|
เขื่อนสาละวิน : ความมั่นคงพลังงานหรือความมั่นคงมนุษย์
กรณีเขื่อนสาละวินไทย-พม่ากำลังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงแค่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมากระทรวงพลังงานของไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) กำลังเตรียมการการประชุมกับทางฝ่ายพม่าในเรื่องที่ตั้งของเขื่อนว่าจะอยู่ทางฝั่งไทยหรือทางฝั่งพม่ากันแน่
แต่ดูเหมือนว่า พัฒนาการของการสร้างเขื่อนสาละวินได้พัฒนาไปไกลกว่าจะสร้างเขื่อนที่ตรงไหน
กลับกลายเป็นว่ามีสร้างเขื่อนอีกเขื่อนหนึ่งแล้วซึ่งสร้างโดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยคือ
บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก จำกัด (มหาชน)
ประเด็นปัญหาคือ เขื่อนสาละวินที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสร้างและอีกเขื่อนหนึ่งที่บริษัทเอกชนของไทยสร้างนั้นจะก่อให้เกิดผลอย่างไรได้บ้าง
?
เขื่อนสาละวิน : จาก กฟผ. ถึงเอ็ม ดี เอ็ก
เดิมทีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนสาละวินที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังเจรจากับทางการพม่านั้นมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง
5,500 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
มองจุดที่มีศักยภาพและมีการศึกษาเอาไว้ว่าอยู่บริเวณสาละวินตอนเหนือใกล้กับหมู่บ้านกะเหรี่ยงโดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนที่จะสร้างขึ้นจะมีกำลังการผลิตประมาณ
4,540 เมกะวัตต์ และบริเวณออเลาะกำลังการผลิต 792 เมกะวัตต์
("กฟผ. เสนอรัฐให้ฟันธงทำสาละวินต้องไม่แปรรูป" MGR
Online Ddecember 12, 2002) แต่ในวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมานี่เอง
บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก จำกัด (มหาชน) ได้เซ็น MOU กับทางรัฐบาลพม่าเพื่อก่อสร้างเขื่อนเพื่อโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
โดยมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งการก่อสร้างนี้เป็นการก่อสร้างทางตอนเหนือของแม่น้ำสาละวินเหมือนกัน
แต่เป็นโครงการแยกต่างห่างจากโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
โครงการก่อสร้างเขื่อนที่บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก จะดำเนินการสร้างตั้งอยู่บริเวณ
Tasang ในเขตรัฐฉานของพม่าซึ่งมีการประมาณว่าจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า
3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐในการก่อสร้างเขื่อนแห่งนี้ (Bangkok
Post December 13, 2002)
ในแง่ของพัฒนาการการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในพม่าของบริษัท
เอ็ม ดี เอ็ก จำกัด (มหาชน) นั้นน่าสนใจมาก กล่าวคือ บริษัท
GMS Power ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท เอ็ม ดี เอ็ก ได้ทำการสำรวจเพื่อโครงการก่อสร้างเขื่อนนี้มาตั้งแต่ปี
1997 แล้ว นอกจากนี้ บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก ยังไม่ใช่บริษัทเอกชนหน้าใหม่ในการทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศพม่า
ทั้งนี้ก็เพราะว่า บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก เป็นบริษัทเอกชนของไทยที่ทำการก่อสร้างเหมืองถ่านหินในพม่าบริเวณตรงกันข้ามกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของไทย
บริษัทเป็นผู้ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ทะวายและก่อสร้างถนนระหว่างแม่สอดกับย่างกุ้ง
ในความเป็นจริงแล้ว บริษัท เอ็ม ดี เอ็ก เป็นบริษัทก่อสร้างไทยที่มีโครงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอีกหลายแห่ง
ทั้งในประเทศจีนและลาว (Bangkok Post December 13, 2002)
หลักคิดที่น่าสนใจของทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัท
เอ็ม ดี เอ็ก คือ การสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในพม่าหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทยนับเป็นแนวความคิดที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทย
ซึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พยายามชี้ให้เห็นว่าแนวความคิดนี้มีความสำคัญมาก
พร้อมกันนั้นแหล่งพลังงานในพม่านั้นทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะว่า
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อธิบายว่า การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านนั้นเหลือเพียงพม่าเพียงประเทศเดียว
ถ้าเชื่อมโยงกับพม่าได้แล้วจำทำให้สามารถเชื่อมโยงสายส่งใน 8
ประเทศในอาเซียนเป็น "อาเซียน กริช" ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้มีความมั่นคงด้านไฟฟ้า
โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ประเมินว่าอาเซียนมีความต้องไฟฟ้าทั้ง
8 ประเทศมีอยู่ 5 หมื่นเมกะวัตต์ และอีก 8 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวน
1 แสนเมกะวัตต์ ("กฟผ. เสนอรัฐให้ฟันธงทำสาละวินต้องไม่แปรรูป"
MGR Online Ddecember 12, 2002)
อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และบริษัทเอกชนที่ไปลงทุนทางด้านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านไม่เคยมองปัญหาอื่นที่เคยเกิดขึ้นเลยนอกจากความต้องการทางด้านกระแสไฟฟ้าซึ่งปัญหาที่น่าคบคิดต่อไปมีอยู่อย่างน้อย
2 ประการ กล่าวคือ
1) ความล้มเหลวของการลงทุนทางด้านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน
ดังที่ทราบกันอยู่ก่อนแล้วว่า การลงทุนทางด้านพลังงานโดยการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้งโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่
แนวความคิดและการลงทุนในลักษณะนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ
1980 แล้ว แต่ไม่เคยมีโครงการใดประสบความสำเร็จในทางธุรกิจเลยทั้งทางฝ่ายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเวลานั้น ถ้ามองจากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชน
รวมทั้งสถาบันการเงินของไทย อาจกล่าวได้ว่า การลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้ายังประเทศเพื่อนบ้านช่วยแก้ปัญหางานก่อสร้างภายในประเทศที่ลดน้อยลง
อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น
เกาหลีใต้และจีน ดังนั้น โครงการก่อสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
เช่น ถนน ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยนับเป็นทางออกของบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่
รวมทั้งการปล่อยเงินกู้ของธนาคารและสถาบันการเงินของไทยด้วย
แต่ในที่สุด ไม่มีโครงการใดประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่รับซื้อพลังงานเหล่านั้นทั้งหมด
และประทศไทยก็เป็นประทศแรกที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ดังนั้น ทุกบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ล้มเหลวในโครงการก่อสร้างในประทศเพื่อนบ้านจึงล้มระเนระนาดทุกบริษัทด้วย
เราซึ่งหมายถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนไทยกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์อันเลวร้ายโดยไม่ย้อนดูประสบการณ์ความล้มเหลวในอดีตบ้างเลยหรือ
2) ความมั่นคงมนุษย์ (human security)
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทย สถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ
บริษัทหรือองค์กรความช่วยเหลือต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นไม่เคยให้ข้อมูลต่อสาธารณะเลยว่า
การสร้างเขื่อนสาละวินไม่ว่าที่ไหนและโดยใครก็ตามจะเป็นการทำลายแม่น้ำสายสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบนิเวศน์ที่ดีที่สุดและอาจจะดีที่สุดในโลกด้วย
นอกจากประชากรในเผ่าพันธุ์ต่างๆ คนเหล่านั้นอาจจะมีจำนวนนับ
10 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วยคนเผ่าต่างๆ อีกประมาณ 10 กว่าชาติพันธุ์
จะต้องถูกอพยพจากถิ่นที่อาศัยอยู่เดิมแล้ว การสร้างเขื่อนสาละวินจะทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปจนถึงขั้นวิกฤตอีกด้วย
เขื่อนสาละวินจะนำมาซึ่งความไม่มั่นคงมนุษย์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
โลกทรรศน์ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่
30 ธันวาคม 2545 5 มกราคม 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1167
|