ความรุนแรง การรับเหมาทำแทน และเอ็นจีโอ

ในโลกปัจจุบันนี้การใช้ความรุนแรงในขบวนการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไปแล้ว ใครที่ใช้ความรุนแรงมีแต่จะถูกประณามมากกว่าจะได้รับชัยชนะหรือโน้มน้าวการยอมรับจากสังคมได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมในโลกปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องเป็นไปด้วยสันติวิธี

กระนั้นก็ตาม เมื่อครั้งมีการทำประชาพิจารณ์เรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543 ที่สนามกีฬาจิรนคร อำเภอหาดใหญ่ ก็เกิดมีการใช้ความรุนแรง เกิดการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย การใช้ความรุนแรงในครั้งนั้นแทนที่จะนำมาเป็นบทเรียนกลับนำไปสู่ความรุนแรงในครั้งต่อมา

เมื่อคืนวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ก็เกิดการใช้ความรุนแรงอันเนื่องมาจากการปะทะกันระหว่างฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ซ้ำขึ้นอีกหลายคนคงได้เห็นทั้งจากที่โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์แล้ว

ความรุนแรงในครั้งนี้ เช่นเดียวกับการบุกรื้อเผากระท่อมของชาวปากมูล ที่เป็นเพียง "อาการ" ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ของปัญหาเรื้อรังเดิมๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่า การคิดทำอะไรก็ตามแต่ของรัฐบาลรวมทั้งรัฐวิสาหกิจ มักจะไม่ฟังเสียงของประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งไม่มีท่าทีที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมในวงกว้าง

ผลจากการปะทะกันทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย และแกนนำการคัดค้านก็ถูกจับกุมตัวไป 12 คน เป็นเอ็นจีโอทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกในเครือข่ายของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)

และเป็นธรรมดาที่รัฐบาลออกมากล่าวหาเอ็นจีโอด้วยข้อกล่าวหาคลาสสิคว่ารับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ(ซึ่งก็รับจริงๆ) ว่าเอ็นจีโอปลุกปั่น ยุยงให้เกิดความรุนแรง เป็นนายหน้าค้าความจน ว่ามีมือที่สามที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย และว่าอาจมีฝ่ายค้านอยู่เบื้องหลัง ข้อกล่าวหาเก่าๆ เหล่านี้เราได้ยินได้ฟังกันจนหูชาจากทุกๆ รัฐบาล

ส่วนเอ็นจีโอก็ออกมาตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของรัฐบาล ที่ปล่อยหรือวางแผนเพื่อให้เกิดความรุนแรง และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม ทั้งยังให้รัฐชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

ผมตระหนักว่าเอ็นจีโอในปัจจุบันมีความหลากหลายมากเสียจนกระทั่งบางครั้งก็ขัดกันเอง ไม่อาจที่จะพูดแบบเหมารวมได้ และการทำงานของเอ็นจีโอบางกลุ่มก็ส่งผลอย่างสำคัญในการก่อให้เกิดพลังทางสังคมและเป็นส่วนสำคัญต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ที่ไม่นิยมการใช้ความรุนแรง

แต่เมื่ออ่านและดูการรายงานข่าวเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วทำให้เกิดข้อสังเกตบางประการว่า ทำไมไม่มีชาวบ้านถูกจับกุมในครั้งนี้เลย มีแต่เอ็นจีโอเท่านั้น? เป็นความจงใจของรัฐบาลหรือเปล่าที่ต้องการแยกเอ็นจีโอออกจากชาวบ้าน? หรือว่าคนที่เป็นแกนนำไม่มีชาวบ้านผู้เดือดร้อนจริงๆ มีแต่เอ็นจีโอ?

ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าความรุนแรงครั้งนี้มาจากรัฐบาล แต่ก็รู้สึกกังขาในบทบาทของแกนนำ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เอ็นจีโอต่างก็รู้แก่ใจดีว่ามันต้องเกิดขึ้น เพื่อนเอ็นจีโอคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเรื่องที่เอ็นจีโอประชุมกันเรื่องหนึ่งคือประเด็นที่ว่าจะใช้ "ไม้" ยาวหรือสั้นแค่ไหนดีมาทำมาธง บางคนพูดว่า "ความรุนแรงต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ทำอย่างไรให้มันเกิดน้อยที่สุด"

ทำไมทางเอ็นจีโอไม่หาทางหยุดความรุนแรงเสีย แทนที่จะคิดว่า "ให้มีความรุนแรงน้อยที่สุด" ทั้งที่มีบทเรียนจากโครงการนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว มันง่ายมากๆ ที่จะยกความผิดทั้งหมดนี้ให้แก่รัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ดูเหมือนกับว่าเอ็นจีโอทำอะไรก็ไม่ผิด

หากกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านรวมทั้งเอ็นจีโอต้องการให้คนภายนอกเข้าใจ และมองในแง่ดีในกรณีนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องสร้างความกระจ่างให้ได้ว่านำมีด ดาบ เหล็ก หนังสติ๊ก น้ำบูดู(หากว่านำไปจริงดังที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา) ไปทำไม? ไม่ใช่เพียงแต่ดาหน้า ผลัดกันออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรง

เพราะหากไม่สร้างความกระจ่างแก่สาธารณชนแล้ว มันชวนให้คิดไปได้เช่นกัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นการ "สร้างข่าว" หรือ"ต้องการทำให้เป็นข่าว" ส่วนการยื่นหนังสือนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง... และถามว่ามันคุ้มกันหรือไม่ที่จะใช้ความรุนแรงในฐานะที่มันเป็นยุทธศาสตร์ในการท้าทาย

ผมมีความสงสัยกับบทบาทของเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเป็นอย่างมากในกรณีนี้ รวมทั้งหลายๆ กรณีที่ผ่านมา กลุ่มเอ็นจีโอที่คัดค้านโครงการต่างๆ ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ มักทำตนราวกับว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเดือดร้อนเสียเองและบางครั้งก็แสดงอาการเดือดร้อนกว่าชาวบ้านผู้อยู่ในพื้นที่เองเสียอีก!

เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญดีอยู่หรอกสำหรับการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน และไม่มีปากมีเสียง อย่างไรก็ตาม เอ็นจีโอ จำเป็นต้องตอบคำถามเบื้องต้นให้ได้เสียก่อนว่าคนที่เป็นเอ็นจีโอรู้ได้อย่างไรว่าชาวบ้านต้องการอะไร(อย่าลืมว่าชาวบ้านก็มีความแตกต่างกัน) และเอ็นจีโอมีความรู้และความชอบธรรมเพียงพอแค่ไหนที่จะเป็น "ตัวแทน" ของชาวบ้านและ "พูดแทน" ชาวบ้านได้

ภาวะที่เรียกว่า "การรับเหมาทำแทน" เป็นสิ่งที่เอ็นจีโอหลายกลุ่มทำมาโดยตลอด บางครั้งถึงกับระดมองค์กรเอ็นจีโอทั่วประเทศเพื่อพูดแทนและเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้านผู้เดือดร้อนในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ในแง่หนึ่ง การระดมองค์กรมาเป็นร้อยๆ มันทำให้ดูมีพลังดีแต่ในอีกแง่หนึ่งกลับทำให้คนที่ไม่ใช่เอ็นจีโอรู้สึก "เอือม" เป็นอย่างมาก เพราะจะคัดค้านอะไรก็ล้วนแล้วแต่องค์กรเดิมๆ หน้าตาเดิมๆ

น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า หากว่าปล่อยให้ชาวบ้านออกมาพูด ปรากฏตัว ออกมาแสดงความเดือดร้อน แสดงความต้องการของตนเองแทนที่จะให้เอ็นจีโอจะออกมาพูดแทน เพราะฟังดูแล้วมันมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือกว่ากันตั้งเยอะ หรือว่าเอ็นจีโอก็ไม่ต่างจากรัฐบาลที่คิดว่าชาวบ้านทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้

หากบทบาทของเอ็นจีโอคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ข้อมูลสาธารณะ และเสนอทางเลือกในการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งที่เป็นอยู่ เกินขอบเขตหรือไม่ใช่หน้าที่ของเอ็นจีโอหรือไม่ การเข้าไปรับเหมาทำแทนจะเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างไร

ในสมัยหนึ่งรัฐเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำตัวเป็น "คุณพ่อรู้ดี" ที่รู้ไปหมดว่าชาวบ้านหรือประชาชนต้องการอะไร แต่มาในสมัยนี้เอ็นจีโอก็ดูไม่ต่างรัฐสมัยก่อนมากนัก ที่มีบทบาททำตัวเป็น "คุณพ่อรู้ดี" รู้ไปหมดเช่นกันว่าชาวบ้านต้องการอะไร รู้ว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน สามารถคิดแทน พูดแทน และเดือดร้อนแทน ชาวบ้านได้โดยไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ นี่ยังไม่รวมถึงบางกลุ่มซึ่งหากินกับการรับจ้างประท้วง

แน่นอนว่าเอ็นจีโอทั้งหมดไม่ได้เป็นอย่างนี้ อาจมีบางองค์กรเช่นกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรับเหมาทำแทน เช่น ปxป ที่เน้นการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และสร้างความรู้ให้เกิดแก่ชาวบ้าน และดูเหมือนกลุ่มปxป เช่นกันที่ออกมาพูดเรื่องการรับเหมาทำแทนเป็นกลุ่มแรกๆ

สังคมโดยเฉพาะชนชั้นกลางไม่เพียงแต่จับตาการกระทำของรัฐบาลเท่านั้นหากแต่ยังสงสัยการกระทำและบทบาทในด้านต่างๆ ของเอ็นจีโอและองค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ด้วย

บางทีนอกจากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการยุติการใช้ความรุนแรงแล้ว เอ็นจีโอ(ซึ่งตระหนักว่ามีความหลากหลาย) ก็คงต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ในเรื่องการรับเหมาทำแทนไปเสียทุกเรื่อง เพราะโลกเดินทางมาถึงจุดที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองแบบตัวแทน ทั้งตัวแทนที่เป็นทางการอย่าง ส.ส. และ ส.ว. และตัวแทนที่ไม่เป็นทางการอย่างเอ็นจีโอนั้น ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

เมธัส บัวชุม wintakarn@yahoo.com
มติชนรายวัน 3 มกราคม 2546