"ไทย" ได้อะไรจากประชุมสุดยอด เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทุกวันนี้ไทยไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ มีการประชุมนานาชาติอยู่มากที่รัฐบาลต้องเข้าร่วม ทำให้ได้เห็นว่าเรายังมีคนที่มีวิสัยทัศน์ทำงานเชิงรุก และมีความสามารถในการเจรจาในเวทีนานาชาติไม่มากพอเพียงกับความต้องการใช้งาน
โลกได้เห็นข่าวการประชุมสุดยอดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่กรุงโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ระหว่าง 26 ส.ค. - 4 ก.ย. 2545 ที่จริงไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติมาพบกันเพื่อหาข้อตกลงในเรื่องการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว สหประชาชาติได้จัดประชุมขึ้นที่เมืองริวเดจาเนโร ประเทศบราซิล เรียกว่า "เอิร์ธซัมมิต" เพื่อผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แต่ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลง "แผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน" หรือ "ปฏิญญาริโอเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา" กันแค่ไหน การรับรู้ของประชาชน และการประชุมระดับโลกเช่นนี้ มีประโยชน์กับชีวิตของเราหรือไม่ ?

ด้วยคำถามข้างต้น องค์กรภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งได้เริ่ม The Access Initiatve เพื่อตามผลการดำเนินงานของหลักการข้อหนึ่งของ "ปฏิญญาริโอ" เนื้อหาของหลักการข้อที่ 10 ระบุว่า วิธีที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด คือ การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับต่างๆ และสามารถเรียกร้องทางกฎหมายให้ได้รับความยุติธรรมในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้

แกนหลักประกอบด้วย World Resources Institute สหรัฐ, EMLA ฮังการี, Participa ชิลี, ACODE ยูกานดา และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อวัดผลการดำเนินงานในระดับประเทศใน 3 เรื่องที่เป็นหัวใจหลักการข้อที่ 10 ของปฏิญญาริโอ ได้แก่ 1) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม 2) ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในระดับนโยบาย แผน โครงการ รวมไปถึงมีส่วนร่วมในกระบวนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการเลือกที่ตั้งโครงการ และ 3) การมีกฎหมายรับรองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วม และกฎหมายเยียวยาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม พิจารณาทั้งกฎหมาย การปฏิบัติจริง และความพยายามในการเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน ให้สามารถมีส่วนร่วมในระดับต่างๆ

มีการทดสอบในไทย ฮังการี อินโดนีเซีย อินเดีย เม็กซิโก ชิลี ยูกานดา แอฟริกาใต้ และสหรัฐ ผลการทดสอบตัวชี้วัด พบว่า มีบางอย่างที่เหมือนกันในประเทศเหล่านี้ คือ ส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ 3 ด้านนี้ไม่เท่ากัน โดยมีความก้าวหน้าในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารสูงกว่าในอีก 2 เรื่อง คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการได้รับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความก้าวหน้าในอันดับรองลงมา ตามลำดับ และพบว่า มีช่องว่างอยู่มากระหว่างสิ่งที่ตราไว้เป็นกฎหมายและการปฏิบัติจริง

ในประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิจัยอิสระ ร่วมกันทดสอบตัวชี้วัด โดยใช้กรณีศึกษา เช่น การให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องรถบรรทุกสารเคมีคว่ำบนทางด่วนในกรุงเทพฯ การให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องคุณภาพน้ำดื่ม และคุณภาพอากาศ การจัดทำและเผยแพร่รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หินกรูด และโครงการบำบัดน้ำเสียรวมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น

การพัฒนาตัวชี้วัดขององค์กรดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมใช้เป็นเครื่องมือประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรม ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนตามหลักการข้อที่ 10 ของปฏิญญาริโอที่รัฐบาลของตนได้ร่วมประชุมและลงนามไว้ รวมทั้งเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป

สหประชาชาติได้เสนอให้มีความริเริ่มแบบใหม่ ในการประชุมสุดยอดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่โจฮันเนส เบอร์กในครั้งนี้ เรียกว่า ภาคีภาพประเภทที่ 2 (Type 2 Partnership) แต่เดิมผลที่เกิดจากการประชุมสุดยอด จะเป็นข้อตกลงหรือปฏิญญาระหว่าง "รัฐบาลกับรัฐบาล" หรือเป็นข้อตกลงที่มีภาคีเป็น "รัฐ" เท่านั้น นอกจากจะตกลงกันได้ยากหรือตกลงกันไม่ได้แล้ว ยังไม่แน่ว่าจะมีการนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิผลจริง อย่าว่าแต่รัฐบาลประเทศเล็กๆ ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและไม่สามารถทำให้ข้อตกลงสัมฤทธิผล แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้เงินช่วยเหลือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือการลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก

"ภาคีภาพประเภทที่ 2" จึงเป็นแนวทางใหม่ที่เปิดโอกาสให้องค์กรและภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาครัฐได้มีบทบาทในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ เพื่อให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ดี องค์กรพัฒนาเอกชนหลายๆ องค์กร รวมทั้งไทยไม่ได้ยินดีกับแนวทางใหม่ ด้วยวิตกว่า จะทำให้รัฐบาลของประเทศทรงอำนาจบิดพลิ้ว หรือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ของตนจากข้อผูกพันตามพันธะของ "ภาคีภาพประเภทที่ 1" ที่เป็นแนวทางเดิม และยังห่วงว่า "ภาคีภาพประเภทที่ 2" จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ บริษัทข้ามชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอีกในเวทีโลก โดยผ่านทางสหประชาชาติภายใต้ "ภาคีภาพประเภทที่ 2"

ที่จริงสหประชาชาติได้ให้ภาคธุรกิจเข้ามา "มีส่วนร่วม" ในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกนานแล้ว เห็นได้จากการประชุมสุดยอด ที่กรุงริโอเมื่อทศวรรษที่แล้ว ผู้ที่เป็นเลขาธิการของการประชุม คือ Maurice Strong มาจากภาคอุตสาหกรรมของแคนาดา การประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ปี 2542 โคฟี อานัน เลขาธิการขององค์การสหประชาชาติได้เสนอ Global Compact เพื่อท้าทายให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมผลักดันให้โลกาภิวัตน์เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วโลก ไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียวและร่วมช่วยขจัดความยากจนในโลก

ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ มีการประชุมนานาชาติอยู่มากที่รัฐบาลต้องเข้าร่วม เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมในโยฮันเนสเบิร์กซัมมิต และการประชุมเตรียมการสองครั้งที่ นิวยอร์ก และบาหลีแล้ว ทำให้ได้เห็นว่าประเทศของเรายังมีคนที่มีวิสัยทัศน์ ทำงานเชิงรุก และมีความสามารถในการเจรจาในเวทีนานาชาติไม่มากพอเพียงกับความต้องการใช้งาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยควรเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถจากองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วม เพื่อไปเพิ่มกำลังในคณะผู้แทนไทย เช่นเดียวกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ส่วนองค์กรพัฒนาเอกชนก็ควรพัฒนาภาคีภาพกับภาคอื่นๆ รวมทั้งภาครัฐด้วย เพราะในเวทีระดับโลกเสียงของประเทศไทยแผ่วเบา จำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนต้องร่วมมือกันและประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียว และเพื่อประโยชน์ของประชาชนของประเทศไทยในเวทีเหล่านี้

ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง
ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองและสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย