ในข้อเท็จจริงของความเป็นเอ็นจีโอ

จากที่วุฒิสภาได้ตั้งกรรมาธิการสามัญศึกษาบทบาทและการดำเนินการขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ โดยให้เหตุผลว่าการทำงานของเอ็นจีโอบ่อยครั้งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศนั้น เพื่อให้ประชาชนบางส่วนและ ส.ว.บางท่านได้รับทราบเรื่องราวความเป็นมาของเอ็นจีโอมากขึ้น บทความนี้อาจจะช่วยได้บ้าง ในฐานะที่ผู้เขียนเคยทำงานกับองค์การสาธารณกุศล ที่ไม่หวังผลกำไร (Non-Profit Organzation-NPO) มาก่อนและทำมานานกว่า 20 ปีก่อนคนไทยจะรู้จักคำว่า NGO

คำว่าเอ็นจีโอ(NGO)มาจากคำเต็มว่า Non-Governmental Organization ซึ่งอาจแปลตรงตัวได้ว่า องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ เนื่องจากเป็นคำที่กว้างมาก เพราะนอกจากจะหมายถึงองค์กรพัฒนาเอกชนแล้ว ยังหมายถึงองค์กรอื่นๆ อีกมากมายหลายองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล หรือหน่วยงานทางข้าราชการ เพราะฉะนั้นบริษัทเอกชนห้างร้านทั้งหลายทั้งปวง ก็น่าเรียกว่า เอ็นจีโอ ได้เหมือนกัน แต่ในความหมายจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะบริษัทเป็นองค์กรที่หวังผลกำไร (Profit Organization)

ในบางประเทศหรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง แต่ก่อนนี้เคยใช้คำว่า PVO หรือ Private Voluntary Organization หรือ องค์กรอาสาสมัครเอกชน ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยตรงกับความหมายของคำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ อพช.เท่าใดนัก คำว่า องค์กรสาธารณกุศล (องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร) หรือ NPO-Non Profit Organzationอย่างที่สำนักงานและคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ หรือ สวช.ใช้เรียกรวมๆ องค์กรเหล่านี้ ทั้งมูลนิธิและสมาคม น่าจะเป็นคำที่เหมาะสม หรือแม้แต่คำว่า อพช.ที่ย่อมาจากองค์พัฒนาเอกชน ก็น่าจะเหมาะที่จะเรียกขาน แต่ไม่ค่อยมีคนเอาไปเรียกองค์กรเหล่านี้กันในบ้านเรากลับไปเรียกทับศัพย์ภาษาอังกฤษว่า เอ็นจีโอกันหมด แต่เอาเถอะจะเรียกกันอย่างไรก็เป็นสิทธิของแต่ละคนที่เรียกกัน ข้อสำคัญเรา (บางคน) รู้จักหรือเข้าใจองค์กรเหล่านี้กันมากน้อยแค่ไหน

องค์กรพัฒนาเอกชนไทย มีประวัติเกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 30 ปี และถ้านับรวมสภากาชาดไทย ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่มีบทบาทด้านสาธารณสุขมานานเข้าไปด้วย ก็สามารถนับย้อนเวลาไปได้ถึงเกือบศตวรรษเลยทีเดียว เพราะสภากาชาดไทยก็เรียกได้ว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเช่นกันเพียงแต่เป็นองค์พัฒนาเอกชนหรือองค์กรสาธารณกุศลที่มีความใกล้ชิดกับหน่วยงานราชการมากเป็นพิเศษ จนหลายคนเข้าใจว่าสภากาชาดไทยเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาล

นอกจากนั้น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตั้งมาหลายทศวรรษก่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้จากวาตภัยร้ายแรงที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ทรงมีพระราชดำริให้ตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานนักก็ถือเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สามารถเรียกได้ว่าเอ็นจีโอเช่นกัน เพียงแต่เป็นเอ็นจีโอที่ลักษณะพิเศษกว่าเอ็นจีโออื่นเท่านั้น

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือพีดีเอที่ตั้งขึ้นโดยนายมีชัย วีระไวทยะ สมาคมและมูลนิธิการกุศลหลายแห่ง ซึ่งต่างก็เป็นเอ็นจีโอ หรือ อพช. มีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาชนบท

การนำหลักการพัฒนาที่ถูกต้องและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนมาใช้ในการทำงาน กล่าวคือการสอนให้คนด้อยโอกาสในสังคม คนยากคนจนรู้จักคิด ได้มีส่วนช่วยตัวเอง และสามารถพึ่งตัวเองได้ในที่สุด ไม่ไช่ใช้ของฟรีอย่างที่ภาครัฐทำในอดีตจนสูญเสียงบประมาณ (ที่เก็บมาจากประชาชน)ไปมากมาย แต่ทุกวันนี้คนในชนบทส่วนมาก หรือคนที่ด้อยโอกาสยังยากจนอยู่เช่นเดิม

ที่สำคัญคือการลงไปสัมผัสและหาข้อเท็จในพื้นที่ด้วยตัวเอง จริงจังกับการทำงานอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งในการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอที่ดี เป็นการทำงานในระดับ รากหญ้า ที่สัมผัสกับคนที่เดือดร้อนจริงๆ ซึ่งคนพวกนี้มักทำงานแบบติดดิน จึงไม่แปลกที่หลายครั้งที่มีการเรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐ จึงมักมีอาสาสมัครขององค์กรพัฒนาเอกชนร่วมด้วยเสมอ นั่นเพราะชาวบ้านต้องการที่พึ่งทางด้านความคิด ความรู้ที่ชาวบ้านมี อาจยังมีไม่เพียงพอและรู้ไม่เท่าทันคนของรัฐ

ในอดีตที่ผ่านมานั้น การทำงานของเอ็นจีโอ อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ทำงาน ปิดทองหลังพระมาตลอด เพราะการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน จะครอบคลุมพื้นที่เฉพาะแห่ง ไม่ถนัดทำงานในวงกว้างเพราะงบประมาณที่หาได้อยู่ในวงจำกัด อีกทั้งการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนหวังประสิทธิภาพในงานมากกว่าปริมาณที่จะได้ คนทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนหลายคนคลุกคลีและพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกับชาวบ้าน โดยที่บางคนชาวบ้านจะสร้างบ้านให้อยู่ต่างหาก หรือไม่ก็พักอยู่กับผู้นำของหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งในสังคม รวมทั้งคนที่ทำงานในภาครัฐที่เรียกว่าข้าราชการหรือ จีโอ GO-Governmentel Organization ที่มองภาพของเอ็นจีโอไปในทางลบ หรือมองว่า เอ็นจีโอ คือกลุ่มที่ยุยงชาวบ้านให้ต่อต้านโครงการของรัฐ เสมือนหนึ่งว่าโครงการใดที่เอ็นจีโอ เข้าไปล่วงรู้เข้าเมื่อใด โครงการนั้นเป็นอันว่าจะเกิดยาก บางคนถึงกับเปรียบเปรยเอ็นจีโอไอ้ตัวร้าย หรือตัวแสบที่ชอบขวางการพัฒนาไปเลยก็มี ถ้าจะแยกองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยที่มีอยู่ในขณะนี้กว่า 5,000 องค์กรนั้น พอจะแยกออก เป็นกลุ่มได้ดั้งนี้

กลุ่มแรก เป็นองค์กรเล็กๆ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด อาจเป็นโครงการที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจเท่านั้น คนที่ทำงานในองค์กรเหล่านี้บางคนอาจมาจากรัฐบาลหรือภาคธุรกิจ เพื่อที่ต้องการจะช่วยเหลือสังคม เช่น กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มีอยู่ในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด คนเหล่านี้ส่วนมากจะทำด้วยความรัก เสียสละทั้งแรงกายและแรงเงิน

กลุ่มที่สอง เป็นโครงการ หรือกลุ่ม หรือชุมชน แต่เป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่ากลุ่มแรก มีเจ้าหน้าที่ประจำ อาจมีสองคน สามคน หรือบางแห่งอาจขออาสาสมัครจากที่อื่นมาช่วยโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้หรือจ่ายบางส่วน เช่น การขอสมัครจากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมมาช่วย (อาสาสมัครจาก มอส. หรือมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมเป็นคนหนุ่มๆ สาวๆ ที่ส่วนมากพึ่งจบปริญญาตรีและอุดมการณ์อยากช่วยเหลือคนยากคนจน หรือคนที่ด้อยโอกาสในสังคม เลขานุการรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาไทยคนปัจจุบันก็เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนี้มาก่อน) หรือบางหน่วยงาน ก็จะมีอาสาสมัครจากต่างประเทศมาช่วยทำงานให้ โดยไม่รับค่าตอบแทน แต่ระยะเวลามักไม่นานนัก เช่น หนึ่งปี หรือสองปี

กลุ่มที่สาม เป็นองค์กรที่พัฒนามาจากกลุ่มที่หนึ่งและกลุ่มที่สอง และจะมีเจ้าหน้าที่ประจำมากขึ้น มีโครงการ มีงบประมาณที่ได้จากการเสนอโครงการและได้งบประมาณมาสนับสนุน การทำงาน มีทั้งได้รับจากภาครัฐ เช่น จากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนนี้ กองทุนเพื่อการสงเสริมอนุรักษ์พลังงาน สำนักคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กองทุนนี้นิยมให้หน่วยงานภาครัฐมากกว่า โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา) นอนนั้นก็แหล่งทุนจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้หาแหล่งสนับสนุนยากขึ้น เพราะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหลายแห่งจะหันไปช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าประเทศไทยมากขึ้น เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม เป็นต้น

กลุ่มที่สี่ เป็นองค์กรที่คนของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดตั้งขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ตั้งเป็นโครงการ เป็นชมรม และที่จดทะเบียนเป็นทางการเป็นมูลนิธิ หรือสมาคม และที่ตั้งขององค์กรเหล่านี้มักอยู่ในหน่วยงานของรัฐนั้นเอง รวมทั้งบางครั้งก็จัดสรรเงินจากหน่วยงานรัฐนั้นมาให้ทำงาน คนของรัฐ ซึ่งส่วนมากมีตำแหน่งสูงๆ จะเข้ามาสวมหมวกอีกใบ เช่นเป็นประธาณมูลนิธิบ้าง เป็นนายกสมาคมบ้างจะอาศัยชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำอยู่เป็นเครดิตขอทุนจากต่างประเทศบ้าง จากองค์กรระหว่างประเทศที่มีที่ตั้งอยู่ในและนอก ประเทศบ้าง มาทำโครงการเฉพาะกิจ อาจมีการจ้างเจ้าหน้าที่มาทำงานเฉพาะโครงการ ตามระยะเวลาของโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนมา เช่น หนึ่งปี สองปีหรือมากกว่านั้น เจ้าหน้าที่มาทำงานเต็มเวลานี้มักเรียกว่า ผู้ประสานงาน ซึ่งเอ็นจีโอในคราบของรัฐอย่างนี้เห็นได้ในกระทรวงบางกระทรวง เช่นที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

กลุ่มสุดท้าย คือ องค์กรระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็นจีโอ (INGO)องค์กรเหล่านี้มักมีองค์กรแม่อยู่ที่ต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น องค์กร CARE นานาชาติ ประเทศไทย ที่มีองค์กรแม่อยู่สหรัฐอเมริกา มูลนิธิเพิร์ล เอส บั๊ค (Peari S.Buck สหรัฐอเมริกา)วายเอ็มซีเอ (Young Men Christian Association) เอฟเอชไอ(Family Health International)และที่เข้ามาตั้งในไทยล่าสุด คือ กรีนพีซ (Green Peace) ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีทั้งที่เข้าสนับสนุนหรือร่วมมือกับเอ็นจีโอ ในประเทศไทยและที่เข้ามาทำกิจกรรมเอง โดยการจัดจ้างคนในประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ส่วนมากระดับหัวหน้ายังเป็นชาวต่างประเทศที่ส่งเข้ามา งบประมาณส่วนมากมาจากองค์กรแม่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนมากได้ทุนมาจากการรณรงค์รับบริจาคทั่วไป

องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ ทุกองค์กรจะต้องได้รับอนุญาตในการเข้ามาตั้งและทำงานในประเทศจากกรมวิเทศสหการ หน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีก่อนทั้งสิ้น กรมวิเทศสหการจะเป็นผู้ดูแล ควบคุมการทำงาน รวมทั้งการอนุญาตให้คนต่างชาติขององค์กรนั้นมาพำนักเพื่อทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ขอมาด้วย ระยะหลังๆ มานี้องค์กรระหว่างประเทศหรือเอ็นจีโอ เหล่านั้นจะหันมาจ้างคนไทยเป็นหัวหน้ากันมากขึ้น นับว่าเพื่อประหยัดค่าจ้างด้วยเพราะจ้างคนไทยถูกกว่าจ้างฝรั่งมาก แต่ได้ผลงานเท่ากันหรือบางทีก็มากกว่า

คนที่ทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ส่วนมากจะมาทำงานด้วยใจรัก ด้วยอุดมการณ์ ซึ่งส่วนมากเป็นคนหนุ่ม คนสาว ที่เพิ่งจบมาจากรั้วมหาวิทยาลัย มีบ้างเหมือนกันที่ลาออกจากข้าราชการบางคนมาจากองค์กรพัฒนาเอกชนอื่น ที่อาจจะลดคนลงหรือโครงการที่ทำอยู่จบสิ้นลงหรือเป็นเพราะต้องการเปลี่ยนงานใหม่ บางคนทำอยู่หลายปี บางคนไต่เต้ามาจากเจ้าหน้าที่ธรรมดาจนเป็นหัวหน้าองค์กรนั้น ซึ่งคนประเภทนี้จะมีประสบการณ์ในการทำงานสูงมาก ตลอดจนมีความสามารถในการเขียนโครงการแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาดำเนินงาน ซึ่งทุนที่ได้จากต่างประเทศนั้น ส่วนมากได้มาโดยไม่มีเงื่อนไขของแหล่งทุนหรือผู้บริจาค(Donor)แต่อย่างใด (ผิดกับเงินกู้ของ IMF ที่รัฐบาลกู้มานั้นเงินจะมาพร้อมกับเงื่อนไขหลายประการและต้องใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย) ในขณะที่บางคนจะแยกมาตั้งองค์กรของตนเองขึ้นมา เริ่มจากเป็นองค์เล็กๆ และค่อยๆ ใหญ่ขึ้นซึ่งมีทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีบางคนที่ไม่มีความเข้าใจในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของเอ็นจีโอ แต่มักอ้างว่าตนเองเป็นเอ็นจีโอ โดยอาศัยเข้ามาในเส้นทางนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จึงเป็นเหตุให้เอ็นจีโอ ถูกคนในสังคมส่วนหนึ่งมองในแง่ลบเสมอมาจนคำว่า เอ็นจีโอ เป็นคำที่มีความหมายในทางไม่ดี คือต้องเป็นพวกที่ต้องคัดค้านทุกเรื่องทุกโครงการ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะหากภาครัฐหรือแม้แต่ภาคเอกชนที่เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส และให้ประชาชนในพื้นที่ในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม (Participation) อย่างจริงแล้ว ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดไว้หลายมาตราเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีส่วนร่วมกับการดำเนินการโครงการของรัฐบาล

หากเป็นอย่างนี้แล้ว การต่อต้านก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล แต่อย่างไรก็แยกให้ถูกว่าถึงแม้ไม่มีเอ็นจีโอ แต่กับสิ่งที่รัฐทำมาตลอด ย่อมมีชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนแน่นอน แต่ชาวบ้านเขาย่อมมีสิทธิที่จะคัดค้าน แม้เป็นสิบปีที่คนเมืองสำราญกลัวว่าประเทศขาดความสงบก็เถอะ และก็มีสิทธิที่จะมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามาช่วย โดยที่ไม่ใช่มาจูงจมูกชาวบ้านด้วย การที่จะให้ไม่มีการคัดค้านอะไรมากมายคงดีต่อความรู้สึกคนเมือง แต่สภาพความจริงของสังคม ความถูกริดลอนสิทธิของชาวบ้านเหมือนที่ผ่านมาในอดีตก็จะยังคงอยู่ตลอดไปและปัญหาต่างๆ มันก็จะสะสมไว้เพียงเพื่อโผล่ขึ้นมา ให้เดือดร้อนกันทั่วเท่านั้นเอง

อดีตตัวแทนองค์การสาธารณกุศลที่ไม่หวังผลกำไร (NPO)