|
เอ็นจีโอกับสหประชาชาติ : เราจะทำยังไงกันดี
"ถ้าโลกไม่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจากการเน้น "ตลาดเสรี"
และยังคงเดินหน้าสร้างถนน โรงไฟฟ้า สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอื่นๆ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก 30 ปีข้างหน้า เราจะสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเขตชายฝั่งทะเล
ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ป่าจะหดหายไปอย่างต่อเนื่องในอัตราที่น่าตกใจ
และร้อยละ 10 ของพื้นที่เพาะปลูกจะเสื่อมโทรมจนใช้การไม่ได้
คนกว่าครึ่งหนึ่งของโลกจะขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียและตะวันออกกลาง"
นี่คือแก่นสารของรายงานแนวโน้มสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติประมวลขึ้นจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์
1,100 คน ซึ่งควรจะเป็นพลังกระตุ้นให้ผู้แทนรัฐบาลประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั่วโลกที่ผ่านมา
หันมาเอาจริงเอาจังกับการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ให้เป็นข้อตกลงร่วมกันที่จะปกป้องชาวโลกจากสถานการณ์เลวร้ายข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิผล
และนี่คือเหตุผลหลักที่ผู้แทนเอ็นจีโอและกลุ่มพลังต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่คิดคล้ายกันคือ
ผู้หญิง เยาวชน และชนพื้นเมืองจากหลากหลายชาติ ประมาณ 500 คน
เดินทางมาเข้าร่วมการเสวนาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลาย
(Multi-Stakeholders Dialogue) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของสหประชาชาติ
ในการประชุมเตรียมการครั้งที่ 4 ของการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน
(World Summit on Sustainable Development-WSSD) ที่บาหลีครั้งนี้ด้วย
ชาวโลกทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว การประชุมสุดยอดของดาวเคราะห์โลก (Eafth
Summit) ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติรับรองความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวโลกในฐานะ
"หุ้นส่วนในการพัฒนาที่ยั่งยืน" และกำหนดให้กลุ่มประชาสังคม
9 กลุ่มหลักมีบทบาทเป็นทางการในการดำเนินการร่วมกับภาครัฐ ตามแผนปฏิบัติการแม่บทที่ตกลงกันได้ในที่ประชุม
ที่เรียกกันว่า "ระเบียบวาระของศตวรรษที่ 21" (Agenda
21)
กลุ่มหลักดังกล่าวนอกจาก 4 กลุ่มที่คิดพอคล้ายกันที่กล่าวข้างต้นแล้ว
ยังรวมถึงกลุ่มอาชีพซึ่งได้แก่ กลุ่มเกษตรกร นักวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี สหภาพแรงงาน และบริษัทธุรกิจและอุตสาหกรรม
ถ้ามองว่ากลุ่มผู้หญิง เยาวชน และชนพื้นเมือง เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส
ซึ่งที่ผ่านมามีสิทธิ์เสียงในการตัดสินใจค่อนข้างน้อย ในขณะที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในอดีต
ก็สมควรที่กลุ่มเหล่านี้จะมีพื้นที่ยืนของตนเองในเวทีที่จะกำหนดอนาคตของโลก
ในเวทีนี้ จะได้ยินกลุ่มผู้หญิงย้ำอยู่ตลอดถึงความจำเป็นที่ผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับนโยบายในสัดส่วนเท่ากับผู้ชาย
ส่วนกลุ่มเยาวชนจะย้ำเรียกร้องความเสมอภาคข้ามรุ่นระหว่างประชาชนคนรุ่นใหม่กับรุ่นผู้ใหญ่ที่มักผูกขาดการตัดสินใจเสียเอง
ส่วนกลุ่มอาชีพต่างๆ ก็เข้าใจได้ว่าต้องการจะเข้าร่วมปกป้องผลประโยชน์ของตนในฐานะที่เป็นกลุ่มที่มีบทบาทหลักในการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจโลก
กลุ่มสหภาพแรงงานเสนอเพิ่มบทบาทคนงานให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแหล่งการผลิตว่าทำตามตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมหรือไม่
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมยืนยันว่าพวกเขาทำได้และพร้อมที่จะทำต่อไป
ที่น่าสนใจคือ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรมีแต่ชาวฝรั่งเศส แม้จะเสนอเรื่องการเกษตรยั่งยืนเป็นหลักการ
แต่ก็เน้นความจำเป็นที่จะต้องมีการค้าระหว่างประเทศ
คำถามที่อาจผุดขึ้นในใจของผู้สังเกตการณ์ในเวทีนี้ก็คือ แล้วเอ็นจีโอล่ะ
มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เป็นตัวแทนของใครอีกหรือ ในเมื่อกลุ่มอื่นๆ
ก็มีเอ็นจีโออยู่ในนั้นแล้ว ทั้งกลุ่มผู้หญิง เยาวชน ชนพื้นเมือง
และเกษตรกร คือมีการจัดตั้งเป็นองค์กรเอกชนที่ดำเนินกิจการที่เป็นสาธารณะประโยชน์โดยไม่ค้ากำไร
ซึ่งเป็นนิยามของคำว่าเอ็นจีโอที่เราเข้าใจกัน
คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราเป็นผู้แทนตัวเราเองในฐานะชาวโลกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความผันแปรต่างๆ
ทางนิเวศวิทยาของดาวเคราะห์โลกที่เกิดจากน้ำมือของชาวโลกด้วยกันเอง
เพียงแต่เรามีกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีหลักการร่วมกันหนุนหลังเราอยู่
เราจึงมีทุนรอนพอที่จะเดินทางมาถึงเวทีนี้ได้
มีเอ็นจีโอ และเอ็นจีโอ
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับกันคือ เอ็นจีโอขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งที่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว
มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการประชุมสุดยอดที่เมืองริโอ มีผลให้
"ระเบียบวาระ 21" ระบุถึงบทบาทสำคัญของเอ็นจีโอในการผลักดันการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย
และความชำนาญการหลายๆ ด้านเกี่ยวกับการพัฒนาในลักษณะที่รับผิดชอบต่อสังคม
และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
เอ็นจีโอขนาดใหญ่เหล่านี้ได้สะสมประสบการณ์ด้วยการติดตามการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามระเบียบวาระในประเทศต่างๆ
จนเชื่อได้ว่ามีข้อมูลและความรู้มากกว่าผู้แทนรัฐบาลที่เปลี่ยนหน้ากันเข้ามาประชุมในคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ว่าครั้งใด
ในกลุ่มนี้ กลุ่มเพื่อนของดาวเคราะห์โลก (Friends of the Earth)
ซึ่งประกาศว่าตนเป็นเครือข่ายนานาชาติขององค์กรสิ่งแวดล้อมระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ดูจะมีแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าองค์กรอื่นๆ
ที่มีชื่อขึ้นบอร์ดเป็นผู้แทนเอ็นจีโอนานาชาติในการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนแทบทุกครั้ง
ได้แก่ กรีนพีซ (Greenpeace) ซึ่งเน้นการรณรงค์ใช้พลังทดแทนและยุติมลภาวะจากอุตสาหกรรม
และกองทุนโลกเพื่อธรรมชาติ (World Wide Fund for Nature-WWF)
ซึ่งชูธงการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยเฉพาะป่ากับพันธุ์พืชและสัตว์
ในขณะที่ 2 กลุ่มหลังจะผลักดันให้เพิ่มเป้าหมายที่เป็นตัวเลขและระยะเวลาที่ชัดเจนในแผนปฏิบัติการ
เพื่อนดาวเคราะห์โลกเป็นกลุ่มเดียวที่ส่งสารถึงประธานการประชุมแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อร่างแผนปฏิบัติการที่เห็นได้ชัดว่ายกให้การค้าและการลงทุนเสรี
ซึ่งเป็นวาระขององค์การการค้าโลก (WTO) อยู่เหนือข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ทั้งๆ ที่กลุ่มเอ็นจีโอ และกลุ่มอื่นโดยเฉพาะผู้หญิงและชนพื้นเมืองได้คัดค้านมาตลอด
ว่าการเปิดเสรีดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
และทรัพยากรธรรมชาติเพียงใด
เอ็นจีโอ 3 เครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกให้การหารือระหว่างเอ็นจีโอด้วยกันสามารถตกลงกันออกมาเป็นจุดยืนร่วมกันได้ต้องทำงานหนักเพียงใด
ก็คงจะนึกภาพออก
ในขณะที่เอ็นจีโอกกลุ่มหนึ่งร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่และกลุ่มผู้หญิงเสนอจุดยืนรวมให้หยุดพักการทำเหมืองแร่ลง
ณ บัดนี้ เอ็นจีโอขนาดใหญ่อย่าง WWF ยังคงยึดหลักเพียงห้ามทำเหมืองแร่ในเขตป่าอนุรักษ์เท่านั้น
นอกจากนี้ หลายเอ็นจีโอเชื่อว่าความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างภาคธุรกิจเอกชนกับภาครัฐ
และประชาสังคม แม้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ก็อาจเป็นรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
และช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสมทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาประกอบ
เอ็นจีโอเหล่านี้จะสนับสนุนความริเริ่มดังกล่าวที่ปรากฏอยู่ในร่างแผนปฏิบัติการ
ในการหารือ เอ็นจีโอฝ่ายใต้ ซึ่งแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็แพ็กทีมกันมาดีพอควรภายใต้การประสานงานของเครือข่ายโลกที่สาม
(Third World Network) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ขององค์กรผู้ประสานงาน
ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหนี้สินสาธารณะ และความขัดแย้งที่เกิดจากการขุดลอกทรัพยากรของชุมชน
ที่เกิดจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจของบรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นตัวหลักที่ผลักดันการผลิตและการบริโภคเกินขนาดในช่วง
20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ตกลงกันได้ว่ากลุ่มเอ็นจีโอจะเรียกร้องให้สหประชาชาติสร้างกลไกที่ควบคุมบรรษัทธุรกิจข้ามชาติและผูกพันทางกฎหมายให้ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบนานาชาติ
ข้อเรียกร้องนี้เป็นข้อหนึ่งที่กลุ่มที่คิดคล้ายกันอื่นๆ รวมทั้งสหภาพแรงงาน
ต่างสะท้อนไว้ในจุดยืนของกลุ่มตนเองด้วย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่ตกลงกันข้ามกลุ่มเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อเรียกร้องของฝ่ายประชาสังคม
ในกระบวนการหารือและนำเสนอจุดยืนในเวทีเสวนานั้น ปรากฏว่าเอ็นจีโอจากอินโดนีเซียประเทศเจ้าภาพเองแทบไม่ได้เข้าร่วมและไม่มีบทบาทเลย
เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมกันและออกแถลงการณ์ปฏิเสธไม่ยอมรับร่างแผนปฏิบัติการที่เป็นเอกสารที่จะนำเข้าสู่การเจรจาไปเรียบร้อยแล้ว
เอ็นจีโออินโดนีเซียหลายร้อยคนจึงทำหน้าที่กดดันจากข้างนอกเวที
โดยทำการประท้วงข้างหน้าที่ประชุมทุกวัน
ถ้าถามว่าเวีทีเสวนาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลาย 2 วันเต็ม
ได้ผลเพียงใดนั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันก่อนหน้าแล้วว่าเป็นเวทีที่จัดขึ้นเพื่อให้กลุ่มหลักทั้ง
9 กลุ่มได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมผู้แทนประเทศต่างๆ ในประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร
ถึงแม้ว่าจะใช้ห้องประชุมใหญ่ แต่ก็ตกเป็นเวทีข้างเคียงโดยปริยาย
เพราะการเจรจาเกียวกับร่างแผนปฏิบัติการ ซึ่งเป็นงานหลักของผู้แทนประเทศก็ดำเนินอยู่ตามปกติพร้อมกันไป
ในห้องประชุมจะมีผู้แทนประเทศเข้ารับฟังอยู่ไม่เกิน 20% และเมื่อประธานเชิญชวนให้ผู้แทนประเทศออกความเห็นต่อข้อเสนอของกลุ่มต่างๆ
ก็ใช้วิธีอ่านจากเอกสารที่เตรียมมา ซึ่งมักไม่ตรงประเด็นคำถาม
แต่ถ้ามองในฐานะผู้ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรก ก็จะเห็นว่ากลุ่มหลักที่คิดคล้ายๆ
กันต่างๆ ได้ช่วยกันทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และโปร่งใสที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ เราได้ทราบจากเอ็นจีโอที่สัมพันธ์เชื่อมต่อกับผู้แทนประเทศของตนอย่างต่อเนื่องว่า
ข้อเสนอของกลุ่มเอ็นจีโอสามารถเป็นแรงเสริมให้แก่ผู้แทนประเทศที่มีจุดยืนที่ก้าวหน้าได้ดี
ในแง่ของการตอกย้ำหลักการและประเด็นสำคัญๆ
เมื่อการเจรจาทางการดูจะติดขัด ไปต่อไม่ได้แน่ๆ ก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้แทนบางประเทศว่า
เอ็นจีโอน่าจะทำอะไรสักอย่างได้แล้ว เอ็นจีโอพร้อมอยู่เสมอที่จะใช้ปฏิบัติการประท้วงทางตรงเพื่อสร้างแรงกดดันเพิ่ม
แม้ว่าในเวทีของสหประชาชาติจะห้ามการประท้วงอย่างออกหน้า เช่น
แจกใบปลิวได้ แต่ห้ามถือป้ายหรือติดป้ายอะไรบนตัวเรา เราก็เลี่ยงไปแจกเงินดอลลาร์ที่ประทับตราว่า
"หยุดการยึดครองสหประชาชาติโดยบรรษัทธุรกิจ"
และเมื่อถูกห้ามเอ่ยชื่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง เราก็พร้อมกันใส่เสื้อยืดที่เขียนว่า
"เราจะทำอย่างไรกันดีกับ..." เพื่อประท้วงการที่สหรัฐอเมริกาทำตัวเป็นอุปสรรคใหญ่ครอบงำประเทศอื่นในการเจรจา
ในเรื่องเช่นนี้เราก็ได้ทำสิ่งที่เอ็นจีโอทำได้ดีที่สุดแล้วเช่นกัน
สหประชาชาติถูกยึดครองไปแล้ว
ในที่สุด อย่างที่หลายคนคงจะทราบแล้วจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
การเจรจาเตรียมการเพื่อการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นลงเอยด้วยความล้มเหลว
ประเทศสมาชิกสหประชาชาติไม่สามารถจะตกลงกันในประเด็นสำคัญต่างๆ
ได้
เอ็นจีโอขนาดใหญ่ออกมาแถลงข่าวว่า สาเหตุของความล้มเหลวมาจากการที่สหรัฐอเมริกาพยายามครอบงำการเจรจาด้วยวาระของตนเอง
ที่ส่งเสริมการค้าเสรีและการต่อต้านคอร์รัปชั่น (การปกครองที่ดี)
ในประเทศกำลังพัฒนา และรวมหัวกับออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น
คัดค้านไม่ให้มีการกำหนดเป้าหมายหรือข้อผูกพันทางกฎหมายใดๆ ในแผนปฏิบัติการ
สำหรับเอ็นจีโอจากประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาและความขัดแย้งที่ปรากฏในการเจรจามีมากกว่าที่จะยกให้เป็นความผิดของสหรัฐ
ฝ่ายเดียว ปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นผู้แทนสหรัฐ ขยิบตากับผู้แทนของประเทศอิหร่านข้ามโต๊ะเจรจา
และช่วยกันค้านข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่ให้เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทดแทนน้ำมันสูงขึ้นเป็น
15%
บ่งบอกแน่ชัดว่าแม้การเมืองระหว่างประเทศก็ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ภายในกลุ่ม 77 ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต่างเงียบงันปล่อยให้กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน
(โอเปค) เป็นผู้กำหนดจุดยืนของกลุ่ม จึงไม่มีการเสนอเป้าหมายอะไรเลยที่อาจเบียดบังประโยชน์จากการค้าน้ำมัน
ในเรื่องของการปกครองที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนย่อมต้องการเห็น
กลุ่ม 77 ก็ยักยื้อไว้ไม่ยอมรับเพื่อที่จะแลกกับการควบคุมบรรษัทธุรกิจให้มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้
ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มหลักต่างๆ จากฝ่ายประชาสังคมเรียกร้องอย่างแซ่ซ้อง
รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีส่วนเป็นฝ่ายผิดด้วยแน่นอน
ที่ปล่อยให้สหประชาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเวทีระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด
ถูกธุรกิจข้ามชาติยึดครองไปได้โดยทิ้งให้ประชาชนชาวโลก ซึ่งหวังพึ่งรัฐบาลให้เป็นผู้แทนดูแลผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ไม่เหลือหลักประกันอะไรเลยว่าการพัฒนาในอนาคตจะไม่เหมือนเดิม
แนวโน้มคือเวทีเจรจาธุรกิจการค้าของ WTO จะเป็นเวทีเดียวที่กำหนดชะตากรรมของโลก
ซึ่งเป็นเวทีปิดไม่ที่ยืนให้แก่ฝ่ายประชาสังคม
เอ็นจีโอทั้งใหญ่และเล็กจำเป็นต้องคิดใหม่แล้วว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับโลกที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง
ป้อมปราการสุดท้ายที่มองเห็นก็คือการเข้าร่วมกับกลุ่มชนพื้นเมือง
ซึ่งในเวทีนี้เป็นกลุ่มที่ยืนหยัดเหนียวแน่นในหลักการว่า ชุมชนพื้นเมืองต้องเป็นผู้ให้คำยินยอมภายใต้การมีข้อมูลที่โปร่งใสรอบด้านก่อน
จึงดำเนินการพัฒนาได้ (prior informed consent)
หรือ "ห้ามรัฐพัฒนาโดยพลการ" ซึ่งเป็นคำขวัญของกลุ่มผู้หญิงชาวบ้านไทยที่ผ่านการต่อสู้กับโครงการพัฒนาต่างๆ
มาแล้ว
ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด
โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)
บทความพิเศษ - นสพ. มติชน
วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ปีที่ 22 ฉบับที่ 1143
|