บทบาท หน้าที่ และงานของนักสวัสดิการสังคมในงานนโยบายสวัสดิการสังคม

นิยามที่สมบูรณ์ที่สุดของคำว่านโยบายสวัสดิการสังคมน่าจะเป็นของ Baker ซึ่งอยู่ใน The Social Work Dictionary 3rd ed. Washington D.C. NASW Press ที่กล่าวว่า นโยบายสวัสดิการสังคมเป็นกิจกรรมและหลักการที่ใช้ในสังคม ถือเป็นแนวทางที่ใช้ในการแทรกแซง (intervention) และสร้างกฏเกณฑ์ (regulation) ระหว่างมนุษย์ กลุ่ม ชุมชน และสถาบันสังคม หลักการและกิจกรรมนั้น เป็นผลมาจากคุณค่าและประเพณีของสังคม และมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น นโยบายสวัสดิการสังคมจึงรวมถึงแผนงาน โครงการในเรื่องการศึกษา สุขภาพอนามัย การแก้ไขและป้องกันปัญหาอาชญากรรม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทางสังคมซึ่งจัดทำโดยรัฐ องค์การเอกชน นอกจากนั้น นโยบายสวัสดิการสังคมยังมุ่งสู่จุดหมายของสังคม ซึ่งมีผลมาจากสิ่งตอบแทน (rewards) และข้อจำกัดของสังคม

นอกจากนั้น สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งสหรัฐอเมริกา(National Association of American Social Workers-NASW) ได้กำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบของนักสังคมสงเคราะห์ในด้านนโยบายสังคม ดังนี้
1. นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสังคมของประเทศ ตลอดจนนโยบายขององค์กร
2. นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีส่วนร่วมในการกระทำทางสังคมและทางการเมือง เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ในการช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับบริการที่เป็นความต้องการพื้นฐาน อย่างเท่าเทียมกันและต้องทำทุกอย่างในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานเช่น การมีงานทำ
3. พิทักษ์สิทธิในกฏหมายและการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อปรับปรุงสภาพสังคม และส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม
4. กระทำการเพื่อขยายโอกาสทางเลือกของประชาชนให้มีมากขึ้น ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่ถูกกดขี่ คนที่ถูกเอาเปรียบ คนที่ด้อยโอกาส
5. ส่งเสริมให้เคารพต่อวัฒนธรรมและความแตกต่างทางสังคมของคนทั้งในสหรัฐอเมริกาและคนทั้งโลก
6. ทำงานเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ เพศ วัย รสนิยมทางเพศ ภูมิภาค สถานภาพทางสมรส ความเชื่อทางการเมือง ความพิการทางกายและใจ

จากจรรยาบรรณที่กำหนดนี้จะเห็นว่า ทำให้ขอบเขตการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์กว้างขวางไปสู่ระดับมหภาค ทำให้นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนนักศึกษา นักปฏิบัติ ผู้บริหาร คนทำงานในระบบสวัสดิการสังคม ทั้งของรัฐและเอกชน จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในนโยบายของประเทศ ผ่านนโยบายวิชาชีพของตนเอง แนวทางในการทำงานด้านนโยบายของผู้เกี่ยวข้องจะไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน เช่น การจัดทำนโยบาย การริเริ่มและ เสนอนโยบาย ปฏิบัติตามนโยบาย พัฒนา ปรับปรุง กฎหมายนโยบายแล้วแต่ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความสนใจ ความพร้อมในสถานการณ์ทางวิชาชีพและทางสังคมของการสังคมสงเคราะห์นั้น ๆ

เครื่องมือการทำงานสังคมสงเคราะห์
เราเคยได้ยินคำกล่าวว่า เครื่องมือการทำงาน (professional tool) ของนักสังคมสงเคราะห์ไม่มีอะไรเลยนอกเสียจาก ”ตัวเอง” (Self is professional tool) ที่แตกต่างจากวิชาชีพอื่นที่มี “เครื่องมือ” ช่วยในการทำงาน เช่น แพทย์พยาบาล มีเครื่องมือที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่ในความคิดปัจจุบันที่ขอบเขตงานสังคมสงเคราะห์ก้าวหน้าและกว้างขวาง มีการยอมรับว่า ความรู้ข้อมูลคืออำนาจ นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้รู้เรื่องปัญหาสังคมทุกระดับดี ไม่ว่าเป็นปัญหาของประชาชนทั้งสังคม ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายทุกประเภทจะได้รับการยกย่องและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ นักสังคมสงเคราะห์ควรที่จะเข้าใจทั้งสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และแนวทางในการแก้ไขและป้องกันปัญหา ที่นักสังคมสงเคราะห์ถือว่าเป็นผู้รู้ดีที่สุดตรงที่อยู่ในสถานการณ์ของปัญหา ข้อมูลข้อเท็จจริงนี้ ผู้มีอำนาจต้องการทราบเพื่อเป็นเหตุผลในการกำหนดนโยบายและถือว่า “ข้อมูล” กำหนดนโยบายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจเลือกนโยบายของผู้มีอำนาจ อาจจะใช้หลักการ คุณค่าในการกำหนดนโยบายที่อาจจะมีข้อโต้แย้งกันได้ นักการเมืองอาจจะตัดสินใจด้วยเหตุผลความจำเป็นทางการเมือง เช่น ต้องปฏิบัติตามนโยบายของพรรคการเมืองของตนต้องคำนึงถึงฐานเสียงคะแนนในการเลือกตั้ง นักการเมืองอาจจะมีความคิดในเรื่องความเป็นธรรมในสังคม ความคิดเรื่องการกระจายทรัพยากร หรืออื่นๆ ที่แตกต่างไปและมีความลำเอียงทั้งทางผลประโยชน์และทางวิชาชีพ แต่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่พิสูจน์ได้ ว่ามีจริง ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมจริงพิสูจน์ความถูกต้องได้ บิดเบือนได้ยากกว่าเรื่องหลักการเหตุผล คุณค่าที่ยึดถือ จึงสรุปได้ว่า ความรู้เกี่ยวกับปัญหาของประชาชนและกลุ่มเป้าหมาย เป็นเครื่องมือที่ทรงอำนาจของนักสังคมสงเคราะห์ควรมีที่ยึดเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางวิชาชีพ

ปัจจุบันนี้มีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือเริ่มมีการคิดและเริ่มยอมรับว่า เครื่องมือในการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพอีกอย่างหนึ่งคือ ตัวนโยบาย ที่บ่งบอกสาระสำคัญที่ต้องใช้เป็นแนวทางในการบริหารและบริการ หากจะกล่าวเช่นนี้ก์ไม่ผิดเช่นกันเพราะนโยบายเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม เปรียบเทียบได้กับระบบกระบวนการยุติธรรมที่นักกฎหมายใช้ตัวบทกฎหมายเป็นเครื่องมือการปฎิบัติงาน อย่างไรเสีย ในเรื่องนี้ คงยังไม่เป็นที่ยอมรับในประเทศไทยมากนักเพราะว่าความสนใจในเรื่องนโยบายทุกระดับยังน้อยอยู่ ซึ่งหวังว่าในอนาคตอันใกล้จะเป็นที่สนใจมากขึ้น อย่างน้อยมีการยอมรับว่า “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือที่สำคัญ และต้องค้นคว้าสะสมไว้เพื่อการทำงานให้มากยิ่งขึ้นก็เพียงพอแล้ว และการยอมรับว่า “นโยบาย” เป็นเครื่องมือในการทำงานย่อมจะได้รับการพิจารณาพิสูจน์และยอมรับได้

ในระดับสากล ความคาดหวังของสังคมและของวิชาชีพต่อนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในเรื่องนโยบาย สวัสดิการสังคมสูงมาก คาดหวังว่า อย่างน้อยนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ต้องเข้าใจในนโยบายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ต้องสามารถประเมินความสัมพันธ์ของนโยบายต่อระบบสวัสดิการสังคมได้ Dean Piece กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพต้อง….(1)มีทัศนคติที่ดี(positive views) ต่อกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสวัสดิการสังคม (2)ต้องผสมผสานนโยบายเข้ากับงานของตนให้ได้ และต้อง(3)มีบทบาทที่เข้มแข็งในงานนโยบาย เช่น ต้องริเริ่มนโยบาย ต้องวิเคราะห์นโยบายได้ ให้คำปรึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนโยบาย ต้องจัดทำนโยบาย(policy making) ต้องทำงานเชิงรุก เพื่องานนโยบาย(Dean Piece หน้า 56)

นโยบายถือว่าเป็นสิ่งที่บังคับให้ปฏิบัติตาม ผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เองก็ต้องทำงานตามนโยบายขององค์กรของตน และองค์กรของตนก็ต้องทำงานตามนโยบายขององค์การของรัฐหรือเอกชน เช่น งานที่เกี่ยวกับการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์อาจจะทำงานด้วยการเขียน การพูด ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจกำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจ สนับสนุนโครงการและกลุ่มเป้าหมายขององค์การของตนเอง ซึ่งจะมีต่อการจัดทรัพยากรที่จะมาใช้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การและกิจกรรมกรอบโครงการหรือกลุ่มเป้าหมายได้

อาจกล่าวได้ว่า นักสังคมสงเคราะห์ นักสวัสดิการสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ไม่ว่าจะเป็นนักบริหารหรือนักบริการต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งสิ้น จะช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องอยู่ในกรอบของนโยบายที่เกียวข้องกับการให้บริการ เช่น นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวกับเรื่องความช่วยเหลือ ต้องอธิบายนโยบายให้ผู้บริหารในองค์การให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าใจ เช่น ในกรณีที่บริการของตนไม่อาจสนองตอบต่อปัญหาและความต้องการของเขาได้ หากจะสรุปว่า ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารไม่อาจมีอิสระจากนโยบายเห็นจะไม่ผิด เพราะองค์การของตนก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายของประเทศตลอดจนนโยบายที่สูงขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น

Charles Atherton เขียนไว้ในบทความเรื่อง Social Assignment of Social Work ใน Social Work Review 43 May 1969 pp.421-429ว่า หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานในสถาบันสวัสดิการสังคมนั้น มีสองเป้าหมาย เป้าหมายแรก คือ ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาทุกข์ยากให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ ตามบทบาทของแต่ละคน การทำงานลักษณะนี้ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องทำงานกับบุคคล ครอบครัว กลุ่ม ซึ่งเรียกงานระดับนี้ว่า สังคมสงเคราะห์จุลภาค อีกเป้าหมายหนึ่งของงานสังคมสงเคราะห์ ต้องทำงานกับสถาบันสังคม ซึ่งไม่ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายไม่ได้รับสิ่งที่ควรได้รับตามที่เขาต้องการคาดหวังตามบทบาทที่มีอยู่ในสังคม เป้าหมายที่สองนี้ เราเรียกว่า การปฏิบัติงานระดับมหภาค ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานระดับนี้ คือ การทำงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสวัสดิการสังคม
Popple ให้ความสำคัญเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคมมาก เขาเรียกวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ว่า policy-based profession เพราะวิชาชีพนี้ ถูกบังคับโดยนโยบาย ทั้งนโยบายของวิชาชีพ ทั้งนโยบายขององค์การ และทั้งนโยบายของสังคม ซึ่งแตกต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น แพทย์ ที่ต้องทำตามนโยบายวิชาชีพเท่านั้น เขาเรียกวิชาชีพแพทย์ว่า market-based profession ที่ต้องเคารพในนโยบายของวิชาชีพ และให้บริการที่มีคุณภาพต่อกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะสามารถสรุปได้ว่า นโยบายเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
1. นโยบายกำหนดจุดหมายของบริการ
2. นโยบายกำหนดลักษณะของผู้รับบริการ
3. นโยบายกำหนดว่าใครควรได้รับบริการ
4. นโยบายจะระบุทางเลือกของผู้รับบริการ
5. นโยบายจะกำหนดแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการให้บริการ (Popple, pp 18-20)

บทบาทของนักวิชาชีพต่อเรื่องของนโยบาย
เรามีหลักการที่เรายอมรับทางวิชาการอยู่ว่า คนเราที่อยู่ในสังคม ต้องทำหน้าที่ตามบทบาทที่สังคมกำหนด หากไม่เป็นไปตามนั้น ถือว่ามิใช่สมาชิกสังคมที่ดีเท่าที่ควร เช่นเป็นครูบาอาจารย์ จะต้องให้ความรู้แก่ศิษย์โดยมิปิดบัง ต้องให้คำแนะนำที่จริงใจเพื่อเขาจะได้เก่งกล้าสามารถ ที่จะทำหน้าที่ในสังคมต่อไปเช่น ครูบาอาจารย์ต้องเป็นตัวแบบทางจริยธรรม เพื่อที่เขาจะได้อยู่ในสังคมอย่างภาคภูมิใจ แต่บางครั้งครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่สังคมคาดหวังได้ ซึ่งก็มีหลายสาเหตุที่เราจะวิเคราะห์ออกมาได้ เป็นต้นว่าไม่ทราบว่าบทบาทของตนเป็นอย่างไร หรือทราบแต่ก็ทราบผิดๆ เช่นคิดว่าครูอาจารย์มีหน้าที่สอนอย่างเดียว บิดามีหน้าที่หาเงินเลี้ยงบุตรอย่างเดียวไม่ต้องช่วยมารดาอบรมเลี้ยงดูบุตร

การไม่ทราบอาจจะเป็นเพราะไม่มีใครบอก เมื่อไม่ทราบก็ไม่ปฎิบัติ และเมื่อไม่ได้ทำหน้าที่นั้นก็ไม่มีใครเตือน เราจึงเห็นครูบาอาจารย์ทำหน้าที่ผิดๆ หรือทำไม่เต็มที่ แต่ว่าไม่สามรถที่จะทำหน้าที่นั้นได้ เพราะศักยภาพไม่ถึง ไม่มีความรู้พอ ไม่มีประสบการณ์พอ ไม่มีใจที่จะทำ เพราะปัญหาส่วนตัวที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องเน้นที่ปัญหาส่วนตัวที่มีอยู่ ไม่ทำอย่างอื่นที่จำเป็นตามที่สังคมคาดหวังได้ บางทีก็มีบทบาทมากเสียจนไม่มีเวลาทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง จัดลำดับความสำคัญไม่ถูก หรือหลงไปทำหน้าที่รองจนลืมหน้าที่หลัก ทำงานหาเงินจนลืมดูแลอบรมสั่งสอนลูก ลูกก็เลยไปติดยา ทำความเสียหายให้แก่สังคมนอกบ้าน หรือมีหลายบทบาท แต่บทบาทขัดกัน ทำให้ปัญหาสังคมสงเคราะห์มีทวีคูณ

ในระบบสวัสดิการสังคมของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราก็มีปัญหาที่เราไม่เจริญก้าวหน้าที่เท่าที่เราต้องการ เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการสังคมของประเทศอื่น ทั้งทีคนของเราก็มีศักยภาพเช่นเดียวกับประเทศอื่น ความไม่สมบูรณ์ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานด้านนโยบายสวัสดิการสังคมไม่เต็มที่ ความรู้ความเข้าใจและยอมรับความสำคัญของเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องในนักวิชาชีพด้านนี้มีไม่มากพอ คนที่ทำงานด้านนโยบายไม่มากพอทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมากและการสังคมสงเคราาะห์ในประเทศที่ยังมุ่งเน้นบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการ“เป็นส่วนใหญ่และละเลยเรื่อง”อื่น ๆ ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและวิชาชีพของตน

หากจะตั้งคำถามว่า นักสวัสดิการสังคมมีหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคมมากน้อยเท่าไร และสมควรที่จะมีบทบาทอะไรบ้าง คงต้องแยกผู้คนในวงการออกเป็นหลายประเภทเช่น
1. คนมีอำนาจตัดสินใจ ผู้ตัดสินใจ กำหนดนโยบายแท้ๆ (policy decision maker) เช่นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารระดับสูงเช่นปลัดกระทรวงอธิบดี
2. คนจัดทำนโยบาย(policy maker)เช่นคนที่ต้องทำงานโดยตรงเช่นเจ้าหน้าที่หน่วยที่ต้องทำงานในหน่วงานนโยบายและแผนงาน จะเรียกว่าเจ้าหน้าที่นโยบาย (policy technician)
3. ผู้ต้องปฎิบัติตามนโยบาย (policy implimentator) ได้แก่นักบริหารผู้ให้บริการที่ต้องยึดนโยบายเป็นแนวทางในการทำงาน
4. นักวิชาการ/สื่อมวลชน
5. กลุ่มเป้าหมายที่ได้หรือเสียประโยชน์จากนโยบายสวัสดิการสังคมนั้น ๆ (Stakeholder)
6. และประชาชนทั่วไปที่เสียภาษีเพื่อให้นโยบายนั้นมีอยู่ได้

ความแตกต่างของหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคคลเหล่านี้เราทราบกันดีเมื่อเราศึกษาในเรื่องการบริหารและการจัดการโดยการพิจารณาได้ว่า ใครมีหน้าที่อะไรในองค์การว่า เราจะต้องทำอะไรบ้างในส่วนของนโยบาย คงเริ่มด้วยตามหลักการ หลักการบริหารนโยบายสวัสดิการที่เป็นสากล แล้วค่อยมาคิดกันว่า ในประเทศไทยเรานี้ บทบาทใดที่ยังทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลของความพร้อมขององค์การ ความพร้อมของตัวบุคคล ความพร้อมของความเข้าใจและทัศนคติของสังคม หรือความพร้อมเรื่องกฎหมาย กลไกต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่ มิเอื้อให้เป็นเช่นนั้น และให้ผู้อ่านพิจารณาต่อไปอีกนั่นเอง เรามีความพร้อมในส่วนไหน เราอยากจะทำอะไร เราขัดข้องอะไร เพียงแต่เราพิจารณาลักษณะของงาน นั้นให้ชัดเจนว่าคืออะไร ทำอย่างไร มีหลักการอย่างไร และมีเทคนิคการทำอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขอบเขตของหนังสือเล่มนี้ เน้นที่ คนจัดทำนโยบายและ ผู้ปฎิบัติตามนโยบายในรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไปจึงต้องการที่จะเน้นบทบาทและงาน(task)ในสำหรับคนสองกลุ่มนี้ งานที่เกี่ยวข้องกับงานนโยบายสวัสดิการสังคมมีดังนี้ การตัดสินใจเลือกนโยบาย การริเริ่มนโยบาย การนำเสนอนโยบาย การร่างนโยบาย การชี้แจงนโยบาย การทำความเข้ใจกับนโยบาย การเตรียมพร้อมรับ/ปรับตัวให้เข้ากับนโยบาย การสนับสนุน/คัดค้านนโยบาย การวิจารณ์นโยบาย การประเมินนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย การปฎิบัติตามนโยบาย การรณรงค์เผยแพร่นโยบาย

การริเริ่มนโยบาย บางครั้งผู้บริหารระดับสูงมาก ๆ อาจจะไม่สามารถริเริ่มนโยบายดีๆหรือนโยบายที่จำเป็นได้ ต้องเป็นหน้าที่และโอกาสของผู้บริหารระดับรองลงไปที่มีเวลาศึกษา ทบทวนและตัดสินใจว่านโยบายใดที่ยังขาดอยู่ นโยบายใดที่ล้าสมัยควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ การริเริ่มเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมาก และน้อยคนที่จะทำได้ แม้ว่ามีความรู้ มีประสบการณ์ และมีจิตใจที่อยากจะทำสิ่งใหม่ๆ หากว่ามิใช่คนที่มีความคิดริเริ่มประเด็นปัญหาที่สำคัญอยู่ที่ว่า หากเราเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับให้บริการเราจะเป็นคนที่คิดริเริ่มได้หรือไม่ คำตอบคือว่าได้ ถ้าเราอยากจะทำ หลักการง่าย ๆ ที่ทำกันอยู่คือ การทบทวนว่ามีอะไรอยู่แล้ว พอเพียงหรือไม่ ความเป็นจริง ความต้องการ ปัญหาของประชาชนที่มีอยู่เป็นอย่างไร นโยบายสวัสดิการสังคม โดยพิจารณาว่าสภาพสังคมที่เป็นอยู่ควรจะเป็นอย่างไร ประชาชนควรจะอยู่อย่างไร ควรจะดีขึ้นหรือไม่ ทุกวันนี้ ดีหรือไม่ ถ้ายังไม่ดี ขาดอะไรอยู่ นโยบายสวัสดิการสังคมใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ นโยบายสวัสดิการสังคมต้องมีที่มา มีสาเหตุ มีปัญหาจนจำเป็นต้องเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ต้องมีจุดหมาย แนวทาง กลไก มาตรการเพื่อดำเนินการตามที่ต้องการ
การช่างคิด กับคิดออก ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่สัมพันธ์กัน เราอาจจะช่างคิด แต่นโยบายที่จะออกมาต้องมีเหตุมีผล ตามหลักการเหตุผล เช่นว่าจะให้มีนโยบายนี้ ด้วยเหตุผลอะไร มิใช่ว่า มี เพราะชอบ อยากให้มีเหมือนประเทศอื่น ๆ กระทรวงอื่นสังคมอื่น ๆ หรือยากให้มีเพียงประโยชน์หากกลุ่มเป้าหมายขององค์การของตนก็คงจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

การนำเสนอนโยบาย การนำเสนอนโยบายจะต้องนำเสนอบุคคลหรือองค์การที่เหนือขึ้นไปนั้น เป็นงานที่สำคัญอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีการนำเสนอก็ไม่มีคนทราบและนโยบายก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ถือว่าไม่มีนโยบายนั่นเอง ปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนที่เสนอจึงจะมีน้ำหนัก เสนอให้ใคร กลุ่มใด คณะใด การนำเสนอนโยบายก็เหมือนกับการเสนอขายสินค้า เราต้องเสนอให้เขาซื้อ ย่อมต้องอธิบายในคุณภาพของสินค้าให้ชัดเจน เราก็ต้องมีหลักการ มีกลยุทธ เสนอแล้วคนยอมรับ สนับสนุน และ ปฎิบัติตาม หลักการนำเสนอก็ต้องเสนออย่างมีเหตุผลความจำเป็นต้องหนักแน่น นโยบายที่นำเสนอไปนั้น ต้องชี้ว่าใครได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ การนำเสนอต้องเรียบง่าย กระทัดรัดชัดเจน รัดกุม มองเห็นสาระสำคัญที่ระบุว่านโยบายมีเป้าหมายอย่างไร ต้องการแก้ปัญหาอะไร ต้องการสนองตอบปัญหาอะไร ต้องการให้โอกาสแก่ใคร จะดำเนินการได้อย่างไร จะประเมินผลกระทบนโยบายนั้นได้อย่างไร เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานแล้ว เป็นอย่างไร

การชี้แจงนโยบาย เมื่อนำเสนอนโยบายในหลักการ องค์ประกอบสำคัญแล้ว คงจะมีคำถาม มีความเห็น คำวิจารณ์ตามที่แน่นนอนต้องมีทั้งการสนับสนุนและโต้แย้ง เพราะต้องยอมรับว่า ความเชื่อ ความเห็น ค่านิยมของคนนั้นไม่เหมือนกัน ยากที่จะให้คนทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้แม้ว่าความรู้ประสบการณ์เหมือนกันก็ตาม ข้อซักถามต้องมี ไม่มากก็น้อย ข้อซักถามอาจจะมาจากการไม่เข้าใจจริง ๆ หรือแสร้งที่จะไม่เข้าใจ หรือซักถามเพื่อให้เห็นว่าผู้ถามมีความสำคัญสำหรับนโยบายนั้นๆ การชี้แจงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่นกรรมธิการงบประมาณ ผู้ให้ทุนสนับสนุน ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูง ดูเหมือนว่าจะยุ่งยากกว่า การชี้แจงต่อกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ทำงานในระดับเดียวกันแต่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

การผลักดันนโยบาย การผลักดันนโยบาย หมายรวมถึงการริ่เริม ชี้แจง การวิ่งเต้นให้มีการยอมรับ การอธิบาย การนำเสนอ เงื่อนไขอยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับในแนวนโยบายนั้น ต้องมีการผลักดันให้นโยบายนั้นเกิดและผ่านไปตามครรลอง ให้มีการนำนโยบายไปใช้ทางปฏิบัติให้ได้ เรื่องการผลักดันนโยบายคงใช้กลยุทธพิเศษหลายอย่างเช่น การให้กลุ่มผลประโยชน์กดดัน การใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือกดดัน เป็นต้น

การร่างนโยบาย ความหมายของว่า การร่าง อาจจะไม่ใช่การร่างอย่างที่เราเข้าใจ คือร่างที่แปลว่าไม่สมบูรณ์ ร่างนี้อาจจะสมบูรณ์หากแต่ว่ายังมิได้อนุมัติ ต้นร่างอาจจะสมบูรณ์อย่างเต็มที่เพียงแต่ยังไม่ได้ผ่านกลไกต่าง ๆ ที่จำเป็นเท่านั้น หน้าที่ของผู้อ่านอาจจะถูกมอบหมายให้ยกร่างนโยบาย ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ สำหรับนักบริหารที่ยังไม่อาวุโสพอ แต่มีความสามารถพิเศษในเรื่องการเขียน การลำดับเรื่อง ที่ทำให้ผู้อ่านที่จะตัดสินใจ จะดำเนินตามนโยบายนั้น ๆ ได้เข้าใจ ได้เห็นด้วย โดยไม่ต้องมีการซักถาม โดยมิต้องมีการชี้แจงรายละเอียดที่ไม่จำเป็น เรียกว่า ถ้าร่างดี ก็ไม่จำเป็นต้องชี้แจงมาก อะไรทำนองนั้น เราได้ยินคำว่า นโยบายไม่ชัดเจน คลุมเครือ หรือชัดเจน ตรงประเด็นเป็นเรื่องผลการร่างนโยบายทั้งสิ้น

การให้ข้อมูลนโยบาย นโยบายที่ดี คือมีเหตุผลดี มีจุดหมายชัดเจน มีกระบวนการกำหนดนโยบายที่ดี แต่ก็ต้องมีข้อมูลที่พอเพียงและทันสมัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่เน้นที่ปัญหา ความต้องการ โอกาสที่ควรจะได้ผู้ที่รับผิดชอบคงจะทำงานหนักที่จะต้องหาข้อมูลที่ต้องการอย่างทันสมัย ครบถ้วนสมบูรณ์หากไม่กระจายความรับผิดชอบไปสูผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หน้าที่การให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายเป็นหน้าที่ของคนทำงานทุกระดับรวมทั้งนักวิชาการที่ทำงานด้านการศึกษาวิจัยด้วย นับว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางอ้อมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมในเรื่องการจัดระบบข้อมูลในองค์การที่ตนรับผิดชอบที่พร้อมจะนำเสนอได้ทุกเมื่อที่เดียว แปลว่าข้อมูลดังกล่าวต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อนำเสนอไปเป็นขั้นตอนนโยบายจะได้ไม่ผิดพลาด

การวิเคราะห์นโยบาย ได้กล่าวมาแล้วว่า งานวิเคราะห์นโยบายเป็นงานสำคัญมากกระบวนการวิเคราะห์นโยบายเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ต้องมีวิธีการ เช่น การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหา การอธิบายปัญหา การตีความ การกำหนดขอบเขตของปัญหา ในนโยบายที่สำคัญ จะต้องใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือ ที่เรียกกันว่า การวิจัยนโยบาย การวิเคราะห์นี้เป็นงานของนักวิชาการเป็นหลักการวิเคราะห์นโยบายสวัสดิการสังคม เป็นงาน (Task)ซึ่งอยู่ในทุกขั้นตอนของงานนโยบายสวัสดิการสังคม ไม่ว่าจะเป็นก่อนจะมีนโยบาย มีนโยบายเรียบร้อย และเมื่อนโยบายดำเนินไปแล้วช่วงหนึ่ง มิใช่เพียงสรุปว่า นโยบายที่เราวิเคราะห์ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง สัมพันธ์กับเรื่องอื่นอย่างไร สัมพันธ์กับนโยบายอื่นอย่างไร แต่เราต้องกำหนดว่าบทสรุปเราต้องการอะไร ต้องการเพียงว่า เหตุใดนโยบายสวัสดิการสังคมนั้นจึงเป็นเช่นนั้นหรือต้องการคำตอบว่า โดยรวมเป็นอย่างไร ดี หรือไม่ดี ประชาชนผุ้เกี่ยวข้องพอใจหรือไม่ โดยที่ระบุให้ชัดว่า ดี มีความหมายว่าอะไร ระดับของดีเป็นอย่างไรบ้าง แม้บางคำตอบว่าสัมพันธ์ก็ต้องตอบว่าสัมพันธ์กันในระดับใด และการวิเคราะห์นโยบายต้องมีเหตุผลมีรูปธรรมและอย่างไรมายืนยันเพื่อให้เกิดความเชื่อถือด้วยคำตอบที่ชัดเจนผู้วิเคราะห์ ต้องพยามจะหาตัวชี้วัด(indicator) ที่พยายามจะให้ออกมาเป็นรูปธรรม ผลวิเคราะห์จึงจะได้รับความเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ในระบบสวัสดิการสังคม นักสวัสดิการสังคมและนักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในนโยบายสวัสดิการสังคมเพราะองค์ประกอบนั้นประประกอบด้วยระบบที่สัมพันธ์และมีผลแห่งกันทั้ง 3 ส่วน คือ นโยบาย การบริหาร และบริการ นักบริหารและนักบริการจะต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว นอกจากนั้นประเด็นที่จะย้ำในตอนนี้ คือ เราจะต้องวิเคราะห์นโยบายนั้นให้ชัดเจน ผู้เขียนหมายความว่านักบริหารและนักสังคมสงเคราะห์ ทุกคนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจพอที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้นได้อย่างดีและดีพอที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายขององค์กรของตน นอกจากนี้ต้องเข้าใจในนโยบายที่เกี่ยวข้องพอที่จะวิจารณ์และพยามยามที่จะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนานโยบายนั้นดีพอที่จะแปรไปสู่กลไกและกลยุทธการบริหารตลอดจนการให้บริการทีเดียว วิธีที่จะเข้าใจเป็นอย่างดีก็คือการต้องวิเคราะห์นโยบายนั้นให้ได้

การวิจารณ์นโยบาย การวิจารณ์ส่วนใหญ่จะเป็นงานของนักวิจารณ์ ผู้ได้หรือเสียประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว อาจจะเป็นการวิจารณ์โดยวาจา หรือวิจารณ์โดยลายลักษณ์อักษรผ่านการประชุมสัมมนา ผ่านสื่อมวลชน หรือวิจารณ์ตรงไปที่ผู้ร่างหรือผู้ตัดสินใจในนโยบายนั้นๆ การวิจารณ์ที่ดี ต้องเป็นการวิจารณ์ที่สร้างสรร มีเหตุมีผล พร้อมเสนอแนะสิ่งที่ดีกว่าให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง

การรณรงค์เผยแพร่นโยบาย การเผยแพร่นโยบายเป็นเรื่องสำคัญ น่าจะต้องทำก่อนทั้งก่อนจะมีนโยบายและเมื่อมีนโยบายแล้ว เราจะเคยได้ยินคำว่า โยนหินถามทาง เป็นการหยั่งเสียงว่านโยบายนั้นควรทำหรือไม่ หรือคำว่าการทำประชาพิจารณ์ (public hearing) เพื่อประมวลความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องในนโยบายนั้นก่อนที่จะออกนโยบาย แล้วจึงค่อยเผยแพรเพื่อว่าจได้ให้ผฃุ้เกี่ยวข้องทราบว่าจะมีนโยบายนั้นๆแล้ว ผู้เกี่ยวข้องควรทราบ นักวิชาชีพในองค์การเตรียมตัวทำงานในเรื่องนั้น คนที่จะได้รับประโยชน์ก็เตรียมสุขใจเมื่อนโยบายที่ตนเองจะได้อะไรบ้างเป็นต้น

การโน้มน้าวให้ผ่านหรือไม่ผ่านนโยบาย คำนี้ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนัก หากกล่าวว่า การล้อบบี้(lobby) จะเข้าใจมากกว่า งานล้อบบี้ เป็นงานสำคัญของผู้ปฎิบัติงานและผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ของนโยบายที่สำคัญ ต้องใช้เทคนิคจิตวิทยาการเมืองที่สูง บางครั้งก็ต้องมีการต่อรอง ต่อรองแลกเปลี่ยนเพื่อจะให้ผลการล้อบบี้ได้ผล

การปรับตัวปรับองค์การให้เข้ากับนโยบาย ได้กล่าวมาแล้วถึงความสคัญของนโยบายที่มีผลกระทบต่อระบบสวัสดิการสังคม เมื่อเป็นเช่นนั้น นักสวัสดิการสังคมทุกระดับต้องปรับตัวปรับใจปรับองค์การของตนให้เข้ากะบยนโยบาที่เหนือขึ้นไปเสมอ อาจจะเป็นการศึกษา นโยบาย วิเคราะห์นโยบายไปด้วย และมาดูว่าองค์การของตน ระบบบริการของตนจะต้องปรับกลไก ปรับกลยุทธในการทำงานหรือไม่

การเลือกนโยบาย เมื่อมีนโยบายสองอย่าง ต้องเลือก เช่นเมื่อมีงบประมาณจำกัด เมือมีคนจำกัด ไม่สามรถดำเนินการในหลายนโยบายได้ จึงต้องเลือกว่าทำอะไรในหลายทางเลือกที่มีอยู่ หรือเลือกทำอะไรก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงทำในนโยบายอื่นที่มีความสำคัญรองลงไป การเลือกนโยบายในส่วนนี้ก็เป็นเรื่องการตัดสินใจ แต่หัวใจการตัดสินใจอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญของเรื่อง หลักการหาเหตุผลสนับสนุนจะต้องนำมาใช้ว่าจะทำด้วยเหตุผลอะไร งานของผู้ตัดสินใจ ต้องเลือก เลือกสิ่งที่ดีที่สุด ในเรื่องการตัดสินใจในนโยบาย อาจจะไม่สามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุด หากเป็นการเลือกในสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด คุ้มค่ามากที่สุด

การตัดสินใจในนโยบาย การตัดสินในในนโยบายหมายความว่า ตัดสินใจว่าจะทำมีหรือไม่มีนโยบายนั้น การตัดสินในเป็นกระบวนการที่สำคัญของงนักบริหารทุกระดับ การตัดสินใจว่าจะมีหรอไม่มีนโยบายคงต้องเห็นคุณค่าของนโยบายนั้นเสียก่อน ว่านโยบายดังกล่าจะแห้ปัญหาของคนในสังคมหรือปัญหากลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ นโยบายนั้นจะสนองตอบความต้องการของคนในสังคมหรือกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ หลักคิดนี้ พิจารณาจากจุดหมายของนโยบาย แต่ผู้คนอาจจะตัดสินใจต่อไปอีกว่า ผู้ตัดสินใจจะได้อะไรหรือไม่ จะสูญเสียอะไรหรือไม่ มองให้ชัดเจน การได้หรือเสียจะมีอยู่ในนโยบาย นโยบายเกี่ยวกับทางด่วน มีผลดีผลเสียต่อคนกรุงเทพ อาจจะไม่เป็นผลดีต่อคนต่างจังหวัด

จึงจะเห็นว่าการตัดสินใจของผู้มีอำนาจที่มีฐาทางการเมืองต่างจังหวัดจะไม่พิถีพิถันมากนัก เพราะความสูญเสียของตนจะไม่มี
การตัดสินใจ เป็นเรื่องขอองการตกลงใจในสองสิ่ง คือทำหรือไม่ทำ กระบวนการของการตัดสินใจคือการพิจารณาถึงทางเลือกว่าทางที่จะมีนโยบาย จะได้อะไร จะเสียอะไร และต้องมีข้อมูลอย่างพร้อมและทันสมัยด้วย และเป็นที่ยอมรับว่า ในการทำงานบริหารและนโยบายสมัยใหม่ เขาจะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมตัดสินใจ จึงมีเรื่องคณะกรรมการในเรื่องที่สำคัญ จึงมีการให้มีประชาพิจารณ์ หรือมติมหาชน อย่างที่เราทราบ ในเรื่องของนโยบายเราจึงคุ้นกับเรื่องนี้อยู่พอสมควร

นักสวัสดิการสังคมต้องทำงานด้านนโยบายมากน้อยเท่าใด
ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในประเทศไทย งานสวัสดิการสังคมไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าประเทศอื่นที่มีศักยภาพในการทำงานของนักสวัสดิการสังคมที่เท่าเทียมกัน มีสภาพทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่เท่าเทียมกัน ปัญหาส่วนหนึ่งคือนโยบายด้านสวัสดิการสังคมของประเทศไทยนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การจัดสรรทรัพยากรสำหรับระบบสวัสดิการสังคมไม่เป็นธรรม วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคมยังมิใช่ในระดับวิชาชีพ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการมีส่วนร่วมของนักสวัสดิการสังคมในประเทศยังไม่มากและไม่ทรงอิทธิพลพอ ที่เป็นเช่นนี้ น่าจะมาจากความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคมไม่ลุ่มลึกพอที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งที่ความจริงแล้วจะต้องเป็นอย่างที่ Jansson กล่าวคือ นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานสายตรง หัวหน้างาน ผู้บริหารองค์การต้องทำงานเกี่ยวข้องกับนโยบายสังคมทั้งสิ้น เขาเหล่านั้นต้อพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ เพื่อขจัดช่องว่างระหว่างนโยบายที่เขาต้องการ และนโยบายที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์การ งานในระดับชุมชน หรือการกำหนดและการบังคับใช้ (Jansson, p.17)

ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย งานสวัสดิการสังคมไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าประเทศอื่นที่มีศักยภาพในการทำงานของนักสวัสดิการสังคมและสภาพทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่เท่าเทียมกัน ปัญหาส่วนหนึ่งมาจานโยบายด้านสวัสดิการสังคมของประเทศไทยที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม การจัดสรรทรัพยากรสำหรับระบบสวัสดิการสังคมไม่เป็นธรรม วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคมยังมิใช่ระดับวิชาชีพ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการมีส่วนร่วมของนักสวัสดิการสังคมในประเทศยังไม่มากและมีอิทธิพลเพียงพอ สาเหตุหลักน่าจะมาจากการขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคมที่จะนำไปสู่การปฎิบัติ ทั้งที่ความจริงแล้วจะต้องเป็นอย่างที่ Jansson กล่าวคือ
นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานสายตรง หัวหน้างาน ผู้บริหารองค์การต้องทำงานเกี่ยวข้องกับนโยบายสังคมทั้งสิ้น เขาเหล่านั้นต้องพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ เพื่อขจัดช่องว่างระหว่าง นโบายที่เขาต้องการและนโยบายที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์การ งานในระดับชุมชน หรือการกำหนดและการบังคับใช้………. (Jansson, 17)
นักสวัสดิการสังคมในระดับบริหารและนโยบายต้องทำงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรองเช่นการตัดสินใจในนโยบาย การเลือกนโยบายการริเริ่มนโยบายการนำเสนอนโยบายการผลักดันนโยบายการร่างนโยบายการชี้แจงนโยบายการให้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย การเข้าใจนโยบายการคาดคะเนนโยบายการปรับองค์กร/บริการให้เข้ากับนโยบาย

การสนับสนุน/คัดค้านนโยบายการนำนโยบายไปแปลงไปเป็นการบริหารการวิจัยเพื่องานนโยบายการรณรงค์เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนการวิเคราะห์นโยบายการวิจารณ์นโยบายการประเมินนโยบาย แต่ส่วนใหญ่ต้องยอมรับกันว่าการปฏิบัติงานด้านนโยบาย คือ การทำงานที่ใช้ 1) ความคิดวิเคราะห์ 2) การดำเนินการแทรกแซง 3) การอธิบายหลักการ งานทั้งสามอย่างนี้ต้องใช้ใน การพัฒนา ออกนโยบาย ดำเนินงานตามนโยบาย ตลอดจนดำเนินตามนโยบายนั้นๆ งานด้านความคิดวิเคราะห์ประกอบด้วย การใช้เหตุผลและข้อมูล การวิจัย การชี้ทางเลือกต่างๆของนโยบาย และการร่างข้อเสนอเพื่อจัดทำนโยบายการวิเคราะห์

งานนโยบายสวัสดิการสังคมมากมาย กว้างขวาง เพราะเป็นแนวทางที่เกี่ยวกับมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย บางครั้งความกว้างขวางนี้ มิใช่เพียงลักษณะของนโยบายเท่านั้น แต่เพราะความต้องการของมนุษย์ที่มากมามายไม่สิ้นสุด พร้อมการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมนุษย์และสังคม จึงทำให้ของเขตของนักวิชาชีพสวัสดิการสังคมกว้างขวางมากขึ้นตลอดเวลา

ศาสตราจารย์ยุพา วงศ์ไชย