โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในประเทศลาว

ความเป็นมา

- หลังจากการเปิดประทศ และต้องการการพัฒนาและเม็ดเงินเข้าประเทศ รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปปล) มองการขายไฟฟ้า จากเขื่อน เป็นหนทางการหารายได้ของประเทศ และมองว่าประเทศลาว ซึ่งมีแม่น้ำมาก และมีลักษณะพื้นที่เป็นเขตที่สูงและภูเขาล้อมรอบ มีศักยภาพสูง ในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลลาวมีรายได้จากการขายไม้ และการรับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งในแง่ของการให้เงินกู้ และการให้เปล่า

- ประชาชนลาวส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ทรัพยากรป่าไม้ และแม่น้ำที่ยังมีลักษณะ อาศัยประชากร 80% ของประเทศ ดำรงชีวิตโดยพึ่งพาธรรมชาติดินน้ำป่าไม้โดยตรง

- ในปัจจุบัน ประเทศลาวสร้างเขื่อนแล้ว เขื่อน คือเขื่อนน้ำงึม เขื่อนเซเซ็ด เขื่อนเซละบำ เขื่อนน้ำซอง เขื่อนน้ำเลิก เขื่อนเทิน-หินบูน เขื่อนไฟฟ้าทั้งหมดที่มีการขายไฟ ขายให้กับประเทศไทย

- ในปัจจุบัน มีข้อเสนอในการสร้างเขื่อนในลาวประมาณ เขื่อน เขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการเสนอมา เขื่อนมีมูลค่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขื่อนนี้จะสร้างบนน้ำเทิน ซึ่งเป็นสาขาใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแม่น้ำโขง ในเขตที่ราบสูงนากายที่เคยเป็นป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขตที่วางแผนว่าจะเป็นเขตอ่างน้ำ เป็นที่อาศัยของประชาชนเผ่าต่างๆ จำนวนราว 4,500 คน และมีประชาชนอีกประมาณ 130,000 คนที่อาศัยทรัพยากรปลา และการเกษตรในเขตลุ่มน้ำเทิน ที่ประกอบไปด้วยแม่น้ำอีกหลาสาย เช่นน้ำพิด และเซบั้งไฟ

- เขื่อนน้ำเทิน 2 สร้างโดยการลงทุนของบริษัทเอกชนในลักษณะที่เรียกว่า สร้าง-เป็นเจ้าของ-ดำเนินการ-โอนให้ (Build-Own- Operate- Transfer: BOOT) โดยหลังจาก 25 ปี รัฐบาลลาวจะได้รับโอนกิจการเขื่อนจากบริษัทเอกชน

บทบาทประเทศไทย และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

- แม้จะมีการเสนอให้สร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 มาตั้งแต่มาตั้งแต่ช่วงปี 2530 แต่เขื่อนน้ำเทิน 2 ยังไม่สามารถสร้างได้จนกระทั่งปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งคือเป็นเขื่อนที่ธนาคารโลกมีส่วนเกี่ยวข้อง ในฐานะผู้รับประกันการลงทุนของบริษัทเอกชน ธนาคารโลกถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการเขื่อนที่มีผลกระทบต่อประชาชนมาแล้วทั่วโลก ดังนั้น จนมาถึงปัจจุบัน ธนาคารโลกยังไม่ได้ทำการรับรองการลงทุนของบริษัทอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน แต่เรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบในหลายด้าน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่อรอง และผลักดันโครงการเขื่อนนี้ ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่เป็นที่ชัดเจนว่า ธนาคารโลกมีบทบาทหลัก ในการที่จะทำให้เกอฃิดการลงทุนในโครงการนี้หรือไม่

- ประเทศไทยมีบทบาทอย่างมาก ต่อกระบวนการการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 การรับซื้อไฟของไทย จะเป็น เงื่อนไขสำคัญของการสร้างหรือไม่สร้างเขื่อน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย นอกจากจะเป็นผู้ดูแลการซื้อไฟฟ้าจากลาว และดูแลเรี่องราคาแล้ว ปัจจุบันบริษัทไฟฟ้าไทย (EGCO) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกฟผ. ยังเข้าไปซื้อหุ้น และมีหุ้นส่วนถึง 25% ในบริษัท Nam Theun Electricity Consortium (NTEC) อีก 15% เป็นของบริษัทจัสมินของไทย 35% เป็นของบริษัทไฟฟ้าฝรั่งเศส และ 25% เป็นของรัฐบาลลาว

- ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยผู้ทำการเจรจากันในระดับการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ให้ความหวังกับรัฐบาลลาวเรื่อยมา โดยการเซ็นบันทึกความเข้าใจในการร่วมมือซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อกฟผ. เจรจาซื้อไฟฟ้า ปรากฏว่าราคาที่ตกลงกันได้ในปัจจุบัน ต่ำกว่าราคาคุ้มทุนที่ประเมินไว้มาก ( เซนต์ จากราคาคุ้มทุน เซนต์ที่ทางลาวตั้งไว้แต่แรก

- ในปัจุบัน สำนักงานอัยการสูงสุด กำลังพิจารณาสัญญาการซื้ออย่างเป็นทางการของโครงการนี้ และหากผ่านการพิจารณา จะนำไปสู่การเซ็นสัญญาซื้อ และรอขั้นตอน ที่ทางคณะกรรมการอำนวยการของธนาคารโลกจากประเทศต่างๆ จะรับรองความเสี่ยงในการลงทุนของบริษัทเอกชนต่อไป

ประเด็นการคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2

- ทรัพยากรป่าไม้ : เขื่อนน้ำเทิน 2 ทำลายสภาพแวดล้อม สังคม และวิถีชีวิตของชุมชนในเขตที่ราบสูงนากาย แม้ในปัจจุบัน ที่เขื่อนยังไม่สร้าง การตัดสินใจสร้างเขื่อน ก็ทำให้มีการทำไม้อย่างเข้มข้นในเขตที่กำหนดให้เป็นเขตอ่างน้ำจนหมดเกลี้ยงในเวลา 8 ปีเต็ม เฉลี่ยไม้ประมาณเกือบสองล้านลูกบาศก์เมตรที่ถูกนำออกจากเขตอ่าง และมีแนวโน้มว่า การทำไม้โดยผิดกฏหมายจะมีต่อไปในเขตลุ่มน้ำเทินและใกล้เคียง การสูญเสียป่าทำให้ที่ราบสูงนากาย สูญเสียสัตว์ป่าที่มีค่า รวมถึงสัตว์ป่าชนิดใหม่ที่ค้นพบเฉพาะในเขตที่ราบสูงนากาย ที่รู้จักกันดี คือสัตว์จำพวกกวาง เรียกว่าสาวหล้า (Saola หรือ Barking Deer)

- ทรัพยากรน้ำ: พบว่าเคยมีพันธ์เปลาอยู่ถึง 80 ชนิดในเขตน้ำเทิน เขื่อนเทิน-หินบูน ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2540 โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย และประเทศนอร์เวย์ ได้สร้างปัญหาให้ชุมชนประมงในเขตน้ำเทินอยู่ในปัจจุบัน การสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 จะสร้างปัญหาในลักษณะเดียวกันกับชุมชนในน้ำเทิน และเซบั้งไฟ ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา และสำหรับในเรื่องปริมาณน้ำ เขื่อนเทิน-หินบูนกับเขื่อนน้ำเทิน 2 จะมีผลแก่กันและกันในแง่ของปริมาณน้ำ และจะกระทบการใช้น้ำของประชาชน

- ประชาชน : ประชาชนในเขตที่ราบสูงนากายไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ พวกเขาได้รับรู้เกี่ยวกับโครงการหลังจากรัฐบาลตัดสินใจแล้ว ในปัจจุบัน ประชาชนประสบปัญหาความยากจนจากการที่ไม่สามารถทำการเกษตร และเก็บหาจากป่าไม้ได้อีกต่อไป ในปัจจุบัน รัฐบาล บริษัทสร้างเขื่อน และธนาคารโลก ได้ใช้ประเด็นการสร้างเขื่อนเพื่อช่วยลดทอนความยากจนมาใช้เป็นประเด็นสร้างความชอบธรรมในการสร้าง อย่างไรก็ตาม ความยากจนในปัจจุบันของประชาชนเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน และยังไม่มีหลักประกันอันใดที่จะแสดงให้เห็นว่า พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น การที่ประชาชนเผ่าต่างๆ ต้องโยกย้ายออกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ ในเขตที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และมาสามารถถึงทรัพยากรที่เคยได้ใช้สอย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกระเทือนโดยตรงกับพวกเขา และลูกหลานในรุ่นต่อไป

- ความไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจต่อประเทศลาว : การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของเขื่อน มิได้รับรองว่า ในระยะยาว เขื่อนน้ำเทิน 2 จะให้ผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับทางรัฐบาลลาว ในขณะที่มูลค่าของการสูญเสียทรัพยากร และวิถีชีวิตของประชาชนมีราคาสูง ผลประโยชน์ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเขื่อนในช่วงปีแรกๆ จะเกิดกับบริษัทเอกชนที่ลงทุน ซึ่งจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย และในขณะที่บริษัทเอกชนมีธนาคารโลกรับประกันความเสี่ยงจากการลงทุนให้ ความเสี่ยงของรัฐบาล หรือประชาชนในประเทศลาว ไม่ได้รับการประกัน ตรงกันข้าม รัฐบาลลาวจะต้องกู้เงินมาเพื่อลงทุน และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารโลก และบริษัทเอกชนกำหนดมาให้

- สถานการณ์ไฟฟ้าในประเทศไทย : นับเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่ความอยู่รอดของเขื่อนน้ำเทิน 2 จะขึ้นอยู่กับการขายไฟฟ้าให้ประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ความเปลี่ยนแปลงในการใช้ไฟฟ้าของไทย และเงื่อนไขทางผลประโยชน์ต่างๆ ของไทยในช่วงเวลา 25 ปีข้างหน้า จะมีผลกระทบต่อการต่อรองราคาการซื้อไฟฟ้าจากลาว ในปัจจุบัน เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือ การรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำเทิน 2 จะทำให้ประชาชนทั้งไทยและลาว ต้องร่วมกันรับผิดชอบในภาระในทางการเงินจากการสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม และการจ่ายสำหรับการซื้อไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น