"มันเป็นเพียงวันนี้เท่านั้นเอง"

เมื่อยี่สิบปีก่อน ระหว่างคืนวันอันมืดมิดสิ้นหวังที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้คบหาเสวนากับเพื่อนมิตรเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งเพื่อแสวงหาทางออก นั้นไม่ได้แปลว่าเราได้พบคำตอบสุดท้ายที่เป็นสัจธรรมตรงกัน เปล่าเลย เราต่างคนต่างมีแนวคิด ความเชื่อ ภูมิหลัง และประสบการณ์การแตกต่างกันเกินไป และเรา "วิวาทะ" กันอย่างซื่อๆ เปิดเผยตรงไป ตรงมาหลายต่อหลายรอบจนได้ข้อสรุปว่าเราหาข้อสรุปไม่ได้

ทว่าผลพวงที่ผมและเพื่อนเอ็นจีโอกลุ่มนั้นได้คือกัลยาณมิตร และเพื่อนร่วมทางที่ทำให้อุ่นใจว่าตนเองไม่ได้บ้าดั้นด้นค้นหาอยู่คนเดียว เราไม่พบสิ่งที่เราหา แต่เราได้ความหวัง ความฝัน ที่ทำให้เรากล้าหาญมีความมุ่งมั่นและกำลังใจที่จะอยู่รอดคืนแห่งการไม่พบอันมืดมิดและยาวนานที่สุดนั้นมาได้

ปีใหม่นี้เมฆตั้งเค้ามืดทมึนทั้งในประเทศและสากล ทำให้คิดถึงบทกลอนที่ผมเขียนให้เพื่อนๆ เอ็นจีโอยี่สิบปีที่แล้ว ขอยกมากล่าวซ้ำเป็นกำนัลเพื่อปลุกปลอบขวัญกำลังใจพี่น้องผองเพื่อนผู้บาดเจ็บบอบช้ำจากอสัตย์อธรรมทุกคน

"เวลามืดคนมักจะพักผ่อน
ไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั่งหาวหวอ
ขยับตีนกลัวเตะสะดุดตอ
นั่งตัวงอรอฝันตะวันแวว
หนวกต่อเสียงร่ำไห้ในคืนหิว
บอดต่อทิวคนทุกข์ที่ทอดแถว
ใบ้ต่อถ่อยอธรรมมวลไม่ทวนแนว
โอ้มืดจริงยิ่งแล้วหนอยุคนี้
"เราคือคนไม่ท้อต่อความมืด
คือพันธุ์พืชผู้กบฏต่อภูติผี
ตาไม่เห็นทางหรือมือเรามี
คืบไปทีละก้าวเราคลำทาง
นานไหมหนอจะทอแสงตะวันใส?
ยากลำบากเพียงไหนอะไรขวาง?
เราเมื่อยเหน็บเจ็บร้าวเราครวญคราง
เราเคว้งคว้างหงอยเหงาเราเพลียใจ
ระหว่างการเดินทางอ้างว้างนั้น
มือต่อมือพบกันดังฝันใฝ่
ใจต่อใจผูกมิตรสนิทใน
เธอคือใคร? เป็นใครในเส้นทาง?
คือนักบวชบำเพ็ญโพธิสัตว์
คือนักปฏิวัติพลิกโลกกว้าง
คือผู้ใฝ่ความรู้ผู้แคลงคลาง
คือผู้บุกเบิกถางหนทางจร
"กัลยาณมิตร
สมญานี้ชวนสนิทสโมสร
ซึ่งซ้ายขวาเหลืองแดงแบ่งข้างตอน
ก็เพียงมายาหลอนรำคาญใจ
ล้วนคือสามัญชนสูงสง่า
ล้วนเกิดมาเป็นมนุษย์สุดยิ่งใหญ่
ล้วนผู้ที่ไม่ท้อต่อทุกข์ภัย
ล้วนนักเดินทางไกลไม่รอรี
"นักเดินทางประกาศป่าวข่าวความฝัน
ด้วยสองมือจะปั้นสุริย์ศรี
ความมืดดับอับแสงแห่งปฐพี
มันเป็นเพียงวันนี้เท่านั้นเอง"

 

ยี่สิบปีให้หลัง ถามว่า "ข่าวความฝัน" ดังกล่าวเป็นเพียง "นิยาย" ใช่หรือไม่? เพียง "มายาคติ" ใช่หรือไม่? ในเมื่อมันไม่ใช่ "ความจริง" ยังจะมัวไปเพ้อฝันถึงมันอยู่ไย?

ก็อาจจะใช่ แต่เราอยู่รอดยี่สิบปีนี้มาได้ ก็ด้วยอาศัย "นิยาย" หรือ "มายาคติ" ที่ว่าเป็นเชื้อไฟจุดชีวิต และถ้าคิดดูให้ดี มนุษย์เราทุกคนต่างก็มี "นิยาย" ประจำตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีชีวิตใครอยู่รอดและอยู่ได้โดยอยู่แต่กับ "ความจริง" หรอก เราอยู่มาได้ก็ด้วย "นิยาย" ประจำชีวิตคนละเรื่องสองเรื่องเหมือนๆ กัน

"ความจริง" วันนี้มืดอย่างนี้ ได้เวลาเล่า "ข่าวความฝัน" สู่กันฟังอีกแล้ว


เกษียร เตชะพีระ

มติชนรายวัน 3 มกราคม 2546