NGOs สร้างสรรค์ประชาธิปไตยจริงหรือ

ความจริงคำถามนี้สามารถเอาไปตั้งกับทุกกลุ่ม องค์กร สถาบัน รวมทั้งปัจเจกชนแต่ละคนด้วย ในทุกสังคม ผมขอย้ำว่า "ทุกกลุ่ม องค์กร สถาบัน และปัจเจกชน" เมื่อเอามาตั้งกับองค์กรเอกชนและพิจารณาเป็นรายๆและเป็นกรณีๆ ไป (ไม่อาจพูดโดยรวมได้เด็ดขาด) แล้วคำตอบส่วนใหญ่น่าจะเป็นว่าทั้งใช่และไม่ใช่ มีทั้ง "สร้างสรรค์" "อยู่เฉยๆ" "บั่นทอน" หรือ "ทำลาย" ประชาธิปไตยไปได้ในกลุ่ม องค์กร สถาบัน หรือปัจเจกชนเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเราเข้าใจคำเหล่านี้และคำว่า "ประชาธิปไตย" อย่างไร (สำหรับผมแล้วนะครับ "ประชาธิปไตย" จะไม่เป็นจริงเลยถ้าไม่มี "ความเป็นธรรม" ซึ่งมีความหมายมากกว่า "ความยุติธรรมตามกฎหมาย")

องค์กรเอกชนจำนวนมากเข้าใจว่างานที่ตนทำมีผลไปในทาง "สร้างสรรค์ประชาธิปไตย" โดยตรง เพราะตีความว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม คือประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจชะตากรรมของตนเองมากที่สุด เช่น ในการกำหนดนโยบายแห่งรัฐ กฎหมายแนวทางการพัฒนาประเทศ โครงการและมาตรการต่างๆ ฯลฯ ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นแทนพวกเขาโดยที่ไม่ต้องหันกลับมาฟังพวกเขาอีกเลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าองค์กรเอกชนที่ทำงานเชิง "พัฒนา" ทั้งหมดจึงเน้นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นและผลของมันเพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลว่า สิ่งนั้นดีต่อเขาหรือไม่อย่างไร ถ้าเห็นด้วยจะทำอย่างไร

ไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร ประการต่อมาก็คือการรวมกลุ่มสร้าง "องค์กร-เครือข่าย "เพื่อให้ปากเสียงของเขาเป็นที่ปรากฏเพื่อให้ระบบเป็นไปเพื่อยังประโยชน์แก่ทุกคนในสังคมตามหลักการประชาธิปไตย

แต่แน่นอนว่า คนทำงานในองค์กรเอกชนก็เป็น "ปุถุชน" ธรรมดา และองค์กรก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์ต้องเรียนรู้ต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน การทำใน "สิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่สร้างสรรค์ประชาธิปไตย" ก็ย่อมมีเกิดขึ้นได้ เช่น การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชีวิตและผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่ในองค์กรเอง ความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์กรอาจไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ความสัมพันธ์ชาย-หญิงอาจไม่อยู่บนฐานความเท่าเทียมกัน ซึ่งจากประสบการณ์ของผม เรื่องนี้ยังมีอยู่มาก เป็นภาพสะท้อนของสังคม จุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่าองค์กรเอกชนตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่เพียงใด และได้หาทางทำให้ตนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร

ทางออกของปัญหาเหล่านี้ถูกชี้นำโดยกลุ่ม NGOs ซึ่งทำให้ผู้ที่เดือดร้อนกลับเข้มแข็งและแข็งกร้าวขึ้นในเวลาเดียวกัน การทำงานขององค์กรเอกชนที่คลุกคลีกับชาวบ้านที่ประสบปัญหาเดือดร้อน จะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเอกชนกับชาวบ้านมีพลวัตรมากกว่านั้น และเป็นไปแบบสองทาง องค์กรเอกชนหรือนักพัฒนาไม่ได้และไม่สามารถ "ชี้นำ" ชาวบ้านได้ในทุกเรื่องและตลอดเวลา ชาวบ้านเองก็เติบโตทางความคิด จากประสบการณ์ จากการต่อสู้ของเขาเอง หลายครั้งที่องค์กรเอกชนหรือนักพัฒนาเสียอีก ที่ต้องคอยยับยั้งชาวบ้านเพราะไม่ต้องการให้เกิดการปะทะเป็นความรุนแรง

หากศึกษาสถานการณ์บ้านเมือง จะพบว่ากรณีความขัดแย้ง มีการชุมนุมการประท้วง หรือหลายครั้งเกิดเป็นความรุนแรงนั้น ไม่มีองค์กรเอกชนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเลย ชาวบ้านเขาคิดเขาทำกันเองทั้งนั้น หลายครั้งองค์กรเอกชนเข้าไปในช่วงหลังเมื่อทราบข่าวการต่อสู้ของชาวบ้านจากสื่อมวลชนแล้ว ประสบการณ์การต่อสู้ต่างหากเป็นกระบวนการที่ทำให้พวกเขา "แข็งกร้าว" ขึ้นหรือไม่ โดยทั่วไปหากมีการตอบสนองจากกลไกรัฐทุกคนก็อยากพูดจากันดีๆทั้งนั้น เพราะการประท้วงมันเหนื่อยและสิ้นเปลืองกว่าการคุยกันเยอะ

การประท้วงหรือการชุมนุมกันส่วนใหญ่มีแนวทางแสดงออกด้วยความรุนแรง ปิดถนนประท้วง เดินขบวนต่อต้านบนถนน ซึ่งบางครั้งก็อาจไปละเมิดสิทธิของผู้ที่สัญจรทางถนนสายนั้นๆ และความก้าวร้าวอื่นๆ ที่พยายามแสดงออกมาให้เห็นเพื่อเป็นการข่มขู่รัฐให้ทำตามที่กลุ่มเรียกร้องต้องการ

การที่ผมใช้คำว่า "ส่วนใหญ่" คงจะผิดพลาดนะครับ ถ้าเอาปริมาณมาพูดกัน ชาวบ้านได้ใช้วิธีการที่ไม่รุนแรงมามากมาย การศึกษาบ่งชี้ชัดเจนว่า เขาจะมาถึงขั้นนี้เขาใช้ทุกขั้นตอนที่เป็นไปได้ทั้งหมด เขาร้องเรียนตามขั้นตอนราชการหมดทุกขั้นตอน ทุกหน่วยงาน โดยไม่มีการตอบสนองที่นำไปสู่การแก้ปัญหาแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นข่าว เป็นข่าวก็เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ผมพูดเรื่องนี้มาหลายครั้งว่า "ถ้าจะพูดไปสื่อมวลชนเองก็มีส่วนสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน และมีส่วนทำให้เกิดความรุนแรง เพราะจะรายงานข่าวก็ต่อเมื่อเกิดความรุนแรง ไม่ช่วยสื่อปัญหาของชาวบ้านให้สังคมทราบแต่แรก อันจะทำให้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหามากขึ้นด้วย"

หากจะกล่าวว่า NGOs ทำให้ประชาชนแข็งกร้าว มองรัฐในแง่ไม่ดี ยุยงให้ห่างเหินจากรัฐหรือเปล่า พูดตรงๆ ก็มีส่วนครับ เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคุณเห็นว่าใครทำไม่ดีก็คงมองการทำไม่ดีนั้นเป็นเรื่องดีไปไม่ได้ใช่ไหมครับ จุดสำคัญคือรัฐมีสิ่งที่ไม่ดีอยู่จริง ถ้ารัฐทำดีไปหมดแล้วคุณจะไป "ปั่นหัว" "ล้างสมอง" "ปลุกระดม" อย่างไรก็ไม่สำเร็จ

ในทางตรงข้ามครับ องค์กรเอกชนทำให้ประชาชนหันมาสนใจรัฐมากขึ้น ที่ผ่านมาเรามักปล่อยให้ผู้ปกครองทำอะไรไปตามใจชอบ เขาเรียกกันว่า "ประชาธิปไตยสามสิบวินาที" คือเป็นประชาธิปไตยตอนกาบัตรหย่อนลงตู้รับบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้ "ผู้แทน" ทำไปตามใจซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย การที่ประชาชนสนใจเรียนรู้ติดตามว่ารัฐทำอะไร และคัดค้านเมื่อเห็นว่าทำในสิ่งไม่ถูกต้อง เป็นการทำให้รัฐตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะมียุคไหนที่ประชาชนติดตามมติคณะรัฐมนตรี เอากฎหมายมาศึกษาเป็นคำๆ หรือเขียนกฎหมายเสนอกฎหมายเอง ขอข้อมูลโครงการรัฐมาตรวจสอบ อย่างรอบด้านเทียบกับกฎหมาย ฯลฯ อย่างนี้จะเรียกห่างเหินอย่างไร นี่เป็นยุคที่องค์กรเอกชนและองค์กรประชาชนทำงานกับหน่วยงานรัฐมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ถ้ารัฐเอาแต่หลอกเขา สัญญาโน่นสัญญานี่แล้วไม่ทำ ชาวบ้านเอาเรื่องจริงมาพูดก็ไม่ฟัง ชาวบ้านใช้กลไกรัฐทั้งหมดในการยับยั้งหรือแก้ไขปัญหา แล้วยังไม่เกิดอะไรขึ้น ผมถามว่าถ้าโจรเข้าบ้าน คุณเรียกตำรวจมาแล้วตำรวจไม่ตอบสนอง คุณจะเฉยให้โจรมาทำร้ายสมาชิกครอบครัวปล้นทรัพย์สินทำลายชีวิตคุณโดยไม่ป้องกันตัวเลยหรือครับ

อาจจะกล่าวว่า NGOs พยายามสนับสนุนให้ชาวบ้านใช้กฎหมู่ เหนือกฎหมายก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาวนะครับ ผมจะขอคุยบางประเด็นตรงนี้เช่น คำว่า "กฎหมู่" นั้นมักใช้กับการกระทำของกลุ่มชาวบ้านที่ขัดกับกฎหมาย แต่เราต้องตั้งคำถามว่า กฎหมายนั้น "เป็นธรรม" เสมอไปหรือไม่ครับ "สิทธิตามกฎหมาย" และ "ความยุติธรรมภายใต้หรือต่อหน้ากฎหมาย" อาจไม่เป็นธรรมก็ได้ ดังนั้นการเรียกร้องความเป็นธรรมบางครั้งจึงละเมิดกฎหมาย ผู้ศึกษากฎหมายย่อมทราบว่า กฎหมายเขียนได้แก้ไขได้ครับ

ดังนั้น ผมอยากสรุปสั้นๆ สำหรับประเด็นที่ถามมาแต่แรกในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยว่า NGOs ทำหน้าที่ส่งเสริมประชาธิปไตยในแง่ของการมีส่วนร่วม แต่สังคมวิทยาการเมืองของคนไทยไม่ได้เป็นแบบ Citizen แต่เป็น Client เลยทำให้ NGOs ถูกมองในแง่ลบและประสบปัญหาในเรื่องของการประชาสัมพันธ์หรือหาแนวร่วม

ซึ่งผมเห็นด้วยกับอาจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่เคยเขียนไว้ว่า สังคมจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเป็นพลเมืองที่แสดงบทบาทหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน (active citizen) ซึ่งในสังคมไทยยังห่างไกลครับ เพราะเรายังคุ้นเคย ยอมรับ และถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์ (patron-client relationship) เป็นส่วนใหญ่แต่การเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปในทิศทางที่ประชาชนตระหนักถึงบทบาทของตนเองมากขึ้นเรื่อยองค์กรเอกชนมีส่วนในการสร้างจิตสำนึกและกระตุ้นให้ประชาชนเห็นและแสดงความเป็นพลเมืองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนในเรื่องเงินงบประมาณสนับสนุน การทำงานของ NGOs นั้น หน่วยงานรัฐบาลไทยเองในช่วงหลังนี้ก็มีการตั้งมูลนิธิขึ้นมาหลายแห่ง เพื่อสร้างความสะดวกในการดำเนินงานตามแนวทางของกรมกอง เช่น มูลนิธิพัฒนาไท ซึ่งก็ทำกันในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา องค์กรประเภทนี้เขามีศัพท์เรียก ว่า GONGO หรือ Government NGO (ส่วนองค์กรเอกชนที่องค์กรธุรกิจตั้งมาเรียกว่า Business Organisation NGO หรือ BONGO) ทั้ง GONGO และ BONGO ตั้งขึ้นทำไม บางครั้งก็เป็นความจริงใจที่ต้องการความคล่องตัวในการทำงาน ไม่ติดระเบียบราชการหรือการเอาผลกำไรจากธุรกิจ มาทำประโยชน์เพื่อสังคมจริงๆ บางครั้งก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝงต้องดูเป็นแห่งๆ กรณีๆไป

ส่วนแหล่งเงินทุนที่ NGOs ไทย ได้มา ถ้าเป็นประเภทที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกก็น่าจะได้มาจากเมืองนอก อันนี้ทำให้คนสงสัยกันเยอะ แต่ผมยังไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้แน่นอน แต่จากการสำรวจโดยการสนับสนุนจากภาคีความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทำเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นการศึกษารวบรวมจากมูลนิธิ สมาคมเก่าๆของศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์(NIDA) และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าการสนับสนุนองค์กรเอกชนส่วนใหญ่มาจากในประเทศไทยนี่เองครับมูลนิธิสมาคมเก่าๆ นั้น ก็มาจากการบริจาคของสาธารณชนหรือครอบครัวของผู้มีฐานะดี เช่นเดียวกับองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการบริจาคจากสาธารณชนในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ องค์กรเอกชนในภาคเหนือกว่าครึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เช่นเดียวกับองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์และสาธารณสุข การบริจาคจากภาคธุรกิจในไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีภาคธุรกิจขนาดใกล้เคียงกัน นักธุรกิจไทยคง ต้องคืนกำไรให้สังคมมากกว่านี้ เช่นที่ธนาคารกสิกรไทยทำในโครงการช่วยน้อง บริจาคไป 50 ล้านบาทเมื่อเร็วๆ นี้

เงินสนับสนุนที่รัฐบาลให้องค์กรเอกชนก็มีกองทุนสิ่งแวดล้อมกระทรวงวิทยาศาสตร์ งบประมาณสนับสนุนประจำปีของกองโรคเอดส์ กองประกอบโรคศิลป์ และคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข กรมประสงเคราะห์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ

สุดท้าย ประเด็นเรื่องการตรวจสอบ การถ่วงดุลย์เพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจของสังคม ถึงแนวทางการทำงาน NGOs นั้น มีครับ แต่ไม่เป็นระบบเท่าวิชาชีพอื่นๆ เช่น วิศวกรมีวิศวกรรมสถาน แพทย์มีแพทย์สภา ทนายความมีสภาทนายความ เป็นต้น ในวิชาชีพเหล่านั้นมีการสอบ ออกใบอนุญาต ร้องเรียนไต่สวนและลงโทษได้เมื่อกระทำความผิด ฯลฯ อาชีพ "นักพัฒนา" ที่ทำงานกับองค์กรเอกชนยังไม่องค์กรวิชาชีพมาตรวจสอบแบบนั้น จึงมีข้ออ่อนจริงในด้านคุณภาพของคน ไม่มีมาตรฐานชัดเจน และไม่มีกลไกให้มีการร้องเรียนไต่สวนและลงโทษอย่างเป็นระบบได้ที่ผ่านมามักเป็นการใช้มาตรการทางสังคมหรือกฎขององค์กรเป็นองค์กรๆไป ตัวอย่างเช่นนักพัฒนาคนหนึ่งมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม องค์กรผู้หญิงจะเป็นกลุ่มแรกที่ไม่สังสรรค์ด้วย ต่อมาถ้ายังทำอยู่อีกหลายคนก็ไม่ยอมรับ เมื่อขยายวงไปมากขึ้น ก็อยู่ไม่ได้ต้องออกไปหรือย้ายไปอยู่ภาคอื่น แต่ก็ไม่มีการลงโทษมากกว่านั้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเคยมีคนโกงเงิน ถูกจับได้ มีการเอาเรื่องขึ้นศาลติดคุกไปครับ แต่ก็ยังมีคนโกงลอยนวลอยู่จำนวนหนึ่งครับ แม้ว่าเท่าที่ทราบจะมีน้อย

ในส่วนของภาคราชการกำลังจะมีการร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพ และจริยธรรมนักสังคมสงเคราะห์ด้วย ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องนี้อาจครอบคลุมมาถึงนักสังคมสงเคราะห์ในภาคเอกชนด้วย เนื่องจากในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชนไทย ยังไม่มีสถาบันกลางในการตรวจสอบมาตรฐาน ความโปร่งใสหรือความรับผิดชอบ (accountability) แต่ก็มีบางประเทศเท่านั้นที่มีระบบทำนองนี้ ทั้งที่รัฐตั้งมาหรือองค์กรเอกชนตั้งกันเองโดยที่รัฐรับรอง องค์กรที่ตรวจสอบองค์กรเอกชนที่ผ่านมาคือแหล่งทุนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือองค์กรเอกชนที่ให้ทุนองค์กรเอกชนในปัจจุบันส่วนใหญ่กำหนดให้มีการประเมินผลการทำงานโดยมีการกำหนดตัวชี้วัด มีการกำหนดให้ทำรายงานความก้าวหน้าและรายงานการเงินส่ง (บางแห่งเข้มงวดมาก แม้ใบเสร็จแต่ละใบก็ดู) มีการตรวจสอบการเงินด้วยผู้สอบบัญชีที่ทางการรับรองเป็นประจำทุกปี มีการทำสัญญาชัดเจนสามารถฟ้องร้องตามกฎหมาย ได้หากไม่ทำตามเพื่อเรียกเงินคืน แหล่งทุนที่อยู่ในต่างประเทศอาจจะเข้ามาควบคุมถึงขั้นนี้ได้ยากสักหน่อย แต่เขาจะใช้วิธี ตัดความสัมพันธ์ หยุดโอนเงิน ไม่ต่อสัญญาเอาขึ้นบัญชีดำ และมีการแจ้งข่าวสารบอกกล่าวกันระดับหนึ่ง แต่บางแหล่งทุนก็หละหลวมมากเหมือนกัน แต่จะเอาความสมบูรณ์จากไหนครับ ในสมาคมวิชาชีพก็มีการช่วยกัน มีช่องโหว่ในการควบคุมอย่างที่เราได้อ่านได้ฟังเป็นข่าวอยู่เป็นระยะ ภาคธุรกิจที่ว่ามีประสิทธิภาพประสิทธิผล ถามจริงๆว่าคุมกันได้ไหม หน่วยงานรัฐยิ่งร้ายหนัก ไม่มีการประเมินผลงานเลยเท่าที่ผ่านมาและเป็นภาคส่วนที่มีการโกงมากที่สุดทั้งที่มีระเบียบมาควบคุมมากมาย

"ส่วนตัวผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่องค์กรเอกชนไทยต้องตั้งองค์กรกลางขึ้นมารักษามาตรฐานของตน สร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น ตอบรับต่อการจับตาดูของสังคม" แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการเรียกร้องให้ตรวจองค์กรเอกชน ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ถ้าจะเข้มงวดกัน แล้ววิชาชีพอื่น สถาบันอื่นทำได้จริงแค่ไหน เคยมีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันบ้างแล้วในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และมีการนำเสนอกรณีองค์กรที่ทำหน้าที่ดังกล่าวในประเทศฟิลิปปินส์ ขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการศึกษา องค์กรนี้ชื่อว่า Philippines Council for NGOs Certification (PCNC) หรือพอจะแปลได้ว่า”สภาแห่งฟิลิปปินส์เพื่อการรับรององค์กรเอกชน” หน่วยงานนี้องค์กรเอกชนรวมตัวกันตั้งขึ้นมาเอง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานองค์กรเอกชนตามความสมัครใจ เป็นมาตรฐานที่ทางรัฐบาลและภาคธุรกิจยอมรับ รัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่องค์กรที่ผ่านการรับรองนี้ กระบวนการตรวจสอบเปิดเผยโปร่งใส ใช้บุคลากรจากองค์กรเอกชนเองที่มีประสบการณ์สูงและผ่านการอบรมพิเศษเป็นผู้ตรวจสอบ เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วจะได้ใบรับรองที่มีอายุ 3 ปี ครบกำหนดแล้วต้องตรวจสอบใหม่ องค์กรใดตรวจสอบไม่ผ่าน ก็สามารถปรับปรุงองค์กรมารับการตรวจสอบใหม่ได้ รายละเอียดยังมีอีกมากเราสามารถศึกษาปรับมาใช้กับประเทศไทยได้ หากองค์กรเอกชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจไทยจะยอมรับ

กวิน ชุติมา
รองผู้อำนวยการมูลนิธิกองทุนไทย