เขื่อนปากมูล…อนุสาวรีย์แห่งความพ่ายแพ้???

ประเทศไทยในระยะที่ผ่านมาเริ่มเห็นภาพความขัดแย้งที่ชัดเจนและกว้างขึ้นในเรื่องการนำทรัพยากร ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างประโยชน์ให้กับบุคคลของสังคมที่อยู่อีกฝากหนึ่ง ขณะที่ท้องถิ่นซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรกลับไม่ได้รับประโยชน์ที่พอเหมาะพอสม บ่อยครั้งที่ชุมชนในชนบทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการใช้ทรัพยากรในรูปแบบของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย เห็นชัดใน“ โครงการเขื่อนปากมูล ” มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า รัฐตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ จนนักวิชาการกิตติคุณ อย่าง ดร.อัมมาร สยามวาลา แห่ง TDRI ถึงกับกล่าวว่า “ คิดแต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว ก็ไม่คุ้มแล้ว ”

ผลิตไฟฟ้ารายได้เข้ากระเป๋า 300 ล้าน
เขื่อนปากมูลถูกสร้างด้วยเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท และจากข้อมูลที่มีการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พบว่า ตั้งแต่ปี 2537 – 2544 ที่ผ่านมา เขื่อนสามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ 1,829 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าตลอดระยะเวลา 7 ปี รวมทั้งสิ้น 2,171 ล้านบาท นั่นก็คือมีมูลค่าเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นรายได้ที่แท้จริงต่อปีประมาณ 300 ล้านบาท

แต่รายได้นี้ยังไม่ได้หักต้นทุนค่าก่อสร้างเขื่อน ที่ต้องจ่ายกับสถาบันการเงิน ต้นทุนค่าดำเนินการของ กฟผ. โดยถ้าสมมติว่าต้นทุนในการบริหารเขื่อนเฉลี่ยปีละ 100 ล้านบาท “ หมายความว่าในการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลจะมีผลกำไร 200 ล้านบาทต่อปี ที่เข้ากระเป๋า กฟผ. ”

ชาวบ้านรอบเขื่อนรายได้หด 119 ล้าน
แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากมีเขื่อนก็คือ ประชาชนจำนวน 6,176 ครัวเรือน ตามที่ได้รับค่าชดเชยจาก กฟผ. กลับต้องสูญเสียรายได้จากการประมงในพื้นที่ไปปีละ 119 ล้านบาท กล่าวคือจากเดิมมีรายได้ 159 ล้านบาท (ประมาณ 2,100 บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน) ลดลงเหลือ 40 ล้านบาท (เหลือ 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน) คือรายได้ของประชาชนหายไปทันทีครัวเรือนละประมาณ 1,600 บาท ต่อเดือน

ชี้ผลได้แค่ปีละ 1.1 % เสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล
ถ้ามองถึงผลได้ และผลเสียที่สังคมได้รับจากกรณีการสร้างเขื่อนครั้งนี้แล้ว เห็นชัดว่าฝ่าย กฟผ.ได้รับ ผลประโยชน์ปีละ 200 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนจำนวน 6,176 ครัวเรือนต้องเสียประโยชน์ปีละ 119 ล้านบาท เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับจริงๆครั้งนี้ก็คือ ปีละ 81 ล้านบาท โดยหากใช้แนวคิดทางธุรกิจก็คือ เขื่อนปากมูลมีผลตอบแทนแค่ 1.1 % จากเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท

“ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีความต้องการทั้งเงินทุนและทรัพยากรเพื่อมาพัฒนาประเทศ เพื่อให้เติบโตอย่างต่ำ 5.5 % ต่อปี สำหรับรองรับการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รองรับการจ้างงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ และผู้ว่างงาน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในโครงการต่างๆควรมีผลตอบแทนตั้งแต่ 6 % ขึ้นไป การลงทุนโดยมีผลตอบแทนแก่ประเทศชาติเพียง 1.1 % ต่อปีนั้น ถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะถูกฟื้นฟูและขยายตัวขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง ”

เผยข้อมูล กระทบชุมชนเหนือเขื่อน 400 กิโลเมตร
เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกำหนดเพียงกรอบการศึกษาเพียงบริเวณรอบพื้นที่การสร้างเขื่อน ซึ่งมีประชาชนเพียง 6,176 ครัวเรือนเท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมย่อมเกิดขึ้นตลอดลำน้ำมูลที่อยู่ทั้งเหนือเขื่อน และใต้เขื่อนอีกเป็นระยะทางรวมกว่า 400 กิโลเมตร ที่ยังไม่เคยมีใครศึกษา พื้นที่เหล่านั้นรับผลกระทบทั้งจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งล่าสุดพบว่ามีวัชพืช โดยเฉพาะต้นไมยราบขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย จำนวนปลาในลำน้ำที่ลดลง ส่งผลกับรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ และท้ายที่สุดครอบครัวจำนวนมากได้รับผลกระทบเหล่านั้นก็ไม่สามารถรักษาชีวิตและวิถีชีวิตแบบชนบทไว้ได้ อาจต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง เปลี่ยนอาชีพ เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่และอีก นานับประการ

เห็นได้ชัดว่าโครงการเขื่อนปากมูลมูลค่า 7,000 ล้านบาทนี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว แต่อาจจะเป็นความโชคดี บนความโชคร้าย ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานบอร์ด กฟผ. ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจก่อสร้างเขื่อนปากมูลในอดีต ดังนั้นกรอบการตัดสินใจที่จะดำเนินการ สิ่งใดก็น่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องได้ในวันนี้

เพราะไม่ฉะนั้นแล้วเขื่อนปากมูลอาจจะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความพ่ายแพ้แห่งขบวนการ คอร์รัปชั่นของชาติเราในที่สุดก็เป็นได้

เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
(Social Venture Network Thailand)