รุ่งอรุณกระแสใหม่ต้านทุนนิยมโลก ประเด็นท้าทายขบวนการเอ็นจีโอไทย

บทคัดย่อ
ขบวนการ N.G.O. ในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้รุ่งเรืองมาเกือบ 20 ปีแล้ว การขยายตัวขององค์กร N.G.O. เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบ "ใหม่" ที่ไม่มีลักษณะแบบชนชั้น และทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้าง "ประชาสังคม" เพื่อปฏิรูปรัฐในระบบประชาธิปไตย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศ "ความเสื่อมศรัทธา" กับแนวคิดมาร์คซิสต์ในทศวรรศที่ 80 แต่ในยุคปัจจุบันการฟื้นฟูของกระแสฝ่ายซ้ายต้านทุนนิยมทั่วโลกในลักษณะคล้ายๆ ขบวนการฝ่ายซ้ายที่เคยเติบโตในยุค 1968 หรือ ๑๔ ตุลา ในหมู่คนหนุ่มสาวที่ "เสื่อมศรัทธา" ในแนวเสรีนิยมใหม่ พร้อมๆ กับการรื้อฟื้นการต่อสู้ของขบวนการแรงงานสากล กำลังท้าทายแนวคิดและแนวปฏิบัติหลักของขบวนการ N.G.O. ที่กำเนิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการประเมินผลงานและจุดดีจุดอ่อนของลัทธิการเมือง N.G.O. ในประเด็นหลัก 4 ประเด็น ประเด็นแรกที่ต้องประเมินคือความสำเร็จของการใช้แนว "ประชาสังคม" และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม "แบบใหม่" ในการลดอิทธิพลของรัฐที่ครอบงำพลเมือง ประเด็นที่สองคือปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบทบาทของ N.G.O. ในการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อคนจน และบทบาทในการจัดส่งบริการทางสังคมให้พลเมืองแทนรัฐภายใต้รูปแบบนโยบายเสรีนิยม ประเด็นที่สามที่ต้องพิจารณาคือความขัดแย้งในตัวของลัทธิการเมืองของขบวนการ N.G.O. ที่พยายามปฏิเสธ "การเมือง" ในขณะที่หลีกเลี่ยง "การเมือง" ในโลกจริงไม่ได้ ส่วนประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของ N.G.O. ที่พยายามเป็นตัวแทนของภาคประชาชนแต่ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบผู้แทนและโครงสร้างที่จะตรวจสอบ N.G.O. ได้ ทั้งๆ ที่ N.G.O. เสนอให้มีการขยายประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในสังคมภายนอกมาตลอด

เกริ่นนำ
เมื่อยี่สิบปีก่อน หลังความ “เสื่อมศรัทธา” ในแนวความคิดมาร์คซิสต์และการเปิดศึกทางชนชั้นเพื่อปราบปรามกระแสการต่อสู้จากเบื้องล่างโดยชนชั้นปกครองทั่วโลกในทศวรรศที่ 80 ขบวนการ N.G.O. ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในไทยและประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ถึงแม้ว่าก่อนทศวรรศที่ 80 จะมีมูลนิธิต่างๆ ที่ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็น N.G.O. เช่น Y.M.C.A. สภากาชาด หรือมูลนิธิช่วยเหลือซึ่งกันและกันในญี่ปุ่น อินโดนีเซีย (เช่น Budi Oetomo) หรือในหมู่ชาวจีนในไทย (Clarke 1998; 7&28) แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วขององค์กรที่เรียกตัวเองว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือ Non-Government Organisations เกิดขึ้นอย่างจริงจังหลังการล่มสลายของขบวนการฝ่ายซ้ายทั่วโลก นักวิชาการบางคนถึงกับเสนอว่า N.G.O. มีส่วนในการทำลาย ผันแปร หรือสลายตัวของขบวนการฝ่ายซ้าย (Petras 1999; 429) แต่ไม่ว่าเราจะมีมุมมองอย่างไรสิ่งที่เราพอสรุปได้คือองค์กร N.G.O. มีความสัมพันธ์ในเชิงกลับกันกับองค์กรฝ่ายซ้าย (Clarke 1998; 7& 198)

ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของ Clarke เกี่ยวกับ N.G.O. เขาเสนอว่ามีห้าสาเหตุที่องค์กร N.G.O. ในประเทศกำลังพัฒนามีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว (Clarke 1998;7) ดังนี้
1. การขยายตัวของ N.G.O. ในตะวันตกโดยตรงหรือในลักษณะผู้ให้ทุนกับ N.G.O. ในประเทศกำลังพัฒนา
2. การที่ประเทศที่ยึดถือแนว “เสรีนิยมใหม่” หันมาสนับสนุน N.G.O. ในประเทศกำลังพัฒนาแทนการให้ทุนกับรัฐโดยตรง
3. การที่รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาหันมายอมรับบทบาทของ N.G.O. มากขึ้น
4. การที่ขบวนการฝ่ายซ้ายและขบวนการชนชั้นล่างแตกกระจายและอ่อนตัวลง
5. การที่สหภาพแรงงานและพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในประเทศกำลังพัฒนาไม่มีพลังพอที่จะเสนอวิธีการแก้ปัญหาทางสังคม

ระหว่างปี 1975 ถึง 1985 จำนวนเงินที่ประเทศตะวันตกส่งมาช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาผ่าน N.G.O. ได้ขยายตัว 1400% และจำนวน N.G.O. ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เช่น ปราซิล เคนยา ฟิลิปปินส์ หรือไทย ก็ขยายตัวตามมา (จตุรงค์ ๒๕๔๒; 74, สงวน และสุรพล ๒๕๔๔; 13) ปัจจุบันในประเทศไทยคาดว่ามีองค์กร N.G.O. ที่จดทะเบียน18,000 องค์กร แต่ในจำนวนนี้มีไม่กี่องค์กรที่มีความมั่นคงในระยะยาว (ราณี ๒๕๔๒; 180) นับว่าองค์กร N.G.O. มีบทบาทสำคัญในแง่ต่างๆ ของสังคมไทยมากขึ้นตามลำดับหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.)

ทุกวันนี้มี N.G.O. ทำงานในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในชนบทซึ่งถูกมองว่าเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนส่วนใหญ่ ความคิดที่ให้ความสำคัญกับภาคชนบทนี้ เป็นมรดกตกทอดจากแนวความคิดเหมาของ พ.ค.ท. ที่อาศัยแนว “ชนบทล้อมเมือง” และนัก N.G.O. ส่วนใหญ่ในยุคนี้ยังเชื่ออย่างผิดๆ ว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรของชนบท หรือเชื่อว่าความยากจนในสังคมไทยกระจุกอยู่ที่ชนบทเท่านั้น (Rigg 2001; 95, 164)

ในยุคแรกๆ N.G.O. ถูกตั้งขึ้นโดย “คนรุ่นเดือนตุลา” ที่ผ่านการต่อสู้ในทศวรรษที่ 70 และหลายคนเป็นอดีตผู้สนับสนุนการต่อสู้ของพ.ค.ท.ในป่า ต่อมาในยุคหลังผู้ปฏิบัติการรุ่นใหม่หลายคนจะมาจากอดีตนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือในกรณี N.G.O. แรงงานอาจเป็นอดีตผู้นำสหภาพในระดับสถานประกอบการที่ถูกนายจ้างเลิกจ้าง เงินทุนในการดำเนินกิจการของ N.G.O. ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นการให้ทุนโดยตรงจากรัฐบาลในประเทศพัฒนาหรือทุนผ่าน N.G.O.สากล ที่ทำงานในประเทศไทยโดยมีบุคลากรต่างชาติเป็นผู้อำนวยการ นอกจากนี้อาจมีการให้ทุนผ่านองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เช่นธนาคารโลกเป็นต้น

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” และ “ประชาสังคม”
หลัง “ความเสื่อมศรัทธา” ในแนวความคิดมาร์คซิสต์ในทศวรรษที่ 80 แนวความคิดเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” และ ”ประชาสังคม” มีความสำคัญมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสหลักทางวิชาการในหมู่อดีตฝ่ายซ้าย นักวิชาการ และนักกิจกรรม N.G.O. ที่พยายามต่อสู้ต่อไปเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” ถูกนิยามว่าต่างจากขบวนการ “แบบเก่า” เพราะเป็น “ขบวนการก้าวหน้าที่จำกัดตนเอง” โดยทิ้งแนวคิดเดิมในการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐและหันมาหาหนทางในการปฏิรูปปรับปรุงสภาพสังคมภายในกรอบที่ดำรงอยู่ พร้อมๆ กันนั้นขบวนการแบบนี้มองปัญหาในแง่ของการจัดการกันเองในภาคประชาชนแทนที่จะมุ่งแต่ในเรื่องการเรียกร้องจากรัฐ (Cohen & Arato 1997; 493) นอกจากนี้มีความเชื่อว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” จะใช้เครื่องไม้เครื่องมือของเทคโนโลจีใหม่ เช่นเครื่องแฟกซ์ อินเตอร์เน็ท หรืออีเมล์ ในการต่อสู้ แทนการประท้วงตามท้องถนนหรือการนัดหยุดงาน และหลายคนเสนอด้วยว่า สิ่งที่ “ใหม่” เกี่ยวกับขบวนการเหล่านี้ เช่นขบวนการเพื่อสิ่งแวดล้อม ขบวนการเพื่อสิทธิเสรีภาพของคนพื้นเมือง หรือขบวนการสิทธิสตรี คือเนื้อหาของการต่อสู้กลายเป็นเรื่องสิทธิปัจเจกหรือสิทธิทางวัฒนธรรมมากกว่าข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจแบบส่วนรวม (Touraine 2001; 47, 82) แนวความคิดแบบนี้ควบคู่กันไปกับแนวคิดที่เชื่อว่าขบวนการแบบเก่าที่อิงชนชั้นและลัทธิสังคมนิยมเป็นเรื่องหมดยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายขององค์กรฝ่ายซ้าย (Keane 1998; 16, Leonard 1997; 154, Touraine 2001; 47)

แนวคิดเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” ที่ “ไร้ชนชั้น” ซึ่งร่วมกันผลักดันผลประโยชน์หลากหลายภายในระบบที่ดำรงอยู่ เพื่อสร้าง”ประชาสังคม” เป็นการรื้อฟื้นแนวคิดพหุนิยมของกระแสหลัก (Dahl 1963) ดังนั้นประชาสังคมเป็นพื้นที่ที่มีการคานอำนาจกันอย่างสันติระหว่างขบวนการอิสระต่างๆ และรัฐ เพื่อไม่ให้รัฐตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Cohen & Arato 1997, Keane 1998; 6 & 75, Touraine 2001; 99).

วัฏจักรของการต่อสู้และการขึ้นมาของกระแสต้านทุนนิยมใหม่
แนวความคิดเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม“แบบใหม่”และการรื้อฟื้นความคิดเรื่อง “ประชาสังคม” ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าการต่อสู้ทางชนชั้นและแนวคิดมาร์คซิสต์หมดยุคหมดสมัย แต่แทนที่จะมองว่าความพ่ายแพ้ของขบวนการฝ่ายซ้ายทั่วโลกในทศวรรษที่ 80 เป็นจุดจบของแนวสังคมนิยมหรือการต่อสู้ทางชนชั้น เราควรจะเข้าใจว่าการต่อสู้ทางชนชั้นมีลักษณะเป็นวัฏจักร หรือกระแสสูงต่ำ

Sidney Tarrow นักวิชาการสหรัฐจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลที่ทำการวิจัยเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เสนอว่าการต่อสู้ของขบวนการต่างๆ ที่ต่อต้านกระแสหลัก ย่อมขึ้นลงในลักษณะวัฏจักร และสิ่งที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม “แบบใหม่” ถึงแม้ว่ามีลักษณะบางอย่างที่พัฒนาเปลี่ยนจากขบวนการในอดีต แต่ก็ยังคงมีลักษณะและรูปแบบเก่าๆ อยู่อีกมากมาย (Tarrow 1999; 24 & 142) และถึงแม้ว่า Tarrow จะไม่ใช้กรอบการวิเคราะห์แบบ“ชนชั้น” อย่างตรงไปตรงมา แต่เขาก็ยอมรับว่าขบวนการแรงงานยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์สมัยใหม่ (Tarrow 1999; 177) นอกจากนี้เขายังวิจารณ์คนที่พูดถึงแนวการต่อสู้ที่ใช้ แฟกซ์ อินเตอร์เน็ท และ อีเมล์ ว่าเป็นการต่อสู้แบบภาพลวงตาที่มีพลังน้อยและเกิดขึ้นแทนการปลุกระดมมวลชนจริงๆ (Tarrow 1999; 134 & 193)

แนวความคิดมาร์คซิสต์มองมาตลอดว่าการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นสิ่งที่ขึ้นลงตลอดเวลา บางครั้งเปิด บางครั้งซ่อนเร้น ซึ่งมีทั้งแพ้และชนะ ยิ่งกว่านั้นแนวมาร์คซิสต์มองว่าการต่อสู้ที่มีพื้นฐานจากความขัดแย้งทางชนชั้นจะปรากฏออกมาในรูปแบบหลากหลายโดยที่บางครั้งไม่แสดงออกในแง่ของชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นประเด็นหลากหลายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิต ไม่อาจแยกออกจากประเด็นเศรษฐกิจและชนชั้นได้ (Marx 1847/1995; 190, Rosa Luxemburg 1906/1986, Trotsky 1921/1983, Ferguson et al. 2002; 72) นอกจากนี้การเสนอว่าการต่อสู้ทางชนชั้นหมดสิ้นไปทั่วโลกในยุคทศวรรษที่ 80 เป็นการพูดเกินเหตุ ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวอย่างการนัดหยุดงานทั่วไปในทศวรรษที่ 80 และ 90 ที่เกิดขึ้นในทุกทวีปของโลก (Moody 1997; 21)

ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 70 ถึงกลางทศวรรษที่ 80 ควรจะถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ชั่วคราวในวัฏจักรการขึ้นลงของการต่อสู้ สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือ ก่อนที่จะเกิดความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้าย มีกระแสการต่อสู้ทางชนชั้นอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในระดับสากลเพื่อต่อต้านทุนนิยมและระบบรัฐที่ดำรงอยู่ จุดสุดยอดของการต่อสู้นี้ในยุโรปตะวันตกคือ "พฤษภาแดงปี 1968" ในฝรั่งเศส กระแสสากลนี้เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งแรกหลังการขยายตัวของระบบทุนนิยมที่ตามหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การต่อสู้ออกมาในรูปแบบหลากหลาย เช่น การต่อสู้ของคนผิวดำในสหรัฐ การต่อสู้ของขบวนการกู้ชาติไอร์แลนด์ การต่อสู้ของกรรมาชีพโปแลนด์ การต่อสู้ของขบวนการสตรีและเกย์ หรือการต่อต้านจักรวรรดินิยมในเอเซียและอัฟริกา (Harman 1988) ซึ่งความหลากหลายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทฤษฏีมาร์คซิสต์ที่มององค์รวมของการต่อสู้ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจเป็นทฤษฏีที่สามารถอธิบายโลกจริงได้ ในกรณีประเทศไทยกระแสยุคนั้นมีส่วนสำคัญในการสร้างขบวนการต้านเผด็จการทหารที่ได้รับชัยชนะในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

กระแสต่อสู้ดังกล่าวในปลายทศวรรษที่ 60 และต้นทศวรรษที่ 70 ได้ทดสอบองค์กรสังคมนิยมทั่วโลกว่ามีความสามารถในการนำการต่อสู้ที่เกิดขึ้นไปสู่การสร้างโลกใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ในเกือบทุกประเทศองค์กรสังคมนิยมในลักษณะพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน (และสายเหมา) หรือรัฐบาลในประเทศคอมมิวนิสต์สายสตาลิน ได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นพวกปฏิกิริยา(Birchall1974) เพราะในประเทศที่เป็นทุนนิยมตลาดเสรีพรรคคอมมิวนิสต์ต่างๆ พยายามลดระดับการต่อสู้หรือเบี่ยงเบนการต่อสู้เพื่อรักษาระบบทุนนิยม ซึ่งสอดคล้องกับแนว "ทฤษฏีสองขั้นตอนในการปฏิวัติ" ซึ่งเสนอให้มีการสร้างประชาธิปไตยทุนนิยมหรือ"ประชาชาติประชาธิปไตย"ในขั้นตอนแรกเสมอ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือกรณีฝรั่งเศสและอิตาลี่ ส่วนในประเทศที่เรียกตัวเองว่า "สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์" ธาตุแท้ของการปกครองเผด็จการที่โหดร้ายภายใต้ข้าราชการแดงในระบบ "ทุนนิยมโดยรัฐ" (Cliff 1974) ก็เผยตัวออกมาเมื่อกรรมาชีพและนักศึกษาพยายามเรียกร้องเสรีภาพเหมือนที่พี่น้องของเขากระทำอยู่ในตะวันตกแล้วก็ถูกปราบปราม การเปิดเผยธาตุแท้ของแนวสตาลินดังกล่าวทำให้มีการขยายตัวของฝ่ายซ้ายที่ปฏิเสธแนวสตาลิน ซึ่งหลายองค์กรยังมีบทบาทจนถึงทุกวันนี้ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์เก่าๆ ล่มสลายไปหมด ตัวอย่างที่ดีคือองค์กรสังคมนิยมมาร์คซิสต์ที่สังกัด "สากลที่สี่" (Fourth International) หรือ "สากลสังคมนิยมสากล" (International Socialist Tendency I.S.T.) ที่มีบทบาทสำคัญในกระแสต้านทุนสมัยใหม่ในยุโรปตะวันตกทุกวันนี้

เราต้องเข้าใจว่ากระแสต้านทุนนิยมอันยิ่งใหญ่ในต้นทศวรรษที่ 70 จบลงด้วยความพ่ายแพ้อันยิ่งใหญ่ด้วย ในประเทศตะวันตกที่มีประชาธิปไตย ชนชั้นปกครองพยายามใช้สถาบันต่างๆ ในประชาสังคมเพื่อลดความขัดแย้งและปกป้องระบบ (ดู Gramsci ใน Forgacs 1999; 227) วิธีหนึ่งคือการใช้พรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศฝรั่งเศส อิตาลี่ หรืออังกฤษเพื่อควบคุมและค่อยๆ สลายการต่อสู้ของขบวนการกรรมาชีพและนักศึกษา อีกวิธีหนึ่งคือการซื้อซีกชนชั้นกลางในกลุ่มผู้ต่อสู้ เช่นจากขบวนการคนผิวดำหรือขบวนการสิทธิสตรี เพื่อสลายพลังการต่อสู้ ตัวอย่างที่ดีคือสหรัฐอเมริกา แต่พร้อมๆ กันนั้นชนชั้นปกครองสหรัฐได้ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามคนผิวดำส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมาชีพ

ในประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยมั่นคงและไม่มีกำแพงหรือหลุมเพลาะของประชาสังคมไว้ปกป้องอำนาจของชนชั้นปกครอง รัฐต่างๆ ได้ใช้ความรุนแรงสุดขีดในการปราบปรามกระแสการต่อสู้ในกลางทศวรรษที่ 70 ตัวอย่างที่เห็นชัดคือในประเทศ ชิลี เมคซิโก อาเจนทีนา และประเทศไทย เหตุการณ์นองเลือดในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นความพยายามของรัฐไทยที่จะทำลายขบวนการสังคมนิยมในสังคมเปิด ความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในภายหลังจึงช่วยเสริมความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายอย่างสมบูรณ์ (Ungpakorn 1997; 94, Ungpakorn 2001; 160, ใจ, สุธาชัย และคณะ ๒๕๔๔)

หลังจากที่นักศึกษาทยอยออกมาจากป่าด้วยความผิดหวังในวิธีการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลายคนที่ยังมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้ก่อตั้งองค์กร N.G.O. ขึ้นในสังคมเปิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่นประเทศฟิลิปปินส์ (Clarke 1998; 7 & 195) การล่มสลายของประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการสตาลินในยุโรปตะวันออกในปี 1989 มีผลในการเสริม "วิกฤตแห่งความศรัทธา" ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นแนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรมาร์คซิสต์ที่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้และสามารถมีส่วนในกระแสต้านทุนใหม่ในยุคนี้ มักจะเป็นองค์กรที่วิเคราะห์ความเลวร้ายของแนวสตาลินมาแต่แรก เช่น สากลที่สี่ หรือสากลสังคมนิยมสากล I.S.T. หรือองค์กรที่หันมาสรุปบทเรียนภายหลังว่าสังคมนิยมแบบมาร์คซิสต์ยังมีอนาคตถ้าเราปฏิเสธแนวสตาลิน เช่น "พรรครื้อฟื้นคอมมิวนิสต์"ในประเทศอิตาลี่

จากการวิเคราะห์วัฏจักรการต่อสู้สากลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีข้อสรุปสำคัญสองประการเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันคือ
1) ความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของฝ่ายซ้ายสายสตาลิน แม้ว่าจะพิสูจน์ความล้มเหลวของแนวสตาลิน-เหมา แทนความล้มเหลวของแนวมาร์คซิสต์ (Callinicos1991) แต่ยังมีผลกระทบสำคัญทั่วโลก ซึ่งทำให้อดีตฝ่ายซ้ายและคนก้าวหน้าส่วนใหญ่ในขบวนการ N.G.O. ยอมรับแนวเสรีนิยม กลไกตลาดเสรี และแนวคิดแบบ "ประชาสังคม" การยอมรับแนวเสรีนิยมภายใต้หน้ากากหลอกลวงของ "แนวทางที่สาม" (Third Way) โดยพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในตะวันตกก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนี้ด้วย
2) การก่อตัวและการขยายของกระแสต้านทุนนิยมใหม่ซึ่งเริ่มที่ Seattle ในปี 1999 และแพร่หลายไปสู่ Genoa และที่อื่นๆ ในปี 2001 กลายเป็นกระแสต้านทุน "ทั่วไป" ที่ผสมการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่กับการต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่ฟื้นตัว (Bircham & Charlton 2001) ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับปี 2002 คือ คนงานอิตาลี่ที่ออกมานัดหยุดงาน 13 ล้านคนเมื่อเมษายน 2002 หรือการกบฏในอาเจนทีนา กระแสนี้ได้สร้างโอกาสมหาศาลในการรื้อฟื้นกระแสมาร์คซิสต์ที่ปฏิเสธแนวสตาลิน และถึงแม้ว่าในกรณีไทยกระแสนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าหลายประเทศ แต่ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าไทยคงจะได้รับผลกระทบจากกระแสนี้ในไม่ช้า

กระแสการต่อสู้ใหม่ที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เกิดจาก "วิกฤตแห่งความศรัทธา" ในแนวเสรีนิยมและพรรคการเมืองกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นพรรคนายทุนหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยประเภท "แนวทางที่สาม" (Klein 1999, 341) คนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันและกรรมาชีพทั่วโลกเริ่มเบื่อหน่ายกับระบบทุนนิยมตลาดเสรีที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำ ความรุนแรง และความยากลำบาก ดังนั้นในหลายๆ ประเทศ นอกจากขบวนการประท้วงแล้ว เราจะเห็นการแยกขั้วทางการเมืองที่ทำให้ฝ่ายซ้ายปฏิวัติ และฝ่ายขวาฟาซิสต์เริ่มได้รับเสียงสนับสนุนมากขึ้น ในบางกรณีจะมีการลงคะแนนเสียงให้ตัวตลกที่ถูกมองว่าสะอาดกว่าพวกนักการเมืองโกงกินทั้งหลาย ในอังกฤษมีการเลือก “ลิง” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแห่งหนึ่ง และในประเทศอาเจนทีนา "ผู้แทน" คนที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหนึ่งคือ "Clemente" ตัวการ์ตูนที่ไม่มีมือ ซึ่งในภาษาชาวบ้านหมายความว่าขโมยไม่ได้ (Klein 2002) ในประเทศไทยกรณีของจำนวนคนที่ไปลงคะแนนเสียงแล้ว "ไม่เลือกใคร" ที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนี้ แต่อีกส่วนอาจมาจากการที่รัฐธรรมนูญใหม่บังคับให้พลเมืองไปเลือกตั้ง นอกจากนี้ปรากฏการณ์อันหนึ่งที่สำคัญของยุคนี้ คือการขึ้นมาของพรรคนายทุน หรือพรรคของผู้นำปัจเจกที่มีนโยบาย "เอาใจคนจน" (Populist) เช่นพรรคไทยรักไทย พรรค Peronist ในอาเจนทีนา หรือกลุ่มของ Chavez ในประเทศเวนเนสเวลา

ถ้าเราศึกษาประเทศฝรั่งเศส เราจะพบว่าแม้แต่ช่วงก่อนที่จะมีการรื้อฟื้นกระแสต้านทุนนิยม ทฤษฏี ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม "แบบใหม่" มีปัญหา ตั้งแต่ปี 1995 การต่อสู้ของขบวนการแรงงานได้ขยายตัวสูงขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือในใจกลางแห่งการต่อสู้ใหม่ของแรงงานฝรั่งเศสมีการก่อตั้งสหภาพแรงงานระดับชาติใหม่ที่ชื่อย่อว่า S.U.D. ซึ่งย่อจากสามคำคือ "สมานฉันท์" "สามัคคี" "ประชาธิปไตย" ลักษณะพิเศษของสหภาพ S.U.D. คือมีการเน้นการนำตนเองจากรากหญ้าแทนการนำโดยผู้นำเต็มเวลาที่ทำตัวห่างเหินจากสมาชิกธรรมดา และในหมู่ผู้ก่อตั้งจะมีสมาชิกองค์กรมาร์คซิสต์ Ligue Communist Revolutionnaire L.C.R. (สันนิบาตคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ) ที่สังกัดสากลที่สี่ สิ่งที่ท้าทายทฤษฏีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม "แบบใหม่" คือในฝรั่งเศสขบวนการแรงงานฟื้นตัวและผูกพันกับฝ่ายซ้าย ยิ่งกว่านั้นทั้งขบวนการแรงงาน S.U.D. และฝ่ายซ้าย L.C.R. มีส่วนสำคัญในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่นขบวนการต้านกระแสเกลียดชังสีผิว และต้านพรรคฟาสซิสต์ "แนวร่วมชาติ" ของ Le Pen (Blakey 2001) และในการเลือกตั้งประธานาธิปดีในปี 2002 พรรค L.C.R. ได้เสนอบุรุษไปรษณีย์อายุ 27 ปีจาก S.U.D. เป็นผู้แทนของพรรค ซึ่งปรากฏว่าได้คะแนนเสียง 14% ในหมู่หนุ่มสาวผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

การเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพของระดับการต่อสู้ทางชนชั้น ทั้งในรูปแบบความคิดและการปฏิบัติ ในยุคปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ท้าทายรูปแบบวิธีการทำงานของขบวนการ N.G.O. ที่ตกทอดมาจาก "วิกฤตแห่งความทรัทธา" ในแนวมาร์คซิสต์ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น "วิกฤตแห่งความศรัทธาใหม่" ในนโยบายเสรีนิยมและระบบประชาธิปไตยทุนนิยม พร้อมๆ กับการรื้อฟื้นการต่อสู้ในขบวนการแรงงานสากลภายใต้กระแสสากลนิยมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นำไปสู่การท้าทายความเชื่อว่าชนชั้นเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ที่หมดยุค ความเชื่อดังกล่าวเป็นรากฐานแนวคิดแบบ "ประชาสังคม" และความคิดแบบขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม"แบบใหม่" ที่ N.G.O. นำไปใช้ การรื้อฟื้นองค์กรมาร์คซิสต์ที่ปฏิเสธแนวสตาลินก็ท้าทายแนวคิดที่เชื่อว่าสังคมนิยมหมดยุคเช่นกัน นอกจากนี้กระแสสากลใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งคำถามสำคัญกับผู้ที่เสนอว่าประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยต้องสามัคคีกับนายทุนและชนชั้นปกครองไทย โดยไม่คำนึงถึงชนชั้น เพื่อต้านภัยจากตะวันตก

สี่ประเด็นที่ท้าทายทฤษฎีและการปฏิบัติของ N.G.O.
ในบรรยากาศยุคใหม่มีสี่ประเด็นสำคัญที่ท้าทายผู้ทำงานเพื่อสังคมที่เป็นธรรมในขบวนการ N.G.O. ดังนี้
(1) N.G.O. สามารถมีส่วนในการลดอำนาจรัฐของชนชั้นปกครองมากน้อยแค่ไหน หรือ N.G.O. กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ปกป้องอภิสิทธิ์และอำนาจของชนชั้นปกครองไทย
(2) N.G.O. ยังคงเป็นองค์กรที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อคนจน หรือ N.G.O. กลายเป็นองค์กรบริการทางสังคมแทนรัฐภายใต้นโยบายเสรีนิยม
(3) การปฏิเสธ "การเมืองทางการ" และการสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่ของ N.G.O. มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
(4) N.G.O. สมารถผลักดันให้มีการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมภายนอกได้อย่างไร ในเมื่อโครงสร้างภายในของ N.G.O. ไม่มีประชาธิปไตย และหลายคนในขบวนการ N.G.O. ปฏิเสธ "ประชาธิปไตยแบบผู้แทน"

ก่อนอื่นเราต้องมาพิจารณาลัทธิทางการเมืองของ N.G.O.

ลัทธิทางการเมืองของขบวนการ N.G.O. ในไทย
ชาว N.G.O. ส่วนใหญ่จะสะท้อนความคิดโพสธ์โมเดอร์น (Post Modern) ในการเชื่อว่าขบวนการ N.G.O. ไม่มีลัทธิทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ แต่ในความเป็นจริง นักเคลื่อนไหว N.G.O. ส่วนใหญ่ใช้ลัทธิทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพสี่อย่างที่เชื่อมโยงกัน นั้นคือความเชื่อเรื่อง "ประชาสังคม" "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่" "การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวบ้านคนจนจากเบื้องบนแทนการปลุกระดมทางการเมือง" และการใช้แนวโพสธ์์โมเดอร์นผสมกับอนาธิปไตย

ทุกวันนี้ แนวคิดแบบ "ประชาสังคม" และ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม“แบบใหม่" มีความสำคัญอย่างยิ่งในหมู่ N.G.O. ทั้งในไทยและต่างประเทศตามที่ได้เสนอแล้ว จุดเริ่มต้นคือ "วิกฤตแห่งความศรัทธา" ในแนวมาร์คซิสต์ (ราณี ๒๕๔๒; 42 และ 181, อานันท์ ๒๕๔๓; 27) มีการยอมรับในขั้นพื้นฐานว่า (1)ไม่มีทางเลือกที่ก้าวหน้ากว่าระบบประชาธิปไตยรัฐสภาในระบบทุนนิยม และ (2) การวิเคราะห์แบบ "ชนชั้น" ไม่มีประโยชน์ในการพิจารณาปัญหาอำนาจรัฐและพลังหรือเครื่องมือในการท้าทายอำนาจรัฐ

แนวคิด "ประชาสังคม" มีความคล้ายคลึงกับแนว "ทันสมัย" (Modernisation) ของนักวิชาการฝ่ายขวาในอดีต เพราะพวกนี้ เช่น Huntington (1968) เชื่อว่าประเทศไทยจะพัฒนาเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว (เหมือนสหรัฐ) เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและมีการขยายตัวของชนชั้นกลาง แท้จริงแล้วในยุคนั้นทฤษฏีของ Huntington เพียงแต่เป็นข้ออ้างสำหรับรัฐบาลสหรัฐในการจำแนกเผด็จการทหารไทยว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "โลกเสรี" อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าประเทศไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองแบบประชาธิปไตยควบคู่กันไปอย่างที่ Huntington เสนอ แต่ประเด็นสำคัญที่ขาดไปจากทฤษฏีนี้คือการต่อสู้ เพราะประชาธิปไตยไทยมาจากการเสียเลือดเนื้อในยุค ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ ยิ่งกว่านั้นมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทแท้ของชนชั้นกลางในการสนับสนุนประชาธิปไตย เพราะในหลายๆ ประเทศ ชนชั้นกลางไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตยตลอด (Rodan 1997) ยิ่งกว่านั้นในกรณีประเทศสิงคโปร์ที่พัฒนามากกว่าไทย ระบบประชาธิปไตยเสรียังไม่เกิด

แนวคิดเรื่องประชาสังคมที่เน้นบทบาทชนชั้นกลาง (Pye 1990, Robison & Goodman 1996, Hewison 1996, Anek 1993, Seksan 1994) ถือได้ว่าเป็นแนวคิดในการสร้างประชาธิปไตยโดยกลุ่มอภิสิทธิ์จากเบื้องบน แต่นัก N.G.O. ส่วนใหญ่จะมองต่างออกไปว่าคนส่วนล่างใน "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่" มีบทบาทสำคัญกว่าชนชั้นกลางในการสร้างประชาสังคม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเลือกเข้าข้างคนจนแบบนี้ของนัก N.G.O. จะสะท้อนมุมมองทาง "ชนชั้น" ทางอ้อม แต่คนส่วนใหญ่ยังเน้นความสำคัญของประเด็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลาย หรือการต่อสู้ที่ใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่แทนการต่อสู้ทางชนชั้น"แบบเก่า" ตามแนวคิดของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม”แบบใหม่" (ไชยรัตน์ ๒๕๔๐) เพราะควบคู่กันไปกับแนวนี้คือความเชื่อเชิง โพสธ์โมเดอร์น ที่เห็นว่าการเคลื่อนไหวในยุคนี้ควรเชิดชูความกระจัดกระจายและไร้ระเบียบในการจัดตั้ง พูดง่ายๆ มีการปฏิเสธการตั้งพรรคการเมืองทางชนชั้น

แง่หนึ่งของทฤษฎี "ประชาสังคม" หรือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม“แบบใหม่" ที่เลวร้ายมากสำหรับผลประโยชน์ของคนชั้นล่าง คือการยอมจำนนต่อแนวเสรีนิยมโดย N.G.O. ส่วนใหญ่ในไทย จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะกลุ่มนักคิดตะวันตกที่รื้อฟื้นแนวคิดเรื่อง "ประชาสังคม" ขึ้นมาหลังสงครามเย็นสิ้นสุด คือกลุ่มนักคิดที่เชื่อว่ารัฐสวัสดิการ (Welfare State) ในตะวันตกหมดยุคไปพร้อมๆ กับ การหมดยุคของ "สังคมนิยม" ในยุโรปตะวันออก (ดู Keane 1998; 5) ยิ่งกว่านั้น Alan Touraine อธิบายว่า "จุดเด่นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่คือมันไม่ท้าทายแนวเสรีนิยมโดยตรง" (Touraine 2001; 69) ดังนั้นข้อเรียกร้องของ N.G.O. ไทยเพื่อลดบทบาทของรัฐในการบริการสังคม "เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน" สอดคล้องกับแนวเสรีนิยมที่ต้องการลดการเก็บภาษีจากคนรวยและธุรกิจที่เคยนำไปบริการคนจนหรือนำไปใช้ในรัฐสวัสดิการ ด้วยเหตุนี้ในประเทศไทยแทนที่ N.G.O. ส่วนใหญ่จะเรียกร้องให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวยและธุรกิจเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ หรือเพื่อขยายสวัสดิการกับคนจน มีการเรียกร้องให้รัฐลดบทบาทและให้ชาวบ้านจัดกลุ่มช่วยตนเอง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาการแสวงหางบประมาณ

อำนาจรัฐ
ทฤษฎี "ประชาสังคม" กับทฤษฎี ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม”แบบใหม่" มีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจรัฐ เพราะสองทฤษฏีนี้เสนอว่ากลุ่มผลประโยชน์หลากหลายหรือขบวนการทางสังคมที่อิสระจากกันสามารถทำให้รัฐเป็นกลาง ไม่เข้าข้างกลุ่มอำนาจใดในสังคมได้ โดยไม่มีการคำนึงถึงชนชั้นและการใช้อำนาจทางชนชั้นแต่อย่างใด ยิ่งกว่านี้รูปแบบของรัฐและสังคมที่สองทฤษฏีนี้เสนอตั้งอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยทุนนิยม โดยมีการยอมรับว่าไม่มีรูปแบบการปกครองอื่นที่ดีกว่านี้ แต่ประชาธิปไตยในระบบทุนนิยมเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบที่เปิดโอกาสให้เราเลือกฝ่ายบริหารทางการเมืองในขณะที่มีเผด็จการของฝ่ายผู้คุมปัจจัยการผลิตทั้งหมดในสังคม นักปฏิวัติชาวอิตาลี่ชื่อ อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยเสนอว่าแนวคิดที่เชื่อว่าองค์กร "อิสระ"และหลากหลายใน”ประชาสังคม”สามารถทำให้รัฐนายทุนเป็นสถาบันที่รับใช้ทุกชนชั้นได้อย่างเสมอภาค เป็นแนวคิดภายใต้ความผูกขาดของลัทธินายทุน ดังนั้นกรัมชี่จึงสรุปว่า "ประชาสังคม" คือหลุมเพลาะที่ปกป้องอำนาจรัฐนายทุนในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม (ดู Gramsci ใน Forgacs 1999, 227) เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่นักวิชาการบางคนที่ใกล้ชิดกับ N.G.O. ในไทย ตามก้นนักวิชาการต่างชาติในการนำการวิเคราะห์ดังกล่าวของกรัมชี่ไปบิดเบือนจนมีการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างไม่ละอายใจ โดยเสนอว่ากรัมชี่เป็น "บิดา" แห่งแนวคิดประชาสังคมที่พบอยู่ในแวดวง N.G.O. ทุกวันนี้ (ดู ราณี ๒๕๔๒; 187, อานันท์ ๒๕๔๓; 27, Keane 1998; 15 เป็นต้น)

ลัทธิทางการเมืองของ N.G.O. เสนอว่าการปฏิบัติของ N.G.O. ในการสร้างสถาบันต่างๆ ที่อิสระจากรัฐในสังคมไทย สามารถลดอำนาจรัฐและกระจายอำนาจไปสู่สิ่งที่ N.G.O. เรียกว่า "ภาคประชาชน" ในทางตรงข้ามลัทธิมาร์คซ์ เช่นแนวคิดกรัมชี่ที่พึ่งอธิบายไป เสนอว่าการทำให้ประชาสังคมเข้มแข็งมีผลทำให้รัฐมั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางความขัดแย้ง ในเมื่อ N.G.O. เสนอว่าลัทธิประชาสังคมมีผลในโลกจริงมากกว่าลัทธิมาร์คซ์ เราควรมาพิจารณาว่าการทำงานของ N.G.O. มีผลในการลดอำนาจรัฐมากน้อยแค่ไหน ในแง่บวกในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาการทำงานของ N.G.O. สามารถขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในสังคมไทยให้คนชั้นล่างมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และให้คนที่ทวนกระแสหลักสามารถอาศัยอยู่ได้ ผลงานอันดีเด่นนี้เราไม่ควรมองข้ามหรือประเมินต่ำเกินไป การขยายพื้นที่ทางประชาธิปไตยในสังคมไทยหมายความว่าผู้ถูกกดขี่ในสังคมสามารถรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพได้ง่ายขึ้น มันหมายความว่ากรรมาชีพและชาวนายากจนสามารถตั้งสหภาพแรงงานหรือองค์กรชาวนาที่อิสระจากรัฐได้ มันหมายความว่าสื่อมวลชนสามารถวิจารณ์รัฐบาลได้ และมันหมายความว่ารัฐไทยเริ่มเข้าใจว่าถ้าทำการก่อสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า หรือท่อก๊าซ โดยไม่ปรึกษาหารือกับชาวบ้าน จะมีเรื่องแน่ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐไทยถูกลดอำนาจลง หรือว่ารัฐไทยมีความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ชนชั้นนายทุนไทยน้อยลง ในความเป็นจริงรัฐพัฒนาสมัยใหม่ทั่วโลกมักจะมีการเปิดกว้างทางประชาธิปไตยเพื่อเพิ่มความมั่นคงของอำนาจรัฐโดยไม่มีการท้าทายอำนาจและอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อยที่ควบคุมการสร้างมูลค่าในสังคม

ด้วยเหตุนี้การที่คนส่วนใหญ่ในขบวนการ N.G.O. ไทยสนับสนุนรัฐธรรมนูญ "ฉบับประชาชน" ปี ๒๕๔๐ เป็นการทำงานในกรอบความผูกขาดทางความคิดของนายทุนเพื่อพัฒนาและสร้างเสถียรภาพในการปกครองของรัฐไทย แทนที่จะเป็นการลดและกระจายอำนาจรัฐไปสู่คนส่วนใหญ่ในสังคม (Connors 1999; Ungpakorn 2002, ใจ ๒๕๔๕) ในทางปฏิบัติ มาตราเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของผู้น้อยที่พิมพ์บนกระดาษในรัฐธรรมนูญทุกฉบับทั่วโลก ไม่สามารถจะลดทอนหรือสู้กับอำนาจและอภิสิทธิ์แท้ของชนชั้นนายทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ชี้ให้เราเห็นว่าอำนาจรัฐไทยในแง่ของการใช้กำลังทหาร ตำรวจ ศาล หรือคุก ได้ลดลงแต่อย่างใด และในแง่ของการเปลี่ยนใจชนชั้นปกครองหรือนักธุรกิจ ให้หันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค Kanokrat (2002, 26) เสนอว่า N.G.O. ล้มเหลว สรุปแล้วความฝันว่าจะสร้างแนวร่วมอันเป็นธรรมในสังคมระหว่าง N.G.O. ประชาสังคม ธุรกิจเอกชน และรัฐ เพียงเป็นความฝันเนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางอำนาจที่ดำรงอยู่

ในบางกรณี นักคิดที่ใกล้ชิด N.G.O. ไม่ต้องการลดอำนาจรัฐด้วยซ้ำ สงวนและสุรพล (๒๕๔๔) เสนอว่าประชาสังคมควรจับมือกับภาครัฐ ซึ่งเป็นการสะท้อนความคิดอนุรักษ์นิยมของนักวิชาการเช่นหมอประเวศ (ประเวศ ๒๕๔๑) หรือชัยอนันต์ สมุทวณิช (ชัยอนันต์ ๒๕๔๑) ในตะวันตกฝ่ายที่เสนอเรื่องประชาสังคมมักเน้นว่าเรายังต้องมีรัฐอยู่ และรัฐควรวางกรอบทางกฏหมายเพื่อปกป้องประชาสังคม (Keane 1998; 6)

Clarke (1998; 14, 93, 198, 201) เสนอว่าถึงแม้ว่า N.G.O. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยและลดระบบอุปถัมภ์ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ N.G.O. ไม่ได้ลดอำนาจรัฐแต่อย่างใด เพราะ N.G.O. ส่วนใหญ่เริ่มถูกกลืนเข้าไปในโครงสร้างทางการของรัฐที่สนับสนุนความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (Clarke 1998, 211) ดังนั้นแทนที่จะมองว่ารัฐไทยสนใจ N.G.O. มากขึ้นเพราะอำนาจรัฐอ่อนแอลง เหมือนที่นัก N.G.O. หลายคนเชื่อ (จตุรงค์ ๒๕๔๒; 76) เราควรมองว่าเป็นความสำเร็จของรัฐสมัยใหม่ที่จะนำ N.G.O. เข้ามาเป็นพวก ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของรัฐไทยที่จะสร้างหรือส่งเสริม“ประชาสังคม”เพื่อปกป้องเสถียรภาพของรัฐ (ดูวิทยานิพนธ์ของ สุรางค์รัตน์ ๒๕๔๕) ในกรณีประเทศสิงคโปร์ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะรัฐบาลสิงคโปร์พยายามก่อตั้ง "องค์กรอิสระ" ที่อ้างว่าเป็น N.G.O. ขึ้นเองเพื่อความสะดวกในการควบคุม (Tan 2001; 112)

ในกรณีที่นัก N.G.O. ใช้แนวอนาธิปไตย มักจะมีการปฏิเสธรัฐโดยวิธีการ “หันหลังให้รัฐ” แทนที่จะแสวงหาอำนาจทางชนชั้นของกรรมาชีพและคนจนมาเพื่อเปลี่ยนหรือยึดรัฐเป็นของส่วนรวม แต่แนวอนาธิปไตยนี้ไม่มีคำตอบสำหรับชาวบ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐปราบปรามขณะที่ยึดที่ดินร้างหรือตั้งขบวนประท้วง ในที่สุด N.G.O. อนาธิปไตยก็ต้องจำยอมใช้รัฐธรรมนูญ องค์กรที่อ้างเป็น “อิสระ” และนักการเมืองบางคนที่เห็นใจชาวบ้านเพื่อเจรจากับรัฐนายทุน

ลัทธิ N.G.O. โดยรวมถือได้ว่าเป็นแนวปฏิรูปที่พยายามนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมภายในกรอบของทุนนิยม แทนการยึดอำนาจรัฐของแนวมาร์คซิสต์ แต่แนวปฏิรูปแบบนี้ในตะวันตก ซึ่งเป็น “แนวที่สาม" ของพรรคแรงงานอังกฤษ หรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ของยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น อยู่ในสภาพวิกฤต โดยที่ทุกพรรคที่มีลักษณะแบบนี้ยอมจำนนต่อความเชื่อว่าเราปฏิรูปอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับกลไกตลาดเสรีอย่างเดียว ในไทยองค์กร N.G.O. ชอบเอ่ยถึง "ภาคที่สาม" ของสังคมในทำนองคล้ายคลึงกับพวก "แนวที่สาม" สิ่งที่ท้าทายและควรเป็นเครื่องเตือนใจในยุคนี้คือ กระแสต้านทุนใหม่ในหมู่คนหนุ่มสาวหรือขบวนการแรงงานสากล เป็นกระแสที่เบื่อหน่ายกับการยอมจำนนต่อตลาดเสรีของพวก "แนวที่สาม" ความพ่ายแพ้ของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศสในการเลือกตั้งประธานาธิปดีปี 2002 เป็นตัวอย่างที่ดี

ตลาดเสรี
การที่แนวขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบ”ใหม่" และแนวประชาสังคม มองข้ามประเด็นชนชั้นและอำนาจซ่อนเร้นของชนชั้นกรรมาชีพ ทำให้นัก N.G.O. ส่วนใหญ่ไม่สามารถวิเคราะห์ตลาดเสรีของทุนนิยมจากจุดยืนคนจนหรือจากจุดยืนทางชนชั้น ดังนั้นนัก N.G.O. ไม่น้อยจะยอมรับหลักเสรีนิยมว่า "ตลาดและการแข่งขันเพิ่มประสิทธิภาพ" (ดูสงวนและสุรพล ๒๕๔๔; 12) นอกจากนี้ N.G.O. ที่ทำงานในชุมชนมักจะพยายามหาทางพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อหาช่องว่างในตลาดโลก โดยไม่พิจารณาพิษภัยของระบบทุนนิยมตลาดเสรี

ในการเสนอว่าเราควรลดอำนาจรัฐ นักคิด N.G.O. ส่วนใหญ่มองว่าควรลดอำนาจรัฐในลักษณะอำนาจของข้าราชการและทหาร ราณี(๒๕๔๒; 181)เสนอว่าการปฏิรูปที่ N.G.O. ผลักดันได้เปลี่ยน "สามเหลี่ยมอำนาจเหล็ก" เก่า ที่มีข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ มาเป็นการ "ร่วมมือแบบใหม่" ระหว่างรัฐ ธุรกิจ และ ซีกที่สาม (ประชาสังคมหรือภาคประชาชนนั้นเอง) แต่ไม่มีการตั้งคำถามว่าทำไมชนชั้นนายทุนไทย (นักธุรกิจ) ซึ่งเป็น 1% ของประชากร มีสิทธ์ที่จะมีส่วนในอำนาจทางสังคมถึง 33% และถ้าเรามองว่ารัฐเป็นรัฐของนายทุน เราอาจเพิ่มสัดส่วนอำนาจให้นายทุนถึง 66% ได้ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะต่อต้านอำนาจของกลุ่มธุรกิจ และรัฐของกลุ่มนี้ ราณีกลับน้อยใจที่รัฐธรรมนูญไทยขัดขวางการร่วมมือกันระหว่าง รัฐ ธุรกิจ และประชาสังคม (ราณี ๒๕๔๒; 185)

สรุปแล้วความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายในปลายทศวรรษที่ 70 ทำให้ N.G.O. สามารถนำเสื้อคลุมแห่งความก้าวหน้าไปปกปิดพิษของตลาดเสรีได้ เจม เพทราส จึงเสนอว่า ทฤษฏีประชาสังคมเป็นน้ำมันหล่อลื้นที่ช่วยให้ N.G.O. ร่วมมือกับนายธนาคารและนักธุรกิจ (Petras 1999; 431) แต่สิ่งที่ผู้รักความเป็นธรรมไม่ควรมองข้ามคือ กระแสต้านทุนสมัยใหม่เกิดจากประสบการณ์เลวร้ายที่คนหนุ่มสาว กรรมาชีพ และคนจนทั่วโลกได้จากกลไกตลาดเสรี ตกลงแล้วเราจะเลือกอยู่ข้างไหน? ฝ่ายคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ กรรมาชีพ และคนจน หรือฝ่ายนายธนาคารกับนักธุรกิจ?

N.G.O. ควรกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อคนจน หรือบริการสังคมภายใต้กรอบเสรีนิยม?
ความขัดแย้งระหว่างการปลุกระดมหรือกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของคนจน และการให้บริการทางสังคมแทนรัฐภายใต้กรอบเสรีนิยม เป็นสิ่งที่นัก N.G.O. ไทยน้อยคนเข้าใจหรือยอมรับ แต่เป็นสิ่งที่นัก N.G.O. ต้องเร่งทำความเข้าใจ (Clarke 1998; 14, จอน ๒๕๔๒; 92) นอกจากนี้แนวโน้มในการทำงานของ N.G.O. ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสังคมมักเกิดขึ้นควบคู่กับการลดจิตสำนึกทางสังคมของผู้ปฏิบัติการ (จอน ๒๕๔๒; 91) ยิ่งกว่านั้นการแสวงหาเงินเดือนสูงและความมั่นคงในการทำงานในองค์กร N.G.O. อาจก่อให้เกิดลักษณะความเป็น "ข้าราชการ" ในหมู่นัก N.G.O. ได้ (Petras 1999, 430)

สามเหตุสำคัญที่นัก N.G.O. มองไม่เห็นความขัดแย้งระหว่างการทำงานทางการเมืองของคนจนกับการบริการทางสังคมดังกล่าว เป็นเพราะนัก N.G.O. และคนก้าวหน้าในไทยหลายคนไม่เข้าใจประเด็นชนชั้นเกี่ยวกับกลไกตลาด สิ่งนี้ไม่น่าแปลกใจเพราะในอดีต พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีอิทธิพลทางความคิดในกลุ่มฝ่ายซ้ายไทย ไม่ได้เน้นปัญหาของกลไกตลาดเสรีในแง่ของชนชั้น เนื่องจาก พ.ค.ท. มักจะเน้นปัญหาการถูกครอบครองโดยอเมริกาและปัญหาเผด็จการมากกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้นคนที่ทำงาน N.G.O. มักไม่ปฏิเสธการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatisation) อย่างไรก็ตามบทเรียนจากการใช้องค์กรอาสาสมัครแบบ N.G.O. ที่จ่ายเงินเดือนต่ำและมีค่าใช้จ่ายน้อย ในประเทศอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เพื่อบริการสังคมแทนหน่วยงานมืออาชีพของรัฐ ภายใต้กรอบคิดเสรีนิยมที่ต้องการลดการเก็บภาษีจากธุรกิจและคนรวยโดยการลดบทบาทรัฐในการสังคมสงเคราะห์ (Deakin 1987, Ferguson et al. 2002; 161, Lowe 1999; 57 & 305, Webster 1998; 145 & 189) เป็นบทเรียนสำคัญที่ N.G.O.ไทยส่วนใหญ่ควรเข้าใจอย่างเร่งด่วน เพราะสาเหตุสำคัญที่องค์กรระหว่างประเทศที่มีแนวเสรีนิยมอย่างเช่นธนาคารโลกหรือ I.M.F. อยากเห็น N.G.O. บริการสังคมแทนรัฐไทยมาจากแนวคิดเสรีนิยมแบบนี้

นอกจากนี้ N.G.O. ไทยไม่ได้เรียนบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเซียด้วย ในสิงคโปร์รัฐบาลมีประวัติในการลดการบริการทางสังคมโดยโอนหน้าที่ให้ N.G.O. เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ (Tan 2001, 113) ในเขมรรัฐบาลปัจจุบันมุ่งแต่จะสร้างความร่ำรวยให้พรรคพวกของตนเองโดยมองข้ามปัญหาความยากจนมาตลอด ดังนั้น N.G.O. ต่างชาติจึงต้องเข้ามาให้บริการทางสังคมโดยอาศัยทุนต่างชาติ เพราะไม่มีการเก็บภาษีจากพวกอภิสิทธิ์ภายในประเทศแต่อย่างใด (Clarke 1998; 26)

ที่เลวร้ายที่สุดคือนักคิดบางคน เช่น จตุรงค์ (๒๕๔๒; 81) หรือ สงวนและสุรพล (๒๕๔๔; 15 และ 21) ที่หยิบแนวเสรีนิยมมาใช้ในการ "อธิบาย" ว่ารัฐ "ไม่สามารถ" ให้บริการทางสังคมได้ โดยมีการลอกคำพูดของนักวิชาการปฏิกิริยาต่างชาติ (เช่น Keane 1998; 5 & 35) ที่อ้างว่ารัฐสวัสดิการในตะวันตก "ล้มเหลว" ทั้งหมดนี้กระทำโดยไม่มีการพิจารณาว่าการลดงบประมาณรัฐ เพื่อลดภาษีของธุรกิจและคนรวย และเพิ่มกำไรของนายทุน ในกรอบเสรีนิยม มีผลกระทบต่อรัฐสวัสดิการอย่างไร ยิ่งกว่านั้น การเสนอในไทยว่ารัฐ "ไม่สามารถ" จัดบริการทางสังคมได้ เป็นการปล่อยให้เศรษฐีและผู้มีอภิสิทธิ์มหาศาลในไทยลอยนวล ในขณะที่คนจนต้องอดทนกับการบริการชั้นสอง

จุดยืนของนักคิด N.G.O. ประเภทที่เสนอว่ารัฐ "ไม่สามารถ" เก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยมาบริการสังคม และ N.G.O. ต้องรับเหมาทำแทนในราคาถูก เป็นจุดยืนที่หาแนวร่วมกับนายทุนและนักธนาคาร และหันหลังให้คนจนและกระแสใหม่ต้านทุนนิยมที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

การพยายามช่วยผู้ไร้อำนาจจากเบื้องบน
นัก N.G.O. ส่วนใหญ่เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าเขากำลังทำงานเพื่อเปิดโอกาสให้ "ผู้ไร้เสียงหรืออำนาจ" ในสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตนเอง แต่อุปสรรค์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ดีอันนี้อย่างแท้จริง คือการปฏิเสธการปลุกระดมทางการเมืองอย่างเป็นระบบ มีสองตัวอย่างที่อาจทำให้ข้อกล่าวหานี้ชัดเจนขึ้น

องค์กร N.G.O. ที่ทำงานในขบวนการแรงงานไทยมองว่าตนเองเป็น "พี่เลี้ยง" ของกรรมาชีพในสหภาพแรงงาน ดังนั้นนัก N.G.O. แรงงานมักจะนำการต่อสู้ของกรรมาชีพแทนที่จะปลุกระดมให้กรรมาชีพนำตนเองและลองผิดลองถูก เช่นในการเดินขบวนเรามักจะเห็นพี่เลี้ยง N.G.O. จัดการและนำการเดินขบวนแทนที่จะเป็นกรรมาชีพพื้นฐาน คนเหล่านี้เสียสละสูง เพราะยอมนอนอยู่กับม็อบกรรมาชีพที่นัดหยุดงานหรือถูกเลิกจ้างเป็นเดือนๆ แต่การเสียสละไม่ใช่สิ่งที่ประกันชัยชนะ ในมุมมองมาร์คซิสต์ชัยชนะมักจะมาจากความเข้มแข็งแท้จริงของมวลชนและความสามารถในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสหภาพแรงงาน และที่สำคัญความเข้มแข็งแท้มาจากการนำตนเองของกรรมาชีพ ในอดีตและปัจจุบันองค์กรมาร์คซิสต์จะอาศัยการปลุกระดมโดยไม่มีการสร้างภาพว่านักปลุกระดมเป็นอัศวินม้าขาวที่จะมาแก้ปัญหา"ให้" กรรมาชีพ ดังนั้นพรรคมาร์คซิสต์จะพยายามชักชวนให้กรรมาชีพเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำตนเองในสถานที่ทำงานของตนเอง

องค์กรN.G.O.ที่ทำงานกับแรงงานไทยมักจะเสนอให้กรรมกรตะโกนข้อเรียกร้องและทำป้ายประท้วงเป็นภาษาอังกฤษ ในเมื่อกรรมาชีพไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ การทำงานแบบนี้แสดงให้เห็นว่า N.G.O. แรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างภาพในเวทีและสื่อสากล มากกว่าการพยายามสร้างกระแสสมานฉันท์ในหมู่กรรมาชีพไทย นอกจากนี้การให้ทุนจาก N.G.O. เพื่อพัฒนาสหภาพแรงงานในไทย แทนที่จะช่วยให้ขบวนการแรงงานไทยเข้มแข็ง กลายเป็นยาพิษที่ทำให้สหภาพแรงงานพึ่งตนเองไม่เป็น ไม่กล้าสร้างประเพณีการลงขันในการเคลื่อนไหว และชินกับการประชุมในโรงแรมหรูๆ

เจมส์ เพทราส กล่าวหาว่า N.G.O. ต้องการลดการต่อสู้ที่นำโดยคนชั้นล่างเอง (Petras 1999; 435) ไม่ว่าข้อหานี้จะจริงหรือไม่ การทำงานของ N.G.O. แรงงานในไทยมักเน้นการสังคมสงเคราะห์ และการสอนให้สหภาพแรงงานทำงานในกรอบของ "แรงงานสัมพันธ์ที่ดี" แทนการปลุกระดมการต่อสู้ที่บางครั้งอาจต้องออกนอกกรอบของกฏหมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องของการที่กรรมกรถูกเลิกจ้าง เพราะ N.G.O. มักจะเน้นการรับเงินชดเชยหรือเงินทุนช่วยเหลือคนตกงานให้ประกอบอาชีพใหม่ แทนการปลุกระดมให้มีการต่อสู้เพื่อยับยั้งการเลิกจ้างหรือการจัดรัฐสวัสดิการที่มีการประกันการตกงานผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า

ตัวอย่างที่สองของการทำงาน N.G.O. ที่มีลักษณะเป็นพี่เลี้ยง แต่เลี้ยงจนไม่มีวันโต คือสมัชชาคนจน การทุ่มเทและการเสียสละของนัก N.G.O. ในสมัชชาคนจนไม่ใช่ประเด็นถกเถียง และสิ่งที่สมัชชาคนจนเรียกร้องในสังคมไทยก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนทั้งสิ้นและควรจะได้รับการสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตามเราต้องตั้งคำถามว่าวิธีการทำงานของนัก N.G.O. ในสมัชชาคนจนในระยะยาว สามารถสร้างความเข็มแข็งของขบวนการชาวนายากจนได้หรือไม่ เพราะถ้าสังเกตดูการเคลื่อนไหวของสมัชชา จะเห็นว่าผู้ที่เป็นโฆษกหรือนักเจรจามักเป็นนัก N.G.O. ไม่ใช่ชาวบ้านเอง ทำไมชาวบ้านไม่มีการฝึกฝนให้นำตนเองและเสนอปัญหาเองโดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยง? อีกประเด็นที่สำคัญคือ ถ้าสมัชชาคนจนเป็นขบวนการมวลชนที่ใหญ่และมีพลัง ทำไมชาวบ้านไม่จัดการให้หลายๆ หมู่บ้านทั่วประเทศเลือกผู้แทนของตนเองเข้าไปในรัฐสภา แทนที่จะเลือกผู้แทนของพรรคนายทุน ไม่ว่าจะเป็น ไทยรักไทย, ความหวังใหม่ หรือพรรคอื่นๆ คำตอบคือสมัชชาคนจนไม่เข้มแข็งพอ และ ไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งประเด็นหลังจะพิจารณาในหัวข้อต่อไป

จุดอ่อนของ N.G.O. ในการสร้างพลังคนชั้นล่างเพื่อการนำตนเอง ส่วนหนึ่งมาจากแนวความคิดที่เน้นการทำงานกับคนชายขอบหรือคนที่เดือดร้อนมากที่สุด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขัดแย้ง เพราะในแง่หนึ่งเราต้องยอมรับว่าคนที่เดือดร้อนมากที่สุดสมควรจะได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด (เดช ๒๕๔๒; 116) นอกจากนี้การทำงานกับคนประเภทนี้มักจะได้รับการสนับสนุนจากทุน N.G.O. ต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันคนชายขอบหรือคนที่เดือดร้อนมากที่สุดมักจะเป็นผู้ที่ไร้พลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม การทำงานกับคนประเภทนี้ไม่ได้นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานหรือขบวนการชาวนายากจน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถใช้พลังในการขับดันการเปลี่ยนแปลงได้ การทำงานกับม็อบหรือองค์กรของผู้ประท้วงและนัดหยุดงานมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่อง "การเมือง" มากกว่าการสังคมสงเคราะห์ ดังนั้นการหาทุนจากต่างประเทศสำหรับงานประเภทนี้อาจยาก ดังนั้น N.G.O. แรงงานบางแห่งมักจะเน้นการทำงานกับ "ชุมชน" คนงานแทนสหภาพแรงงาน ซึ่งในกรณีอินโดนีเซียการทำงานแบบนี้ถูกพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่มีผลในการยับยั้งปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นการถูกเลิกจ้างหรือปัญหาการไม่ปรับค่าแรงที่มาจากวิกฤตเอเซีย (Ford 2000)

บางคนในขบวนการ N.G.O. มีมุมมองแบบอภิสิทธิ์ชนที่ดูถูกคนจน แต่ในหลายกรณีอาจเป็นการดูถูกอย่างไม่รู้ตัว ตัวอย่างที่ดีคือการบ่นว่าชาวบ้านถูก "หลอก" ให้ตามกระแสบริโภคนิยม (ราณี ๒๕๔๒; 189) มุมมองแบบนี้ถือว่าชาวบ้าน "โง่" เมื่อต้องการรถมอร์เตอร์ไซค์ ตู้เย็น หรือ โทรทัศน์ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและเป็นสิ่งที่เราชาวเมืองใช้มานานแล้ว นอกจากนี้มุมมองที่ปฏิเสธการเมืองแบบผู้แทน "เพราะจะนำไปสู่การขายเสียงของชาวบ้าน" (ราณี ๒๕๔๒; 177) เป็นการมองว่าชาวบ้านเหมือนเด็กที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย

การเมือง: ปฏิเสธ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่แรก N.G.O. ในศวรรษที่ 80 ใช้ลัทธิที่พยายามปฏิเสธการเมือง แต่ในยุคนั้นการปฏิเสธการเมืองเป็นสิ่งจำเป็นในสภาพสังคมที่เป็นเผด็จการ แต่การปฏิเสธการเมืองมีรากฐานทางทฤษฏีด้วย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาในการหลีกเลี่ยงการปราบปราม เพราะทฤษฏีประชาสังคมกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม"แบบใหม่"ปฏิเสธการวิเคราะห์ในเชิงชนชั้น และความจำเป็นที่จะต้องยึดอำนาจรัฐ โดยเสนอว่าในยุคปัจจุบันเราควรเน้นการเคลื่อนไหวประเด็นเดียวอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีการพยายามอธิบายสังคมด้วยทฤษฏีองค์รวม นอกจากนี้ประสบการณ์ในแง่ลบของนักN.G.O.รุ่น "เดือนตุลา" ที่เคยมีกับความเป็นเผด็จการและความคับแคบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้แนว N.G.O. ส่วนใหญ่ปฏิเสธการสร้างพรรคการเมือง

นัก N.G.O. ไม่ต้องการสร้างพรรคเพราะกลัวว่าการสร้างพรรคจะนำไปสู่พรรคที่สั่งการจากบนสู่ล่างอย่างเผด็จการ หรือนำไปสู่พรรคเน่าๆ ในระบบซื้อขายเสียงอย่างที่เห็นทุกวันนี้ แต่ไม่มีใครมองว่าพรรคอาจมีรูปแบบหลากหลายที่ไม่ใช่ทั้งสองรูปแบบที่บรรยายไปข้างบน เพราะมีการลืมประวัติศาสตร์ของเราเอง เช่นในทศวรรษที่ 70 ในประเทศไทยมีการสร้างพรรคสังคมนิยมที่ทำงานในกรอบรัฐสภาทุนนิยมแต่ไม่อาศัยการซื้อขายเสียงหรือการสั่งการจากเบื้องบน

เจมส์ เพทราส (Petras 1999; 431) อธิบายว่าการสร้างภาพ "ปลอดการเมือง" ของ N.G.O. อาจเปิดโอกาสให้แนวเสรีนิยมมีอิทธิพลสูงเพราะ N.G.O. ไม่ยอมเถียงทางการเมืองกับแนวเสรีนิยม เพทราสถึงกับประณาม N.G.O. หลายองค์กรว่าเป็นพวก"ปฏิกิริยารากหญ้า" ที่นำแนวเสรีนิยมจากธนาคารโลก หรือI.M.F.ลงมาสู่ภาคประชาชนเพื่อรับใช้จักรวรรดินิยมตะวันตก นอกจากนี้เขากล่าวหาว่า N.G.O. เป็น "ตำรวจดับเพลิง" ที่ลดการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อให้มีการสะสมทุนอย่างราบรื่น มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (ณรงค์ ๒๕๔๒; 8 และ 23) แต่ ณรงค์ มองเรื่องประเด็นเอกราชของชาติไทยเป็นเรื่องหลักแทนปัญหาทางชนชั้น และมองว่า N.G.O. ควรรับเงินจากองค์กรอย่างธนาคารโลกโดยไม่ทำตามคำสั่งของพวกเสรีนิยม และดูเหมือนว่า N.G.O. ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยเพราะระหว่างปี 1990 กับ 1997 สัดส่วนของโครงการธนาคารโลกที่มีส่วนร่วมจาก N.G.O. ได้เพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 47% (ราณี ๒๕๔๒; 180)

การยอมรับและสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ มาจากการที่ N.G.O. ไม่ชัดเจนในการวิเคราะห์การเมืองชนชั้นและผลประโยชน์หลักของนายทุนซีกทันสมัยที่ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (Connors 1999, Ungpakorn 2002, ใจ ๒๕๔๕) อย่างไรก็ตามนักคิด N.G.O. หลายคนยอมรับว่า N.G.O. มีจุดอ่อนในการวิเคราะห์ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดซ้ำๆ (จตุรงค์ ๒๕๔๒; 84) หรือความอ่อนแอในการวิเคราะห์สังคมโดยรวมเพราะเน้นแต่ประเด็นเดียว (จอน ๒๕๔๒; 91) แต่ยังไม่มีการยอมรับว่าประเด็นชนชั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดหายไป ในมุมกลับมีนัก N.G.O. ไม่น้อยที่ฉลองความคลุมเครือไม่ชัดเจนตามแบบพวกโพสธ์โมเดอร์นเพราะเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรขาวกับดำ และวิธีการใช้อำนาจในสังคมมีหลากหลายรูปแบบ (ราณี ๒๕๔๒; 42 และ 199)

อเนก นาคะบุตร เป็นคนหนึ่งที่เน้นเรื่องความหลากหลายของอำนาจ โดยเน้นสามลักษณะแห่งอำนาจในสังคมที่ภาคประชาชนสามารถนำมาใช้ได้คือ วัฒนธรรม เครือข่ายชุมชน และแนวร่วมกับสื่อและธุรกิจ (อเนก ๒๕๔๐; 14) บำรุง บุญปัญญา (บำรุง ๒๕๔๕; 6) มองในลักษณะคล้ายกันว่า”ภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ได้” ซึ่งเป็นการสร้างความสับสนระหว่างการเสนอว่าเราควรศึกษาความรู้ดั้งเดิม ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ กับการพิจารณาเรื่องอำนาจในสังคม เพราะการเสนอความคิดเกี่ยวกับอำนาจในเชิงที่จับต้องไม่ได้ในลักษณะนี้เป็นความฝันประเภทปลอบใจที่มักพบในกลุ่มผู้ไร้อำนาจที่เผชิญกับอำนาจของรัฐและทุนที่มีลักษณะจับต้องได้และนำไปสู่ความเจ็บปวดเสมอ ในทศวรรษที่ 80 ท่ามกลางความพ่ายแพ้และความไร้พลัง ชาวตะวันตกไม่น้อยหลงเชื่อว่าการนำกระจกไปแขวนตามกำแพงฐานทัพอากาศสหรัฐเพื่อสะท้อน "ความชั่ว" กลับเข้าสู่ฐานทัพ และการสวดมนต์ จะนำไปสู่การทำลายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในยุคกระแสการต้านทุนนิยมใหม่ที่ประกอบไปด้วยการประท้วงของคนหนุ่มสาว และการรื้อฟื้นพลังของขบวนการแรงงานสากล เราไม่จำเป็นต้องฝันปลอบใจอีกต่อไป ดังนั้นประเด็นสำคัญสำหรับ N.G.O. และผู้รักความเป็นธรรมในสังคมในยุคนี้คือการแสวงหาพลังที่จะมารบ ต่อรอง หรือเอาชนะ กับอำนาจรัฐ และอำนาจนายทุน

ถึงแม้ว่า N.G.O. ไทยยังไม่มีการก่อตั้งพรรคการเมืองเหมือน N.G.O. บางกลุ่มในฟิลิปปินส์ แต่ N.G.O. ไทยกำลังสัมผัสกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีวุฒิสภา มีการส่งผู้แทนไม่เป็นทางการของฝ่าย N.G.O. เข้าไปสมัครรับเลือกตั้ง และหลายคนก็ชนะการเลือกตั้ง แต่ข้อเสียคือผู้แทนเหล่านี้เข้าไปในวุฒิสภาในรูปแบบปัจเจกชน โดยไม่มีกลไกอะไรที่จะมาใช้ควบคุมการทำงานของเขาโดยขบวนการ N.G.O. ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ห้ามการหาเสียงทางการเมืองและห้ามการมีข้อผูกพันกับพรรคการเมืองในวุฒิสภา ทั้งๆ ที่วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหรือสังกัดพรรคอย่างไม่ทางการ กฏหมายนี้และความคิดไร้สาระที่อยู่เบื้องหลังกฏหมายนี้ ไม่ได้รับการต่อต้านจากขบวนการ N.G.O. แต่อย่างใด เพราะมีการยอมรับหลักการของทฤษฏีการเมืองฝ่ายขวา ว่าวุฒิสมาชิกควร"เป็นพลเมืองอิสระและเป็นกลางที่มีประสบการณ์" โดยไม่สนใจนโยบายและผลประโยชน์ทางชนชั้น แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่มีการเสนอผู้แทนของ N.G.O. ในรูปแบบปัจเจกชนก็เพราะขบวนการ N.G.O. จงใจปฏิเสธการจัดตั้งพรรคและเชิดชูความกระจัดกระจาย แต่ในขณะเดียวกันนักการเมืองของชนชั้นนายทุนมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบซึ่งทำให้คนจนไทยเสียเปรียบ

ในกรณีรัฐสภา การที่ N.G.O. ปฏิเสธการตั้งพรรค บังคับให้ N.G.O. ไปสร้างความสัมพันธ์กับพรรคนายทุน เช่นพรรค ไทยรักไทย โดยที่นัก N.G.O. ไม่น้อยพร้อมที่จะสนับสนุนหรือให้โอกาสพรรคนี้ในปีแรก พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคนายทุนล้วนๆ ที่เลือกเสนอนโยบายเอาใจคนจน พร้อมๆ กับนโยบายเอาใจคนรวย พรรคนี้ยังไม่สามารถเอาผู้นำ N.G.O. หรือผู้นำแรงงานมาเป็นพวกอย่างเป็นระบบเหมือนพรรค Peronist ใน อาเจนทีนา แต่ก็มีนัก N.G.O. บางคนที่ "ตกใจผิดหวัง"เมื่อรัฐบาลหันมาใช้กลไกบางอย่างในการปรามเขา โดยที่บางคนบ่นว่าเคยสลายม็อบชาวนาให้รัฐบาลแต่ตอนนี้รัฐบาลกลับหันมาหาเรื่องกับตนเอง (Bangkok Post 10/3/02) การวิเคราะห์ที่ขาดประเด็นการเมืองภาพกว้างและชนชั้นทำให้ N.G.O. ตกเป็นเหยื่อของพรรคแบบ ไทยรักไทย ได้ง่าย

การตรวจสอบและประชาธิปไตย
องค์กร N.G.O. เติบโตในกลางทศวรรษที่ 80 เพื่อผลักดันประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม และเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ N.G.O. เติบโตเพราะอดีตนักศึกษาและอดีตฝ่ายซ้ายหลายคนไม่พอใจลักษณะเผด็จการภายในองค์กรสายสตาลิน เช่น พ.ค.ท. ที่กระทำไปในนามของ “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” ดังนั้นนักกิจกรรม N.G.O. ในยุคเริ่มแรกจะมีอุดมการณ์ที่เน้นการขยายพลังของผู้ไร้อำนาจ เน้นการมีส่วนร่วมในการกำหนดชีวิตของผู้ที่ถูกกดขี่ และเน้นสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยโดยรวม อย่างไรก็ตาม ลัทธิ N.G.O. ที่โน้มเอียงไปในทิศทางอนาธิปไตย การปฏิเสธการเมือง และการเน้น “ชุมชน” “ภาคประชาชน” และ”ขบวนการทางสังคม” ที่กระจัดกระจาย พร้อมๆ กับการต่อต้าน “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” (ดู อัมพร ๒๕๔๒; 137, ราณี ๒๕๔๒; 177, บำรุง ๒๕๔๕; 10) มีผลทำให้ N.G.O. ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสร้างโครงสร้างใหม่ที่มีรูปแบบเผด็จการขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่….ทำไม?

ในประการแรก การที่ N.G.O. ประกาศว่าตนเป็น “ผู้แทนของฝ่ายภาคประชาชน” (อัมพร ๒๕๔๒; 137) แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งหรือตรวจสอบโดยกลไกที่ชัดเจนในภาคประชาชน (ชัยยศ ๒๕๔๒; 228) ทำให้มีปัญหา หลายคนในขบวนการ N.G.O. ปฏิเสธการเลือกตั้งแบบทางการ เพราะมองว่า “ระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทน” นำไปสู่การซื้อขายเสียงและธุกิจการเมืองเสมอ แต่การหนีจากระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทนไปสู่การแต่งตั้งตนเองเป็นผู้แทนของภาคประชาชนโดยไม่มีระบบตรวจสอบและเลือกตั้งเป็นเพียงทางออกประเภทอภิสิทธิ์ชนที่มองว่าชาวบ้านขาดความเข้าใจ ไร้การศึกษา และจิตสำนึกพอที่จะไม่ขายเสียง มุมมองแบบนี้เป็นมุมมองที่เคยถูกใช้เป็นข้ออ้างโดยทั้งเผด็จการสายสตาลินและเผด็จการฝ่ายขวาทั่วโลก

ในลักษณะตรงข้าม พรรคฝ่ายซ้ายมาร์คซิสต์ ที่ไม่ยึดแนวสตาลินหรือเหมา จะต้องถูกตรวจสอบและผ่านการเลือกตั้งเสมอทั้งในโครงสร้างภายในและการทำงานภายนอก ไม่ว่าจะตัดสินใจลงไปร่วมในรัฐสภาทุนนิยมหรือไม่ ตัวอย่างเช่นพรรคของสากล I.S.T. หรือ สากลที่สี่ในยุโรป มักจะทำงานในสหภาพแรงงานและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนสหภาพในระดับต่างๆ ดังนั้นเมื่อผู้แทนของพรรคเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งในนามของพรรคอย่างเปิดเผยก็สามารถมั่นใจได้ว่าเป็นผู้แทนจริงๆ น่าเสียดายที่หลายคนในองค์กร N.G.O. มองการเลือกตั้งว่าเหมือนโรคร้ายชนิดหนึ่ง เพราะนอกจากจะปฏิเสธระบบประชาธิปไตยแบบผู้แทนแล้ว ภายในโครงสร้างของ N.G.O. เองมักจะไม่มีการเลือกตั้งตำแหน่งผู้ปฏิบัติการต่างๆ โครงสร้างของ N.G.O. ส่วนใหญ่คล้ายๆ กับธุรกิจเอกชน โดยที่ผู้นำ N.G.O. แต่งตั้งตนเองเป็นผู้อำนวยการ และแนวโน้มขององค์กรที่เน้นการรับเหมาบริการทางสังคมจะยิ่งแย่ลงเพราะจะแปรตัวไปเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตามเราไม่ควรเข้าใจผิดว่านัก N.G.O. คือคนที่แสวงหาอำนาจหรือบ้าอำนาจ เพียงแต่ว่าวิธีการจัดการภายใต้แนวคิดเชิงอนาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการสร้างประชาธิปไตยของคนชั้นล่างเท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งของความเป็นเผด็จการภายในองค์กร คือวิธีการจัดการประชุม องค์กรที่ได้รับอิทธิพลจากแนวอนาธิปไตยมักจะปฏิเสธโครงสร้างการประชุมแบบทางการที่พบในขบวนการแรงงานสากล แต่โครงสร้างการประชุมที่ไม่มีผู้ดำเนินการที่มาจากการเลือกตั้ง และไม่มีระบบการยกมือผลัดกันพูด โดยที่ผู้ดำเนินการมีหน้าที่ห้ามการผูกขาดการพูด เป็นระบบที่นำไปสู่การผูกขาดโดยคนอาวุโสหรือคนที่พูดเก่ง นอกจากนี้การที่ N.G.O. พยายามหลีกเลี่ยงการถกเถียงในเรื่องทฤษฏีหรือแนวทาง เพราะมองว่า “สร้างความขัดแย้ง” หรือมองว่าการถกเถียงทำให้เกิดการทะเลาะกันแบบส่วนตัวโดยไร้ประโยชน์ มีผลทำให้เกิด “เผด็จการเงียบ” ที่ผูกขาดแนวคิดแบบ “ประชาสังคม” หรือ “ชุมชน” พร้อมกันนั้นนักปฏิบัติการรุ่นหนุ่มสาวก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรให้คิดเองเพื่อเถียงและแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นเก่า

สรุป
ในเมื่อมี “วิกฤตแห่งความศรัทธา” ในแนวเสรีนิยม และการรื้อฟื้นของกระแสต้านทุนนิยมที่กำลังสร้างแนวร่วมทั่วโลกระหว่างคนหนุ่มสาวและขบวนการแรงงาน ถึงเวลาแล้วที่จะทบทวนแนวคิดและแนวทำงานที่ใช้กันมานาน เช่นการยอมจำนนต่อตลาดเสรี การทำงานในกรอบ “ประชาสังคม” การมองว่าเราไม่สามารถอธิบายอะไรในลักษณะองค์รวมได้ หรือการเสนอว่าการต่อสู้ควรเป็นในรูปแบบกระจัดกระจายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม“แบบใหม่” ที่ไร้ประเด็นชนชั้น เป็นต้น ขบวนการ N.G.O. ปัจจุบันมีความขัดแย้งในตัวเอง เหมือนขี่ม้าสองตัวพร้อมกัน เพราะในขณะที่นัก N.G.O. ส่วนใหญ่ยืนข้างเคียงคนจนและผู้ถูกกดขี่ เขาทำงานภายใต้กรอบความคิดที่ยืมมาจากชนชั้นนายทุนที่ปกครองสังคม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มักพบในขบวนการปฏิรูปที่ไม่ยอมคิดยึดอำนาจรัฐทั่วโลก (ดุ Gramsci in Forgacs 1999; 86, ใจ และคณะ ๒๕๔๕; 215, Rees 1998; 156)

นักต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรมควรจะหันมาพิจารณาแนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์อีกครั้ง เพราะลัทธิมาร์คซ์เป็นวิธีการมองสังคมในลักษณะองค์รวมของชนชั้นกรรมาชีพ ที่สามารถอธิบายทั้งปัญหาของทุนนิยมปัจจุบัน และปัญหาของระบบคิดแบบสตาลิน-เหมาในอดีตได้ นักต่อสู้รุ่นใหม่ควรจะกล้าหาญในการก้าวออกไปนอกกรอบเสรีนิยมและทุนนิยมที่ “คนรุ่นเดือนตุลา” ไม่น้อยในยุคนี้ใช้เป็นกรอบเพื่อจำกัดตนเอง สิ่งที่ต้องพิจารณากันอย่างเร่งด่วนคือความสัมพันธ์เชิงชนชั้นของอำนาจรัฐและแหล่งอำนาจในสังคมที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ได้ นอกจากนี้ควรมีการทบทวนการปฏิเสธโครงสร้างทางการเมือง เช่นการปฏิเสธการสร้างพรรคของกรรมาชีพและชาวนายากจนภายในขบวนการ N.G.O. ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การเสนอว่านัก N.G.O. ควรเลิกทำงานแบบ N.G.O. ทันที เพราะอาจมีการพิจารณาการตั้งพรรคเพื่อเป็นองค์กรทางการเมืองที่เสนอ “โจทย์ร่วมให้สังคม” ในเชิงนโยบายของคนชั้นล่างไปก่อน ในขณะที่นัก N.G.O. ยังทำงานประจำวันของตนเองต่อไปในระยะสั้น

แทนที่ยุคนี้จะเป็นยุคสิ้นสุดของประวัติศาสตร์มนุษย์ เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ของการรื้อฟื้นการต่อสู้ของมวลมนุษย์เพื่อปลดแอกตนเองอีกครั้งหนึ่ง


ใจ อึ๊งภากรณ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
E-mail: giles.u@chula.ac.th

นังสือและบทความอ้างอิง

ภาษาไทย
จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร (๒๕๔๒) พลวัตองค์กรพัฒนาเอกชนไทย ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11
จอน อึ๊งภากรณ์ และศิริพร ยอดกมลศาสตร์ (๒๕๔๒) การปรับขบวนของเอ็นจีโอไทยในช่วง “รอยต่อ” แห่งยุคสมัย ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11
ใจ อึ๊งภากรณ์, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔) “อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง” คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๕) “โศกนาฎกรรมถึงลิเกการเมือง การปฏิรูปการเมืองไทยในเงา ๖ ตุลา ๑๙“ วารสารสังคมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กำลังพิมพ์)
ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน
ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ (๒๕๔๒) TNC และ N.G.O. ในเวทีผลประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ ยุทธศาสตร์การรุกรานและตั้งรับ ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11
ชัยอนันต์ สมุทวณิช (๒๕๔๑) “ประชารัฐกับการเปลี่ยนแปลง” สถาบันนโยบายศึกษา.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (๒๕๔๐) “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่, ขบวนการเคลื่อนไหวประชาสังคมในต่างประเทศ” มหาวิทยาลัยเกริก
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ (๒๕๔๒) “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11.
เดช พุ่มคชา (๒๕๔๒) บทบาทและอนาคตขององค์กรพัฒนาเอกชนไทย ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11.
บำรุง บุญปัญญา (๒๕๔๕) “ปฏิวัติความคิดสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้ภัยโลกาภิวัฒน์” เอกสารชุดที่ 7 ประกอบการประชุมใหญ่ประจำปี กป. อพช. อีสาน ๔-๕ มิ.ย. ๒๕๔๕
ประเวศ วะสี (๒๕๔๑) “ยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสังคมทั้งหมดร่วมกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ราณี หัสสรังษี (๒๕๔๒) บทบาทองค์การพัฒนาเอกชนกับประชาสังคมในช่วงการเปลี่ยนแปลง ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11.
สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และสุรพล มุละดา (๒๕๔๔) “จากรากหญ้าถึงขอบฟ้า อดีต ปัจจุบันและอนาคตขององค์พัฒนาเอกชนไทย” สำนักพิมพ์คบไฟ
สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล (๒๕๔๕) “การสร้างประชาสังคมโดยรัฐ: การปรับตัวของรัฐไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๔๔
เสกสรร ประเสริฐกุล (๒๕๓๗) พัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในประเทศไทย ใน "วิพากษ์สังคมไทย" สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย สำนักพิมพ์อมรินทร์
อเนก นาคะบุตร (๒๕๔๐) องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชน ภาพรวม ความร่วมมือในทศวรรษหน้า ใน“ทำเนียบองค์กรพัฒนาเอกชน ๒๕๔๐” คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนาและมูลนิธิเทศพัฒนา
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๓๖) “ม็อบมือถือ” สำนักพิมพ์มติชน
อัมพร แก้วหนู (๒๕๔๒) องค์กรพัฒนาเอกชนใต้ในปี ๒๐๐๐ ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ –บรรณาธิการ “เอ็นจีโอ 2000” เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) 11.
อานันท์ กาญจนพันธุ์ (บรณาธิการ) (๒๕๔๓) “พลวัตของชุมชนในการจัดการทรัพยากร –สถานการณ์ในประเทศไทย” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

English
Bangkok Post 10/3/2002 "Activist urges PM to apologise over probe".
Birchall, I. H. (1974) Workers against the monolith. Communist Parties since 1943. Pluto Press, London.
Bircham, E. & Charlton, J. eds (2001) Anti-Capitalism. A guide to the movement. Bookmarks, London.
Blakey, C.D. (2001) To what extent does the continued growth of S.U.D. reflect the resurgence of the Left radicalism in France? M.A. thesis, Oxford Brookes University, U.K.
Callinicos, A. (1991) The Revenge of History. Marxism and the Eastern European revolutions. Polity Press, Cambridge, UK.
Clarke, Gerard (1998) The Politics of N.G.O.s in South-East Asia. Participation and protest in the Philippines. Routledge, London, New York.
Cliff, Tony (1974) State Capitalism in Russia. Pluto Press, London. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๒) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๑” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 155
Cohen, J.L. & Arato, A. (1997) Civil Society and political theory. M.I.T. Press, U.S.A.
Connors, M. K. (1999) Political reform and the state in Thailand. Journal of Contemporary Asia, 29(2), 202-225.
Dahl, R. (1963) Modern Political Analysis. Prentice-Hall, U.S.A.
Deakin, Nicholas (1987) The Politics of Welfare. Methuen & co, London.
Ferguson, I., Lavalette, M. & Mooney, G. (2002) Rethinking welfare. A critical perspective. SAGE publications, London.Ford, Michele (2000) Challenges to N.G.O.’s domination of the Indonesian labour movement during the Habibie interregnum. Draft paper presented at ASAA conference July 2000, Melbourne.
Forgacs, D. ed (1999) The Antonio Gramsci reader. Selected writings 1916-1935. Lawrence & Wishart, London. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 212
Harman, C. (1988) The Fire Last Time: 1968 and after. Bookmarks, London.
Hewison, K. (1996) Emerging social forces in Thailand. New political and economic roles. In: Robison, R. & Goodman, D. S. G. (eds) The new rich in Asia. Routledge, UK.
Huntington, S. (1968) Political Order in Changing Societies. Yale University Press, U.S.A.
Kanokrat Lertchoosakul (2002) Conceptualising the roles and limitations of N.G.O.s in the anti-Pak Mun dam movement. Draft paper presented at 8th Thai Studies Conference, Nakorn Panom, January 2002.
Keane, J. (1998) Civil Society. Old images, new vision. Polity Press, Cambridge, U.K.
Klein, Naomi (1999) No Logo. Picador, U.S.A.
Klein, Naomi (2002) Revolt of the wronged. Guardian Weekly U.K., April 4-10, page 11.
Lowe, R. (1999) The Welfare State in Britain since 1945. McMillan, U.K.
Luxemburg, Rosa (1906/1986) The mass strike. Bookmarks, London. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 58
Marx, K. (1847/1995) The poverty of Philosophy. Prometheus Books, New York.
Moody, K. (1997) Workers in a lean world. Verso, London.
Neal, J. (2000) The American war. Vietnam 1960-1973. Bookmarks, London.
Petras, James (1999) N.G.O.s: In the service of imperialism. Journal of Contemporary Asia 29(4), 429-178.
Pye, L. (1990) Political science and the crisis of authoritarianism. American Political Science Review, 84(1), 3-19.
Rees, J. (1998) The Algebra of Revolution. The dialectic and the classical Marxist tradition. Routledge, London & New York.
Rigg, J. (2001) Southeast Asia. Human landscape of modernization and development. Routledge, London & New York.
Robison, R. & Goodman, D. S. G. (1996) Eds. The New Rich in Asia. Routledge, UK.
Rodan, Garry (1997) Civil society and other political possibilities in Southeast Asia. Journal of Contemporary Asia 27(2), 156-178.
Tan, K.P.A.S. (2001) Civic society and the new economy in patriarchal Singapore: Emasculating the political, feminizing the public. Crossroads 15(2), 95-122.
Tarrow, S. (1999) Power in movement. Social movements and contentious politics. Cambridge University Press, U.K.
Touraine, A. (2001) Translated by Macey, D. Beyond Neoliberalism. Polity Press, Cambridge, U.K.
Trotsky, L. (1921/1983) "The relationship between economic crises, booms and strikes." International Socialist Journal No. 20, 132-140. Published by the Socialist Workers Party, U.K. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 69
Ungpakorn, J. G. (1997) The Struggle for Democracy and Social Justice in Thailand. Arom Pongpangan Foundation, Bangkok. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) “การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน
Ungpakorn, J. G. (2001) "The political economy of class struggle in modern Thailand." Historical Materialism No.8, 153-184. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) “การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์” สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน
Ungpakorn, J. G. (2002 ) “From Tragedy to Comedy: Political Reform in Thailand.” Journal of Contemporary Asia. 32(2), 191-205. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๕) “โศกนาฎกรรมถึงลิเกการเมือง การปฏิรูปการเมืองไทยในเงา ๖ ตุลา ๑๙“ วารสารสังคมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กำลังพิมพ์)
Webster, C. (1998) The National Health Service. A political history. Oxford University Press, U.K.