“ที่เรียกว่าอนาธิปไตย”

“ยังมีคนเข้าใจกันอยู่เสมอว่าอนาธิปไตยคือประชาธิปไตยไปเสียเช่นนั้นก็มี เช่น กล่าวกันว่า “พูดได้ตามใจคือไทยแท้”...อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือตอนที่พรรคการเมืองสู้กันจนเลยธง ไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย ถึงกับชกปากกันในสภา นักการเมืองและหนังสือพิมพ์กลายเป็นโสเภณีไปมากมาย...ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องส่อให้เห็นว่าเป็นอนาธิปไตย”

คณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

สถานีวิทยุกองทัพบก “๒๐”, ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๓

“(ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของมวลชนซึ่ง)...ละทิ้งหลักมูลฐาน ๔ ประการ (ได้แก่หนทางสังคมนิยม, เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ, การนำของพรรคคอมมิวนิสต์, ลัทธิมาร์กซ-เลนินและความคิดเหมาเจ๋อตุง) และพูดถึงประชาธิปไตยในเชิงนามธรรม ย่อมมีแต่นำไปสู่การแพร่ระบาดของประชาธิปไตยเฟ้อและอนาธิปไตยอย่างมิอาจยับยั้งได้ จนเสถียรภาพและเอกภาพทางการเมืองเสียหายไปสิ้น และโครงการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัยของเราต้องล้มเหลวหมด”

สหายเติ้งเสี่ยวผิง

“ยึดมั่นหลักมูลฐาน ๔ ประการ”

คำปราศรัยในที่ประชุมว่าด้วยหลักการทำงานทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

“ไม่มีใครมีสิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามีสิทธิโดยไม่มีหน้าที่เขาเรียกว่าอภิสิทธิ์ ไม่มีครับ ถ้าทุกคนมีอภิสิทธิ์ไปหมดประเทศก็อยู่ไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิพร้อมกับมีหน้าที่ไปด้วยกัน เมื่อกติกาเป็นอย่างนี้เราเรียกว่าประชา- ธิปไตย แต่ถ้ามีอภิสิทธิ์คือมีสิทธิไม่มีหน้าที่ เขาเรียกอนาธิปไตย เพราะฉะนั้นจะต้องมีความชัดเจนในตรงนี้ถ้าไม่มีความชัดเจนใครจะมาทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงสิทธิคนอื่นด้วยเช่นกัน”

นายกฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

คำให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล

๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

อ่านข้อความข้างต้นแล้ว ก็ให้นึกถึงวาทะที่ท่านอ๋องโง้วซำกุ่ยรำพึงเมื่อได้ฟังความเห็นถูกใจของขันที(ปลอม)อุ้ยเสี่ยวป้อในนิยายอิงประวัติศาสตร์จีนของกิมย้งว่า: - “มหาบุรุษย่อมมีทรรศนะต้องตรงกัน”, แหะ ๆ ๆ

ดังนั้นจะเป็นนายกฯทหารหรือนายกฯพลเรือน, ผู้นำแห่งระบอบคอมมิวนิสต์หรือผู้นำระบอบทุนนิยม ขึ้นชื่อว่า “อนาธิปไตย” ก็ต้องร้องยี้ไว้ก่อนและหวาดระแวงไว้เสมอ, ที่เสียวไส้ยิ่งก็ตรงมันมักจะคละเคล้าสับสนปนเปมากับประชาธิปไตย เข้าทำนองประชาธิปไตยเฟ้อ-เลยธง-นอกกรอบกติกา, ไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย ไม่มีหน้าที่ ฯลฯ

ทว่า “อนาธิปไตย” เป็นของไม่ดีเสมอไปหรือ? คอลัมน์ “ไฟเหลือง ประชาชื่น” ในมติชนรายวัน หน้า ๓ ประจำวันที่ ๙ ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างเฉียบแหลมว่า: -

“ระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “อนาธิปไตย” หรือแม้กระทั่งนิยามแห่งประชาธิปไตยรวมศูนย์ คนที่ทำงานในฐานะเลขานุการ กป. ชป. (หมายถึงอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี) ย่อมเข้าใจอย่างเจนจบ

“ประเด็นอยู่ที่ว่าในความเป็นจริง หน่อแห่ง “อนาธิปไตย” ในชุมชนโบราณของไทยก็ใช่ว่าจะเป็นความเลวร้าย อย่างน้อยสภาพแห่ง “อนาธิปไตย” ที่ดำรงอยู่ในชุมชนล้าหลังของไทยก็ทำให้ชุมชนนั้น ๆ มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเอง

“นี่ย่อมแตกต่างไปจาก “อนาธิปไตย” อย่างที่แพร่ระบาดอยู่ในยุคที่ เอมิล โซล่า และ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ประสบในยุคของเขาอย่างแน่นอน

“บางทีการศึกษางานวิจัยของ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อาจทำให้หูตาสว่างมากยิ่งขึ้น

“มากยิ่งขึ้นจนมีความเฉลียวว่าจะประสานลักษณะ “อนาธิปไตย” อันเป็นด้านที่เข้มแข็งของชุมชนในชนบทไทยให้เข้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร”

หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปจากมุมมองของปรัชญาการเมืองคลาสสิกตะวันตก ก็อาจกล่าวได้ว่า ต่อคำถามที่ว่า: - “อนาธิปไตย” น่ากลัวเสมอไปหรือ? คำตอบทางปรัชญาการเมืองที่แท้ก็คือ: - ไม่แน่เสมอไปดอก ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่ามองสันดานมนุษย์ยังไง...

ถ้ามองสันดานมนุษย์แย่ เห็นว่ามนุษย์มีธาตุแท้เป็นอินดิวิด้วนขี้เหม็นเห็นแก่ตัวสุดโต่ง โลภโมโทสันและหิวกระหายอำนาจไม่หยุดหย่อน ขาดเหตุผลและศีลธรรมกำกับตน ไม่มีน้ำใจเผื่อคนอื่น ไม่เอาหมู่เอาพวกเลย และจะเบรกให้หยุดได้ก็แต่ด้วยความกลัวโดยเฉพาะกลัวเจ็บกลัวตายเท่านั้นแล้ว, แน่นอนว่าขืนปล่อยมนุษย์เห้ ๆ แบบนี้ให้อยู่กันเองแบบไร้รัฐคอยควงกระบองขึ้นลำปืนกำกับควบคุมกำราบปราบปราม ตีกรอบกติกาให้อยู่ในระเบียบวินัยและรู้จักหน้าที่ มันก็ย่อมต้องคดโกงฉุดคร่าปล้นฆ่าข่มขืนก่อม็อบประท้วงเผาบ้านเผาเมืองกันเละตุ้มเป๊ะ

ฉะนั้น แอ่น แอ๊น ระบอบปกครองเดียวที่เหมาะกับมนุษย์เห้ ๆ เหล่านี้ก็คือเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิ์ที่ให้อำนาจผู้ปกครองเด็ดขาด สามารถจำกัดลิดรอนสิทธิพลเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด จะได้สร้างความกลัวสุดขีดขึ้นข่มทับสันดานใฝ่ต่ำขี้เหม็นเห็นแก่ตัวของไพร่ข้าพลเมืองได้ ขู่ให้คนชั่ว ๆ เห้ ๆ เหล่านี้สยบระยอบย่อหงอฝ่อต่ออำนาจรัฐเด็ดขาดสัมบูรณ์นั้นจนยอมถอยเข้าไปอยู่ในกรอบได้ เยี่ยงนี้แล้วจึงจะเกิดความสงบราบคาบขึ้นในบ้านเมือง...ส่ง เสริมบรรยากาศการลงทุน กระตุ้นการพัฒนาชาติ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นแบบทันสมัย ฯลฯ

สรุปก็คือ หากมองสันดานมนุษย์แย่ (pessimism) -> อนาธิปไตยก็ย่อมไม่ดี (anarchy is bad) -> อำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ก็จะจำเป็นและดี (absolute state power is necessary and good)

แต่หากมองกลับกัน คือมองว่าสันดานมนุษย์ดีพอควร คือเป็นอินดิวิด้วนนั่นแหละ แต่ก็เป็นสัตว์สังคมด้วย ฉะนั้นจึงมีทั้งด้านที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่หมู่พวกชุมชนและเพื่อนร่วมโลกคนอื่นไปด้วยกัน, ไม่ใช่สัตว์ป่าสารเลวกระหายห่าบ้าเลือด ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะทำร้ายเข่นฆ่าปล้นชิงกันท่าเดียว หากมีเหตุผลหรือมโนธรรมประจำใจ รู้ว่าอะไรควรไม่ควร, หากมองแบบนี้ ภาวะธรรมชาติที่ไร้รัฐ (the stateless state of nature หรือนัยหนึ่งภาวะที่ผู้คนอยู่กันเองโดยไม่มีตุลาการที่ทุกฝ่ายยอมรับสิทธิอำนาจร่วมกันคอยตัดสินข้อพิพาท) ก็ย่อมไม่ใช่ภาวะที่ใครนึกจะทำระยำตำบอนอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ (the state of licence) และไม่จำต้องเลวร้ายกลายเป็นภาวะสงคราม (the state of war หรือนัยหนึ่งเกิดการใช้กำลังโดยอธรรมประทุษร้ายกัน) เสมอไป เพราะต่อให้ไม่มีรัฐ-ตำรวจ-ศาล-ทหาร--คุกตะรางคอยควงกระบองขึ้นลำปืนกำกับบังคับกำราบปราบปราม ผู้คนก็ยังมีเหตุผลมีศีลธรรมกำกับในกมลสันดานตามสมควร พอจะพูดคุยกันรู้เรื่องและอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างสันติได้ตามธรรมเนียมประเพณีที่มีมา

ฉะนั้น แอ่น แอ๊น ระบอบปกครองที่เหมาะแก่ผู้คนที่มีเหตุผลมีศีลธรรมเหล่านี้ก็คือระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่พวกเขาในฐานะเสรีชนโดยธรรมชาติตกลงสละความเป็นไทแก่ตัวและสิทธิโดยธรรมชาติ(บางส่วน)ทำสัญญาประชาคมสร้างขึ้น โดยยอมตามมติเสียงข้างมากที่เลือกตั้งตัวแทนไปตรากฎหมายบ้านเมืองเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกัน

อำนาจรัฐในระบอบนี้จึงมิได้เด็ดขาดสัมบูรณ์หากถูกจำกัดด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิโดยธรรมชาติที่เหลืออยู่, สิทธิพลเมืองก็มีรากเหง้าที่มาจากสิทธิโดยธรรมชาติของพวกเขาเองแต่เดิม(บางส่วน)ซึ่งแปลงสถานะมาในสังคมการเมือง หาได้เกิดจากกฎหมายบ้านเมืองดลบันดาลประสิทธิ์ประสาทให้แต่อย่างใดไม่ กฎหมายบ้านเมืองเพียงแต่รับรองค้ำประกันสิทธิที่พวกเขาเคยมีอยู่แล้วแต่เดิมโดยธรรมชาติเท่านั้น, กฎหมายบ้านเมืองที่ออกโดยตัวแทนของประชาชนพลเมืองก็มีรากเหง้าที่มาและอยู่ในกรอบของกฎธรรมชาติซึ่งดำรงอยู่และมีผลต่อไปในสังคมเหนือทุกคนรวมทั้งเหนือตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติเองด้วย มิใช่ว่า ส.ส. , ส.ว.นึกจะออกกฎหมายบ้านเมืองมาอย่างใดก็ได้โดยไร้ขีดจำกัด เพราะกฎหมายบ้านเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายส่วนรวมของสังคมเท่านั้น

และเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เป็นเอกที่ผู้คนมารวมตัวกันเป็นสังคมและยอมเชื่อฟังทำตามรัฐบาลโดยสมัครใจก็คือเพื่อปกปักรักษาและขยายสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าในภาวะธรรมชาติที่ไร้รัฐนั่นเอง

สรุปก็คือ หากมองสันดานมนุษย์ดีมีเหตุผลมีศีลธรรมตามสมควร (optimism) -> อนาธิปไตยก็มิใช่ภาวะเลวร้ายเหลือทนและไม่จำต้องเป็นภาวะสงคราม (anarchy isn’t unbearable and not necessarily the state of war) -> อำนาจรัฐชนิดที่เหมาะและดีแก่เสรีชนผู้สมัครใจทำสัญญาประชาคมกันเองก็คือเสรีประชาธิปไตย (liberal democratic state power is appropriate and good)

กระนั้นแล้ว ไฉนผู้ปกครองกลับมักมองเห็นการใช้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยเป็น “อนาธิปไตย" ไปได้เล่า? คำตอบเรื่องนี้ โธมัส ฮ๊อบส์ (ค.ศ. ๑๕๘๘-๑๖๗๙) เจ้าทฤษฎีการเมืองสมบูรณาญาสิทธิ์ชาวอังกฤษได้แบไต๋ไว้น่าฟังในหนังสือ Leviathan (ค.ศ. ๑๖๕๑) ว่า: -

“พวกที่อยู่ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยแล้วไม่พอใจ ก็จะเรียกมันว่าระบอบทรราชย์; และพวกที่ไม่ชมชอบระบอบอภิชนาธิปไตย ก็จะเรียกมันว่าระบอบคณาธิปไตยฉันใด; พวกที่พบว่าตนเองทุกข์ระทมขมขื่นอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ก็จะเรียกมันว่าอนาธิปไตยฉันนั้น...”

ก็เอาเถอะ ขอถามว่าแล้วจะเสนอมาตรการแก้อาการ “อนาธิปไตย” ฉันใด, ต่อเรื่องนี้ เอ็ดมันด์ เบิร์ก (ค.ศ. ๑๗๒๙-๙๗) เจ้าทฤษฎีการเมืองอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษได้เสนอทางออกเชิงท้าทายแก่บรรดาผู้ปกครองที่หงุดหงิดรำคาญ “อนาธิปไตย” ไว้ในหนังสือ On Conciliation with America (ค.ศ. ๑๗๗๕) ว่า: -

“โอสถบำบัดความเชื่อไสยศาสตร์ที่แท้จริงคือศาสนา หาใช่อเทวนิยมฉันใด; ยาแก้อนาธิปไตยก็ได้แก่เสรีภาพ หาใช่ความเป็นทาสฉันนั้น”

ว่าแต่ว่าคุณล่ะกล้าหรือเปล่าที่จะปกปักรักษาและขยายเสรีภาพของประชาชนพลเมือง?

เกษียร เตชะพีระ
มติชนรายวัน, ๑๗ ม.ค. ๒๕๔๖, น.๖