|
ไร้สิทธิแรงงานในระบบจ้างเหมาช่วง
ผู้รับเหมาแรงงานในบางพื้นที่เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
อบต. ผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานกลาง หรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของนายจ้างหลายบริษัทอยู่แล้ว
เพื่อควบคุมลูกจ้างมิให้เรียกร้องสิทธิแรงงานตามกฎหมาย หรือรู้ช่องทางละเมิดกฎหมายเอาเปรียบลูกจ้างได้มากขึ้น
ในปัจจุบันเกิดการแพร่หลายของการว่าจ้างคนงานใหม่ๆ ในรูปแบบการจ้างเหมาช่วงแรงงานหรือการจ้างเหมาค่าแรง
เพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อเลิกจ้างคนงานได้ง่ายเร็ว หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อการจ่ายค่าตอบแทน
และสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมเท่าเทียมกับลูกจ้างประจำเดิมที่ทำงาน อยู่ในโรงงานนั้น
กรณีที่บริษัทนั้นมีสหภาพแรงงานดำรงอยู่ นายจ้างบางแห่งจะใช้วิธีจ้างเหมาแรงงานเป็นกลยุทธ์กดดันบั่นทอนการเรียกร้องต่อรองของสหภาพแรงงานนายจ้างบางแห่งใช้วิธีเลิกจ้างคนงานประจำ
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และใช้วิธีจ้างคนงานใหม่แบบรับเหมาแรงงานระยะสั้นแทน
โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจ และปริมาณงานตามออเดอร์
ข้อสังเกต คือ มีผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาแรงงานในบางพื้นที่เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ อบต.บางรายดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานกลาง
หรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของนายจ้างหลายบริษัทอยู่แล้ว
เพื่อควบคุมลูกจ้างมิให้เรียกร้องสิทธิแรงงานตามกฎหมาย หรือรู้ช่องทางละเมิดกฎหมายแรงงานเอาเปรียบลูกจ้างได้มากขึ้น
การสัมมนาเรื่อง "ปัญหาการจ้างเหมาแรงงานและผลกระทบต่อสิทธิแรงงาน"
พอจะสรุปปัญหาความไร้สิทธิ 4 ประการที่ลูกจ้างของผู้รับเหมาเผชิญอยู่ดังนี้
1. ไร้สิทธิความมั่นคงในการทำงาน เพราะลูกจ้างของผู้รับเหมาจะถูกทำสัญญาจ้างงานระยะสั้นชั่วคราว
เช่น จ้างงาน 3 เดือนหรือ 1 ปี และพิจารณาต่อสัญญาใหม่เป็นช่วงๆ ไปเรื่อยๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย เพื่อความสะดวกในการเลิกจ้างคัดคนออก เพื่อความยืดหยุ่นในการเพิ่มลดจำนวนคนงานตามปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าหรือภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง
เป็นต้น
2. ไร้สิทธิแรงงานตามกฎหมายแรงงาน หรือได้รับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
และการประกันสังคม เช่น ไม่ได้รับค่าจ้างในวันลาป่วย วันหยุดตามประเพณี ทำงานในวันหยุดตามประเพณี
นายจ้างจ่ายค่าแรงหนึ่งแรง ถูกหักเงินประกันสังคม แต่ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ใดๆ
เพราะนายจ้างไม่แจ้งชื่อไม่ส่งเงินสมทบให้เรียบร้อย มีการจ่ายค่าจ้างไม่ตรงวันกำหนด
หักค่าแรงเมื่อลูกจ้างทำผิดเล็กน้อย เช่น มาทำงานสาย 5 นาที หักค่าแรง 1
ชั่วโมง ลาป่วย 1 วันโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ถูกหักค่าแรง 1 วันที่มาทำงาน
เรียกเก็บเงินประกันเพื่อบังคับให้ลูกจ้างต้องทำงานครบกำหนดสัญญาจ้างจึงออกได้
หักค่าจ้างเป็นค่าอุปกรณ์การทำงาน ค่าชุดทำงาน ค่าจัดทำบัตร เอทีเอ็ม ฯลฯ
ถูกบังคับให้ทำงานล่วงเวลาหรือวันหยุดตลอด เป็นต้น นี่คือ ปรากฏการณ์แรงงานทาสยุคอธรรมโลกาภิวัตน์
3. ไร้สิทธิรวมตัวต่อรอง ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ไม่กล้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานในสถานประกอบการนั้น
ไม่กล้าเรียกร้องต่อนายจ้างผู้รับเหมาหรือผู้ว่าจ้าง เพราะถูกจ้างงานระยะสั้น
มีโอกาสถูกเลิกจ้างได้ง่าย ถูกกลั่นแกล้งกดดันให้ลาออกได้ตลอด หรือถูกควบคุมการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วง
เพราะฉะนั้นต้องขยันอดทนตรากตรำทำงานเต็มที่ เพื่อจะได้รับการต่อสัญญาจ้างหรืออาจมีโอกาสถูกคัดเลือกเป็นพนักงานประจำบริษัท
หรือถูกส่งไปทำงานต่อที่อื่น บริษัทธุรกิจรับเหมาแรงงานบางแห่งมีเงื่อนไขห้ามลูกจ้างไปยุ่งเกี่ยวกับสหภาพแรงงานหรือบริษัทผู้ว่าจ้างมีอำนาจสั่งให้ปลดคนงานของผู้รับเหมาออกได้
ถ้าไปร่วมมือกับสหภาพแรงงาน
4.ไร้สิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมกับลูกจ้างประจำของสถานประกอบการที่ตนเองไปทำงานอยู่
ทั้งที่ต้องทำงานในกระบวนการผลิตเหมือนกัน ในสภาพลักษณะเดียวกันในพื้นที่เดียวกัน
แต่ลูกจ้างของผู้รับเหมากลับได้รับค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์น้อยกว่า หรือบางอย่างไม่ได้เลยเมื่อเปรียบเทียบกับลูกจ้างประจำของบริษัท
จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเท่านั้นที่พนักงานตรวจแรงงานจะบังคับสั่งให้ผู้รับเหมาช่วง
หรือผู้รับเหมาแรงงานจ่ายให้ได้ กรณีที่บริษัทนั้นมีระเบียบข้อบังคับจัดสวัสดิการให้มากกว่ากฎหมายแรงงาน
หรือมีข้อตกลงสภาพการจ้างที่สหภาพแรงงานต่อรองนายจ้างได้มากขึ้นกว่ากฎหมายแรงงาน
ลูกจ้างของผู้รับเหมาแรงงานจะไม่มีสิทธิได้รับเลย
ทางออกอยู่ที่ไหน?
มีข้อเสนอหลายทางจากผู้เข้าร่วมประชุม สรุปได้ดังนี้
1. ผลักดันให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา 5(3) เพื่อกำหนดให้นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงหรือผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงาน
ต้องรับผิดชอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานทุกอย่าง
2.เสนอให้สหภาพแรงงานแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อเจรจาต่อรองกับนายจ้างในเรื่องต่อไปนี้
2.1 กำหนดจำนวนคนงานของผู้รับเหมาหรือสัดส่วนจำนวนลูกจ้างของผู้รับเหมาต่อลูกจ้างประจำของบริษัท
2.2 กำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ตำแหน่งงานใดจำนวนเท่าไรในสถานการณ์แบบไหน
ที่จะให้บริษัทว่าจ้างผู้รับเหมาแรงงานได้
2.3 บริษัทฯ จะว่าจ้างผู้รับเหมาค่าแรง หรือผู้รับเหมาช่วงได้ต่อเมื่อได้มีการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานแล้ว
2.4 ให้สวัสดิการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงานกับบริษัทฯ
มีผลบังคับใช้กับลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในสถานประกอบการ
2.5 ให้นายจ้างรับลูกจ้างของผู้รับเหมาช่วงหรือผู้รับเหมาค่าแรงเป็นลูกจ้างประจำของบริษัทฯ
3. ปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ลูกจ้างของผู้รับเหมา
ได้รับสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.เงินทดแทน และ พ.ร.บ.ประกันสังคมทุกประการ
โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติ ควรต้องเร่งบังคับแก่สถานประกอบการที่เป็นผู้จ้างเหมาให้รับผิดชอบต่อลูกจ้างของผู้รับเหมา
และให้ครอบคลุมถึงสิทธิประโยชน์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของสถานประกอบการด้วย
4.ปรับปรุงมาตรการทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาที่ทำงานในกระบวนการผลิต
หรือธุรกิจในความรับผิดชอบของสถานประกอบการ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เสมอภาคเช่นเดียวกับลูกจ้างของสถานประกอบการ
โดยเฉพาะในประเด็นการขึ้นค่าจ้างตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นหรือเป็นการตอบแทนการทำงานโดยตรง
เช่น เบี้ยขยัน ค่าทำงานกะ ค่าครองชีพ ชุดทำงาน ค่าอาหาร บริการรถรับ-ส่งพนักงาน
เป็นต้น
ข้อเสนอดังกล่าว คาดหวังว่าจะเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อป้องกันสกัดกั้นโรคระบาดการรับจ้างเหมาแรงงานหรือจ้างเหมาค่าแรงอย่างไม่เป็นธรรมไร้จรรยาบรรณทางธุรกิจขาดความรับผิดชอบต่อสังคมของนายจ้างจำนวนมาก
บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน
|