NGO กุมารทอง

การชุมนุมใหญ่ของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) ในเดือนมีนาคม 2545 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ของรัฐบาลทักษิณกับคนจน โดยเฉพาะสมัชชาคนจน เป็นการประกาศว่า กลไกการแก้ปัญหาโดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่มีรองนายกฯ ปองพล อดิเรกสาร ไม่ทำงาน

หลังจาการชุมนุมในภาคเหนือ เครือข่ายเขื่อนต่างๆ เข้ามาชุมนุมในกรุงเทพมหานคร ด้วยการเสนอถึงความล้มเหลวของกลไกการแก้ปัญหา ที่เคยใช้มานับแต่ครั้งที่นายกฯ ลงไปกินข้าวกับคนจน

ผลพวงของการเคลื่อนไหวจากจุดนั้นและต่อๆ มา ได้กลไกใหม่คือคณะกรรมการฯ ที่มีพลเอกชวลิตเป็นประธาน จากกรรมการ ได้กรรมการกันมาเรื่อยๆ แต่มีของแถมคือ พี่น้อง และผู้นำเขื่อนราษีไศลหลายคนมีคดีติดตัวกับไป และถูกเฉ่งปี๋เป็นระยะๆ เมื่ออยู่ในพื้นที่และขยับจะเคลื่อนไหวอะไร

ความขัดแย้ง และจุดแตกหักมีมากขึ้นเมื่อเกิด “ม็อบเอ็น จี โอ” เป็นภาพของนักพัฒนาที่ทำงานในหมู่บ้าน งานพัฒนาซึ่งลุกขึ้นมาชุมนุมด้วยตนเอง ว่ากันว่า เป็นการชุมนุมที่ทุลักทุเลมาก

สะท้อนให้เห็นถึงผู้ที่รู้ “ศาสตร์” แห่งการชุมนุม แต่ไม่เคย “ปฏิบัติการ” จริง ว่ากันว่า แค่กางเต้นกว่าจะเสร็จก็แย่แล้ว ยิ่งต้องเจอฝนระหว่างชุมนุมยิ่งแย่เข้าไปอีก ทำให้หลายคนนึกถึงผู้นำชาวบ้านว่า น่าจะมาเป็นพี่เลี้ยงให้ เอ็น จีโอ กันบ้าง

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างความคิดระหว่างรัฐบาลเสรีนิยใหม่ภายใต้มายาภาพประชานิยม กับกระแสชุมชนนิยม ที่มีรอยแยกออกมาชัดเจนมากขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง เงื่อนไขภายนอกที่บีบรัด ทรัพยากรทางสังคมภายในที่จำกัด การปะทะประสานระหว่างฐานคิดและปฏิบัติการทางนโยบาย ผ่านเหตุการณ์สำคัญที่แต่ละฝ่ายจำเป็นต้องสะท้อนจุดยืนว่าจะยืนอย่างไร

ความแตกหักจึงเกิดขึ้น การปะทะกันในพื้นที่ทางสังคมระหว่างรัฐบาลนี้กับขบวนการของคนจน ขบวนการประชาชนต่างๆ จึงเป็นเพียงแค่อาการที่มีเหตุแห่งความขัดแย้งโครงสร้างของฐานคิด ที่ประนีประนอมได้ชั่วครู่ ชั่วยาม

เราเห็นได้จากเหตุการณ์ใหญ่ๆ ดังกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย กรณีโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก กรณีเขื่อนต่างๆ ที่วิธีคิดและจุดยืน และปฏิบัติการของผู้คนในรัฐบาลนี้แสดงออกชัดเจน

ท่าทีเชิงนโยบายเกี่ยวกับคนจนก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การช่วยเหลือคนจนตั้งอยู่บนฐานคิดที่มุ่งสู่ปัญหาการขาดความสามารถในการบริหารจัดการของคนจน มองปัญหาความยากจนขยับขึ้นมาจาก “โง่ จน เจ็บ” แบบดั้งเดิม มาสู่ “โง่” ในเชิงการบริหารจัดการ

ดังคำขวัญของเสนาธิการรอบข้างที่ว่า “ถ้าพี่น้องรู้จักบริหารจัดการก็ไม่จำเป็นต้องมาเดินขบวน”

ดังนั้น ฐานคิดและนโยบายแบบประชานิยมของรัฐบาลนี้ที่กล่าวอ้างว่าคือ นโยบายการแก้ไขปัญหาคนจนแบบองค์รวม เป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าตั้งอยู่บนกรอบคิดที่ลดทอนการมองปัญหาไปสู่ปัญหาการบริหารจัดการของกลุ่มและชุมชนอาชีพเกษตรกรรม เช่น การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กองทุนชุมชนในรูปแบบต่างๆ ผนวกกับการเพิ่มเติมระบบสวัสดิการความช่วยเหลืออันเป็นเป็นแนวคิดแบบสังคมสงเคราะห์ ดังกรณีนโยบาย 30 บาท

สวัสดิการหรือการช่วยเหลือจากรัฐเหล่านี้ ไม่ได้เข้ามาแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหาของฐานอาชีพคือ ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตหรือปัจจัยการผลิตที่สูง เพียงเพิ่มทุนเข้ามาในวงจรการผลิตอีกเพียงเล็กน้อย ไม่ได้แก้ปัญหาหลักในระบบการผลิตของเศรษฐกิจการตลาด และ

ที่สำคัญคือ ไม่ได้มองด้านความจนจากการถูกแย่งชิงทรัพยากร ถูกรุกรานทำให้ฐานการพึ่งพิงตนเองลดลง ความมั่นคงในอาชีพ ทรัพยากรที่หายไป ซึ่งจากกรณีเขื่อนปากมูล และเครือข่ายในสมัชชาคนจนคือ รากเหง้าความยากจนที่มาจากก ความจนอำนาจ จนโอกาส

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ต้องขยายเชิงนโยบายไปสู่ดูสิทธิการจัดการทรัพยากร ดังตัวอย่าง กรณีศึกษาชาวนาไร้ที่ดินจังหวัดลำพูน ชาวบ้านไปยึดที่ดินสะท้อนให้เห็นความมั่นคงของชาวบ้านที่เกิดขึ้นได้ต้องแหวกวงล้อมการปิดกั้นการใช้ทรัพยากรของชาวบ้านรวมถึงปัญหาป่าไม้ ที่ดิน

การปะทะกับชาวบ้านในระยะหลังจึงมีปฏิบัติการที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นจากฝ่ายรัฐ ตลอดมาหลังจากการชุมนุมครั้งแตกหักที่เชียงใหม่เป็นต้นมา กลไกการจัดการภายในทำเนียบที่จะเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมดูเหมือนจะอยู่ในภารกิจของท่าน 53 นายพล

ส่วนผู้คนที่เคยรับหน้าเสื่อเดิม ก็ดูเหมือนจะขยับทำหน้าที่เป็น “กุมารทอง” เป็นพวกพรายกระซิบอย่างเต็มบทบาท ว่านายท่านควรจะทำอย่างไร อาศัยฌานวิเศษในเรื่องการเคลื่อนไหวของประชาชน NGOกุมารทอง จึงเป็นพันธุ์ที่มีคุณค่าสำหรับท่านนายกฯ

ที่ผ่านมา พี่น้องซึ่งอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จึงไม่เพียงแต่เจ็บปวดในเรื่องเชิงฐานคิดและนโยบาย กลไกการแก้ปัญหา และท่าทีเผชิญหน้า แต่ทั้งถูกรอบยิง ถูกขู่ ถูกจับ ต้องข้อกล่าวหาแสนทราม ถูกเผาบ้านช่องที่อยู่อาศัย ฯลฯ สถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะยิ่งขมึงเกรียวมากยิ่งขึ้นทุกวัน

สำหรับกรณีพี่น้องปากมูล อย่าแต่กังวลเรื่องการส่งข่าวสารว่า ทำไมรวดเร็วหรือเกิน จนไม่สร้างปัญญาเพื่อเข้าใจปัญหา อยู่ห่างกันครึ่งโลก สามารถส่งรูป … ไปให้ได้ในเวลาไม่เกิน 3 นาที ใครจะเอาก็อีเมล์บอกมา

ประภาส ปิ่นตบแต่ง
ppintobtang@wisc.edu