประชาสังคมมานานแล้ว เพราะถือว่าเป็นพลังสำคัญเป็นฐานรากของสังคม ประชาชนอยู่ที่ภาคนี้ในขณะภาคธุรกิจและภาครัฐไม่มีก็ได้ ในอดีตโบราณกาลสังคมไม่มีทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ ในประเทศที่เห็นความสำคัญของภาคประชาสังคมนั้น รัฐบาลมียุทธศาสตร์ มีนโยบาย มีกฎหมายในการส่งเสริมภาคประชาสังคม เช่น ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อสามสี่ปีก่อนมีการออกกฎหมายส่งเสริมองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำให้ภาคประชาสังคมเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว
สำหรับในประเทศไทย เมื่อมีการเสนอเรื่องการปฏิรูประบบราชการก็มีการเสนอให้มี “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” การมีกระทรวงนี้น่าจะรวมถึงการมีนโยบายส่งเสริมภาคประชาสังคมอยู่ด้วยแล้ว ถ้ายังไม่มีหรือมีไม่ชัดเจนก็ควรทำให้มีนโยบายนี้ให้ชัดเจน

ข้อเสนอต่อรัฐบาล
หากจะทำให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง มีข้อเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปฏิบัติ ๕ ประการคือ
๑. จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม มีความชัดเจนหนักแน่น เช่น เป็นมติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรี
๒. แปรนโยบายและยุทธศาสตร์นี้เป็นการปฏิบัติในส่วนงานต่างๆของรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษตามกฎหมายเพื่อนำเอานโยบายและยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ ซึ่งควรเป็นแบบมีส่วนร่วม ให้ประชาชนร่วมคิดร่วมทำ ที่ผ่านมาด้วยความหวังดีรัฐมักคิดให้ทำให้ แต่วิธีนี้ไม่ทันสมัยและไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
๓. มีกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่เก่าแก่โบราณสมควรแก้ไขปรับปรุง เช่น ข้อบังคับการจดทะเบียน และเงื่อนไขการเก็บภาษี การปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมสามารถทำหลายๆครั้ง โดยเชิญฝ่ายประชาชนที่เกี่ยวข้องมาหารือว่าควรทำอย่างไร
๔. ควรเร่งรีบให้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมผ่านออกมาเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะผ่านการพิจารณาเห็นชอบโดยหลักการมาหลายรัฐบาลแล้ว
๕. ในระยะยาว ประเทศไทยต้องการพระราชบัญญัติว่าด้วยภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมพลังภาคประชาชน การมีกฎหมายฉบับนี้จะสอดคล้องกับหลักการแนวทางของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ที่มีบทบัญญัติหลายประการที่ส่งเสริมพลังภาคประชาชน
รัฐไม่ควรไปสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน แต่ควรส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งด้วยตนเอง

ข้อเสนอต่อภาคประชาสังคม
ในขณะเดียวกัน ความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมมิได้เกิดขึ้นจากการส่งเสริมของภาครัฐเท่านั้น องค์กรภาคประชาสังคมต้องสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองด้วยเป็นสำคัญ จึงมีข้อเสนอแนะต่อว่า องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ต้องมีหลักการและวิธีการทำงานให้ตนเองเข้มแข็ง ๓ ข้อดังนี้
๑. ควรพึ่งตนเองและพัฒนาตนเอง การพึ่งตนเองและพัฒนาตนเองเป็นหลักการที่ต้องมีอยู่ในหัวใจเสมอ ทั้งในด้านความชอบธรรม ความรับผิดชอบ และประสิทธิผลประสิทธิภาพ องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์จะชอบธรรมก็ต่อเมื่อสังคมต้องการ เกิดประโยชน์ต่อสังคม รับผิดชอบคือตรวจสอบได้ ถูกต้องตามกฎหมาย ทำนองคลองธรรมและจริยธรรม ประสิทธิผลประสิทธิภาพคือบรรลุตามภารกิจและมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
๒. ควรรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกื้อกูลเพิ่มพูนพลังของเราให้มากขึ้น เป็นการเพิ่มทุนทางสังคม จุดสำคัญของทุนทางสังคมคือความไว้เนื้อเชื่อใจและการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
๓. ควรร่วมกันพัฒนาขบวนการของเราให้มีความเข้มแข็งมั่นคง มีความชอบธรรม รับผิดชอบ ประสิทธิผลประสิทธิภาพ คือต้องคิดออกมาเป็นกิจกรรมและกลไกที่เป็นรูปธรรม เช่น ในบางประเทศองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์มีการรวมตัวกันตั้งสถาบันในการกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานกันเอง ออกประกาศนียบัตรรับรองเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ นอกจากนั้นก็ต้องการฝึกอบรม การเรียนรู้ การพัฒนาข้อมูล รวมทั้งการรวมตัวกันยกประเด็นขึ้นไปพูดคุยเสนอต่อภาครัฐให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้นองค์กรเอกชนควรหรือกันให้ออกมาเป็นรูปธรรมว่าตนเองจะทำอะไรและเสนอให้รัฐทำอะไร



ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ ประธานภาคีความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนา / มูลนิธิกองทุนไทย

บทความชิ้นนี้ถอดจากการบรรยายพิเศษในการประชุมสัมมนา “ทิศทางการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานภาคเอกชนแห่งชาติและศูนย์ประสานงานองค์การเอกชนประจำจังหวัดภายใต้การปฏิรูประบบราชการ” เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร