|
บทบาทภาคประชาชนต่อยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรแร่
สืบเนื่องจากเวทีสัมมนาวิชาการ วิพากษ์ พรบ. แร่ เปิดช่องผลาญหรือคุ้มกันทรัพยากรธรรมชาติ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีนักวิชาการ-นักคิด นักพัฒนา และผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย
เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นร่าง พรบ.แร่ ผลกระทบ และบทบาทภาคประชาชนต่อการจัดการทรัพยากรแร่
สาระความคิดต่างๆ ปรากฏดังต่อไปนี้
คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา ได้กล่าวว่ารัฐไทยนั้น
มีแนวทางการใช้ทรัพยากร ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น สำหรับ
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 นั้น ถึงแม้ยังไม่แก้ไข ก็สามารถทำเหมืองแร่ใต้ดินได้
โดยคุณสุรพงษ์ฯ ได้กล่าวถึงมาตรา 29 ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าสามารถออกกฎหมายใดก็ได้มาบังคับใช้โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ดังนั้นกฎหมายใดละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขัดรัฐธรรมนูและไม่มีความจำเป็นก็ควรยกเลิกไปเสีย
สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากมีการทำเหมืองแร่ คือ ปัญหาภายในชุมชนที่เกิดจากกลุ่มแรงงานอพยพ
เพราะงานเหมืองแร่เป็นงานเสี่ยงอันตราย คงไม่มีคนไทยในพื้นที่ต้องการมาทำแน่นอน
ดังนั้น บริษัทที่ดำเนินโครงการฯ ก็จำเป็นต้องจ้างคนงานต่างด้าวแทน ถึงเวลานั้นปัญหาอันเนื่องมาจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ปัญหาสุขภาพ และความวุ่นวายภายในชุมชนจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
นอกจากนี้ คุณสุรพงษ์ได้เพิ่มเติม ประเด็นการทำเหมืองแร่ในประเทศที่พัฒนาแล้วว่า
ส่วนใหญ่เลิกทำกันหมด เพราะราคาแร่มันตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนในการผลิตและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมมันสูงมาก
ประเทศเหล่านี้จึงพยายามเข้ามาทำเหมืองในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า
อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก เพราะหากเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมใดๆ
บทลงโทษทางกฎหมายก็เป็นเพียงโทษสถานเบาเท่านั้น
คุณสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการเครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอีสาน
เปิดประเด็นในวงเสวนาด้วยคำถามว่า ทำไมรัฐต้องออกกฎหมายแร่ฉบับนี้ และมันเอื้อประโยชน์เพื่อใครเป็นสำคัญ
? พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ ส.ส.และ ส.ว.ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนั้น
เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อประนีประนอมกัน แต่แท้ที่จริงแล้ว หากรัฐจริงใจ
ก็น่าจะโยนเรื่องนี้ให้สาธารณะเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดมากกว่า
ส่วนกรณีความไม่โปร่งใสเรื่องการปกปิดสัญญา ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีและบริษัทเจ้าของโครงการ
ไม่ยอมเปิดเผยสัญญาให้ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงได้รับทราบข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เองก็พยายามส่งคนของตนเอง เข้าไปสู่อำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อมาครอบงำ
ชี้นำ หรือถึงขั้นข่มขู่คุกคามชาวบ้าน หรือด้วยการซื้อตัวหรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
โดยการจัดสรรผลประโยชน์จากการทำเหมืองให้ เช่น งานรับเหมาก่อสร้าง การขนส่งสิ่งของหรือ
อุปกรณ์ หรือรวมถึงการให้เช่าพื้นที่ทำสำนักงานในพื้นที่ของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
อีกประเด็นที่ต้องช่วยกันตรวจสอบ คือ การเร่งรีบผ่านรายงาน EIA โดยสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
(สผ.) นั้น มีการทุจริต คอรัปชั่นหรือไม่ โดยที่บริษัทเจ้าของโครงการต้องการนำรายงานดังกล่าว
ไปเป็นหลักค้ำประกันกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) และการไปยื่นกู้เงินต่อแหล่งทุน
ส่วนยุทธศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นการเดินรณรงค์ตามบ้าน
เพื่อให้พี่น้องชาวบ้าน และเครือญาติ เกิดการรับรู้และเข้าใจปัญหาถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการทำเหมืองแร่ของบริษัทนายทุนข้ามชาติ
ส่วนการต่อสู้คัดค้านตามช่องทางของรัฐธรรมนูญนั้น เครือข่ายแกนนำชาวบ้าน
จะไปยื่นหนังสือคำฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบกรณีการเร่งรีบอนุมัติรายงาน
EIA ต่อสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมทรัพยากรธรณี และบริษัทเอเชีย
แปซิฟิกฯ ทั้งที่ยังไม่ได้รับประทานบัตร (การยื่นขออนุญาตดำเนินการ) แต่อย่างใด
ในช่วงท้ายคุณสุวิทย์ มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ต้องการให้เกิดการประสานของเครือข่าย
จากพื้นที่ที่เดือดร้อนจากการทำเหมืองแร่ทั้งหลายให้มารวมตัวกัน เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการคัดค้านกรณีเหมืองแร่
และการเร่งรุดตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการออกอาชญาบัตรและประทานบัตรของกรมทรัพยากรธรณีวิทยาในทุกพื้นที่
ส่วน Mr. Salvador Ramo เพื่อนชาวฟิลิปปินส์จากองค์กรเครือข่ายอลามิน ผู้ผ่านประสบการณ์จากการต่อสู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่นิคเกิล
ในเกาะมินโดโร ที่ดำเนินการโดยบริษัทครูว์ (บริษัทแม่ของ บริษัท Asia Pacific
Potash Corporation ที่จะดำเนินโครงการในไทย) ในยุคสมัยของประธานาธิบดีเอสตราดา
มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย เขาเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่า กฎหมายในฟิลิปปินส์
มีสาระที่เอื้อประโยชน์แก่นายทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) มากกว่าร่างกฎหมายของไทยเสียอีก
เพียงจ่ายเงินให้รัฐบาล 50 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ก็สามารถสำรวจและขุดเจาะได้ทันที
25 ปี รวมต่ออายุประทานบัตรได้อีกครั้ง อีก 25 ปี รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 50
ปี นอกจากนี้แถมด้วยสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับนายทุน เช่น ได้สิทธิพิเศษอื่นๆ
ในเขตพื้นที่สำรวจด้วย เช่น การทำไม้ การใช้น้ำ สิทธิในการขอเปิดทางชาวบ้าน
ฯลฯ
เขาสรุปชัดเจนว่าสาเหตุที่นายทุนต่างชาติ สามารถเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรแร่ของชุมชนท้องถิ่นที่นั่นได้อย่างง่ายดาย
เพราะการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) หรืออิทธิพลการแผ่ขยายตัวของโลกาภิวัตน์
ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศโลกที่สามขนานใหญ่ การแปรรูปกิจการสาธารณูปโภค
เนื่องจากนโยบายการค้าเสรีทั้งหลาย จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้ได้ประโยชน์อยู่ประมาณ
10 บริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ ซึ่งแน่นอนผลกระทบของโครงการเหมืองแร่ต่างๆ นั้นส่งผลในวงกว้างต่อประชากร/ชาวบ้าน
รวมทั้งเด็กๆ สตรี สิ่งแวดล้อม สรรพสัตว์ และเขตต้นน้ำของแม่น้ำต่างๆ ด้วย
สำหรับยุทธศาสตร์การต่อสู้จนได้รับชัยชนะจากการคัดค้านนั้น คือ การยืนหยัดอยู่บนหลักการแห่งสิทธิชุมชน
และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งจากรัฐ และฝ่ายนายทุนฯ พลังหลักที่สำคัญของการต่อสู้อยู่ที่
พลังประชาชน โดยเฉพาะการอ้างสิทธิของชนพื้นเมืองในเขตพื้นที่โครงการ รวมถึงกลุ่มศาสนา
ครูอาจารย์ ข้าราชการบางกลุ่ม ในพื้นที่ NGOs องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย
ต่างมาให้ความร่วมมือร่วมใจอย่างแข็งขันมาก ทุกคน(จากองค์กร หรือกลุ่มต่างๆ)
ต่างก็ช่วยกันทำทุกอย่าง ที่แต่ละคนจะสามารถลงมือทำด้วยตนเองได้ เพื่อขับเคลื่อนและปลุกกระแสความรู้
ความคิด และสำนึกต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากมีการทำเหมืองแร่นิคเกิลนี้
เช่น ชุมชนจะต้องสูญเสียแหล่งอาหารของเกาะมินโดโร การทำลายป่าไม้ การปล่อยสารพิษ
ทั้งในดิน ในอากาศ และในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อพื้นที่เกษตร-
ฟาร์มดอกไม้ของชาวบ้าน อันตรายต่อวงจรชีวิตสัตว์น้ำต่างๆ ตั้งแต่ปลา จนถึงจรเข้ทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่นับรวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย
ข้อมูลและความรู้ต่างๆ เหล่านี้ ต้องพยายามนำไปเผยแพร่ในวงกว้างให้มากที่สุด
จะทำให้เราได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม บุคคล องค์กรต่างๆ แม้แต่ข้าราชการในพื้นที่บางคนด้วย
ซึ่งพลังประชาชนนั้น เกิดจากความรู้ความเข้าใจในอันตราย หรือผลกระทบของโครงการ
ทุกคนจึงทุ่มเทมาก แม้กระทั่งถึงชีวิตก็ยอม ดังในช่วงปี 2001 มีนักต่อสู้เรื่องนี้
ตายไปถึง 5 คนทีเดียว ( นับว่าเป็นเหตุการณ์ทำนองเดียวกับนักต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชนของไทย)
แต่อย่างไรก็ดี ในที่สุดขบวนการคัดค้านที่นั่น ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด โดยจะไม่มีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าว
เป็นเวลาอีก 25 ปี
สำหรับช่วงท้าย อาจารย์ฉันทนา บรรพสิริโชติ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสังคม
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนประเด็นปัญหาการเคลื่อนไหวคัดค้านกิจการเหมืองแร่ในอีกมุมว่า
เรื่อง พ.ร.บ.แร่ และการเคลื่อนไหวคัดค้านฯ ในช่วงเวลานี้ ยังมีการรับรู้ของผู้คนในสังคมน้อยมาก
เพราะความขัดแย้งนี้มีความทับซ้อนกันในประเด็นเรื่องสิทธิอยู่มาก
ภาคประชาชนต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเด็นความขัดแย้งนี้ ให้เชื่อมโยงกับเรื่อง
"สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยควรต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์
การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ หรือลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่เปิดช่องให้นายทุนต่างชาติเข้ามาแย่งชิง
กอบโกย และขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติของไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อม
สังคม และชุมชนท้องถิ่นด้วย ซึ่งอาจารย์ฯ สรุปว่า ขณะนี้อาจจะยังมีปัญหาเรื่องช่องว่างในแง่มุมของการรับรู้
และการทำความเข้าใจต่อปัญหาของประชาชนในวงกว้าง ที่ยังมีน้อยมาก
ทั้งนี้ จากความขัดแย้งระหว่างเรื่องผลประโยชน์และแนวทางการพัฒนาที่ผิดพลาด
ที่รัฐไทยเน้นการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ด้วยฐานความคิดของการนำทรัพยากรที่มีค่าออกไปแลกขายให้ได้เป็นเงินตรากลับมา
เพื่อมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายใน นับว่าเป็นความอ่อนแอของภาครัฐ ที่สะท้อนโดยร่างกฎหมายฯ
นี้ ในการจัดการกับปัญหา เพราะยินยอมให้อำนาจเงินต่างชาติเข้ามาครอบงำ (ไปทำสัญญาไว้ก่อนแล้ว)
จึงส่งผลให้รัฐขาดอิสระในการตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหานี้แล้ว ซึ่งท้ายที่สุดอาจารย์ฯ
ก็ได้สรุปแนวทางที่สำคัญไว้ 2-3 ประการ คือ กระบวนการตัดสินใจของภาครัฐต้องเป็นอิสระ
โปร่งใส และเน้นหลักการการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเป็นสำคัญ.
นอกจากนี้ยังมีประเด็นความคิดที่มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนในวันนั้น ได้แก่ ยุทธศาสตร์การตีให้เป็นประเด็นปัญหาสาธารณะให้มากที่สุด
ไม่ใช่เพียงในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเท่านั้น แต่เป็นปัญหาทรัพยากรของคนทั้งชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกฎหมายนี้ผ่านไปได้ มันมีผลครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
ซี่งครอบคลุมพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบไปอีกหลายแห่ง เช่น ที่อำเภอสะบ้าย้อย
จังหวัดสงขลา (เหมืองแร่ลิกไนต์) ด้วย หรือแม้แต่ กรณีการไม่เสนอ พ.ร.บ.แร่นี้
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย หลังจากผ่านสภาแล้วก็ตาม ซึ่งอาจจะเป็นเพียงความหวังอันน้อยนิดของภาคประชาชนเท่านั้น
เพราะอยู่ที่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะชะลอการทูลเกล้าไว้ได้
..แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ เป็นนโยบายของรัฐ ดังนั้นเราจะต้องเคลื่อนไหวกันอย่างไร
เพื่อให้นายกฯ รับฟังเสียงจากภาคประชาชน
ท้ายสุด อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นยุทธศาสตร์ภาคประชาชนได้
ก็คือ การปลุกเร้าให้คนรุ่นหนุ่มสาว หรือวัยรุ่นในพื้นที่ ทั้งจากท้องถิ่นและในสถานศึกษาต่างๆ
ในจังหวัดอุดรธานีให้ได้รับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบของกิจการเหมืองแร่ต่อสิ่งแวดล้อม
ชุมชน สังคม และความเป็นอยู่ เพราะคนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการในอีก
20-30 ปีข้างหน้า ก็คือ คนรุ่นใหม่ๆ ในสังคม มากกว่า ดังนั้นต้องระดมให้เกิดพลังจากกลุ่มวัยรุ่นวัยเรียนด้วย
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อ ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม โทร.02-377-5151
หรือ hrnet@mozart.inet.co.th / media4humanrights@hotmail.com
|