เอ็นจีโอ! จำเลยตลอดกาลของรัฐบาล?

ตกเป็นจำเลยของผู้บริหารในรัฐบาลอีกครั้ง สำหรับ “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือที่รู้จักกันในนาม NGOs (Non- Government Organisations) ภายหลังมีเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งได้เข้าให้การช่วยเหลือชาวบ้านในการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการเขื่อนปากมูลและโครงการก่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย จนมีการปะทะกันขึ้น

ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมักจะมองว่า เอ็นจีโอ เป็นตัว “ปรปักษ์” ในการทำงาน เพราะองค์กรเหล่านี้มักจะเคลื่อนไหว ต่อต้าน และคัดค้าน การดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐบาล จนนำไปสู่การกล่าวหายอดนิยมว่า เอ็นจีโอบางคนรับเงินจากต่างชาติมาทำลายประเทศ โดยที่ไม่มีการจับใครมาดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าวแม้แต่รายเดียว

เอ็นจีโอ คือ ใคร? กำเนิดขึ้นมาจากอะไร? อาจยังเป็นคำถามของใครอีกหลายคน

สิ่งที่ต้องยอมรับประการหนึ่ง คือ แนวทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา จะอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดกระแสหลัก หรือบนฐานความคิดของการมุ่งพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน เพื่อบรรลุการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการสู่อุตสาหกรรมและการส่งออก

หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่องกับ “ระบบทุนนิยม” นั่นเอง

ซึ่งภายใต้กรอบของระบบทุนนิยมเสรีเช่นนี้ ทำให้ปรากฏรูปธรรมเชิงประจักษ์ในสังคมไทย ๒ ด้าน คือ ด้านหนึ่งพบว่า ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการสร้างความหลากหลายของผลผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ แต่อีกด้านหนึ่งที่พบก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องถูกทำลายลงไปและเสื่อมโทรมเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง สูญเปล่า ขาดมาตรการอนุรักษ์ฟื้นฟูที่เหมาะสม ตลอดจนปัญหามลภาวะที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาสวัสดิภาพ สวัสดิการของประชาชน ความอยุติธรรมในสังคม

ประเด็นหลังนี้เอง ทำให้ก่อเกิดกลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ขึ้นมา เพื่อคอยท้วงติงกระตุ้นเตือนให้ภาครัฐพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการพัฒนาไปสู่ภาวะด้อยพัฒนา อย่างหลายๆ โครงการที่ผ่านมา

สำหรับ เอ็นจีโอไทย มีประวัติเกิดขึ้นมานานแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี หรือหากจะย้อนยุคกันจริงๆ ก็สามารถกล่าวได้ว่า เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ ทรงสถาปนาและก่อตั้ง “สภาอุณาโลมแดง” หรือที่รู้จักกันในสมัยนี้ว่า “สภากาชาดไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์ภัยต่างๆ

ปัจจุบัน มีองค์กรเอ็นจีโอต่างๆ ในประเทศไทยกว่า ๕,๐๐๐ องค์กร ซึ่ง “สร อักษรสกุล” ผู้ที่เคยทำงานให้กับองค์การสาธารณกุศลที่ไม่หวังผลกำไรมากว่า ๒๐ ปี ได้แยกออกเป็น ๕ กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นองค์กรเล็กๆ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ผู้ที่ทำงานในองค์กรเหล่านี้บางคน อาจมาจากภาครัฐบาลหรือภาคธุรกิจ เพื่อต้องการช่วยเหลือสังคม เช่น กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มีอยู่ในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด คนเหล่านี้ส่วนมากจะทำด้วยใจรัก เสียสละทั้งแรงกายและแรงเงิน

กลุ่มที่สอง เป็นโครงการ หรือกลุ่ม หรือชมรม แต่เป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่ากลุ่มแรก มีเจ้าหน้าที่ประจำ ๒ - ๓ คน หรือบางแห่งอาจขออาสาสมัครจากที่อื่นมาช่วย โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ หรือจ่ายให้บางส่วน เช่น การขออาสาสมัครจากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ซึ่งเป็นคนหนุ่มๆ สาวๆ ที่ส่วนมากเพิ่งจบปริญญาตรีและมีอุดมการณ์อยากทำงานช่วยเหลือคนยากคนจน หรือคนที่ด้อยโอกาสในสังคม มาช่วยงาน หรือบางหน่วยงานก็จะมีอาสาสมัครจากต่างประเทศมาช่วยทำงานให้ โดยไม่รับค่าตอบแทน แต่ระยะเวลามักไม่นานนักเช่น ๑–๒ ปี

กลุ่มที่สาม เป็นองค์กรที่พัฒนามาจากกลุ่มที่หนึ่งกับกลุ่มที่สอง และจะมีเจ้าหน้าที่ประจำมากขึ้น มีโครงการมากกว่า ๑ โครงการ มีงบประมาณที่ได้จากการเสนอโครงการ มีทั้งได้รับจากภาครัฐ เช่น จากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนนี้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งทุนจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีน้อยลง เพราะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหลายแห่ง จะหันไปช่วยประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าประเทศไทย เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม เป็นต้น

กลุ่มที่สี่ เป็นองค์กรที่คนของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดตั้งขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ตั้งเป็นโครงการ ป็นชมรม และที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิหรือสมาคม และที่ตั้งขององค์กรเหล่านี้มักอยู่ในหน่วยงานของรัฐนั่นเอง บางครั้งก็จัดสรรเงินจากหน่วยงานรัฐนั้นมาให้ทำงาน ใช้คนของรัฐ ซึ่งส่วนมากมีตำแหน่งสูงๆ จะเข้ามาสวมหมวกอีกใบ เช่น เป็นประธานมูลนิธิบ้าง เป็นนายกสมาคมบ้าง จะอาศัยชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำอยู่เป็นเครดิตขอทุนจากต่างประเทศบ้าง จากองค์กรระหว่างประเทศที่มีตั้งอยู่ในและนอกประเทศบ้าง เพื่อมาทำโครงการเฉพาะกิจ อาจมีการจ้างเจ้าหน้าที่มาทำงานเฉพาะโครงการตามระยะเวลาของโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนมา เช่น ๑-๒ ปี หรือมากกว่านั้น เจ้าหน้าที่มาทำงานเต็มเวลานี้มักเรียกว่า ผู้ประสานงาน ซึ่งเอ็นจีโอ ในคราบของรัฐอย่างนี้ เห็นได้ในกระทรวงบางกระทรวง เช่น ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

และกลุ่มที่ห้า คือ องค์กรระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็นจีโอ (INGO) องค์กรเหล่านี้มักมีองค์กรแม่อยู่ที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น องค์กร CARE นานาชาติ ประเทศไทย ที่มีองค์กรแม่อยู่สหรัฐอเมริกา มูลนิธิเพิร์ล เอส บั๊ค (Pearl S. Buck สหรัฐอเมริกา) วายเอ็มซีเอ (Young Men Christian Association) เอฟเอชไอ (Family Health International) และที่เข้ามาตั้งในไทยล่าสุด คือ กรีนพีซ (Green Peace) ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีทั้งที่เข้ามาสนับสนุนหรือร่วมมือกับเอ็นจีโอในประเทศไทย และที่เข้ามาทำกิจกรรมเอง โดยการจัดจ้างคนในประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ส่วนมากระดับหัวหน้ายังเป็นชาวต่างประเทศที่ส่งเข้ามา งบประมาณส่วนมากมาจากองค์กรแม่ในต่างประเทศ และส่วนมากได้ทุนมาจากการรณรงค์รับบริจาคทั่วไป

องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ ทุกองค์กรจะต้องได้รับอนุญาตในการเข้ามาตั้งและทำงานในประเทศจากกรมวิเทศสหการ หน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีก่อนทั้งสิ้น กรมวิเทศสหการจะเป็นผู้ดูแล ควบคุมการทำงาน รวมทั้งการอนุญาตให้คนต่างชาติขององค์กรนั้นมาพำนักเพื่อทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ขอมาด้วย ระยะหลังๆ มานี้องค์กรระหว่างประเทศหรือเอ็นจีโอ เหล่านี้จะหันมาจ้างคนไทยเป็นหัวหน้างานมากขึ้น นัยว่าเพื่อประหยัดค่าจ้างด้วย เพราะจ้างคนไทยถูกกว่าจ้างฝรั่งมาก แต่ได้ผลงานเท่ากันหรือบางทีก็มากกว่า

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ “ครูหยุย” ส.ว.กทม. จากมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ระบุว่า การรับเงินต่างชาติ เป็นข้อกล่าวหาเดียวที่รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยมักจะยกขึ้นมาพูด เพื่อป้ายสีเอ็นจีโอ ทำให้ประชาชนในสังคมเกิดความไม่ไว้วางใจ และขาดพลังในการทำงานในที่สุด ทั้งที่เป็นธรรมดาเมื่อเขาเข้าไปทำงาน จำเป็นต้องใช้เงิน ซึ่งแหล่งที่มาทั้งจากเงินทางสังคมสงเคราะห์ จากการบริจาคของประชาชน จากการระดมทุนกันเองของคนทำงาน หรือขอรับการสนับสนุนจากองค์กรระดับนานาชาติ ซึ่งหน่วยงานที่ให้เงินมา เชื่อว่าผู้บริการรัฐบาลก็ล้วนรู้จักดี สามารถเข้าไปตรวจสอบได้โดยเครื่องมือที่มีอยู่ เพราะไม่ใช่เรื่องเร้นลับ

ปัจจุบันในทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา จะหนีไม่พ้นที่จะมีองค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้เข้าไปเคลื่อนไหวคอยกระตุ้นเตือนรัฐบาลให้พัฒนาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนยัน และช่วยเหลือคนด้อยโอกาส อย่างไรก็ตาม ในคนหมู่มากย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง ดังนั้น หากเอ็นคนจีโอคนไหนหรือองค์กรไหน ได้ขัดขวางโครงการรัฐโดยไร้เหตุผล หรือรับเงินต่างชาติมาบ่อนทำลายประเทศชาติ ก็ควรจะจับตัวไปดำเนินคดีให้สาสม

หลายฝ่ายจึงได้แต่หวังว่า ทั้งรัฐบาลและเอ็นจีโอจะหันหน้าพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ว่าโครงการไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร ส่วนเอ็นจีโอคนไหนที่เป็น “ปลาเน่า” ก็ช่วยกันขจัดออกไป แต่หากไม่รีบตั้งสติและยอมรับว่าต่างมีทั้งถูกและผิด เราคงจะได้เห็นความรุนแรงแบบที่ไม่มีใครปรารถนา

สุดท้าย จะกลายเป็นความเจ็บปวดของทุกฝ่าย.-

ธีรยุทธ บุญแผ่ผล
ผู้จัดการรายวัน วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม 2545