บทบาทของธุรกิจ-อุตสาหกรรมในการพัฒนาท้องถิ่น

*...ธุรกิจ/อุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญการท้าทายทั้งจากภายในและภายนอก...*
คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การประกอบธุรกิจ/อุสาหกรรมในประเทศไทยทุกวันนี้ ไม่ง่ายเลย อย่างน้อยก็ไม่ง่ายเหมือนเมื่อ 5-10 ปี มาแล้ว มีแรงบีบ แรงกด ปัญหา อุปสรรค สาระพัดอย่าง ทั้งจากภายในประเทศ และจากการแข่งขันระหว่างประเทศ บางกรณี เขาก็เข้ามาแข่ง มาแย่ง มาชิง ส่วนแบ่งตลาด ถึงในมุ้งบ้านเราเลยทีเดียว หรือถ้าพูดในเชิงบวกหน่อย ก็คงกล่าวได้ว่า ธุรกิจ/อุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันต้องเผชิญการท้าทายรอบด้าน เพื่อจะอยู่รอด มีกำไร พร้อมเป็นกำลังให้กับสังคมไทยในการพัฒนาสู่อนาคต

*...ชะตาของธุกิจ/อุตสาหกรรมกับชะตาของสังคมเป็นของคู่กัน...*
'ธุรกิจ/อุตสาหกรรม' เป็นเสมือน 'ครัว' ของสังคม ในขณะที่ 'เกษตรกรรม' เปรียบเสมือน 'ไร่นา' ครอบครัวต้องมีทั้ง 'ไร่นา' และ 'ครัว' ฉันใด สังคมก็ต้องมีทั้ง 'เกษตรกรรม' และ 'ธุรกิจ/อุตสาหกรรม' ฉันนั้น ชะตาของธุรกิจ/อุตสาหกรรม กับชะตาของสังคม จึงเป็นของคู่กัน เป็นเรื่องเดียวกัน ดีด้วยกัน เสื่อมด้วยกัน

ถ้าธุรกิจ/อุตสาหกรรมเจริญรุ่งเรือง สังคมก็ได้รับผลดี ธุรกิจ/อุตสาหกรรมลำบาก สังคมก็ย่อมได้รับผลกระทบ ดังเช่นในขณะนี้ ในทางกลับกัน สังคมที่ลำบาก สังคมที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมืองการปกครอง ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ย่อมไม่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจ/ อุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าและมั่นคงยั่งยืนได้ เว้นแต่นักธุรกิจ/อุตสาหกรรม ผู้ฉวยโอกาสและขาดความรับผิดชอบบางคนที่อาจหากำไรจากความเดือดร้อนยากลำบากของผู้อื่น เช่นคนที่ค้ากำไรยามสงคราม เป็นต้น หรืออาจเป็นธุรกิจที่มีความสุจริตถูกต้อง เช่น ผลิตหรือขายอุปกรณ์บรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ทำให้ได้กำไรดี แต่ก็ไม่น่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริง เมื่อคำนึงว่า ได้กำไรจากความลำบากของผู้อื่น และเป็นความลำบากที่สังคมหรือมนุษย์ร่วมกันสร้างเหตุขึ้นเอง และในระยะยาว ธุรกิจ/อุตสาหกรรมเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะยั่งยืน เพราะสังคมควรจะพยายามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษที่ต้นเหตุมากกว่ามาแก้หรือบรรเทาที่ปลายเหตุ

*...สังคมไทยมีสองส่วน คือส่วนบนและส่วนล่าง ซึ่งควรอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล...*
เมื่อพูดถึงสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมของประเทศกำลังพัฒนา คงต้องกล่าวว่าเรายังเป็นสังคมที่มีสองส่วน คือส่วนบนและส่วนล่าง

'ส่วนบน' ได้แก่ คนชั้นกลาง ผู้มีอันจะกิน นักธุรกิจ/อุตสาหกรรม นักวิชาชีพ นักการเมือง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่บริษัท เป็นต้น

'ส่วนล่าง' ประกอบด้วย เกษตกรส่วนใหญ่ ผู้ใช้แรงงาน คนยากจน ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีรายได้น้อย ถ้านับจำนวนคน ก็อาจประมาณได้ว่า ครึ่งต่อครึ่ง สัดส่วนจะเป็นเท่าไรแน่ คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ว่า สังคมที่ยังแบ่งได้เป็นสองส่วนเช่นนี้ ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์และ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนทั้งสอง และหาทางทำให้ทั้งสองส่วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งนำไปสู่การเป็น 'สังคมเข้มแข็งมั่นคง' ด้วยกัน

*...ธุรกิจ/อุตสาหกรรมโดยเฉพาะในภูมิภาคมีปฏิสัมพันธ์สูงกับสังคมส่วนล่างอยู่แล้ว...*
สำหรับธุรกิจ/อุตสาหกรรมโดยทั่วไป ถ้าถือว่าเป็น 'พลเมือง' ของสังคม ก็ต้องนับอยู่ในสังคมส่วนบน แต่ขณะเดียวกันก็มักมีปฏิสัมพันธ์สูงกับสังคมส่วนล่าง เช่น จ้างแรงงานจากสังคมส่วนล่าง รับซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากคนในสังคมส่วนล่าง จ้างเหมางานบางส่วนให้คนในสังคมส่วนล่าง ขายสินค้าหรือบริการให้คนในสังคมส่วนล่าง เป็นต้น ยิ่งถ้าขยายคำว่า 'คนในสังคมส่วนล่าง' ให้รวมถึง 'ครอบครัว' ด้วย ก็จะเห็นว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจ/อุตสาหกรรมกับคนในสังคมส่วนล่างนั้น มีมากมาย ลึกซึ้ง กว้างขวางและมีความหมายมาก ทำให้ควรคิดต่อไปว่า ระหว่าง 'ธุรกิจ/อุตสาหกรรม' กับ 'คนในสังคมส่วนล่าง' ควรเกื้อกูลกันอย่างไร จึงจะช่วยให้เกิดความเจริญมั่นคงอย่างยั่งยืน

*...คนในสังคมส่วนล่างส่วนใหญ่อยู่ในชนบทและในชุมชนแออัดในเมือง...*
คนในสังคมส่วนล่าง ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในท้องถิ่นชนบททั่วประเทศ จำนวนมากเป็นเกษตรกร หรือเป็นครอบครัวเกษตรกร อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบท แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย รับจ้างใช้แรงงาน หรือค้าขาย หรือให้บริการเล็กๆน้อยๆ ทั้งในชนบท ในเมืองขนาดเล็ก ในเมืองขนาดกลางและในเมืองขนาดใหญ่ รวมถึงในกรุงเทพมหานคร ในกรุงเทพมหานคร และในเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง เช่นในเขตเทศบาลเชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อยุธยา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต จะมีชุมชนแออัดอยู่มากบ้างน้อยบ้าง มากที่สุดคือในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชุมชนแออัดอยู่ประมาณ 1,200 แห่ง มีประชากรรวมกันอยู่ประมาณ 1,000,000 คน ส่วนชุมชนแออัดที่กระจายอยู่ในเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศ รวมแล้วมีอีกประมาณ 1,000 แห่ง คิดเป็นจำนวนประชากรอีกประมาณ 1,000,000 คน

*...คนในสังคมส่วนล่างกำลังมีความพยายามพึ่งตนเองและพัฒนาตนเองให้มากขึ้น...*
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนแออัดในเมือง หรือคนในชุมชน/หมู่บ้านชนบท ต่างได้มีความตื่นตัวในอันที่จะพัฒนาตนเองและพึ่งตนเองมากขึ้น เช่น มีการวางแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง มีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน หรือธุรกิจชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ธนาคารสัจจะออมรายวัน กลุ่มและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

รวมแล้วประมาณ 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีเงินออมรวมกันประมาณ 10,000 ล้านบาท นี้มิได้นับรวม “กองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง” (กองทุนละ 1 ล้านบาท) ที่รัฐบาลให้เงินไปตั้งในทุกหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง รวมประมาณ 73,000 กองทุน มีเงินหมุนเวียนประมาณ 73,000 ล้านบาท

สรุปได้ว่า ชุมชนท้องถิ่น ทั้งในชนบทและในเมือง ล้วนมีศักยภาพและความตั้งใจในการพัฒนาตนเอง รวมถึงการพัฒนาท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าเอื้ออำนวยให้ธุรกิจ/อุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นหรือใกล้เคียง พิจารณาเพิ่มบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นให้มากขึ้น

*...หลากหลายวิธีการที่ธุรกิจ/อุตสาหกรรม จะมีส่วนช่วยพัฒนาท้องถิ่น...*
การเพิ่มบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่น โดยผู้ประกอบธุรกิจ/อุตสาหกรรม สามารถทำได้ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือทำหลาย ๆ รูปแบบ ดังต่อไปนี้

1. ทำให้การดำเนินงานของธุรกิจ/อุตสาหกรรม นั้น ๆ มีครบทั้ง คุณธรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพ ถ้าทำได้ดังนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็ถือว่าเป็นพลเมืองดีที่ได้ทำประโยชน์ตามบทบาทหน้าที่ของตนอย่างน่าพึงพอใจแล้ว แต่ถ้าสามารถทำมากกว่านั้น แน่นอน ย่อมเกิดประโยชน์และน่ายกย่องสรรเสริญมากขึ้นไปอีก

2. หารือกับตัวแทนของกลุ่มคนต่าง ๆ ในท้องถิ่น เพื่อค้นหาลู่ทางในการสร้างสรรค์ประโยชน์ร่วมกันโดยทุกฝ่ายพอใจ การสร้างสรรค์ประโยชน์ร่วมกันย่อมมีได้ หลายวิธี ถ้าได้ปรึกษาหารือกัน น่าจะทำให้เห็นลู่ทางอันหลากหลายได้ไม่ยากนัก วิธีการเหล่านี้ คงจะรวมถึงการขยายโอกาสการจ้างงาน การพัฒนาเงื่อนไขการจ้างงานให้ดีกับทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้าง ฝ่ายผู้รับจ้าง และดีกับสังคมโดยรวม การรับซื้อสินค้า/บริการจากภายในท้องถิ่น การทำสัญญาร่วมงาน/ร่วมธุรกิจกับคนในท้องถิ่น การร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์หรือมีคุณค่าในท้องถิ่น เป็นต้น

3. บริจาคเงินสิ่งของเพื่อช่วยเหลือ/สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในท้องถิ่น วิธีนี้เป็นวิธีปกติที่ทำกันโดยทั่วไป และยังควรทำกันต่อไป ตามกำลังความสามารถ/ความศรัทธา ของธุรกิจ/อุตสาหกรรม แต่ละแห่ง หรืออาจตั้งเป็น 'กองทุน' หรือ 'มูลนิธิ' ในสังกัดของธุรกิจ/อุตสาหกรรมผู้เป็นเจ้าของเงินก็ได้ แล้วใช้เงินจากกองทุน/มูลนิธิดังกล่าวในการสนับสนุนกิจกรรมในท้องถิ่นอีกต่อหนึ่ง วิธีนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า 'Corporate philanthropy' และถ้าตั้งเป็นมูลนิธิในสังกัดของธุรกิจ/อุตสาหกรรม ก็เรียกว่า 'Corporate foundation'

4.ร่วมกับหลายๆ ฝ่ายในท้องถิ่นตั้งเป็น 'มูลนิธิเพื่อท้องถิ่น' (Community foundation) เพื่อระดมทุนมาสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่นอีกต่อหนึ่ง 'มูลนิธิเพื่อท้องถิ่น' (Community foundation) จะเป็นความร่วมมือของหลายฝ่าย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในท้องถิ่นหรือมีความผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่งกับท้องถิ่น ร่วมมือกันหลายฝ่ายในการจัดตั้ง ในการบริหาร ในการระดมทุน ในการกำกับดูแล ติดตามประเมินผล และปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุนที่ได้มาจะนำมาใช้ส่วนหนึ่ง และเก็บเป็นกองทุนสะสม (Endowment fund) อีกส่วนหนึ่งเพื่อจะได้มีทุนต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน และในการสนับสนุนกิจกรรมในท้องถิ่น ควรมีความหลากหลายตามสถานการณ์ ปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นแต่ละแห่ง

5. จัดให้มี 'กิจกรรมอาสาสมัครเพื่อท้องถิ่น' ในหมู่ผู้บริหารและพนักงานของธุรกิจ/อุตสาหกรรม แต่ละแห่งตามความสมัครใจ ประจวบกับรัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2545 นี้ เป็น 'ปีแห่งการพัฒนางานอาสาสมัครไทย' ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปี จึงเป็นการเหมาะสมที่ ธุรกิจ/อุตสาหกรรม ต่างๆ จะสนองนโยบายที่ดีเช่นนี้ของรัฐบาล พร้อมกับทำในสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ซึ่งธุรกิจ/อุตสาหกรรม หลายแห่งอาจทำอยู่บ้างแล้ว การเป็นอาสาสมัครไปทำประโยชน์ในท้องถิ่นหรือส่วนรวมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน่าชื่นใจ ทั้งต่อผู้เป็นอาสาสมัคร ต่อชุมชนท้องถิ่น และต่อธุรกิจ/อุตสาหกรรม ที่อาสาสมัครสังกัดอยู่ ถ้าใช้ภาษาอังกฤษก็ต้องเรียกว่าเป็น 'Win-Win' คือ ทุกฝ่าย 'ชนะ' หรือได้ประโยชน์นั่นเอง

*...สมาคม/สมาพันธ์ของธุรกิจ/อุตสาหกรรมสามารถช่วยส่งเสริมสนับสนุนเรื่องทั้งหมดนี้ได้มาก...*
การส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ/อุตสาหกรรม ให้มีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นได้มากยิ่งขึ้น และดียิ่งขึ้น น่าจะเป็นหน้าที่หนึ่งของสมาคม/สมาพันธ์ของธุรกิจ/อุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งย่อมรวมถึงหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยสามสถาบันหลักที่รับหน้าที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจในการประชุมหารือกับรัฐบาลภายใต้ระบบ กรอ. ดังเป็นที่ทราบกันอยู่ เพื่อการนี้ แต่ละสถาบันอาจตั้งเป็น 'โครงการ' ขึ้น โดยมีตัวแทนสมาชิกมาร่วมกันบริหาร จะได้มีความจริงจัง ต่อเนื่อง และยั่งยืน อาจใช้ชื่อว่า 'โครงการธุรกิจเพื่อสังคมไทย' 'โครงการอุตสาหกรรมไทยรักถิ่น' 'โครงการธนาคารเพื่อท้องถิ่นไทย' หรืออะไรทำนองนี้ เป็นต้น

สำหรับสถาบันที่สำคัญทั้งสามแห่ง งานนี้คงเป็นการท้าทายที่ไม่ยากเท่าใดใช่ไหมครับ


ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
ประธานกรรมการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ