เอ็นจีโอ-เห็นจะช้าไปสักหน่อยแล้วครับท่าน

เป็นความจริงอย่างน่าตกอกตกใจ ที่เรามาพากันเอะอะโวยวายกันเหมือนถูกผีเข้า ในปัญหาที่เราเรียกกันว่า เอ็นจีโอ ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะพึ่งค้นพบกันในไม่กี่วันมานี้ มีคนหลายคนหงุดหงิดและโกรธแค้นเป็นอันมากต่อสิ่งที่เราพึ่งค้นพบขึ้นมาหยกๆ นั้น ว่าเป็นตัวการทำให้บ้านเมืองยุ่งยากและทำให้คนไทยที่ไม่ประสีประสาตามบ้านนอกคอกนาที่ยากจนข้นแค้นทั่วไปหมดความสุภาพนอบน้อมต่อคนมีเงินมีอำนาจขึ้นมาชนิดที่เชื่อได้ว่า ไม่มีทางที่จะพากันหมอบราบคาบแก้วให้เหยียบเล่นได้เหมือนแต่ก่อนมา แม้ว่าในสมัยก่อน รัฐบาลจะขนหมามากัดเป็นทางการ เพื่อสั่งสอนก็ยังกำราบไม่ได้ คราวนี้ทั้งขนมนุษย์ชนิดหน้าตัวเมียเป็นจำนวน 20-30 คน มารุมกระทืบและพากันออกไปเผาที่พักพิงเป็นทาง โดยที่ทางการก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ดูว่าพวกตายอดตายอยากที่พวกเอ็นจีโอยุยงให้กำเริบเสิบสานขึ้นมาพวกนั้น จะยังไม่มีทางยินยอมอะไรอีกต่อไป ไม่ว่าจะพยายามเห่าและคำรณคำรามขู่เข็ญกันอีท่าไหน แม้แต่จะพยายามโกหกตอแหลโดยการใช้น้ำเย็นเข้าลูบกี่น้ำก็ไม่ได้ผล ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของคนที่เรียกกันว่า เอ็นจีโอนี้ก็ยังจะต้องพัฒนากันต่อไปอีก โดยที่มันยังมองไม่เห็นว่ามันจะยุติได้วิธีไหน

สิ่งที่จะทำต่อไปได้ก็มีทางเดียวคือ จะต้องหาทางกระทืบคนยากคนจนพวกนี้เป็นทางการกันต่อไป หรืออาจจะต้องใช้กฎหมายและอำนาจที่เหนือกว่าทำลายเอ็นจีโอพวกนี้อีกวิธีหนึ่งที่คาดกันว่าจะศักดิ์สิทธิ์หรือสัมฤทธิผลสูงสุดก็คือ จะต้องใส่ร้ายป้ายสีให้เสียผู้เสียคนไปให้ได้ มีทางเดียวเท่านั้น!

การทาสีหรือให้ร้ายป้ายสีคนที่ไม่มีทางสู้จะเป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุดของชนชั้นปกครอง และผู้มีอำนาจแต่ละยุคจะต้องนำมาใช้

ตอนนี้ก็มีการป้ายออกมาด้วยสีหลายยี่ห้อ โดยพวกนักทาสีประเภทต่างๆ เรื่องที่นำมาป้ายก็คือแพร่ข่าวออกไปว่า พวกเอ็นจีโอพวกนี้รับเงินต่างประเทศมาทำลายประเทศไทยและรัฐบาลที่แสนดีของชนชาติไทย!

ก็ยังไม่ได้ผลอะไรนัก ก็จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายจับกุมกักขังเอาไว้ก่อนเพื่อบอกว่า ใครจะกินใครจะเขมือบหรือจะขายชาติอย่างไรก็ตามทีเถอะ พระเดชพระคุณทั้งหลายก็จงอย่าสู้หรืออย่าปริปากเป็นอันขาด อะไรทำนองนั้นเพราะอย่างที่รู้ไปทั่วแผ่นดินกันแล้วว่า ยุคนี้เป็นยุคหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปบ้านเมือง ที่มีการกินการเขมือบและการขายชาติอย่างเอิกเกริกมโหฬาร คนที่ปากอยู่ไม่สุขหรือคันมือคันเท้าอะไรกันขึ้นมาก็ทนไม่ได้ ก็ต้องบอกต้องกล่าวหรือนำมาค้านกัน เช่นเดียวกับคนที่เคยกินเคยเขมือบก็ทนกันไม่ไหวต่อไป ขออย่ามาขัดขากันจะสวยกว่า!

เราน่าจะพูดกันให้ชัดๆ ลงไปเลยว่า การที่มีการประท้วงคัดค้านหรือเกิดความขัดแย้งกันทุกหย่อมหญ้าระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่กับรัฐบาลติดต่อกันมาหลายปีนั้น ความจริงไม่ได้มีเหตุผลอะไรอื่น นอกจากเรื่องการคอร์รัปชั่น การกินบ้านกินเมือง!

คนไทยที่มีศีลมีธรรมไม่ชอบเห็นการคอร์รัปชั่น ไม่ต้องการเห็นใครกินบ้านกินเมืองเท่านั้นเอง!!

ต้องเข้าใจกันว่าการขายบ้านขายเมือง ที่ไม่ยอมบอกออกมาตรงๆ ว่าใครขายไปได้เท่าไรและแบ่งกันกินยังไง ใครได้กินมากน้อยอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับท่อก๊าซหรือเรื่องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าที่ว่าขัดกันไปถึง 3 แสนล้านบาทเหนาะๆ หรือการสร้างเขื่อนสร้างถนนหนทางเป็นแสนเป็นล้านๆ บาทนั้น ทั้งหมดเกิดมาจากการกินการเขมือบที่ไม่บอกกล่าวกัน หรือไม่ตีแผ่กันออกมาให้มันเห็นกันจะจะเท่านั้น ถ้าหากว่าเราเอาความจริงมาพูดกันอย่างเปิดอกเปิดหน้าไพ่ออกมาดูกันเลยให้มันหมดระแวงหมดสงสัย ไม่จำเป็นต้องเอาตำรวจเป็นร้อยเป็นพันไปคอยตีหัวหรือเอาคนไปกระทืบหรือต้องเอาเศษมนุษย์ที่ไหนไปลอบเผากระท่อมให้มันเมื่อย!

ทุกอย่างที่ทำกันและมีปัญหาเป็นเวลาแรมปีทั้งหมดทุกปัญหานั้น มันเกิดมาจากความหวาดระแวงเรื่องกินเรื่องเขมือบและการเอาชาติบ้านเมืองไปขายกันทั้งนั้น

อย่างในระยะเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จะมีการประชุมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สิงคโปร์ ซึ่งก็ว่าเป็นเรื่องกิจการสำคัญของบ้านเมืองที่จะต้องร่วมมือกับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเล่ห์เหลี่ยมในการเอาชาติไปขายให้สิงคโปร์อย่างสกปรกอีกวิธีหนึ่ง เรื่องนี้ก็คงจะมีการประท้วงกันต่อไปอีกยาวนานทีเดียว เพราะอ้างว่าเราจะเอาสิงคโปร์มาเป็นผู้บริหารกิจการการบินของชนชาติไทยและเอาความร่ำรวยของสิงคโปร์มาลงทุนพัฒนากิจการการบิน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขายกิจการการบินไทยให้สิงคโปร์โดยเล่ห์กลตื้นๆ ทางการค้า หรือการเอาบ้านเมืองมาทำมาหากินกันอย่างมีบูรณาการนั่นเอง

การประท้วงจะต้องเกิดขึ้นอย่างน้อยอาจจะไม่ต้องถามว่าใครจะได้เท่าไร เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าไม่มีรายการอะไรในเมืองไทยที่จะไม่มีการเขมือบการรับประทาน เอาเพียงค่าที่ปรึกษาการเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติก็ฟาดเป็นหมื่นๆ ล้านเข้าไปแล้ว ยังค่าประกันการจำหน่ายหุ้นที่จะต้องเอาไปเข้าตลาดหุ้นอีกจำนวนมหาศาล!

เรื่องที่ผมหยิบเอามาพูดนี้ จะจริงหรือเท็จผมรับรองไม่ได้ แต่ตามข่าวและกระแสที่มันหลุดออกมานานแล้ว มันบอกว่าเรื่องการมอบเอกราชและอธิปไตยให้สิงคโปร์ในเรื่องการขายกิจการการบินให้นั้น ได้มีการเตรียมกันมานานแล้ว!

ทำกันมาอย่างมีจังหวะจะโคนว่าอย่างงั้น!

ยังไงก็น่าจะมีการเปิดอกพูดกันเสีย จะเอ็นจีโอที่ไหนรายไหนที่รักและห่วงใยชาติจริงๆ ก็รีบร่ายรำออกมาดูชั้นเชิงกันเสียก่อนที่หมูเขาจะหาม!

สิ่งที่จะต้องนำมาพูดกันก็จะอยู่ที่ปัญหาเอกราชและอธิปไตยทางการเมืองของไทยนั้นก็คือว่าทำไมเราจะต้องขายให้ต่างประเทศ และให้ประเทศเจ้าของทุนเข้ามาควบคุมประเทศไทยที่เป็นประเทศเอกราชมายาวนาน ก็รู้กันว่าเต็มไปด้วยอัจฉริยชนทุกแขนงทุกสาขา การบริหารและการจัดการกิจการการบินในประเทศที่ประเทศกระจอกทั่วโลกที่เขาทำได้ และเราก็สร้างมาไม่ได้เพียงแต่กิจการการบิน แต่เราได้สร้างกองทัพอากาศของเราขึ้นมาใช้เอง โดยไม่ต้องไปจ้างสิงคโปร์ที่ไหนมาควบคุมดูแลให้เหมือนที่คิดหาเงินใช้กันอยู่ทุกลมหายใจในขณะนี้ เราก็ทำมาได้ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศใด!

กองทัพอากาศไทยหรือคนไทยมันสิ้นคิดสิ้นปัญญากันไปหมดทั้งชาติแล้วหรือ?

ต้องให้สิงคโปร์มาลงทุนเพื่อควบคุมกิจการและธุรกิจการบินของไทย เพราะว่าสิงคโปร์มีทุนรอนมีความชำนาญมาก ก็ไหนว่าไทยมีมากมายเหลือเฟือจนกระทั่งต้องรีบดิ้นเอาไปใช้ไอเอ็มเอฟได้อย่างสนุกสนานก่อนเวลา และยังประกาศว่าเศรษฐกิจประเทศไทยก็จะรีบเจริญเติบโตฉิบหายวายวอดต่อไปในปีหน้าอย่างที่ว่ากัน ก็ทำไมไม่เอาเงินพวกนี้มาลงทุนเสียก่อน หรือถ้าให้สิงคโปร์มาลงทุนนั้น สิงคโปร์มันจะกินแกลบและให้เปล่าๆ หรือไม่ยอมลากอะไรไปจากเราอย่างนั้นหรือ?

ผมไม่คัดค้านหรือไม่ทักท้วง เพียงแต่ขอเตือนเอาไว้ว่า การขายธุรกิจการบินของชาติไปให้สิงคโปร์โดยวิธีการสกปรกที่เป็นข่าวออกมานี้ ไม่ช้าก็เร็วเอ็นจีโอที่ถือว่าเป็นเสนียดจัญไรคอหอยพวกกินเมืองพวกนี้แหละ จะต้องมาก่อกวนกันต่อไปอีกนานเท่านั้น คนไทยทุกวันนี้น่าจะเข้าใจกันได้แล้วว่าคนไทยมันไม่ได้โง่อะไรนักหนา

ขอให้ระวังกันไว้ อย่าย่ามใจกันจนเกินไปอย่างที่เคยย่ามใจกันมาแล้ว!

เมื่อวันปีใหม่มีโอกาสได้ดูข่าวชาวเขาทางภาคเหนือที่ได้รับการสนับสนุนและบริจาคเงินช่วยเหลือในการตั้งโรงเรียนเพื่อการศึกษาของชาวเขา ซึ่งคนที่ซุกหัวอยู่แต่ในเมืองอย่างผม ไม่เคยมีปัญญารู้มาก่อนเลยว่าคนไทยตามป่าตามเขาเหล่านั้น ซึ่งวันหนึ่งก็จะต้องเป็นคนชาติไทยและอยู่อย่างคนไทยเหล่านี้ มีความรู้กันจบมัธยม 6 หรือกำลังจะได้เรียนต่อกันจนกระทั่งจบปริญญาตรี ปริญญาโท คนชาวเขาเหล่านี้ก็ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนโดยทุนที่เรียกว่า (NON PROFIT ORGANIZATION-NPO) หรือทุนที่เรียกว่า เอ็นจีโอเหมือนกัน ดูเหมือนจะเป็นการสนับสนุนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระราชวงศ์หลายพระองค์ที่ท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย ทำหน้าที่เป็นผู้แทนไปจัดการดูแลตลอดทั้งทหารและตำรวจอีกหลายสถาบัน ทุกพระนามและทุกนามที่เอ่ยมาแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเอ็นจีโอที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินใครต่อใครมาสร้างความยุ่งยากให้แก่รัฐบาลหรือชนชั้นปกครอง นอกจากชาวเขาแล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ในประเทศไทย คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันทำและดูแลโดยไม่รอรัฐบาลหรือทางราชการ ซึ่งต่อให้ทำอะไรกันไปอีก 2,500 ปี มันก็จะไม่มีอะไรสำเร็จลงไปได้ เพราะนอกจากจะโง่เขลาเบาปัญญากันเป็นธรรมชาติแล้ว ยังเป็นประเภท “วัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้าเห็นแก่กิน” อยู่อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ เอาบ้านฝากไว้ให้ตำรวจดูแลทรัพย์สินในบ้านให้ ก็ยังยอมให้คนขโมยเอาของไปขายเพื่อเอาไปเป็นค่ายาเสพติดหรือเพื่อความสนุกสนาน โดยไม่มีวี่แววที่ดินรถไฟ 200,000 กว่าไร่ เอาไปให้คนเช่าแต่ก็เก็บค่าเช่าให้กระเป๋าตัวเองมาเป็นสิบๆ ปี ไม่รู้ว่าจะตรวจพบหรือเปล่าว่าใครรับประทานเพื่อเลี้ยงพรรคพวกและเอาไปบำเรอเมียน้อยกันคนละเท่าไรต่อเท่าไร เพราะฉะนั้นผู้ที่ห่วงใยบ้านเมืองทุกคนพอช่วยกันได้ก็ช่วยกันทำช่วยกันแก้ก็เท่านั้นเอง

และการทำงานที่ว่านี้จะต้องทำด้วยความรู้ความสามารถและด้วยเหงื่อด้วยแรง มันก็ต้องมีกินมีใช้เช่นเดียวกับการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้แทนเหมือนกัน ไม่มีใครที่สามารถกินหญ้ากินฟางได้ องค์การหรือผู้คนบริจาคจึงต้องให้เอ็นจีโอมีเงินสำหรับกินสำหรับใช้ที่จะต้องทำงานให้สำเร็จและได้ผล

เอ็นจีโอไม่ได้ชั่วอย่างที่ให้ร้ายป้ายสีกัน

รายได้ของเอ็นจีโอที่ว่านี้อาจจะได้มากสักเท่าไรก็ตาม แต่มันก็ไม่เหลือพอที่จะไปตั้งเนื้อตั้งตัวกันไดั ถึงอย่างไรมันก็น้อย การวิ่งเต้นคอร์รัปชั่นย้ายตำแหน่งหน้าที่ของคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง หรือนายหน้าที่วิ่งเต้นขายทรัพย์สินของชาติหลายหมื่นเท่า!

ในบทความเรื่อง “เอ็นจีโอรับเงินจากต่างชาติอีกแล้ว” ในหนังสือพิมพ์ “มติชน” รายวันฉบับวันที่ 2 มกราคม 2546 นี้ เขียนโดย สร อักษรสกุล เขียนบอกออกมา “การที่องค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอรับเงินต่างชาติมานั้นเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่มีองค์การพัฒนาเอกชนและองค์การสาธารณกุศลที่ไม่แสวงหากำไร (NON PROFIT ORGANIZATION-NPO) เกิดขึ้นในเมืองไทยมากกว่า 30 ปีมาแล้ว”

เจ้าของบทความ “เอ็นจีโอรับเงินจากต่างชาติอีกแล้ว” ให้ข้อเท็จจริงต่อมาและว่า “รวมทั้งแหล่งเงินทุนที่ไม่สูงมากนักของสถานทูตประเทศตะวันตกหลายประเทศที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการด้านต่างๆ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านเอดส์ ด้านการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ฯลฯ ซึ่งองค์การทุนต่างๆ ของต่างประเทศเหล่านี้ บางแห่งให้การช่วยเหลือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยเช่น เบลเยียม แคนาดา นอร์เวย์ สวีเดน อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรเลียและญี่ปุ่น เป็นต้น” (สร อักษรสกุล หน้าเดียวกัน)

เฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่ได้รับความเสียหายจากสงครามแม้แต่ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศยุโรปที่ก้าวหน้าและเจริญแล้ว ก็ต้องขอความช่วยเหลือหรือได้รับความช่วยเหลือจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า ซึ่งในการช่วยเหลือแต่ละรายการทุกเรื่องจะต้องมีค่าใช้จ่ายและมีการเรียกร้องสิ่งตอบแทนและแลกเปลี่ยนทั้งสิ้น เพราะผลประโยชน์กลายมาเป็นจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งที่ประเทศต่างๆ ที่ผู้ช่วยเหลือจะต้องได้รับการตอบแทนและประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือจะต้องได้รับเงินมาใช้จ่าย สำหรับการดำเนินงานเหมือนกัน จะใช้แต่น้ำลายหรือมือเปล่าจะทำอะไรไม่ได้ นั่นคือ ความจริงที่เอ็นจีโอหรือคนทำงานที่ต้องได้รับค่าใช้จ่ายแม้แต่จะต้องกินเข้าไป

งานของเอ็นจีโอที่มาในรูปของการกระทำที่เปิดเผยนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องชั่วร้าย ความชั่วร้ายใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มันอยู่ที่บ้านเมืองของเราเอง หรืออยู่ที่ชนชั้นปกครองของเราเอง และพวกที่อาศัยงานของเอ็นจีโอสำหรับทำมาหากินหรือแสวงหาประโยชน์จากเอ็นจีโอมาเป็นเวลายาวนานทั้งนั้นและดูเหมือนจะมีทุกประเภท อาจจะแปลกตรงที่ว่างบางประเทศก็ทำกันโดยเปิดเผยบางประเทศที่ทำกันลับๆ ก็มี แต่ไม่มีการทำที่ไหนที่จะไม่มีคนรู้ และทุกประเทศที่ต้องเล่นการเมืองและคบหากับประเทศอื่นตามความเป็นไปของโลกนั้น การที่จะไม่เข้ามาทำงานหรือไม่มีคนของตนทำงานในรูปของเอ็นจีโอนั้น ไม่เคยมีและจะไม่มีในโลกนี้!

ทำไมจะต้องมาแกล้งทำเป็นโง่ให้ครึกครื้นกันอยู่ได้?

เอ็นจีโอที่ดำเนินการเป็นทางการ โดยองค์การสหประชาชาติที่ทำในเมืองไทยตั้งแต่องค์การสหประชาชาติขึ้นมาที่เป็นตัวเป็นตน หรือไม่แอบแฝงและทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือ หน่วยงานที่เรียกว่า UNDP ซึ่งเป็นตัวแบบทางความคิดและการทำงานของเอ็นจีโอที่ทำให้คนไทยในชนบท และผู้ที่ต่ำต้อยทุกเสี้ยวของแผ่นดินในประเทศไทยตื่นขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น แก้ปัญหาของตัวเองมากขึ้น ก่อนที่รัฐบาลไทยชุดหนึ่งชุดใดหรือนักการเมืองจัณฑาลชุดไหนจะลืมตาอ้าปากมารู้จักเสียด้วยซ้ำ

UNDP มีกลุ่มประชาชนที่ดำเนินงานแก้ไขปัญหาทุกปัญหาของตนเองขณะนี้ ตั้งแต่ยอดเขาสูงสุดในภาคเหนือลงมาถึงซ่องโสเภณีแถวชลบุรี และระยองนับเป็นพันๆ กลุ่ม นักการเมืองที่ไม่สมัครที่จะเอาตัวเองซุกหน้าอยู่กับความงมงายและความไม่รู้เกินไปน่าจะหาโอกาสศึกษา อย่างเรื่องยางพาราที่มีปัญหาวุ่นวายอยู่นั้น ความจริงกลุ่มชาวสวนยางที่เข้าใจปัญหาสลับซับซ้อนที่จะแก้ปัญหาได้นั้น เอ็นจีโอที่ว่านี้ได้จัดตั้งเป็นสหพันธ์ขึ้นมานานแล้ว 22 จังหวัด กลุ่มการแก้ปัญหาอาชีพและพัฒนาความรู้ของประชาชนเพื่อการทำมาหากินก็มีอยู่ทั่วประเทศ ในไม่กี่วันมานี้องค์การเอ็นจีโอกลุ่มนี้ก็เปิดตัวกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวหอมมะลิของประชาชนผู้ผลิตข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน 13 จังหวัดขึ้นมาที่จังหวัดยโสธร หรือขุมกำลังธนาคารของประชาชนของชาวบ้านคลองเปี๊ยะที่มีทุนเป็นร้อยๆ ล้านก็ตั้งขึ้นที่นั่น เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องการทำมาหากินและการบริหารการจัดการธุรกิจชาวบ้านที่ผ่านไปจากชุมชนไม้เรียงที่นครศรีธรรมราช ก็ทำกันมาแล้วเป็นเวลานานถึง 25 ปี หรือแม้แต่กลุ่มผู้ทำแป้งขนมจีนที่นครศรีธรรมราช ก็สามารถช่วยเหลือประชาชนทุกด้านโดยไม่ต้องไปยืมจมูกใครมาหายใจ

รัฐบาลและนักการเมืองที่มาดัดจริตเป็นห่วงเป็นใยประชาชนชาวบ้านพวกนี้อยู่อย่างที่ออกมาโอ้อวดโฆษณาประกาศโน่นประกาศนี่ไม่หยุดนั้น ช้าไปกว่าองค์การเอ็นจีโอพวกนี้หรือชาวบ้านพวกนี้อย่างน้อย 25 ปี

มันช้าไปมากแล้ว อย่างน้อยก็ไม่น้อยไปกว่า 25 ปี!

เอ็นจีโอพบประชาชนคนไทยเหล่านี้ทั่วประเทศได้ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันทำการศึกษา และการจัดการทุกด้านทุกอย่างเป็นระบบและเป็นวิชาการในทุกเรื่องทุกด้าน!

ประชาชนพลเมืองที่มาจากน้ำมือของเอ็นจีโอเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอเลวหรือเอ็นจีโอดี เอ็นจีโอเหล่านี้ก็เป็นผู้มาจุดชนวนให้คนเหล่านี้ทั้งด้านความคิดอ่านและภูมิปัญญา ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชนที่ได้รับการปลุกและสร้างให้เป็นพลเมืองที่สมบูรณ์จากการปลุกปล้ำของเอ็นจีโอมาตลอดเวลา 25 ปีผ่านมานี้ พร้อมแล้วที่จะปกครองประเทศไทยโดยไม่ต้องไปอาศัยรัฐบาลหรือนักการเมืองกเฬวรากซากศพที่ไหน

เมื่อปี 2516 หรือเมื่อ 30 ปีมาแล้ว หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “มหาราษฎร์” ได้จัดพิมพ์หนังสือที่มีเรื่องราวใหม่หรือยังไม่มีการเปิดเผยในเมืองไทยชื่อ “เปิดหน้ากากซีไอเอ” ที่ต้องพิมพ์ขึ้นถึง 3 ครั้งภายใน 3 ปีในตอนนั้น

ในหนังสือเล่มนี้คนเขียนที่เป็นตัวตั้งตัวตีก็คือ คุณชวินทร์ สระคำ และนักเขียนคนสำคัญในกองบรรณาธิการหลายคนช่วยกันเขียน ในเล่มนั้นมีผมคนหนึ่งที่เขียนร่วมไปถึงสองเรื่องด้วยกันชื่อ “ซีไอเอกับการขายชาติไทย” กับ “ซีไอเอการแทรกแซงต่างประเทศ” ซึ่งก็ดูเหมือนหนังสือเล่มนี้และเรื่องนี้เองที่ทำให้คนไทยรู้จักซีไอเอกันมาจนคุ้นตาคุ้นใจกันถึงทุกวันนี้

เมื่อคุณชวินทร์ สระคำ ที่เชื่อกันว่าถูกฆ่าโดยคนของซีไอเอ ผมก็รับหน้าเขียนและพิมพ์ต่อมาอีกไม่น้อยกว่า 4 เล่ม หลายพันหน้ากระดาษ ตื้นลึกหนาบางของซีไอเอดูเหมือนผมจะเขียนไว้ทุกแง่มุม และจากนั้นผมก็ติดตามศึกษามาตลอดจนกระทั่งเวลานี้ก็นานนับ 30 ปี ซีไอเอก็คงเป็นสถาบันก่อการร้ายที่สกปรกที่สุดและมีชื่อเสียงชั่วช้าที่สุดของอเมริกาและของมนุษยชาติ

ผมจึงอยากจะเรียนผู้ที่พากันรังเกียจเอ็นจีโอกันอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือเด็กอมมือที่ไหนก็ควรจะหันกลับไปศึกษาเรื่องซีไอเอที่กระทำกิจกรรมชั่วร้ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งลับและเปิดเผยโดยการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคนขายชาติในประเทศต่างๆ มาเป็นลำดับให้ละเอียดจะได้ประโยชน์มาก

วิธีการและวัตถุประสงค์ก็เหมือนกับเอ็นจีโอทุกประการ แต่ซีไอเอจะทำแบบที่เรียกว่าหน้าตัวเมียหรือโจรลอบกัดลอบทำและทรยศหลอกลวง โดยไม่ยอมเปิดเผยตัวและทำลายรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อเอาคนขายชาติของตนขึ้นมาปกครองประเทศ ในเวียดนาม ชิลี เขมร ขอให้ไปติดตามดูกันก็จะรู้ว่าทำอะไรกันอยู่

และที่ร้ายที่สุดในขณะนี้ ก็มีองค์การแอบแฝงขึ้นมาทำงานคู่กันกับซีไอเอหรือก็เป็นเอ็นจีโอเหมือนๆ กัน องค์การนี้ชั่วช้ามหาศาลไม่น้อยกว่าซีไอเอ ไม่ได้ฆ่าคนและไม่ทำลายรัฐบาล แต่ใช้นโยบายก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ ปลุกปั่นล้างสมองผู้คนที่โง่เขลาและล้าหลังในประเทศ มีชื่อเรียกว่า NED : THE NATIONAL ENDOWMENT FOR DEMOCRACY หรือซีไอเอปลอมที่กำลังทำงานอยู่ทั่วโลกตั้งแต่จากยอดเขาทิเบตลงไปถึงโสเภณีเร่ร่อนตามชายหาดของจีนและฮ่องกง จะรุมใส่ร้ายทำลายประเทศที่ไม่ยอมเป็นทาสอเมริกาท่าเดียว

ในขณะที่องค์การมือถือสาก ปากถือศีล อีกองค์กรหนึ่งที่ทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติคือ UNHCR หรือ “องค์การบรรเทาทุกข์ขององค์การสหประชาชาติ”

องค์การนี้ทำหน้าที่เพียงลักลอบขนคนเข้าเมืองหรือให้การสนับสนุนผู้ลี้ภัยในประเทศต่างๆ ตามความต้องการของซีไอเอหรือเป็นหน่วยพรางของซีไอเอ

ผู้ที่ยังข้องใจกับองค์การล่าเมืองขึ้นองค์การนี้ กรุณาศึกษาผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่เข้ามาทำอะไรต่ออะไรในเมืองไทยหลายแห่ง แม้แต่การใช้เด็กอมมือสองคนมาหลอกลวงว่า เป็นพระเจ้าทำกันมาแล้ว หรือการยึดสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ ก็ทำกันมาแล้ว พวกลี้ภัยเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือและให้การสนับสนุนจากองค์การสกปรกชื่อนี้ทั้งนั้น

แต่ก็ปรากฏว่าไม่เคยมีนักการเมืองคนใดหรือรัฐบาลไหนที่เคยโวยวายและจัดการทุบหัวหรือแม้แต่จะเสียน้ำลายต่อว่าออกมาเหมือนเอ็นจีโอที่ทุกคนกำลังทุ่มเทสติปัญญาทำลายกันอยู่ในขณะนี้

เราเลือกและแสวงหาความเป็นทาสเป็นพวกๆ เป็นแห่งๆ ไปแล้วแต่ผลประโยชน์!

น่าจะหันมาคิดใหม่ ทำใหม่กันเสียหน่อย คิดและทำอย่างลูกผู้ชายไทยเขาคิดกันนั่นนะครับ

ยอดธง ทับทิวไม้
ผู้จัดการออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2546