|
ทำไมชาตินี้ถึงต้องมีเอ็นจีโอ
การบอกว่า "องค์การพัฒนาภาคเอกชน" (เอ็นจีโอ)
รับเงินต่างชาติ เป็นสิ่งที่รัฐบาลและ ส.ว.บางคน กำลัง "สร้างความหมาย"
ในเชิงลบแบบเหมารวมให้แก่คน "อาชีพ" เอ็นจีโอ
โดยทั่วไปงานบริการทางสาธารณะ มักเป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องจัดให้แก่ประชาชนและสังคม
เช่น คุ้มครองสิทธิเด็ก ส่งเสริมสุขภาพผู้ด้อยโอกาส คุ้มครองสิทธิมนุษยชนฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ ทั้งนี้ ก็เพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม
แต่ก็โดยทั่วไปอีกเช่นกันที่งานสาธารณะที่รัฐบาลเอาไปเป็นเจ้าภาพนั้น
มักจะให้บริการแก่สังคมได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยเหตุผลหลายๆ
ประการ เช่น รัฐบาลดูแลไม่ทั่วถึง ข้อจำกัดของระบบราชการ(ถึงขั้นที่ต้องปฏิรูปกันอยู่)
งบประมาณมีน้อย มีการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งทัศนคติของข้าราชการ(บางคน)
ที่มีต่อการทำงานบริการประชาชน ฯลฯ
ในเมื่องานสาธารณะมันมีช่องโหว่ หรืออ่อนคุณภาพ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมี
"เอ็นจีโอ" ขึ้นมาทำงานอีกแรงหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความผิดปกติเหล่านั้น
ซึ่งน่าจะถือเป็นความน่ายินดีมิใช่หรือที่มีคนในชุมชนลุกขึ้นมาช่วยกันเยียวยาสังคม
กล่าวกันว่าเอ็นจีโอต่างๆ อาจจะแบ่งเป็นเอ็นจีโอต่างประเทศที่มาเปิดสำนักงานในประเทศไทย
(เช่น กรีนพีซ) และเอ็นจีโอพันธุ์ไทยแท้ (เช่น มูลนิธิดวงประทีป)
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไหนก็ล้วนต้องการทุนมาทำงาน และเพื่อเอามาว่าจ้าง
"คนทำงาน" ทั้งสิ้น ดังนั้น เอ็นจีโอจึงถือเป็น "อาชีพ"
แบบหนึ่งที่คนทำงานมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องและได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ
ในแง่มุมนี้เอ็นจีโอจึงไม่ได้ต่างจากข้าราชการเลย(คือมารับจ้างให้บริการแก่สาธารณะ)
ส่วนแหล่งทุนของเอ็นจีโอในบ้านเราก็มีหลายแบบ เช่น เงินบริจาคจากประชาชน
เงินสนับสนุนจากกระทรวงต่างๆ ในรัฐบาลไทย ฯลฯ แต่เม็ดเงินที่มีอยู่นี้
ไม่พอต่อการแก้ไขปัญหาในสังคม จึงเปิดกว้างรับเงินจากรัฐบาลต่างประเทศ
องค์กรระหว่างประเทศ หรือเงินบริจาคจากประชาชนของประเทศต่างๆ
ที่เห็นปัญหาในบ้านเรา มองเห็นข้อจำกัดของรัฐบาลของเรา และเข้าใจรวมทั้งเชื่อถือในจุดยืนและการทำงานของเอ็นจีโอ
การบอกว่าเอ็นจีโอรับเงินต่างชาติจึงเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นความเลวร้ายหรือเป็นปัญหา
เพราะเอ็นจีโอและแหล่งทุนจากต่างชาติสามารถมีจุดยืน ความเชื่อ
และมองเห็นแนวทางในการพัฒนาสังคมแบบเดียวกัน ซึ่งจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันรัฐบาลไทยก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
เพราะคนคิดต่างกันได้ และไม่ควรดูแคลนจุดยืนที่แตกต่างของผู้อื่น
เว้นแต่ว่าเอ็นจีโอเอาทุนทรัพย์ไปดำเนินการเพื่อละเมิดสิทธิผู้อื่น
นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รับไม่ได้ทั้งในเชิงสังคมและกฎหมาย
ดังนั้น การพูดว่าเอ็นจีโอรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหว จึงเป็นการพูดข้อเท็จจริงที่เหมารวมและคลุมเครือ
ที่จริงแล้ว เอ็นจีโอถมเถไป ทั้งที่รับเงินต่างชาติ และ/หรือรับเงินในประเทศ
ที่ทำงานจรรโลงสังคมไทย มีจุดยืนเคียงข้างคนทุกข์ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะยอมรับได้โดยไม่ต้องสงสัย
ขณะที่คนของรัฐ(บางคน) ที่ได้ชื่อว่าใช้เงินเดือนจากภาษีประชาชน
แต่กลับขี้เกียจทำงาน รังแกคนจน ทุจริตกันเป็นทีม ฉ้อฉลเงินหลวงและเงินที่หน่วยงานต่างประเทศมอบให้รัฐบาลไทย
ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง แต่กลับปฏิรูปกันไม่เสร็จซะที
การที่รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่ามักจะออกอาการไม่ชอบขี้หน้าเอ็นจีโอนั้น
หลักๆ ก็น่าจะเป็นเพราะว่าแม้รัฐบาลและเอ็นจีโอจะมีเป้าหมายการทำงานอย่างเดียวกันคือ
ความสงบร่มเย็นของสังคม แต่ก็อาจจะมีจุดยืนที่ต่างกัน เช่น รัฐบาลอาจจะมองเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสังคม
มีถนน น้ำ ไฟ เพียบพร้อม ฯลฯ แต่เอ็นจีโอส่วนหนึ่งก็อาจจะมองว่าความสมดุลของสิ่งแวดล้อมก็สำคัญไม่ยิ่งหยอน
มิฉะนั้นลูกหลานในอนาคตจะอยู่กันผาสุกได้อย่างไร
ดังนั้น เมื่อเอ็นจีโอมีจุดยืนที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมิได้ตั้งใจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
แต่ต้องการให้เจ้าของปัญหาได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น
แถมเอ็นจีโอมีสไตล์การทำงานแบบเอกชน คือ คล่องตัว ว่องไว ติดดิน
เข้าถึงผู้คน ฯลฯ จึงอาจทำให้เอ็นจีโอและรัฐบาลมักยืนอยู่กันคนละฟากฝั่งคลอง
ในที่สุดรัฐบาลจึง "แขวนป้าย" ใส่เอ็นจีโอว่า "พวกรับเงินต่างชาติ"
เหตุเพราะเอ็นจีโอมักไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของรัฐบาลนั่นเอง
หนักเข้าหนักเข้า เมื่อเผชิญหน้ากัน ความรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกก็เกิดขึ้นซึ่งเชื่อแน่ว่าไม่มีฝ่ายไหนต้องการให้เกิดความรุนแรงทางกายเช่นนี้
แต่เอ็นจีโอก็มักจะถูก "แขวนป้าย" อีกอันหนึ่งตามป้ายแรกมาติดๆ
ว่าเป็น "ผู้ก่อความรุนแรง"
ความรุนแรงที่ม็อบหาดใหญ่ หรือที่อื่นๆ ที่เอ็นจีโอเข้าไปเกี่ยวข้อง
จะว่าไปแล้วเป็นความรุนแรงทางกายภาพที่สะท้อนมาจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางการเมืองที่มีความรุนแรงเข้มข้นยิ่งกว่าน้ำบูดู
ไข่เน่า กระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนปืน และระเบิดเสียอีก
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ว่าหมายถึงระบบที่ไปกดทับศักยภาพของบุคคล
จนบุคคลไม่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่น กรณีเขื่อนปากมูลที่ทำให้ชาวบ้านอาชีพประมงต้องกลายเป็นแรงงานราคาถูก
พ่อ แม่ ลูกต้องไปกันคนละทางสองทาง
หรือกรณีที่รัฐบาลแจกคลื่นความถี่วิทยุไปให้แก่ อบต.ทั้งๆ
ที่ไม่มีอำนาจกระทำการเช่นนั้น ถือว่ารัฐเบียดบังเอาคลื่นของภาคประชาชนไปใช้
หรือกรณีรัฐแทรกแซงสื่อ เพื่อปกปิดข้อมูลบางอย่าง และบีบให้เสนอข้อมูลเพียงบางอย่าง
อันนี้ก็ถือเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนหลงเข้าใจอะไรผิด
และเอาข้อมูลไปกำหนดชะตากรรมให้ตัวเองแบบผิดๆ ได้
หรือการที่รัฐบาลลูบหน้าปะจมูกในเรื่องคอร์รัปชั่น หรือไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ
หรือลดงบฯแจกถุงยางอนามัยในการป้องกันโรค ฯลฯ เหล่านี้เป็นการกระทำที่ไม่ได้ทำให้คนเลือดตกยางออกที่เห็นชัดด้วยตา
แต่ก็เป็นความรุนแรงที่ทำให้ประชาชนเลือดตกในเรื้อรังได้
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เลือดตกยางออก(ซึ่งมาจากความรุนแรงเชิงกายภาพ)
หรือเลือดตกใน(ซึ่งมาจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง) ทางออกที่น่าจะเป็นคือ
การถกเถียงและเผชิญหน้าอย่างอารยะ กล่าวคือ เอาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายมา
"ถกเถียง" กันจนถึงที่สุด
แต่บ้านเราไม่ค่อยยอมถกเถียงกันอย่างอารยะ แถมบางครั้งยังติดป้ายให้แก่การถกเถียงว่าเป็นความรุนแรงเสียอีก
กรณีม็อบหาดใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ราชการบางคนไปปิดกั้นการสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาล
ที่ควรจะมีโอกาสได้นั่งถกเถียงกันอย่างเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อ
ครม.สัญจรไปถึงหาดใหญ่ กลับเอาลวดหนามไปกั้น เอากองกำลังไปล้อม
กันไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้พบ ครม. เช่นนั้นแล้ว ครม.จะสัญจรไปให้เปลืองทำไม
อยู่กันในทำเนียบมิดีกว่ารึ...
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเมืองในประเทศนี่เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนต้องไปทำอาชีพเอ็นจีโอเพื่อแก้ปัญหาให้ชุมชนและบ้านเมือง
บ้านเมืองนี้เป็นของทุกคน พลเมืองทั้งหลายและเอ็นจีโอมีสิทธิร่วมสร้างและกำหนดชะตากรรมให้แก่บ้านเมืองของตัวเอง
มิใช่ปล่อยให้ใครบริหารประเทศไปตามอำเภอใจ
รุจน์ โกมลบุตร
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มติชนรายวัน 3 มกราคม 2546
|