|
จากอั้งยี่ ซ่องโจร สู่เอ็นจีโอ
ย้อนหลังไปเมื่อ 30-40 ปี เราจะคุ้นหูกันมากกับคำว่า "อั้งยี่ ซ่องโจร"
ซึ่งมีปรากฎอยู่ในพจนานุกรม โดยที่คำว่า "อั้งยี่" หมายความถึง
สมาคมลับของชาวจีน และ คำว่า "ซ่องโจร" หมายถึง ที่มั่วสุมชุมนุมกันลับ
ๆ (มักใช้ในทางไม่ดี) เช่น เป็นที่ ของคนไม่ดีมาซ่องสุม (การเกลี้ยกล่อมผู้คนให้มามั่วสุมเพื่อการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง)
ภายใต้การกวาดล้างอย่างเข้มงวด ในปัจจุบันคำว่า อั้งยี่ ซ่องโจร ค่อย ๆ
เลือนลางไปจากความรู้สึกของคนไทย แต่มีคำใหม่ขึ้นมาคือคำว่า เอ็นจีโอ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า
NGO (Non Government Organization) ซึ่งในเชิงของภาษาแล้ว เราจะพบว่า เรามักจะเคยชินกับการเรียกสิ่งโน่น
สิ่งนี้ว่าเป็นอะไร เช่น เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นพระ เป็นพ่อค้า เป็นขอทาน
และอื่น ๆ แต่คำว่า เอ็นจีโอ มีความหมายแบบตรงตัวว่า "ไม่เป็นรัฐ"
หรือพูดง่าย ๆ ว่าออกมาประกาศว่า "ฉันไม่ใช่รัฐ" แต่ไม่บอกว่าเป็นอะไร
คำว่า เอ็นจีโอ รากศัพท์ก็ไม่ได้ถือกำเนิดจากเมืองไทย แต่ถือกำเนิดที่ต่างประเทศ
ฟากตะวันตก ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ บรรดาเอ็นจีโอ 10 ประการดังนี้
1)ทางด้านปรัชญาของเอ็นจีโอ คือการประกาศตัวเองว่าไม่เป็นรัฐ แต่ไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นอะไร
เป็นใคร มีหน้าที่เช่นใด ซึ่งสร้างความสับสนคลุมเคลือ
2)ทางด้านของแหล่งที่มางบประมาณก็ไม่ชัดเจนว่า ใครให้ ให้มาเท่าใด แต่ที่รู้
ๆ คือ รับเงินจากต่างชาติที่ไม่ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า ให้มาเพื่อการดี
หรือเพื่อการร้าย โดยเฉพาะการรายงานผลการดำเนินงานต่อแหล่งทุนต่างประเทศ
และในฐานะประชาชนทั่วไป ย่อมไม่ทราบว่า รายงานที่เสนอไป มีเนื้อหาเป็นเช่นใดบ้าง
และขายความลับของประเทศชาติหรือไม่ และ มีประเด็นที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศชาติหรือไม่
และเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของประเทศชาติว่ามีสภาพไม่ต่างจากขอทาน ที่ต้องไปแบมือขอเงินจากพวกเขา
3) ทางด้านจำนวนหน่วยงานที่แน่นอน ก็ไม่ชัดเจนอีกเช่นกันว่ามีกี่หน่วยงาน
และแต่ละหน่วยงานมีใครบ้าง พูดง่าย ๆ คือ มีหน่วยงานจำนวนหนึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะ
และอีกจำนวนหนึ่ง ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และเป็นไปได้มากที่เดียวที่บุคคลซ้ำซ้อนกัน
อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า จุดประสงค์ของการตั้งชื่อให้เยอะ ๆ จะได้ดูเหมือนมีพวกมาก
และ สร้างภาพหลอกลวงประชาชนว่ามีจำนวนมาก
4)ทางด้านภารกิจของเอ็นจีโอ ที่ประกาศต่อสาธารณะคือทำการตรวจสอบรัฐ ตรวจสอบการดำเนินโครงการของรัฐ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ล้วนถูกบรรดาเอ็นจีโอขัดขวาง
หรือ กล่าวง่าย ๆ ต้องมีจุดยืนที่ตรงข้ามกับรัฐ ถ้ารัฐเสนอสิ่งใด จะต้องขัดขวาง
และฉุดรั้งการดำเนินงานของรัฐเสมอ โดยไม่มองผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
5)ทางด้านวิสัยทัศน์ของเอ็นจีโอ พบว่ามีวิสัยทัศน์คับแคบและถือตนเองเป็นใหญ่
อาทิเช่นเรื่องพลังงาน จะเห็นข้อเสนอของเอ็นจีโอเสมอว่า พลังงานปัจจุบันเหลือเฟือ
ซึ่งจริงอยู่วันนี้อาจจะเหลือเฟือ แต่วันหน้าถ้าประชากรเพิ่มขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้น
อัตราการจ้างงานสูงขึ้น ถึงเวลานั้นพลังงานในประเทศเกิดไม่เพียงพอ ใครจะเป็นผู้รับชอบ
คำตอบเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงล่วงหน้า
6)ทางด้านการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอ พบว่า จากการสังเกตการเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในช่วง
3-4 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะก้าวร้าว ไม่ให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ต่อตำรวจในฐานะผู้ดูแลความสงบสุขและดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่
เช่นการใช้ขี้ เยี่ยว โคลน ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ การยิงธนูใส่ทำเนียบ โดยไม่ได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อยว่าธนูดังกล่าวจะพลาดไปทิ้มแทงตาหรือร่างกายใครหรือไม่
หรือกรณีการใช้ก้อนหินขว้างปาประชาชนด้วยกันเองที่มาทำการประชาพิจารณ์เรื่องท่อก๊าซ
โดยไม่คำนึงว่า ผู้อื่นจะได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตราย หรือการข่มขู่เจ้าของโครงการในทำนอง
"มึงสร้างกูเผา" และการใช้วาจาจาบจ้วง โดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
เช่นด่าทอนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำหยาบคาย จาบจ้วง
7)ทางด้านความโปร่งใส จะเห็นได้ว่า เอ็นจีโอมักเรียกให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใส
ในทุก ๆ เรื่องแม้แต่เรื่องที่ควรเป็น ความลับของทางราชการ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อผลเสียหายต่อส่วนรวม
ในทางกลับกัน เอ็นจีโอ ไม่เคยแสดงความพร้อมในการถูกตรวจสอบบ้าง และ เมื่อถูกตั้งข้อสังเกตจะมีข้ออ้างว่ากำลังถูกริดรอนเสรีภาพ
ถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น
8)ทางด้านภาษาเทคนิค พบว่า เอ็นจีโอ ถนัดในการสร้างคำให้เกิดความสับสนและคลุมเคลือ
เช่น ประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่ไม่บอกว่า ให้ร่วมอย่างไร และ เมื่อประชาชนมามีส่วนร่วมโดยที่ตนเองไม่เห็นด้วยก็พร้อมจะกล่าวหาประชาชนเหล่านั้นว่า
เป็นเสียงจัดตั้งของรัฐบาล นอกจากนี้ยังนิยมบัญญัติศัพท์ใหม่ ๆ ที่ฟังดูแล้วเข้าใจยากหรือเข้าใจเพียงสังคมเฉพาะกลุ่มตน
เช่น ปัญหาเชิงโครงสร้าง เวทีสาธารณะ การเมืองภาคประชาชน การจัดตั้ง บริบท
วาทกรรม การเชื่อมโยงแนวราบ การเชื่อมโยงแนวดิ่ง คำเหล่านี้จะแสดงถึง ความทรงภูมิของตนเอง
และยกตนเองให้สูงกว่าประชาชนทั่วไป และในขณะเดียวกันก็ครอบงำมวลชนของตนเอง
ด้วยการสร้างวัฒนธรรมภาษาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น
9)ทางด้านการกำกับ ควบคุม เอ็นจีโอ ไม่ยอมอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ
และ ไม่ยอมรับกฎหมาย กติกาของสังคม เช่นการที่ประเทศไทยมี กฎหมายให้ประชาชนร่วมทำประชาพิจารณ์
แต่ เอ็นจีโอ พยายามล้มระบบดังกล่าว และเรียกร้องคำใหม่ ๆ ขึ้นมาคือ เวทีสาธารณะ
ซึ่งต่อไปถ้ามีกฎหมายรับรองให้จัดเวทีสาธารณะ ก็จะเปลี่ยนคำอีก กล่าวคือ
กฎหมายกำหนดเช่นใด เอ็นจีโอต่างไม่ยอมรับ
10) เอ็นจีโอ มักทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียชื่อเสียง เช่น พยายามฟ้องพวกฝรั่งให้เห็นว่าประเทศไทยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทารุณสัตว์ ใช้แรงงานเด็ก และ บ่อยครั้งเห็นความพยายามประนามประเทศชาติให้ดูล้าหลัง
ด้อยพัฒนา รวมถึงพยายามแสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ยอมรับในตัวผู้นำ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เพื่อความโปร่งใส รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาควบคุมการดำเนินงานของเอ็นจีโอ
เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้รวมถึง รัฐบาลต้องตรวจสอบรายงานผลการดำเนินงานของเอ็นจีโอที่ส่งถึงแหล่งทุนต่างประเทศว่ามีเนื้อหาส่วนใดเป็นภัยคุกคามต่อความั่นคงของรัฐหรือไม่
และตราบใดที่เอ็นจีโอ ไม่พร้อมรับการตรวจสอบจากสาธารณชน ไม่พร้อมที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งรัฐไทย
สภาพของเอ็นจีโอ ก็ไม่แตกต่างจากอั้งยี่ ซองโจรแต่ประการใด
| อ้างอิง
: ราชบัณฑิตสถาน.พจนานุกรม พ.ศ.2531 ,กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์
, 2531 ข่าวหนังสือพิมพ์ระหว่าง ปี พ.ศ.2540-ถึงปัจจุบัน , www.thaingo.org
, www.thaitopic.com |
อย่างที่ท่านผู้เข้ามาออกความเห็นไว้ใน thaitopic ท่านหนึ่งกล่าวคือข้อเขียนของคุณบัญชาเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งที่จะรวบรวมประเด็นที่มีความเห็นในเชิงลบต่อองค์กรเอกชนมาไว้ด้วยกัน
ซึ่งความจริง ประการแรกเคยมีการทำมาแล้วหากย้อนกลับไปอ่านกระทู้เก่าๆในเว็บบอร์ดแห่งนี้
(คุณบัญชาอ้างอิงเว็บไซต์ thaingo ด้วย แต่อาจจะไม่ได้ย้อนกลับไปดูกระทู้เก่าๆในเว็บบอร์ด
หรืออ่านข้อมูลในหน้าต่างๆของเว็บไซต์นี้อย่างละเอียด ซึ่งให้ข้อมูลอธิบายประเด็นที่คุณบัญชาสรุปมาไว้บ้างแล้ว)
ประการที่สอง ยังมีประเด็นอื่นที่มีคนตั้งข้อสังเกตหรือความเห็นในเชิงลบต่อองค์กรเอกชนนอกเหนือไปจากสิบประเด็นนี้
แต่ไม่ขอนำมากล่าว และประการที่สาม ส่วนใหญ่ก็ได้มีการชี้แจงไปด้วยเหตุด้วยผลแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามตอบอย่างสั้นในแต่ละประเด็นอีกครั้งหนึ่ง
ในส่วนนำความที่กล่าวว่า " ...คำว่า เอ็นจีโอ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า
NGO (Non Government Organization) ซึ่งในเชิงของภาษาแล้ว เราจะพบว่า เรามักจะเคยชินกับการเรียกสิ่งโน่น
สิ่งนี้ว่าเป็นอะไร เช่น เป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นพระ เป็นพ่อค้า เป็นขอทาน
และอื่น ๆ แต่คำว่า เอ็นจีโอ มีความหมายแบบตรงตัวว่า "ไม่เป็นรัฐ"
หรือพูดง่าย ๆ ว่าออกมาประกาศว่า "ฉันไม่ใช่รัฐ" แต่ไม่บอกว่าเป็นอะไร"
นั้น
ถ้าเราไม่ติดกับคำศัพท์(jargon) แต่ลงไปที่เนื้อหาแล้วจะพบว่า การเป็นองค์กรที่ไม่ได้เป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือส่วนหนึ่งของรัฐบาล
(คำที่ใช้คือ government - รัฐบาล ไม่ใช่ state - รัฐ)นั้นมีความหมายในตัวที่เป็นกลางทั่วไป
องค์กรในลักษระเดียวกันนี้ยังมีคำอื่นที่เรียกกันอีกหลายคำในประเทศต่างๆ
เช่น Nonprofit organisation(NPO) หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร Private Voluntary
Organisation (PVO) หรือองค์กรอาสาสมัครเอกชน Public Interest Organisation
(PIO) / Public Benefit Organisation (PBO) หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ Civil
Society Organisation (CSO) หรือองค์กรประชาสังคม ฯลฯ แต่ NGO เป็นคำที่ใช้กันกว้างขวางที่สุด
และเป็นคำที่องค์การสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรในกลุ่ม
Bretton Woods (ธนาคารโลก IMF IFC) และธนาคารพัฒนาระหว่างประเทศ (เช่น ธนาคารพัฒนาแห่งเอเซีย
ADB)ใช้กัน ถ้าคำว่า NGO ไม่บอกว่าเป็นอะไร สถาบันเหล่านี้เขาจะใช้กันหรือครับ
โครงการวิจัยองค์กรสาธารณประโยชน์ในประเทศที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ
ก็ได้อภิปรายถึงการมใช้ชื่อไว้พอสมควร เรามีรายงานการวิจัยฉบับย่ออยู่ในเว็บไซต์นี้แล้ว
เข้าไปอ่านที่ข่าว "ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์การเอกชน" และคลิ๊กต่อไปอ่านรายงานการวิจัยฉบับย่อได้
ต่อข้อสังเกตเกี่ยวกับ บรรดาเอ็นจีโอ 10 ประการของคุณบัญชา ขอแสดงความเห็นและข้อมูลไว้ย่อๆ
ดังนี้
1)ทางด้านปรัชญาของเอ็นจีโอ คือการประกาศตัวเองว่าไม่เป็นรัฐ แต่ไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นอะไร
เป็นใคร มีหน้าที่เช่นใด ซึ่งสร้างความสับสนคลุมเคลือ
ข้อนี้ได้ตอบไว้แล้วข้างต้น องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และมาถึงเมืองไทย
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ตั้งขึ้นใหม่จากการปฏิรูประบบราชการเมื่อเดือนตุลาคม
2546 เขาชัดเจนนะครับว่า "เอ็นจีโอ" คือใคร หน่วยงานราชการไทยทั้งหลายที่ทำงานกับองค์กรเอกชน
ซึ่งบางองค์กรมีงบประมาณสนับสนุนเป็นประจำทุกปีด้วย ก็ไม่สับสนเช่นกัน และความจริงคำว่า
"เอ็นจีโอ" นี้ที่ใช้กันมากที่สุดคือสื่อมวลชน หน่วยงานราชการไทยมีคำไทยที่ใช้เรียกชัดเจนครับ
อาจจะต่างกันไปบ้าง แต่เขาไม่สับสนแน่ ไม่เช่นกันคงไม่จัดงบประมาณมาให้ได้
และมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรวจได้ด้วย
2)ทางด้านของแหล่งที่มางบประมาณนั้น องค์เอกชนส่วนใหญ่ที่สุดได้แจ้งไว้แล้วเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเปิดเผย
(หรือถ้าไม่ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อภายนอกก็ขอดูได้) เพียงแต่ไม่ได้ประกาศต่อสาธารณชนผ่านทางสื่อมวลชนออกมาเท่านั้นเอง
องค์กรที่ขออนุญาตจัดตั้งกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนาธรรมแห่งและจดทะเบียนต่อกระทรวงมหาดไทยเป็นมูลนิธิหรือสมาคมก็ต้องแจ้งบัญชีการเงิน
(ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นก็จะมีการระบุรายรับและแหล่งที่มา) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บางองค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมหน่อยมีงบประมาณพอสมควรอาจจัดพิมพ์รายงานประจำปี
ซึ่งก็จะมีรายงานข้อมูลนี้เช่นกัน บางองค์กรที่ขอรับการบริจาคจากสาธารณชนเป็นรายได้สำคัญ
เช่น มูลนิธิเด็ก (ร้อยละ 98 ของทุนดำเนินงานมาจากในประเทศ) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก(กว่าร้อยละ
90 ของทุนมาจากในประเทศ) ใครก็สามารถเดินเข้าไปในองค์กรและขอดูบัญชีการเงินได้
เขาเปิดเผยครับ
3) ทางด้านตัวเลขจำนวนหน่วยงานที่แน่นอน เป็นความจริงที่ไม่มีใครทราบแน่นอน
องค์กรที่ขออนุญาติจัดตั้งกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นมูลนิธิและสมาคมนั้นมีมากกว่า
20,000 องค์กร ที่ไม่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิหรือสมาคมก็มีอีกจำนวนหนึ่ง คาดกันว่าน่าจะไม่เกิน
500 องค์กร เรื่องนี้โครงการวิจัยองค์การสาธารณประโยชน์ได้ศึกษาไว้ละเอียดพอสมควร
รวมทั้งการประเมินจำนวนคนที่ทำงานกับองค์กรเหล่านี้ โปรดไปอ่านได้ในเว็บนี้ตามที่ผมกล่าวข้างต้น
ส่วนเครือข่ายต่างๆที่กล่าวว่ามีสมาชิกเท่านั้นเท่านี้นั้น ถ้าขอข้อมูลว่าสมาชิกเป็นองค์กรอะไรบ้างเขาก็ยืนยันได้ครับ
และการเป็นสมาชิกกันี้ก็เป็นด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่การจัดตั้งหรือเกณฑ์กันมา
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยมีสมาชิกกว่า 7,000 องค์กร สภาสตรีแห่งประเทศไทยก็มีสมาชิกมากกว่า
3,000 องค์กรถ้าผมจำไม่ผิด ทั้งสองเครือข่ายนี้ให้รายชื่อองค์กรสมาชิกได้หมดครับ
ยิ่งองค์กรหลังตอนนี้มีน้องสาวคุณทักษิณคือคุณเยาวเรช ชินวัตร เป็นประธานด้วย
ยิ่งต้องโปร่งใสแน่ๆ
ส่วนว่าแต่ละหน่วยงานมีใครบ้างนั้น ก็เป็นข้อมูลแบบเดียวกับเรื่องการเงิน
ไม่ได้ประกาศไว้แต่ขอดูได้ เรื่องบุคคลหนึ่งอยู่ในหลายองค์กรนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของหน่วยงานทุกประเภทในสังคมครับ
ข้าราชการจำนวนมากก็อยู่ในคณะกรรมการต่างๆของหน่วยงานต่างๆมากมาย นักธุรกิจก็เช่นกัน
(มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิกด้วย บอกว่าเป็นกรรมการองค์กรเอกชนกว่า
30 องค์กร) แต่เท่าที่ผมทราบคนที่ทำงานกับองค์กรเอกชนแบบเต็มเวลาก็รับที่เดียวเท่านั้น
อาจจะมีค่าวิทยากรหรือทำงานพิเศษนอกเวลาบ้าง แต่ถ้าอยู่ในคณะกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษาองค์กรอื่นก็ไม่มีค่าตอบแทนให้ครับ
4)ทางด้านภารกิจของเอ็นจีโอ ที่คุณบัญชากล่าวว่า "ประกาศต่อสาธารณะคือทำการตรวจสอบรัฐ
ตรวจสอบการดำเนินโครงการของรัฐ" นั้น คุณบัญชาคงเข้าใจคาดเคลื่อนไปแล้วครับ
ผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและจดทะเบียนของมูลนิธิสมาคมกว่า 20,000
องค์กรนั้นไม่มีใครเขียนเช่นนี้เอาไว้เลย องค์กรที่ประกาศเช่นนั้นมีจริงครับ
แต่เป็นส่วนน้อยมาก จากความรับรู้ของผมก็น่าจะมีไม่เกิน 100 องค์กรเป็นอย่างสูง
และในบรรดาองค์กรเหล่านั้น เขาก็ทำงานอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่จะมาคอยจับผิดรัฐบาลอย่างเดียว
บางองค์กรทั้งร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลและวิจารณ์คัดค้านโครงการรัฐบาลที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไปด้วยพร้อมๆกันก็มีมากมาย
เท่าที่ผมทราบมา ไม่มีองค์กรเอกชนใดที่คัดค้านนโยบาย มาตรการ หรือโครงการของรัฐบาลไปหมดทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะดีหรือไม่ล้ ถ้าคุณบัญชาพบว่าองค์กรใดเป็นเช่นั้น กรุณายกตัวอย่างเป็นวิทยาทานด้วยครับ
จะเป็นพระคุณยิ่ง
คุณบัญชาอาจไม่ทราบว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนกับรัฐบาลนั้นมากขึ้นตลอดเวลา
บางจังหวัด องค์กรเอกชนทำงานมานานมากสิบปียี่สิบจนเข้าใจปัญหา เข้าถึงชาวบ้านอย่างลึกซึ้ง
ในขณะที่ข้าราชการโยกย้ายไปมา ข้าราชการก็มาขอความช่วยเหลือองค์กรเอกชนให้ช่วยราชการทำงาน
มีหน่วยงานราชการบางหน่วยงานเอางบประมาณมาให้องค์กรเอกชนทำเลย เพราะเห็นว่าทำงานดีไปถึงชาวบ้านแน่นอน
นี่เป็นแนวโน้มทั่วไปครับ
ในการประชุมองค์การเอกชนทั่วประเทศที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้จัดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ทั้งปลัดกระทรวง(คุณผาณิต นิติภัณฑ์ประกาศ) และผู้ช่วยรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์
โควสุรัตน์ ก็ประกาศชัดเจนว่า รัฐบาลมีนโยบายจะสนับสนุนและช่วยพัฒนาองค์การเอกชนให้ทำงานดีขึ้น
โดยรัฐบาลจะเป็นเตจ้าภาพให้และเป็นเจ้ามือ(คืออกเงินด้วย)ในบางเรื่อง และให้องค์กรเอกชนไปทำกันเอง
และสองสามวันที่ผ่านมานี่เอง รัฐสภาก็เพิ่งผ่านพระราชบัญญัติการจัดสวัสดกิการสังคมแห่งชาติออกมาเป็นกฎหมาย
มีสำนักงานมารับรององค์กรเอกชนและมีกองทุนมาสนับสนุนองค์กรเอกชนด้วย ถ้าเป็นจริงอย่างคุณบัญชาสรุปว่าองค์กรเอกชนเอาแค่คัดค้านต่อต้านรัฐบาล
ความร่วมมือและการสนับสนุนเช่นนี้จะเกิอดขึ้นหรือครับ
5)ทางด้านวิสัยทัศน์ของเอ็นจีโอ ที่คุณบัญชากล่าวว่า "พบว่ามีวิสัยทัศน์คับแคบและถือตนเองเป็นใหญ่"
โดยยกตัวอย่างเรื่องพลังงาน มากล่าวนั้น คุณบัญชาอาจไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดลึกซึ้งนะครับ
ในกรณีนี้องค์กรเอกชนเอาข้อมูลมาจากนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรง แน่นอนว่านักวิชาการต่างๆก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไปในเรื่องพลังงาน
แต่ก็มีตัวเลขบางอย่างเป็นที่ยอมรับกันและชี้ชัดได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง และนักวิชาการเอาข้อมูลตัวเลขที่ไหนมาวิเคราะห์ครับ
ส่วนใหญ่ก็มาจากตัวเลขของหน่วยงานของรัฐบาลนั่นเอง ยกตัวอย่างนะครับ ตัวเลขที่อาจารย์ประสาท
มีแต้ม แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ใช้ในการวิจารณ์นโยบายพลังงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตส่วนใหญ่ก็มาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและสำนักงานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ(สพช.)นั่นเอง
เข้าไปเปิดเว็บไซต์ของสองหน่วยงานนี้ดูได้เลยครับ ในที่สุดรัฐบาลเองก็ยอมรับว่าประเทศไทยยังมีพลังงานไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือในขณะนี้
รัฐบาลได้ลงทุนอย่างเสียเปล่าไปหลายหมื่นล้านในการขยายการผลิต กลับไปย้อนอ่านข่าวดูนะครับ
คุณจาตุรงค์ ฉายแสง รองรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องพลังงานและคุณทักษิณเองก็ออกมายอมรับในที่สุด
และเลขาธิการ สพช.ก็ถูกย้ายไปมิใช่หรือครับ
เรื่องวิสัยทัศน์นี้ ถ้าว่ารัฐบาลนี้มีวิสัยทัศน์แล้วหลายเรื่ององค์กรเอกชนคิดมาก่อนเสนอมาก่อนเป็นส่วนใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เกษตรกรรมอินทรีย์
การแผนแผนไทยและแผนโบราณ การดูแลสุขภาพถ้วนหน้า การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน
ฯลฯ รวมทั้งการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และธุรกิจขนาดเล็กและกลางด้วย
6)ทางด้านการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอ ที่คุณกล่าวว่า "พบว่า จากการสังเกตการเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในช่วง
3-4 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะก้าวร้าว ฯลฯ ...." นั้น คงต้องแยกให้ดีนะครับว่าใครเป็นคนพูดคนทำ
ต้องแยกคนทำงานในองค์กรเอกชนออกจากชาวบ้านที่เดือดร้อน การใช้ความรุนแรงนั้นถ้าดูในรายละเอียดแล้วไม่ได้มาจากองค์กรเอกชนเลย
แต่มาจากชาวบ้านที่เหลืออด ถูกกระทำมามาก ร้องเรียนตามช่องทางมาแล้วทุกอย่างไม่เป็นผล
คนทำงานองค์กรเอกชนเสียอีกที่ในหลายกรณีมีบทบาทในการพยายามห้ามปรามไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือยับยั้งไม่ให้บานปลายออกไป
งานศึกษาวิจัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายแห่ที่ยืนยันเรื่องนี้ก็มีนะครับ
ส่วนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชนผมขอไม่พูดถึงนะครับ
อยากได้ข้อมูลเรื่องไปสอบถามที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้
มีมากมายทีเดียวครับ
ขอร้องทุกท่านนิดหนึ่งว่า เอาอย่าเหตุการณ์เพียงไม่กี่เหตุการณ์มาเป็นกระแสหลัก
อย่างที่ผมกล่าวข้างต้น ด้านความร่วมมือมีมากกว่ามากมายครับและเพิ่มขึ้นตลอดเวลาด้วย
แต่อย่างที่ในวงการสื่อมวลชนเขาพูดและยอมรับกันว่า "หมากัดคนไม่เป็นข่าว
คนกัดหมาจึงเป็นข่าว" นั้นแหละ เรื่องความร่วมมือมันน่าเบื่อ "ไม่เป็นข่าว"
แต่ปทะขัดแย้งคัดค้านต่อต้านปะทะกันจะ "เป็นข่าว" ครับ
7)ต่อความเห็นของคุณบัญชาที่ว่า "ทางด้านความโปร่งใส จะเห็นได้ว่า
เอ็นจีโอมักเรียกให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใส ในทุก ๆ เรื่องแม้แต่เรื่องที่ควรเป็น
ความลับของทางราชการ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อผลเสียหายต่อส่วนรวม" นั้นเรื่องใดครับ
กรุณาระบุด้วย ไม่ควรพูดคลุมเครือ ในทางกลับกันเรื่องที่ขอให้เปิดนั้นความจริงควรเป็นข้อมูลสาธารณะที่ควรเปิดเผยอยู่แล้วต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2534 หรือการทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุข
เป็นต้น
และที่คุณบัญชากล่าวว่าในทางกลับกัน เอ็นจีโอ ไม่เคยแสดงความพร้อมในการถูกตรวจสอบบ้างนั้นก็คงไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงครับ
นอกจากต้องส่งวรายงานประจำปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่ผมกล่าวแล้ว
องค์กรที่รับทุนจากรัฐบาลไทยซึ่งมีเป็นพันองค์กรนะครับ ก็จะถูกเลือกสุ่มตรวจอย่างละเอียดโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินด้วย
ไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐบาลครับ ส่วนองค์กรที่รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศนั้นก็ต้องมีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบบัญชีที่ทางราชการรับรองด้วยครับ
ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีนั้นถ้าเขาเจอความผิดปรกติใด เขาไม่ยอมเอาด้วยแน่ เพราะเขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากมาย
ไปปกปิดความผิดขององค์กรเอกชนก็มีโอกาสถูกถอนใบอนุญาต ไม่คุ้มกัน ขณะนี้ในองค์การเอกชนก็เริ่มคุยกันถึคงการกำหนดมาตรฐานองค์กรเอกชนและการทำงานพัฒนาสังคมด้วยแล้วครับ
ไปพร้อมๆกับทางกระทรวงฯเลยทีเดียว
ในกรณีการตรวจสอบที่คุณบัญชากล่าวอ้างนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการวิสมัญที่วุฒิสภาตั้งขึ้น
หลายองค์กรเขาไม่เอาด้วยเพราะเป็นว่ามีเจตนาไม่ดี จึงไม่ร่วมมือด้วย บอกให้ไปหาข้อมูลเอาเองจากหน่วยงานราชการที่มีอยู่แล้ว
รายงานการศึกษาที่ออกมาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีหลักเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือทางวิชาการเลย
ข้อมูลอ้างอิงก็มาจากคนไม่กี่คนที่มีทัศนะทางลบต่อองค์กรเอกชนอยู่แล้ว หลักฐานที่ใช้ก็คลุมเครือ
8)ทางด้านภาษาเทคนิค และการสร้างวัฒนธรรมภาษา ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่าน่าใช้ภาษาให้ง่ายขึ้นในการสื่อกับสาธารณชน
แต่ถ้าดูในการทำงานกับชาวบ้านประชาชนจริงๆนั้น เขาไม่ได้ใช้คำพวกนั้นหรอกนะครับ
เพราะชาวบ้านจะไม่รู้เรื่อง ต้องใช้คำง่ายๆอยู่แล้ว แต่ว่าใครบ้างละครับไม่สร้างคำศัพท์หรือภาษาเทคนิค
ใครบ้างที่ไม่พยายามสร้างวัฒนธรรมภาษา ภาคธุรกิจก็สร้างอยู่ทุกวันจะเห็นได้จากการโฆษณาตามสื่อมวลชนต่างๆ
วัยรุ่นก็สร้างภาษาและวัฒนธรรมของเขา หน่วยงานราชการก็สร้างภาษาศัพท์แสงต่างๆ
โดยเฉพาะตัวย่อทั้งหลาย มากมาย ที่ไม่ต้องพูดถึงนักวิชาการ ถ้าจะเอาข้อสรุปของคุณบัญชามาใช้
ทุกคนก็พยายามครอบงำผู้อื่นกันทั้งนั้นล่ะครับ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีคนเก่งนี่ด้วย
9)ทางด้านการกำกับ ควบคุม เอ็นจีโอ ไม่ยอมอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ
และ ไม่ยอมรับกฎหมาย กติกาของสังคม ข้อนี้ก็ไม่จริงอีกล่ะครับ ผมพูดไปแล้วข้างต้นมากมาย
องค์กรเอกชนมีส่วนช่วยรัฐบาลในการทำกฎหมายให้มีผลในทางปฏิบัติหลายฉบับ ช่วยร่างกฎหมายใหม่
ช่วยแก้กฎหมายที่มีข้อบกพร่องให้ดีขึ้น ถ้าทำผิดกฎหมาย(แม้ว่ากฎหมายั้นจะไม่เป็นธรรมหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน)มีหรือที่รัฐบาลจะไม่จับกุมดำเนินคดี
มีอยู่มากมายหลายคดีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต้องไปช่วย คุณบัญชาครับ เรื่องการทำประชาพิจารณ์นี้
องค์กรเอกชนกับนักวิชากลุ่มหนึ่งเป็นพวกแรกที่เสนอแนวคิดและผลักดันให้มีขึ้นนะครับ
โดยเห็นว่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนด้วยสันติวิธี
แต่รัฐบาลต่างหากที่ไม่เอาจริง ถ่วงเวลากฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด ปัจจุบันที่มีปัญหามากก็เพาะมันเป็นแค่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
แบละกระบวนการมีจุดอ่อนข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมมากมาย ชาวบ้านเขาถึงไม่ยอมรับกัน
10) เอ็นจีโอ มักทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียชื่อเสียง ครับถ้าคุณบัญชาสรุปว่าการพูดถึงปัญหาในสังคมไทยเป็นการทำให้ประเทศชาติเสียชื่อเสียง
ก็คงต้องยอมรับล่ะครับ แต่ผมถามจริงๆว่าเราต้องการปกปิดข้อเท็จจริงไปทำไม
เอาความจริงมาพูดและแก้ไขกันไปไม่ดีกว่าหรือไม่ กลังทำไมกับ "หน้าตา"
"ชื่อเสียง" ในขณะที่มีคนถูกเอารัดเอาเปรียบ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย
ฯลฯ จำเรื่องอ่าวมาหยาได้ไหมครับ ด่าองค์กรเอกชนกับชาวบ้านที่คัดค้านการใช้พื้นที่นั้นถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดิะบีชกัน
มาไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ความจริงปรากฏออกมาแล้วว่าเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีพูดถึงความเสียหายของสิ่งแวดล้อมที่นั่นอย่างไร
การพูดความจริง ยอมรับปัญหา และแก้ไขให้ดีขึ้นมีแต่คนยกย่องสรรเสริญและจะช่วยเราแก้ปัญหา
คนที่ปกปิดปัญหาเสียอีกคนเขาชิงชัง เสียโอกาสที่จะมาช่วย และในโลกยุโลกาภิวัฒน์นี่คิดว่ายังจะปิดอะไรได้อีกครับ
หน่วยงานสหประชาชาติก็ตั้งอยู่ในเมืองไทยมากมาย กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางข่าวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่มีทางปิดได้หรอกครับ
สุดท้ายต่อข้อสรุปของคุณว่า เพื่อความโปร่งใส รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาควบคุมการดำเนินงานของเอ็นจีโอ
เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง คงไม่ใช่ทิศทางที่ถูกต้องและไม่มีประเทศอารยะที่ไหนเขาทำกันนะครับ
ที่รัฐบาลจะควบคุมประชาชนให้หนักขึ้นนั้นก็มีแต่ประเทศที่เป็นเผด็จการเท่านั้น
ไม่ว่าจะเผด็จการทหาร เผโจการทุนนิยม หรือเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม
จะเป็นประชาธิปไตยก็มีแต่เขาจะกระจายอำนาจมาให้ประชาชนมากขึ้น
และเท่าที่ทราบการควบคุมองค์กรเอกชนก็ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ด้วย
อย่างน้อยก็ในส่วนงานราชการที่ทำงานกับองค์กรเอกชนโดยตรงเท่าที่ผมทราบ
ไม่ว่านายกฯจะฑุดอย่างไรก็ตาม
บัญชา เรืองเสน
|