เอ็นจีโอ

เอ็นจีโอ เป็นคำย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า NGO ชื่อเต็มว่า องค์การพัฒนาภาคเอกชน ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Non-Governmental Organization ถ้าแปลตรงตัวก็คือ องค์กรนอกรัฐบาล

ตามค่านิยมแบบไทยๆ ซึ่งนับถือราชการหรือรัฐบาลเป็นพระเจ้า จึงมักไม่ค่อยไว้วางใจ องค์กรใดก็ตามที่อยู่นอกรัฐบาลหรือนอกระบบราชการ ผลก็คือ เอ็นจีโอ จึงมักถูกระบายสีให้ดูน่าเกลียดน่าชัง เพราะถือว่าเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่แส่เข้าไปยุ่งในเรื่องซึ่งไม่ใช่เรื่องของตน เรื่องซึ่งเป็นกิจของราชการหรือภารกิจของรัฐบาลแท้ๆ แต่กลุ่มเอ็นจีโอ ก้าวเข้าไปยุ่งกับเขาได้ทุกเรื่อง!

แท้ที่จริงแล้ว เอ็นจีโอ ก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรภาคประชาชน ซึ่งควรจะได้มีบทบาทในกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

ประชาธิปไตยในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นแต่เพียงประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนเท่านั้น ซึ่งมีความหมายแต่เพียงว่า เมื่อได้ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาได้แล้วก็เป็นอันจบกัน ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกอุปโลกน์ด้วยการเลือกตั้งว่าเป็นตัวแทนหรือผู้แทนของประชาชนเท่านั้น

เราก็ได้เห็นแล้วว่าประชาธิปไตยแบบมีแต่การเลือกตั้งตัวแทนนั้น มีข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนมากมาย จึงเกิดแนวคิดที่ให้มีการขยายพื้นที่ของประชาธิปไตยออกมาเป็นประชาธิปไตยแบบประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ทำให้เกิดกระบวนการภาคประชาชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับในสังคมปัจจุบัน

นี่คือแนวคิดพื้นฐาน ซึ่งถ้าไม่เข้าใจแนวคิดดังกล่าวนี้เสียแล้ว ก็ทำให้เราเกิดมีอคติ มองว่าเอ็นจีโอ เป็นกลุ่มคนที่แส่เข้าไปยุ่งได้ทุกเรื่อง!

มีมุมมองอีกมิติหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจถึงบทบาทของเอ็นจีโอ คือความล้มเหลวของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา ในช่วงเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ประสบความล้มเหลว เพราะทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง และความมั่งคั่งไปรวมกันเป็นกระจุกอยู่บนยอดพีระมิดทางสังคมที่เรียวเล็กลงทุกที ส่วนความยากไร้ได้กลายเป็นฐานของพีระมิดที่ขยายกว้างออกไปทุกขณะ

นอกจากนั้นภาครัฐบาลหรือภาคราชการมักมองข้ามผลประโยชน์ของผู้ยากไร้ คงมุ่งแต่จะสร้างความเจริญทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนหรือเป็นท่อส่งแก๊สข้ามประเทศก็ตามที โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ในทางการทำมาหากินและคุณภาพของชีวิตของฝ่ายที่ยากไร้ในสังคม

นี่คือความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ขาดความสมดุลทำให้เกิดช่องว่าง โดยฝ่ายยากไร้และด้อยโอกาสตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ มักไม่มีสิทธิไม่มีเสียงทัดเทียมพอจะต้านทานหรือต่อรองกับชนชั้นปกครองในวงการรัฐบาลหรือวงการราชการได้

เอ็นจีโอ จึงได้ก้าวเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงหรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับฝ่ายที่ตกเป็นเบี้ยล่างในโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม

นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอ็นจีโอ ถูกมองว่าเป็นพวกนายหน้าหากินกับความยากจน!

มีข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่ง กล่าวหาว่า เอ็นจีโอ ได้รับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ ให้เข้ามาก่อกวนทำลายความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองไทย

อันที่จริงก็มีเอ็นจีโอ บางกลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ เพราะเอ็นจีโอ จำเป็นที่ต้องมีเงินทองพอที่จะใช้จ่ายเพื่อดำเนินการได้เหมือนกัน

แต่ข้อกล่าวหาว่าต่างประเทศอุดหนุนเอ็นจีโอ ให้มาก่อกวนบ่อนทำลายความเจริญของบ้านเมืองนั้น คงเป็นเรื่องใส่ความกันเสียมากกว่า เหมือนกับเรื่องมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซงก่อความวุ่นวายอยู่ทุกซอกทุกมุมของบ้านเมือง!

จริงอยู่องค์กรต่างประเทศที่ให้ความสนับสนุน ย่อมต้องมีแนวคิดในเรื่องต่างๆ ในทิศทางเดียวกับเอ็นจีโอไทย อย่างเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น แต่ก็ใช่ว่าองค์กรต่างประเทศเหล่านั้นจะมีเจตนาชั่วร้ายต่อสังคมไทยไปเสียทีเดียว!

ส่วนที่กล่าวว่า มีเอ็นจีโอบางคนสามารถมีเงินฝากธนาคารเป็นล้านๆ นั้น เป็นการกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ความจริง องค์กรต่างประเทศที่ให้ความสนับสนุนเอ็นจีโอ คงต้องมีระบบตรวจสอบกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้ที่กล่าวอ้างเช่นนั้น ควรนำหลักฐานไปร้องให้ ปปง.ตรวจสอบเสียเลย ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ

มีเอ็นจีโอจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับการอุดหนุนทางการเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เพราะหน่วยราชการที่เกี่ยวกับการพัฒนาชนบทและทางด้านสาธารณสุข ยอมรับความจริงว่าเอ็นจีโอมีความสามารถในการเข้าถึงชาวบ้านได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ของทางราชการ

ที่กล่าวมาทั้งหมด อาจดูคล้ายกับว่า เป็นฝ่ายที่เห็นเอ็นจีโอ เป็นฝ่ายถูกต้องชอบธรรมไปเสียหมด!

แต่แท้ที่จริงแล้ว เหรียญทั้งหลายย่อมมีสองด้านทั้งนั้น เรื่องต่างๆ แม้จะมีด้านดีเป็นประโยชน์ แต่ถ้าฝ่ายนั้นคิดแต่มุมมองของตนแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีความพอประมาณ ก็มีผลร้ายตามมาได้เหมือนกัน!

อย่างเช่นการที่ชาวชนบทเข้ามาปักหลักอยู่กินหลับนอนเพื่อประท้วงอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น แทนที่จะสร้างความเห็นใจจากชาวกรุงเทพฯ อาจกลับมีผลไปในทางตรงข้ามก็ได้

ครั้งหนึ่งนั่งแท็กซี่ผ่านไปบริเวณใกล้ทำเนียบฯ ซึ่งมีชาวชนบทกลุ่มหนึ่งมาปักหลักประท้วงรัฐบาลเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว คนขับแท็กซี่เอ่ยขึ้นมาเองว่า “แน่นอน! พวกนี้ต้องมีคนจ้างให้มานั่งมานอนประท้วง!”

ได้ท้วงไปว่า ไม่ควรกล่าวหากันง่ายๆ อย่างนั้น!

คนขับแท็กซี่หัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ผมไม่ได้กล่าวหาง่ายๆ หรอก! แต่คุณคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ทำไมเขามานั่งกินนอนกินเป็นแรมเดือนได้อย่างไร? ถ้าเป็นผมขืนนั่งกินนอนกินอย่างนี้ ไม่ขวนขวายออกมาขับแท็กซี่ ลูกเมียคงอดตายไปแล้ว! แล้วทำไมคนพวกนี้ถึงไม่อดตายบ้างล่ะ! มันต้องมีคนให้เงินให้ทองให้มานั่งมานอนประท้วงอยู่อย่างนี้ใช่ไหม?”

เรื่องนี้แสดงว่า การมานั่งมานอนประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็สามารถสร้างภาพลบให้แก่กลุ่มชาวบ้านได้เหมือนกัน!

อันที่จริงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนขับแท็กซี่ ก็คงไม่ห่างไกลจากสถานะของกลุ่มชาวบ้านที่มาประท้วงอยู่บริเวณทำเนียบเท่าใดนัก!

บทบาทของเอ็นจีโอในการเป็นพี่เลี้ยงของชาวบ้านนั้น ควรตั้งอยู่ในความพอประมาณเป็นหลัก เป็นทางสายกลาง อะไรเป็นความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ชาวบ้าน ก็ต้องร่วมกันต่อสู้กับชาวบ้านได้อย่างเต็มที่!

แต่อีกทางหนึ่ง เอ็นจีโอควรจะรู้ว่าแค่ไหนควรจะพอแล้วสำหรับการต่อสู้เหมือนกัน!

เอ็นจีโอ ควรมีทัศนคติที่กว้างไกล! คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมบ้าง! และคิดถึงผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นบ้างเหมือนกัน!

อย่างกรณีเขื่อนปากมูล การเรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อนตลอดปีนั้น ก็เท่ากับทุบเขื่อนที่ลงทุนสร้างเป็นร้อยล้านพันล้้านทิ้งไปเสียเลย!

ในขณะเดียวกัน ก็ควรจะฟังข้อมูลและความเห็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเหมือนกัน! กฟผ.ก็ยืนยันว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลยังมีความจำเป็นสำหรับภาคอีสานในปัจจุบัน และจะยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ของชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเลี้ยงปลาอยู่เหนือเขื่อน ซึ่งจะกระทบกระเทือนการทำมาหากินของเขาเหมือนกัน ถ้าเปิดประตูเขื่อนตลอดปี

ฉะนั้นการประท้วงต้องมีความพอประมาณและการประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายด้วย!

อย่าลืมว่าสาธารณชนที่ใจเป็นกลาง มีสิทธิที่จะประเมินบทบาทของเอ็นจีโอได้เหมือนกัน และท่าทีของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาวิพากษ์เอ็นจีโอนั้น ใช่ว่าจะไม่ได้รับการสนองตอบรับจากกระแสความรู้สึกของประชาชนไปทั้งหมดเสียเลยทีเดียว!

แต่ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่ต้องตำหนิฝ่ายนายกรัฐมนตรีทักษิณเหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเกิดความรุนแรงกับม็อบ ที่เดินทางมาประท้วงเรื่องการสร้างท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เรื่องนี้ต้องบอกว่าเกิดขึ้นเพราะคุณทักษิณแกว่งเท้าไปหาหนามแท้ๆ ทีเดียว!

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าความขัดแย้งในกรณีนี้มีทางที่จะเกิดเป็นความรุนแรงขึ้นได้ เมื่อมีการประชาพิจารณ์ก็เกิดความรุนแรงขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว และท่าทีของแกนนำชาวบ้านในเรื่องนี้ ก็แข็งกร้าวไม่ได้ลดละลงเลย

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีทักษิณเกิดจัดให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่หาดใหญ่ และไม่ใช่เป็นครม.สัญจรธรรมดาปกติเท่านั้น มีการเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคณะรัฐมนตรีมาเลเซียให้เดินทางมาที่หาดใหญ่เพื่อประชุมร่วมกัน กับคณะรัฐมนตรีของไทยเสียอีกด้วย

ทำไมคุณทักษิณต้องจัดครม.สัญจรในยามนี้? ทั้งๆ ที่เรื่องท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ก็ยังคาราคาซังอยู่ เพราะชาวบ้านก็ยังไม่ยอมรับ

เมื่อมีครม.สัญจรและมีการเชิญครม.มาเลเซียเข้ามาเป็นแขกของรัฐบาลที่หาดใหญ่ ก็มองได้ทะลุเลยว่า ความรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!

ทางฝ่ายชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยก็ย่อมต้องถือว่าเป็นการท้าทาย! อีกด้านหนึ่งคือทางด้านตำรวจซึ่งมีหน้าที่รักษษความสงบ เมื่อมีครม.สัญจรและมีแขกเมืองมาเช่นนี้ ก็ย่อมพร้อมที่จะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนถึงรัฐบาลได้! เรียกว่าทั้งสองฝ่ายต่างต้องเข้าไปอยู่ในมุมที่ขิงก็รา ข่าก็แรงด้วยกันทั้งคู่!

ฉะนั้นจึงต้องถือว่าเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีทักษิณแกว่งเท้าไปหาหนามแท้ๆ ทีเดียว!

หลังจากนี้แล้วการสร้างท่อส่งก๊าซจะทำอย่างไรต่อไป? ฝ่ายหนึ่งก็ประกาศว่า “มึงสร้าง กูเผา!” แล้วฝ่ายรัฐบาลจะประกาศว่า “มึงเผา กูฆ่า!” อย่างนั้นหรือ?

คุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตย คือความขัดแย้งหรือต่อรองใดๆ ก็ตาม ต้องสามารถยุติลงได้ด้วยสันติวิธี

ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยั่วยุหรือเปิดทางให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ฝ่ายนั้นก็เดินออกนอกกรอบของประชาธิปไตยไปแล้ว!

เกษม ศิริสัมพันธ์
โลกกว้าง-ทางแคบ ผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2546