ศักยภาพและบทบาทของ องค์การสาธารณประโยชน์ในประเทศไทย

 

1.ความนำ

               องค์การสาธารณประโยชน์ (ในสังคมไทยได้เรียกขาน “องค์กรพัฒนาเอกชน” หลายอย่างด้วยกัน เช่น องค์การสาธารณประโยชน์ , องค์กรเอกชน, องค์การเอกชนเพื่อการพัฒนา แต่ทั้งหมดมีความหมายเดียวกัน) หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” ในภาษาอังกฤษคือ (Non Government Organizations : NGOs) ได้ก่อกำเนิดในสังคมไทยมาช้านาน และมีพัฒนาการที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่กับพัฒนาการทางสังคม ทั้งนี้การทำความเข้าใจถึงกระบวนการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของสังคมไทย ซึ่งในรอบศตวรรษที่ผ่านมามีวิวัฒนาการที่น่าสนใจดังนี้ เดิมทีประเทศไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การตัดสินใจในภาครัฐขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 ซึ่งสถาบันกษัตริย์ได้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ยังทรงอำนาจในฐานะที่สักการะและทรงอยู่เหนือการเมือง สำหรับการปกครองได้ผ่องถ่ายไปยังรัฐบาล ซึ่งในช่วงเริ่มต้น มักมีการรัฐประหารโดยกลุ่มทหารอย่างบ่อยครั้ง เพื่อเข้าสู่อำนาจสูงสุดคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สรุปจาก ลิขิต ธีรเวคิน , วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย , กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541) โดยต่างเชื่อว่า กลุ่มตนเองและพวกพ้องมีประสิทธิภาพสูงกว่ารัฐบาลชุดเดิมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามภาคประชาชนก็เข้มแข็งขึ้นโดยมีการเคลื่อนไหวที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศครั้งแรกคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ บทบาทของทหารในการปกครองประเทศค่อย ๆ ลดน้อยลง จนกระทั่งการรัฐประหารครั้งล่าสุดคือ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยคณะทหารกลุ่มที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ แต่ก็ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้เมื่อภาคประชาชนชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับประชาชนในระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม พ.ศ.2535 และได้ก่อให้เกิดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ ปี พ.ศ.2540 ที่มีลักษณะพิเศษคือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้อำนาจกับภาคประชาชนในการตรวจสอบและถ่วงดุลกับภาคการเมือง
               ภายใต้บริบททางสังคมดังกล่าวได้มีอิทธิพลโดยตรงต่อ องค์การสาธารณประโยชน์ ทั้งในด้านของการก่อเกิด กิจกรรม และ กระบวนการทำงาน ซึ่งแตกต่างกันตามยุค ตามสมัย ทั้งนี้ได้มีผู้จำแนกไว้หลายท่าน (การจำแนกยุคสมัยขององค์การสาธารณประโยชน์ ได้มีการจำแนกไว้หลายท่านโดยท่านแรก ๆ ที่แบ่งแบบหลวม ๆ ได้แก่ ภูมิธรรม เวชยชัย (2527 และ 2536) แบ่งเป็น 4 ช่วง อเนก นาคะบุตร(2540) แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1ระหว่าง 2524-2527 ช่วงที่ 2 ระหว่าง 2527-2529 และ ช่วงที่ 3 ระหว่าง 2530 เป็นต้นไป เรือง สุขสวัสดิ์(2540) แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 ระหว่าง 2510-2520 ช่วงที่ 2 ระหว่าง2521-2530 ช่วงที่ 3 ระหว่าง 2531-2540) ซึ่งในช่วงก่อนทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า “องค์การสาธารณประโยชน์ หรือ องค์กรพัฒนาเอกชน” ยังไม่แพร่หลายมากนัก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่เอกสารดังกล่าวมีไม่มากนัก และการรับรู้ของผู้คนยังจำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งคำว่า องค์การสาธารณประโยชน์ ได้ถูกบรรจุไว้ในกฎหมายครั้งแรกคือ ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งในกฎหมายดังกล่าวเรียกว่า องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วงนี้ความเข้าใจเรื่ององค์การสาธารณประโยชน์จึงเพิ่มมากขึ้น มีการศึกษาวิจัย และเผยแพร่งานวิจัย ทำให้การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การสาธารณประโยชน์เพิ่มสูงขึ้น
               สำหรับบทความนี้ มุ่งเน้นตอบคำถามสำคัญดังนี้ องค์การสาธารณประโยชน์ในสังคมไทยมีความเป็นมาอย่างไร ในปัจจุบันองค์การสาธารณประโยชน์มีศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การดำเนินการ ความมั่นคง ความโปร่งใส และ ความรับผิดชอบอย่างไร การทำให้นโยบายกฎหมายที่มีอยู่เอื้อต่อการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ได้อย่างไร ตลอดจนการสร้างความเข้าใจและความเชื่อถือจากสาธารณชน อย่างไรก็ตาม บทความนี้จำกัดขอบเขตการศึกษาโดยเน้นเฉพาะการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารงานวิจัย และจำกัดขอบเขตเนื้อหาไว้เพียงประเด็นคำถามข้างต้น จึงอาจไม่ครบถ้วนทุกประเด็น

 

2.พัฒนาการขององค์การสาธารณประโยชน์ในสังคมไทย

              การแบ่งยุคขององค์การสาธารณประโยชน์ ในปัจจุบันจึงนิยมแยกเป็น 7 ยุคด้วยกัน (สังคม คุณคณากรสกุล , กระบวนการพัฒนาสังคมขององค์กรพัฒนาเอกชน : กรณีศึกษาองค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงเทพมหานคร , กรุงเทพฯ : วิทยานิพนธ์ คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ , 2542(หน้า 91) ได้แบ่งยุคขององค์การสาธารณประโยชน์ โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือ (1)การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านการเมือง และ (2) การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดขององค์การสาธารณประโยชน์ จากนั้นได้แพร่หลายไปยังภาคนิพนธ์ของคณะพัฒนาสังคม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์การสาธารณประโยชน์ และปรากฎในงานเล่มหลัง ๆ อีกหลายเล่มที่แบ่งยุคขององค์การสาธารณประโยชน์ด้วยวิธีดังกล่าว เช่น เบ็ญจมาศ ศิริภัทร สุรพล มุละดา. เอ็นจีโอ นักพัฒนาระดับรากหญ้า พันธุ์ที่สังคมขาดไม่ได้ , กรุงเทพฯ: สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา , 2545 ซึ่งเพิ่มอีกหนึ่งยุคคือ ก่อนปี 2475 รวมเป็น 8 ยุค และ อ้างถึงใน สถาบันวิจัยสังคม. องค์การสาธารณะประโยชน์ในประเทศไทย .กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,2546) คือ
               (1)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคแรก ก่อนปี 2504
               (2)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคสอง ระหว่างปี 2504 ถึง 14 ตุลาคม 2516
               (3)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคสาม หลัง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519
               (4)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคสี่ หลัง 6 ตุลาคม 2519 ถึง ปี 2522
               (5)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคห้า ปี 2522 ถึง 2526
               (6)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคหก ปี 2526 ถึง 2533
               (7)องค์การสาธารณประโยชน์ยุคเจ็ด ปี 2533 ถึงปัจจุบัน

              2.1 องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงแรก : ยุคก่อเกิดเพื่อการให้
              เหตุที่นับก่อนปี 2504 เป็นช่วงแรกขององค์การสาธารณประโยชน์ เพราะเป็นรอยต่อทางประวัติศาสตร์จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 และเปลี่ยนมาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การพัฒนาประเทศยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนระดับบน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนผู้ครองอำนาจแต่ละครั้ง นโยบายรัฐบาลก็จะเปลี่ยนแปลงไป กระทั่งธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Montary Fund : IMF) ได้เข้ามาช่วยเหลือทางด้านวิชาการ โดยช่วยร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับแรกในปี พ.ศ.2504 ดังนั้นจึงใช้ก่อนปี พ.ศ.2504 เป็นช่วงแรกขององค์การสาธารณประโยชน์ในประเทศไทย
               2.1.1 ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงแรก
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมไทย ในขณะที่ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (ก่อนปี พ.ศ.2475 ) เป็นช่วงที่สถาบันกษัตริย์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ได้ริเริ่มตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ โดยมีองค์กรแรกในประเทศไทย ได้แก่ “สภาอุณาโลมแดง” ( ร.ศ.112) สถาปนาโดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ในรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบันคือ “สภากาชาดไทย” ในช่วงสมัยเดียวกัน พระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎ ได้ทรงบริจาคทรัพย์สินส่วนพระองค์สร้าง “สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอนาถา” (ORPHANAGE) ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2433 (ภูมิธรรม เวชชยชัย (2527) ในสมัยหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (ประมาณปี 2526-2528) และถือว่าเป็นนักวิชาการรายแรก ๆ ที่นำเสนอการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชน) ในเวลาต่อมาชาวตะวันตกที่เข้ามารับราชการ และดำเนินธุรกิจในประเทศสยามในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประชุมกันครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ.2447 และร่วมกันจัดตั้งเป็น “สยามสมาคมในพระราชูปถัมภ์” สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ รับราชการในระดับสูง ลักษณะการดำเนินงานที่สำคัญคือ การจัดตั้งห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ จัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ ฯลฯ (สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมสยาม, 2536 (หน้า 150 ) เอกสารเล่มนี้เป็นทำเนียบนามขององค์การสาธารณประโยชน์ เล่มแรก ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ รวมถึง ประวัติขององค์การสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ รายหน่วยงาน ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบัน ข้อมูลบางหน่วยงานได้มีการปรับเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ถือว่าเป็นเอกสารที่บทความนี้อ้างถึง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการก่อเกิดและกิจกรรมขององค์กร) จะเห็นได้ว่า องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงนี้ มักถูกก่อตั้งหรือร่วมสนับสนุนโดยสถาบันกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ ซึ่งถือว่าการสงเคราะห์ (ให้ทาน) เป็นการสร้างบุญกุศลตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ
              ทั้งนี้เมื่อพิจารณาความเชื่อและความศรัทธาของศาสนิกชน โดยเฉพาะผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ทุ่มเททำงานพัฒนาสังคมมนุษย์ การทำให้มนุษย์บรรลุถึงความสมบูรณ์ครบครันในทุกด้าน และเป็นคนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่ความยุติธรรมในสังคมมนุษย์ขึ้น เป็นงานที่พระศาสนจักรต้องทำ ส่วนสำคัญคือ “การประกาศข่าวดี” นั่นเอง (พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์,2529:48) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความศรัทธาในพระเจ้า (ศาสนาคริสต์) สามารถกระทำได้โดยการเผยแพร่ศาสนา ซึ่งเข้ามาสู่สังคมไทยนานพอสมควร ในลักษณะขององค์การสาธารณประโยชน์ที่เด่นชัดคือ “มูลนิธิคริสตจักรวันเสาร์แห่งประเทศไทย” ก่อตั้งในปี พ.ศ.2449 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ จัดตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยบรรเทาสาธารณภัย (สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมสยาม,2536 หน้า 40)
               ผู้มีจิตใจด้านการรับใช้สังคมไทยไม่ได้มีแต่เพียงองค์กรด้านศาสนาเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้งมูลนิธิฮั่วเยวป่อเต็กเชี่ยงตึ้ง หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ปอเต็กตึ้ง” ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2480 และก็ยังคงดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน
               อย่างไรก็ดี เมื่อระบบสังคมไทยเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ในปี พ.ศ.2491 กลุ่มนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย” โดยรวบรวมสตรีซึ่งได้รับการศึกษาสูงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถ และนำความรู้ดังกล่าวเพื่อบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หลังจากนั้นก็ได้มีองค์การต่างประเทศมาจัดตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ในประเทศไทย เช่น “The World Association of Girl Guides Girl Scouts” ได้ตั้ง “สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยในพระราชินูปถัมภ์” ในปี พ.ศ.2501 ภายใต้กระแสการพัฒนาประเทศแผนใหม่ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ผลักดันให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานเอกชนต่างๆ ในปี พ.ศ.2502 และได้ก่อกำเนิด “สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย” ขึ้น โดยหวังว่าให้เป็นหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานพัฒนาและสงเคราะห์ของเอกชนต่างๆ (ภูมิธรรม เวชชยชัย,2527) นอกจากนี้ รัฐบาลก็ได้ตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ด้านศาสนาขึ้นภายใต้การควบคุมดูแลของ หน่วยเผยแพร่ศีลธรรม กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการคือ “สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในพระราชูปถัมภ์” ในปี พ.ศ.2503 เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่พุทธศาสนาให้แก่เยาวชน (สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมสยาม,2536 หน้า 105-106)
               ดังนั้น สรุปได้ว่าองค์การสาธารณประโยชน์ที่ก่อเกิดในช่วงนี้ มีเหตุปัจจัยดังนี้
               (1)ความประสงค์ในการสร้างบุญกุศลของสถาบันกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และชนชั้นสูงในสังคมไทย ตามคติความเชื่อของชาวพุทธที่ว่า ทำดีได้ดี หรือการทำกรรมดีในชาตินี้แล้วจะได้บุญติดตัวไปถึงชาติหน้า
               (2)การจัดตั้งขององค์การต่างประเทศ เพื่อดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ขององค์กรต้นกำเนิด โดยเฉพาะองค์การทางศาสนาคริสต์ทั้งนิกายคาทอลิกและโปแตสแตนท์
               (3)การผลักดันของภาครัฐบาลเพื่อให้เกิดองค์กรประสานงานขององค์การสาธารณประโยชน์ ตลอดจนผลักดันให้มีองค์กรที่รักษาจารีตประเพณีและศาสนาของชาติ

               2.1.2 บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงก่อนปี พ.ศ.2504 เป็นเรื่องของการบรรเทาสาธารณภัยเป็นหลัก บทบาทรองลงมาได้แก่ การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ นอกนั้นจะเป็นเรื่องของการบริการสมาชิก ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
               (1) บทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ได้มีการก่อตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินของคนที่เหลือใช้ คนที่มีจิตกุศล ตลอดจนเงินบริจาคที่ได้จากองค์กรต่างประเทศเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์
               (2) บทบาทด้านการบริการสมาชิก ซึ่งภารกิจสำคัญมักถูกกำหนดขึ้นตามความต้องการของสมาชิก ส่วนใหญ่จะใช้เป็นที่พบปะกัน และมีกิจกรรมอื่นๆ เป็นผลสืบเนื่อง
               (3) บทบาทด้านการให้ความรู้ โดยเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ มีความชำนาญเฉพาะด้าน จึงพยายามถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น

               ทางด้านการดำเนินกิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงแรก ค่อนข้างสอดคล้องกับบทบาทหลักและมีกิจกรรมดังนี้
               (1) บำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการจัดงานของชนชั้นสูง เพื่อระดมสิ่งของ ทรัพย์สินในรูปของการบริจาคให้แก่ผู้ยากไร้ เช่น กิจกรรมของสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ที่เน้นการมอบของใช้จำเป็น ได้แก่ อาหารแห้ง ยารักษาโรค เสื้อผ้า ผ้าห่ม ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ
               (2) บริการสมาชิก บางองค์กรตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่พบปะกันของสมาชิก ซึ่งมักเป็นในรูปของสมาคมต่างๆ หลายแห่งมีอุปกรณ์การกีฬาไว้ให้บริการแก่สมาชิกด้วย เช่น สนามแบดมินตัน โต๊ะบิลเลียด ฯลฯ
               (3) พิมพ์เอกสารวิชาการ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของกลุ่มนักเรียนนอกที่นิยมจัดทำกัน กลุ่มที่มีกิจกรรมด้านนี้ได้แก่ สมาคมนิยมไพร ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดย นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล
               (4) กิจกรรมด้านสัมมนา อภิปราย แม้จะเป็นวงแคบๆ แต่ก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมาก

               2.1.3 ผลการดำเนินงาน
               เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดหาปัจจัย 4 ให้กับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น การแจกเสื้อผ้า อาหาร ยารักษาโรค ฯลฯ ให้กับผู้ด้อยโอกาส ทั้งในรูปแบบสังคมสงเคราะห์และนอกสังคมสงเคราะห์ แม้ว่าบทบาททางวิชาการในการสังคมสงเคราะห์ จะถูกพัฒนาขึ้นโดยมีรูปธรรมสำคัญคือ มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดตั้งคณะสังคมสงเคราะห์ ในปี พ.ศ.2497
               อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม รวมทั้งการทำบุญ ทำกุศล เป็นงานที่เปิดกว้าง จึงทำให้การดำเนินการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งองค์การสาธารณประโยชน์ และอาสาสมัคร ค่อนข้างออกมาในรูปแบบการหยิบยื่นให้มากกว่าการเน้นให้ผู้รับบริการสามารถช่วยตัวเองตามปัญหาทางการสังคมสงเคราะห์ ในส่วนของการรวมตัวกันขององค์การสาธารณประโยชน์ ได้มีการจัดตั้ง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการประสานงานการส่งเสริมศักยภาพ และพัฒนาศักยภาพขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงดังกล่าว

               2.2 องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สอง : คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน
               ช่วงที่สองขององค์การสาธารณประโยชน์ ได้นับตั้งแต่ช่วงหลังปี พ.ศ. 2504 จนถึง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เนื่องจากเป็นรอยต่อของการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกถึงฉบับที่สาม ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในยุค “ทหารเป็นใหญ่” เนื่องจากผู้นำกองทัพก็คือ หัวหน้าคณะรัฐบาล ทางด้านสถานการณ์โลกมีการต่อสู้กันระหว่าง “ขบวนการคอมมิวนิสต์สากล” มีประเทศจีน รัสเซีย เป็นแกนนำ กับ “ประเทศเสรีนิยม” มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ ส่วนภายในประเทศไทยก็มี “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่ประกาศสงครามปฏิวัติกับรัฐบาลไทยตามแนวทางสังคมนิยม ประกอบกับคณะรัฐบาลที่เป็นเผด็จการได้กดขี่ประชาชนเป็นอย่างมาก จนเกิดการเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 และมีการปราบปรามประชาชนครั้งแรกคือวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 แต่ผู้ปราบปราม (ผู้นำรัฐบาลที่สำคัญขณะนั้นได้แก่ จอมพลถนอม กิติขจร จอมพลประภาษ จารุเสถียร พันเอกณรงค์ กิติขจร) ก็ไม่อาจอยู่ในประเทศไทยได้ ต้องหนีออกนอกประเทศ วันดังกล่าวเรียกว่า “วันมหาวิปโยค” เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกดการเติบโตขององค์กรประชาชนทุกรูปแบบ

               2.2.1 ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สอง
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สอง เป็นช่วงของการนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกไปสู่การปฏิบัติ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาในชนบท มีถนนหลายสายตัดสู่หมู่บ้าน ทำให้เดินทางสะดวกขึ้น ในช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับองค์การสาธารณประโยชน์แล้วถือว่าเป็นยุคทองของการทำงานแบบสังคมสงเคราะห์ แต่ก็ไม่เสมอไปเช่น “สมาคมศูนย์กลางเทวา” ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ.2509 ที่แม้จะมีกิจกรรมด้านการสังคมสงเคราะห์เป็นหลัก ก็เริ่มให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาของตนเอง นอกจากนี้ มีการจัดตั้งขององค์กรต่างประเทศได้แก่ “องค์การ แตร์ เด ซอม” ในปี พ.ศ.2510 ซึ่งถือกำเนิดที่เมืองโลซาน สวิสเซอร์แลนต์ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามกลางเมืองในแอลจีเรีย เมื่อปี พ.ศ.2510 และสงครามเวียดนามในปี พ.ศ.2516 เป็นการช่วยเหลือโดยปราศจากอคติทางด้านการเมือง ศาสนา และเชื้อชาติ เป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์
               กระทั่ง ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกับบุคคลในแวดวงราชการและธุรกิจเอกชนจำนวนหนึ่ง ก่อตั้ง “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2510 และเริ่มงานลงพื้นที่เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2512 หลักการทำงานเป็นแนวทางของ “ไปสู่ อยู่ด้วย ช่วยคิด จิตประสาน” หมายถึง การไปหาชาวบ้านในชนบท อยู่อาศัยกับชาวบ้าน ร่วมคิดกับชาวบ้าน และประสานให้เกิดโครงการพัฒนาในหมู่บ้านนั้นๆ ทางด้านบุคลากรที่นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาเป็นกระบวนการทำงานได้แก่ สมพงษ์ สุทธิวงศ์ เรือง สุขสวัสดิ์ และบำรุง บุญปัญญา (ทั้งหมดยังคงมีบทบาทสำคัญในแวดวงองค์การสาธารณประโยชน์) ซึ่งความคิดดังกล่าว ดร.วาย ซี เยน ผู้จัดตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทประเทศฟิลิปปินส์ ชี้แนะดังนี้ (วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน,2531:193 ในสุจิตรา ธนานันท์,2536:19-20) “ไปหาประชาชน อยู่กับประชาชน เรียนรู้จากประชาชน รักประชาชน ช่วยเหลือประชาชน วางแผนร่วมกับประชาชน เริ่มต้นจากภูมิปัญญาของประชาชน สร้างขึ้นจากสิ่งที่ประชาชนมี อย่าทำงานเป็นเสี่ยงเสี้ยว แต่บูรณาการเป็นภาพรวม อย่าแสดงตัวอย่างเพียงรูปแบบ ให้การศึกษาด้วยการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วม เรียนรู้จากการทำงาน และสั่งสอนด้วยการกระทำ”
               ทั้งนี้ แม้กระแสการพัฒนาจะเริ่มให้ความสำคัญที่ชุมชนในฐานะผู้รับการพัฒนา แต่ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอาชีพการพัฒนาฝีมือให้ชนกลุ่มน้อยคือ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” ที่ตั้งขึ้นที่วังสระประทุม กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2515 โดยใช้เงินพระราชทานกับเงินบริจาคทั่วไป เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กชาวเขา อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่เสื่อมโทรม ตลอดจนให้การช่วยเหลือการสาธารณสุขและอื่นๆแก่ราษฎร
               อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจเอกชนเริ่มให้ความสำคัญต่อการมีองค์การสาธารณประโยชน์ โดยจะเห็นได้จากการก่อตั้ง “สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น” ในวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2516 โดยอาจารย์ โงอิจิ โฮซูมิ ในฐานะประธานกรรมการสมาคมความร่วมมือทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น-ไทย ได้ติดต่อขอเงินช่วยเหลือจากกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น มาใช้ในนามสมาคมฯ เพื่อเป็นการส่งเสริมเทคโนโลยีมาเผยแพร่ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย
               กล่าวโดยสรุปการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สอง เกิดจากเหตุและปัจจัยสำคัญดังนี้
               (1) การนำแนวทางการพัฒนาจากต่างประเทศมาใช้โดยนักวิชาการที่ก้าวหน้าและถ่ายทอดความรู้ด้วยการตั้งองค์การสาธารณประโยชน์
               (2) การจัดตั้งขององค์กรทางด้านศาสนจักร โดยเฉพาะกลุ่มของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค

               อย่างไรก็ดี ภูมิธรรม เวชชยชัย (2527:25) ชี้ว่า องค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้ยังมีจำนวนน้อย และไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก เนื่องมาจาก
               (1) ระดับความรู้และความตื่นตัวของประชาชนในเรื่องความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือพัฒนาสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในการแก้ปัญหาสังคมยังอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัด เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานราชการเท่านั้น
               (2) รัฐบาล หน่วยงานราชการ ยังไม่เข้าใจหรือยอมรับในปรัชญาความคิดการพัฒนาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะระดมประชาชน ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ จากฝ่ายเอกชนให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคมร่วมกัน

               2.2.2 บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงหลังปี พ.ศ.2504 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ยังเป็นบทบาทของการสังคมสงเคราะห์กันเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงบางองค์กรที่เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนา โดยยกระดับพื้นฐานของประชาชน สรุปได้ดังนี้
               (1) บทบาทด้านการพัฒนาชนบท ภายหลังจากที่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้จัดตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ส่งนักศึกษาและบัณฑิตใหม่ไปอยู่กับชาวบ้านในชุมชนชนบท เพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ตลอดจนประสานกับหน่วยงานราชการเพื่อให้เกิดการพัฒนาในชนบท
               (2) บทบาทด้านการวิพากษ์วิจารณ์สังคม โดยกลุ่มที่มีบทบาทมากได้แก่ กลุ่มของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ออกหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ มีชมรมสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นที่ถกเถียงกันของปัญญาชน ก่อให้เกิดนักคิดนักเขียนขึ้นหลายคน อาทิเช่น ดร.นิธิ เอียวศรีวงษ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ฯลฯ
               (3) บทบาทด้านการวิจัย โดยการสนับสนุนให้นักศึกษาหรือบัณฑิตจบใหม่ได้ทำการวิจัยที่เกี่ยวกับปัญหาชนบทและแนวทางแก้ไข

               ด้านการดำเนินกิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สอง ส่วนใหญ่จะมีเอกสาร งานวิจัย บันทึกฯลฯ ที่แสดงถึงงานด้านสังคมสงเคราะห์มาก แต่กิจกรรมของอาสาสมัครที่ไปทำงานกับชาวบ้านก็มีมากไม่แพ้กัน จะต่างกันก็ตรงที่การรับรู้ของสาธารณชน ซึ่งพอประมวลได้ดังนี้
               (1) การจัดประชุมชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ กระตุ้นให้ชาวบ้านได้อธิบายปัญหาของตนเอง เพื่อค้นหาว่าชาวบ้านมีปัญหาเช่นใด
               (2) การทำวิจัยในพื้นที่ เพื่อค้นหาปัญหา แนวทางแก้ไขและนำเสนอต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบให้ดำเนินการ
               (3) การจัดสัมมนาวิชาการมักร่วมมือกับกระบวนการของนักศึกษาและปัญญาชน
               (4) กิจกรรมแจกของกินของใช้ในท้องที่ทุรกันดาร ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ซึ่งมักไปเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ มีชนชั้นสูงหรือบุคคลที่สังคมยกย่องเป็นประธาน มีสื่อมวลชนคอยติดตามทำข่าว

               2.2.3 ผลการดำเนินงาน
               การดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้ไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เนื่องจากการดำเนินงานหลักยังเป็นกลไกของระบบราชการ แต่จากการเริ่มต้นของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ และคณะถือเป็นความพยายามนำเสนอแนวคิดของการพัฒนาเข้าสู่ความเข้าใจของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของบทบาทการพัฒนาสังคมขององค์การสาธารณประโยชน์ ซึ่งผลกระทบที่สำคัญประมวลได้ ดังนี้
               (1) ภาครัฐบาลเริ่มให้ความสนใจในบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์
               (2) สร้างนักพัฒนาเอกชนที่มีจิตสำนึกและมีคุณภาพขึ้นได้จำนวนหนึ่ง และนักพัฒนาเอกชนที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้ได้ขยายแนวคิดและก่อตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
               (3) สร้างสำนึกที่อิสระในหมู่นักวิชาการ ปัญญาชน และนักกิจกรรม อาจจะเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย จนเกิดการเดินขบวนใหญ่ต่อเนื่องจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

               2.3 องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สาม : ประชาธิปไตยผลิบาน
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สาม คือช่วงตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 จนถึง 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เป็นการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งแรกของประเทศไทย และประชาชนเป็นฝ่ายชนะ มีการขับไล่ผู้นำรัฐบาลออกนอกประเทศ ทำให้ประชาชนที่ถูกกดไม่ให้มีกิจกรรมมานานได้รับการปลดปล่อยมากขึ้น มีการเดินประท้วงบ่อยครั้งขึ้น ได้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน สมาพันธ์ชาวนาชาวไร่ ฯลฯ มีการพูดถึงเสรีภาพมากขึ้น จนกระทั่งวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เกิดการล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเข่นฆ่ากันด้วยวิธีที่รุนแรง มีการใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และมีผลต่อการยุติการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนลง

               2.3.1 ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สาม
               ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ได้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนหลายกลุ่มหลายพื้นที่ โดยมักเริ่มจากวงสนทนาในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ตลอดจนกระบวนการทางด้านแรงงาน ชาวนาชาวไร่ ที่เห็นความไม่เป็นธรรมว่ามีอยู่ในสังคม จึงรวมตัวกันประท้วงเรียกร้องผลประโยชน์จากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกันราคาผลผลิต การเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ ฯลฯ
               องค์การสาธารณประโยชน์แรกที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงนี้ได้แก่ “สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน” โดยมีนักวิชาการ นักศึกษา ทนายความ ร่วมกันก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2516 (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมสิทธิและเสรีภาพเพื่อประชาชน หรือ สสส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขจัดการริดรอนสิทธิและเสรีภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนท้องถิ่นต่างๆ ตื่นตัวในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเพื่อกระจายความคิดและการปฏิบัติออกไปจนถึงระดับท้องถิ่น ในปี พ.ศ.2517 สมาชิกของเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบวิชาชีพโดยการเปิดร้านขายยา ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มเภสัชชุมชน” (ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นบริษัทธุรกิจทำการค้าเวชภัณฑ์) เพื่อให้บริการทางวิชาชีพเภสัชกรรมและการสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นธรรม ตลอดจนร่วมมือและประสานงานกับองค์การ สมาคม และหน่วยงานอื่นๆ ในการพัฒนาสังคมไทย ช่วงเดียวกันก็ได้มีการก่อตั้ง “มูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย” ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2517 เพื่อรองรับปัญหาผู้ลี้ภัยสงครามชาวอินโดจีน (เวียดนาม เขมร ลาว) เป็นการก่อตัวโดยศาสนิกชนชาวคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เน้นงานด้านเด็กและครอบครัวเป็นการพัฒนาสู่การพึ่งตนเอง บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยและสนับสนุนการเผยแพร่ธรรม
               อย่างไรก็ดี บุคคลที่ต้องกล่าวถึงคือ คุณมีชัย วีระไวทยะ (ในปัจจุบัน แม้จะมีภาพลักษณ์ของการเป็นนักการเมือง นักบริหาร แต่ก็ได้รับการยอมรับในแวดวงนักพัฒนาเอกชน) ที่ได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน” ในปี พ.ศ.2517 มีกิจกรรมหลักด้านการวางแผนครอบครัวในระบบอาสาสมัคร โดยเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

               2.3.2 บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และสามารถแสดงบทบาทได้อย่างชัดเจน ซึ่งประมวลได้ดังนี้
               (1) บทบาทด้านการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยมุ่งประเด็นที่โครงสร้างการบริหารงานของรัฐบาล การทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ
               (2) บทบาทด้านการชี้นำรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพืชผลการเกษตร ฯลฯ โดยมักเรียกร้องแทนผู้ด้อยโอกาสกว่า บางองค์กรยังกล่าวหาว่าผู้ประกอบการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานมากเกินไป
               (3) บทบาทด้านการพัฒนาประชาธิปไตย โดยการส่งอาสาสมัครที่คัดเลือกแล้วไปอบรมกระบวนการทางประชาธิปไตยในท้องถิ่น
               (4) รณรงค์ในปัญหาสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในการปกครองตนเอง สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
               (5) บทบาทส่งเสริมการรวมกลุ่ม เป็นการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกร ทนายความ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและกลุ่ม ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบ

               ด้านกิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สาม จะเป็นกิจกรรมที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาล และมักร่วมรณรงค์กับประชาชน สรุปได้ดังนี้
               (1) จัดพิมพ์เอกสารด้านแนวคิดการพัฒนา โปสเตอร์รณรงค์ต่างๆ และเอกสาร เหล่านี้ถูกผลิตและนำออกมารณรงค์กันอย่างมากมาย
               (2) จัดตั้งมวลชนโดยมีการปลุกระดมมวลชนที่เป็นผู้ใช้แรงงาน โดยการชี้ให้เห็นว่าการกดขี่ค่าแรงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกรรมกรจะต้องรวมพลังกันเพื่อให้มีสิทธิ์มีเสียงมากพอที่จะต่อรองเรื่องค่าแรงขั้นต่ำได้

               2.3.3 ผลการดำเนินงาน
               ผลการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สามเด่นชัดมากในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย แต่จะถือเป็นผลงานทั้งหมดขององค์การสาธารณประโยชน์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นกระแสทั้งสังคมที่ทำให้เกิดการตื่นตัว โดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย และถือว่าเป็นส่วนร่วมในการสร้างคนรุ่น 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งถือว่ามีจิตสำนึกและอุดมการณ์ในการรับใช้ประชาชนอย่างสูงสุด ทั้งนี้คนเหล่านี้ยังคงมีบทบาทอยู่ในสังคมในสถานภาพต่างๆ เช่น นักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย นักการเมือง และนักพัฒนาในองค์การสาธารณประโยชน์

               2.4 องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สี่ : ยุคหลับไหล
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สี่ คือช่วงตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 จนถึง พ.ศ.2522 เหตุที่นับช่วงเวลาดังกล่าวเพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 บรรดาเหล่าทหารและลูกเสือชาวบ้านถูกปลุกระดมให้เชื่อว่า นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ จึงพากันล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนจนสำเร็จ และยังตามไล่ล่าไปยังสถานที่ต่างๆ ทำให้เหล่าปัญญาชนไม่มีทางออก จึงต้องมุ่งหน้าเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และจับอาวุธเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงมาก จนกระทั่งหลัง พ.ศ.2522 มีนโยบาย 66/2523 ความรุนแรงจึงค่อยๆคลี่คลายลง

               2.4.1 ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่สี่
               แม้ว่าช่วงเวลาระหว่างหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 จนถึง พ.ศ.2522 จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 ปีกว่าๆ แต่ที่ต้องนับเป็นช่วงที่สี่ขององค์การสาธารณประโยชน์นั้น เพราะเป็นช่วงที่สังคมไทยเกิดความสับสนทางการเมือง มีการลอบฆ่าผู้นำชาวนา กรรมกร นักศึกษา ฯลฯ อย่างแพร่หลาย ทางด้านองค์การสาธารณประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่กล้าเปิดตัวขึ้นใหม่ อาจจะเรียกช่วงเวลาดังกล่าวนี้ว่าเป็นช่วงที่องค์การสาธารณประโยชน์แตกสลายก็ได้ ถูกเพ่งเล็งจากอำนาจมืดและมีภัยคุกคามนานัปการ ที่สำคัญคือ การประกาศกฎอัยการศึกที่ให้อำนาจแก่ทหาร ตำรวจ ในการจับกุมผู้ที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างไปจากรัฐบาล อย่างไรก็ดี มูลนิธิ สมาคม ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทหาร กลุ่มราชการ และชนชั้นสูงก็ยังมีกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์เป็นหลัก และไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด ส่วนองค์การสาธารณประโยชน์ที่มีกิจกรรมท้าทายอำนาจรัฐ มีการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองจะถูกเพ่งเล็งและกลั่นแกล้ง มีการยัดเยียดข้อหาสารพัด โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีการนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม การลงไปช่วยพัฒนาชาวบ้านถูกห้ามปรามจากสารพัดวิธีการ
               อย่างไรก็ดี พบว่า ยังมีองค์การสาธารณประโยชน์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 อยู่จำนวนหนึ่ง สามารถก่อตั้งและดำเนินงานได้เช่น “มูลนิธิเกียรติร่วมมิตรเพื่อการศึกษา” ที่ตั้งขึ้นในปลายปี พ.ศ.2519 เพื่อส่งเสริมการศึกษา มุ่งเน้นไปที่เยาวชนโดยเฉพาะพื้นฐานถึงระดับประถม ระดับมัธยม ที่มีอาคารสถานที่ไม่เพียงพอ เป็นกิจกรรมด้านการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลน “สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย” ก่อตั้งในปี พ.ศ.2519 ที่วังสวนผักกาด โดยมีหม่อมพันธุ์ทิพย์ บริพัตร เป็นนายกสมาคมคนแรก มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ส่งเสริมอาชีพการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
               นอกจากนี้ ยังมีองค์กรด้านศาสนาได้แก่ “สภาเยาวชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย” ก่อตั้งในปี พ.ศ.2520 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองทางด้านจิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสำนึกและตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเอง พระศาสนจักร สังคมและประเทศชาติ อีกองค์กรหนึ่งได้แก่ “คณะกรรมการยุติธรรมและสันติแห่งประเทศไทย” ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2520 ตามเจตนารมณ์ของสันตะปาปาสำนักวาติกัน เพื่อส่งเสริมให้ศาสนิกชนมีความตื่นตัวและสนใจปัญหาความอยุติธรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคม และ “คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา” ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2522 โดยมีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ร่วมกับผู้นำศาสนาอื่นๆ เพื่อประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการพัฒนาร่วมกัน “มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ที่ตั้งขึ้นจากเงินบริจาคของคุณกำพล วัชรพล เป็นจำนวนเงิน 11 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2522 เพื่อส่งเสริมการศึกษาระดับประถมศึกษา

               2.4.2บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สี่ เป็นช่วงที่ไม่อาจแสดงบทบาทได้ตรงกับความต้องการมากนัก เนื่องจากความไม่สงบเรียบร้อยทางการเมือง มีการกวดขันปราบปรามกันค่อนข้างมาก บทบาทที่แสดงออกมาจึงมักเป็นบทบาทที่เรียบง่าย ไม่ท้าทายต่ออำนาจทางการเมือง ประมวลได้ดังนี้
               (1) บทบาทที่ปรึกษา เป็นบทบาทที่สามารถแสดงได้โดยเปิดเผย ได้แก่ องค์การสาธารณประโยชน์ที่ให้คำปรึกษาทางด้านวิชาชีพ การประกอบธุรกิจ
               (2) บทบาทผู้ให้การพึ่งพิง เป็นบทบาทที่ต้องดำเนินงานด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เช่น บทบาทของทนายความอาสาสมัครเพื่อว่าความแก้ต่างให้กับผู้ต้องหาและนักโทษทางการเมือง

               ด้านกิจกรรมขององค์กรพัฒนาช่วงที่สี่ ส่วนใหญ่มักถูกขัดขวางจากหน่วยงานราชการ ไม่ได้รับความร่วมมือ ถูกเพ่งเล็ง ดังนั้น หลายองค์กรจึงยุติบทบาท กิจกรรมและเลิกการดำเนินงาน ส่วนองค์กรที่ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ก็มักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือเป็นการดำเนินกิจกรรมแบบใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนี้
               (1) เป็นทนายความอาสาสมัคร เพื่อพิสูจน์และว่าความให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ให้ได้รับความเป็นธรรม ทั้งการลงโทษที่สมควรกับความผิดที่กระทำ และยังป้องกันการจับกุมคุมขังและลงโทษผู้บริสุทธิ์
               (2) กิจกรรมด้านการส่งเสริมอาชีพ สามารถดำเนินงานได้โดยเปิดเผย เช่น การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับ
               (3) การสังคมสงเคราะห์ เช่น การมอบทุนการศึกษาให้เด็กยากจนเรียนดีที่ต่างจังหวัด หรือที่ห่างไกลความเจริญ

               2.4.3 ผลการดำเนินงาน
               การดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่สี่มีน้อยมาก เนื่องจากองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนมากได้ยุติการดำเนินกิจกรรมลง ส่วนที่ดำรงอยู่ก็ต้องดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง การเข้าหาชาวบ้านก็ไม่ดีเท่าที่ควรมีความหวาดระแวง เมื่อองค์การสาธารณประโยชน์ลงพื้นที่ชาวบ้านก็มักไม่ให้ความร่วมมือ และตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งประมวลได้ดังนี้
               (1) จากกิจกรรมพิมพ์เอกสารขององค์การสาธารณประโยชน์ และนักวิชาการอิสระต่างๆ ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ได้ออกสิ่งพิมพ์จำนวนมากที่ส่งเสริมความคิดความเชื่อเรื่องของการปกครองระบอบสังคมนิยม ส่งเสริมเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เมื่อทหารทำการรัฐประหารสำเร็จ จึงให้รัฐบาลประกาศให้เอกสารจำนวนประมาณ 100 เล่ม เป็นเอกสารต้องห้าม ที่สามารถเอาผิดกับผู้จำหน่ายและผู้มีไว้ในครอบครองได้
               (2) การดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ ส่วนหนึ่งในลักษณะของทนายความอาสาสมัคร ได้ว่าความแก้ต่างให้ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ฯลฯ โดยให้ความช่วยเหลือให้ผู้ต้องหารับโทษน้อยกว่าที่ถูกกล่าวโทษ และช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ให้รับโทษในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น

               2.5 องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่ห้า : ยุคตื่นตัวพัฒนา
               จุดเริ่มต้นขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่ห้า คือระหว่างปี พ.ศ. 2523-2526 เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 66/2523 ที่เน้นการทำความเข้าใจกันระหว่างผู้ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยเปิดโอกาสให้มีการวางอาวุธ และกลับคืนสู่เมืองโดยไม่เอาผิด สำหรับนักศึกษาก็ให้เข้ารับการศึกษาต่อ จากนโยบายดังกล่าวได้มี พคท. จำนวนมากวางอาวุธและกลับเข้าสู่เมืองไทยในฐานะ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” จากปี พ.ศ.2523 มีผู้ทยอยกลับคืนเมืองเป็นจำนวนมาก และองค์การสาธารณประโยชน์ก็เริ่มตื่นตัวขึ้น จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2526 องค์การสาธารณประโยชน์ที่ต่างคนต่างทำงานมีความคิดที่จะทำงานในลักษณะการรวมศูนย์ขึ้น

               2.5.1ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่ห้า
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่ห้า อาจจะเรียกว่าตื่นตัวมาก เช่นในปี พ.ศ.2523 มีการก่อตั้งองค์การสาธารณประโยชน์หลายองค์กรเช่น “โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชุมชน” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องของการสัมมนาร่วมกันระหว่างข้าราชการ นักพัฒนา นักวิชาการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรรายย่อย เสริมสร้างบุคคล กลุ่มเป้าหมายให้เกิดเป็นเครือข่ายระหว่างพื้นที่ตลอดจนประสานความร่วมมือกับรัฐบาล ทางด้านสาธารณสุขก็มีการตั้ง “โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง” โดยเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าไม่อาจจะพึ่งพาการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวได้ การใช้สมุนไพรจะเป็นการพึ่งพาภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทย ตลอดจนยังสามารถที่จะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพได้ ทางด้านองค์กรสตรีก็มีการก่อตั้ง “มูลนิธิเพื่อนหญิง” โดยกลุ่มคนที่เห็นว่าสถานภาพผู้หญิงอยู่ในฐานะผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เพื่อที่จะพัฒนาความเชื่อ ค่านิยม ความคิดของสังคมให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าหญิงชายย่อมเสมอกันในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ทางด้านองค์กรต่างประเทศได้สนับสนุนให้มีการตั้ง “มูลนิธิคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด” (ต่อมาได้รับพระกรุณาธิคุณอยู่ในพระราชูปถัมภ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2535) เพื่อส่งเสริมและให้บริการด้านการศึกษาและวิชาชีพนอกระบบแก่คนตาบอดเป็นการกุศล และ“องค์การอนุเคราะห์เด็ก” ซึ่งองค์กรเอกชนในประเทศนอร์เวย์ที่มีชื่อว่า REDD BARNA ได้ตั้งสาขาในประเทศไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่จะเน้นเรื่องการสงเคราะห์เด็ก สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเด็กกับประชาคมโลก
               ในปี พ.ศ.2524 อ.บัณฑร อ่อนดำ นักพัฒนาอาวุโสท่านหนึ่งได้ร่วมกับคณะผลักดันให้มีการตั้ง “โครงการสื่อชาวบ้าน” เพื่อผลิตและเผยแพร่สื่อเพื่อการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีการตั้ง “สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา” (มายา) กลุ่มละครเร่ “มายา” คณะนี้ได้เน้นการศึกษาเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางศิลปะและการแสดงต่อเยาวชน ในช่วงเดียวกันปัญหาเรื่องแม่และเด็กก็เริ่มมีมากขึ้น จึงได้มีการก่อตั้ง “มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา” เพื่อช่วยเหลือแม่ที่ต้องออกทำงานหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ต้องทิ้งให้เด็กๆ อยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับเด็กในวัยใกล้เคียงกัน เป็นการช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เด็กต้องขาดความรัก ขาดสารอาหารและสนับสนุนการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ทางด้านสภากาชาดไทย ซึ่งตั้งมานานก็เริ่มขยายข่ายงานโดยตั้ง “มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย” ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทำหน้าที่สืบหาบิดา มารดา หรือญาติของเด็กและผู้เยาว์ ดำเนินการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้มีชีวิตที่มั่นคง ผาสุกในครอบครัวของตนเอง ตลอดจนอุปการะเด็กที่ขาดผู้อุปการะ ทางด้าน นพ.ประเวศ วะสี และคณะแพทย์ได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “มูลนิธิหมอชาวบ้าน” เพื่อให้ความรู้ด้านการรักษาพยาบาลโดยพยายามทำสื่อที่เข้าใจง่าย เผยแพร่ออกไปให้กับประชาชนให้เกิดจิตสำนึก เชื่อมั่นในการพึ่งตนเอง และขยายไปสู่ชุมชนพึ่งตนเอง
               ในปี พ.ศ.2525 ได้มีการก่อตั้ง “สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม” โดยคณาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวิศวกรอาชีพ เป็นการดำเนินงานที่สืบเนื่องจากการทำงานของกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อชาวบ้าน (Adaptive Technology Group) เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพชุมชนของไทย โดยที่เทคโนโลยีดังกล่าวควรสร้างได้ง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และนำไปสู่ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนปลอดภัยต่อชุมชนด้วย มีการก่อตั้ง “สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ พระวรราชาทินัดดามาตุ” โดยมีวิวัฒนาการมาจากกลุ่มส่งเสริมสถานภาพสตรีที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เพื่อส่งเสริมบทบาทของสตรีให้มีสิทธิและศักดิ์ศรีอย่างสมบูรณ์ และมีการตั้ง “หน่วยพัฒนาและบรรเทาทุกข์” โดยองค์กรต่างประเทศที่ทำงานด้านผู้ลี้ภัยสงครามภายใต้มูลนิธิคริสตจักรวันเสาร์ (ADRA INTERNATIONAL) เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัย ช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน เช่น ทางเศรษฐกิจ น้ำ และสาธารณสุข
               ในปี พ.ศ.2526 กลุ่มของนักพัฒนารุ่นแรกๆ ที่ทำงานกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันก่อตั้ง “ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน” เพื่อเสริมสร้างพัฒนาบุคลากรให้สามารถดำเนินงานพัฒนาชนบทที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทางด้านองค์กรต่างประเทศได้จัดตั้ง “มูลนิธิไทย-เยอรมันเพื่อการพัฒนา” เพื่อให้การช่วยเหลือเงินทุนแก่โครงการเล็กๆ ที่ทำงานพัฒนาชนบท อีกบุคคลหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่ามาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2510 ได้ผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระราชินูปถัมภ์” เพื่อประสานให้เกิดดุลยภาพในการพัฒนา การเศรษฐกิจ กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ตลอดจนคุ้มครองและรักษาไว้ซึ่งสภาพตามธรรมชาติต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
               ภูมิธรรม เวชชยชัย (2527:26) ชี้ว่า นับแต่ปี พ.ศ.2522-2526 ได้มีหน่วยงานอาสาสมัครเล็กๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน มีลักษณะการดำเนินงานในแบบต่างคนต่างทำ จนประมาณปี พ.ศ.2523 จึงมีแนวโน้มการร่วมมือกันมากขึ้น เกิดหน่วยงานและคณะกรรมการขึ้นมามากมาย เช่น คณะกรรมการติดตามผลการสัมมนา คณะกรรมการส่งเสริมและเผยแพร่งานพัฒนา คณะกรรมการฝึกอบรมเพื่อการพัฒนา กลุ่มศึกษาทางเลือกการพัฒนา กลุ่มศึกษาปัญหาสลัม เงื่อนไขและปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการขยายตัวขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้มีดังนี้
               (1) สภาพความยากจนของประเทศไทยยังคงดำรงอยู่ การกระจายรายได้และผลประโยชน์ในสังคม ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกัน มีความเหลื่อมล้ำกันสูงระหว่างชนบทกับเมือง
               (2) ช่วงปี พ.ศ.2522 เป็นช่วงเวลาการเคลื่อนไหวของหน่วยงานและขบวนการพัฒนาสังคมระหว่างประเทศ เพื่อทบทวนปัญหาและประสบการณ์การดำเนินการพัฒนาประเทศในโลกที่สาม เช่น การประชุมขององค์การระหว่างประเทศเรื่อง “การปฏิรูปสถาบันการเกษตรและพัฒนาชนบทของโลก” ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2522 ได้ข้อสรุปว่า “การดำเนินการพัฒนาสังคมหรือพัฒนาชนบทนั้นจะต้องยึดถือกลยุทธที่ให้ประชาชนก่อตั้งหรือดำเนินการพัฒนาด้วยตนเอง และต้องพยายามสนับสนุนให้มีการสร้างสถาบันหรือองค์กรของประชาชน รวมทั้งองค์กรอาสาสมัครต่างๆ ด้วย” การเคลื่อนไหวและผลักดันแนวคิดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบไปยังประเทศโลกที่สามรวมทั้งประเทศไทยด้วย
               (3) หน่วยงานของราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เคลื่อนไหวและทบทวนแนวความคิดการพัฒนาสังคมไทยและเห็นว่า ภาคเอกชนน่าจะมีบทบาทต่อการส่งเสริมและเกื้อกูลรัฐในการพัฒนาชนบทด้วย
               (4) หน่วยงานอาสาสมัครเอกชนในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ได้ประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และพยายามร่วมมือประสานงานเสริมสร้างและพัฒนาการดำเนินงานพัฒนาสังคมให้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น การสัมมนาที่ต่อเนื่องนับแต่ปี พ.ศ.2522 จนกระทั่ง เมษายน พ.ศ.2523 จึงได้ร่วมกันก่อตั้ง โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม เพื่อเป็นหน่วยงานฝึกอบรมอาสาสมัคร บริการแก่องค์การสาธารณประโยชน์ต่างๆ (ปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน)
               (5) สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ.2522-2523 ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งวิกฤติศรัทธาต่อการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรง เพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมนิยม ได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของขบวนการสันติวิธีในประเทศ ประกอบกับการแตกแยกของรัฐบาลสังคมนิยมในอินโดจีน การแตกสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย และการไหลกลับเข้าเมืองของขบวนการปัญญาชนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

               2.5.2 บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่ห้า จะเปิดกว้างมากขึ้น มีลักษณะที่อ่อนนุ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีลักษณะประสานงาน ขอความช่วยเหลือกันมากขึ้นประมวลบทบาทได้ดังนี้
               (1) บทบาทวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พอมีให้เห็นอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2525-2526
               (2) บทบาทการริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นการค้นหาแนวทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ค้นพบคำตอบว่าแนวทาง “เกษตรทางเลือก” จะเป็นทางออกสำหรับการพัฒนาได้ ดังนั้นองค์การสาธารณประโยชน์ส่วนหนึ่งจึงนำแนวทางเกษตรทางเลือกออกมาขยายผล
               (3) บทบาทด้านการให้ความร่วมมือ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นบทบาทสำคัญ เช่น การสนับสนุนอาสาสมัครไปยังองค์กรพัฒนาแห่งต่างๆ
               ส่วนกิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ที่ช่วงที่ห้านี้ มีลักษณะพิเศษคือ เป็นกิจกรรมที่แต่ละองค์กรคิดขึ้น และทำงานไปตามแนวทางของแต่ละองค์กร บางกิจกรรมอาจจะซ้อนทับพื้นที่กันบ้าง เรียกได้ว่าเป็นความหลากหลายของแต่ละองค์กร ประมวลได้ดังนี้
               (1) กิจกรรมพิมพ์เอกสารเผยแพร่ แนวความคิดได้รับความนิยมอีกครั้งหลังจากเสื่อมถอยไประหว่างปี พ.ศ.2519-2522 โดยองค์การสาธารณประโยชน์ได้ตั้งสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง และนำรายได้จากสำนักพิมพ์มาดำเนินกิจกรรม เช่น มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิหมอชาวบ้าน
               (2) การสัมมนา อภิปราย กิจกรรมที่จัดขึ้นมักจะได้รับความร่วมมือจากองค์การนักศึกษาสถาบันต่างๆ และจัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


               2.5.3ผลการดำเนินงาน
               ผลการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงปี พ.ศ.2523-2526 ที่สำคัญคือ รัฐบาลเริ่มเห็นความสำคัญในบทบาท และคัดสรรนำเอาข้อเสนอขององค์การสาธารณประโยชน์มาเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งประมวลได้ดังนี้
               (1) รัฐบาลได้พิจารณาเลือกสรรข้อเสนอขององค์การสาธารณประโยชน์มาเป็นนโยบายของรัฐบาล
               (2) นักพัฒนาเอกชนหลายองค์กรที่ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนเกิดความชำนาญเฉพาะด้าน
               (3) เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงราชการและนักวิชาการว่า แนวทางเกษตรทางเลือกจะมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่
               (4) ประชาชนเริ่มเข้าใจองค์การสาธารณประโยชน์มากขึ้น และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์รูปแบบต่างๆ มากขึ้น

               2.6องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่หก : มุ่งรวมศูนย์
               จุดเริ่มต้นขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่หก คือระหว่างปี พ.ศ.2527-2533 เหตุที่นับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่หก เพราะมีการก่อตั้ง “คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท” (กป.อพช.) เพื่อเป็นศูนย์รวมขององค์การสาธารณประโยชน์ มีสมาชิกเป็นองค์การสาธารณประโยชน์ มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อนักพัฒนาเอกชนมาเป็นผู้บริหารในรูปแบบของคณะกรรมการ มีการเลือกตั้งประธาน และให้ถือว่าเป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์ในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ และเหตุที่นับเอาปี พ.ศ.2533 เป็นช่วงปลายเนื่องจากการลดบทบาทลงของ กป.อพช. และได้เกิดรูปแบบการรวมตัวขององค์การสาธารณประโยชน์อีกลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า เครือข่าย ในช่วงต้นปี พ.ศ.2533

               2.6.1ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่หก
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้ ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีกิจกรรมเชิงประสานงานกันมากขึ้น โดยมีการก่อตั้งคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกันเองระหว่างองค์การสาธารณประโยชน์
               ในปี พ.ศ.2527 มีคณะทำงานชุดหนึ่ง ได้ทำโครงการเล็กๆ คือ “ศูนย์ข่าวผู้หญิง” (ต่อมาในปี พ.ศ.2530 ได้เปลี่ยนเป็นมูลนิธิผู้หญิง) เพื่อให้คำปรึกษาแก่หญิงที่เดินทางออกไปทำงานต่างประเทศ และต่อมาได้ขยายงานเป็นการช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกยากและด้อยโอกาสในสังคม ทางด้านการพัฒนาชนบทมีการก่อตั้ง “มูลนิธิเพื่อนร่วมพัฒนา” (FIAM) ขึ้นเพื่อสนับสนุนงานพัฒนาชุมชนโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพึ่งตนเอง ส่วนทางด้านผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรมนั้น คงต้องกล่าวถึง ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ผลักดันและก่อตั้ง “สมาคมวิศวกรสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานทางวิชาการและการประกอบอาชีพ เป็นศูนย์เผยแพร่ความรู้ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และเป็นตัวแทนของวิศวกรสิ่งแวดล้อมไทยในการประสานงานทางวิชาการร่วมกับสถาบันอื่นๆ อีกท่านหนึ่งคือ คุณหญิงชดช้อย โสภณพานิช ที่ริเริ่ม “โครงการตาวิเศษ” เพื่อรณรงค์ไม่ให้ประชาชนทิ้งขยะไม่เลือกที่ และได้พัฒนามาเป็น “มูลนิธิสร้างสรรค์ไทย” ในเวลาต่อมา มีการเน้นการรณรงค์เพื่อปลูกฝังให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ มีจิตสำนึกและตระหนักในความรับผิดชอบต่อการรักษาความสะอาดและสภาพแวดล้อมที่ดีของบ้านเมืองและสังคม
               ในปี พ.ศ.2529 พญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุล แพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ ได้ร่วมกับคณะแพทย์ จัดตั้ง “สมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย” เพื่อส่งเสริมวิชาชีพ เป็นศูนย์รวมของแพทย์สาขาอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เพื่อจะได้นำไปป้องกันปัญหาอันเกิดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นในปีเดียวกัน พญ.อรพรรณ ยังผลักดันให้จัดตั้ง “ชมรมป้องกันโรคจากการทำงาน” เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ ผลิตเอกสาร คู่มือเรื่องการป้องกันโรคจากการทำงาน
               ในปี พ.ศ.2531 ได้มีการก่อตั้ง “โครงการส่งเสริมองค์กรพัฒนาเอกชนไทย” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการบริหารการวางแผนโครงการและการจัดการโครงการ รวมถึงสนับสนุนความร่วมมือประสานงานกันแก่องค์การสาธารณประโยชน์ ทางด้านคุณหญิงอัมพร มีสุข ซึ่งดำเนินกิจกรรมด้านการพัฒนามานานก็ได้ผลักดันให้เกิด “มูลนิธิเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต” เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนทุกรูปแบบ ส่วน ดร.เสรี พงศ์พิศ นักวิชาการด้านการพัฒนาชนบทแนววัฒนธรรมชุมชนท่านหนึ่งก็ได้ผลักดันให้จัดตั้ง “สถาบันพัฒนาชนบท” เพื่อส่งเสริมการพึ่งตนเองของชาวบ้านทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม การพึ่งพาตนเองระหว่างเครือข่าย โดยมีกิจกรรมหลักด้านการเกษตรพึ่งตนเอง ทางด้าน คุณคมสัน หุตะแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ได้ก่อตั้ง “ศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา” เพื่อเป็นองค์กรผลิตรวบรวมสื่อต่างๆ ได้แก่ สไลด์ วีดีโอ เพื่อสนับสนุนให้องค์การสาธารณประโยชน์อื่นๆ ได้นำไปใช้ในงานพัฒนา
               ในปี พ.ศ.2532 สมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทยได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “ชมรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษา” เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการอนุรักษ์ การพัฒนาที่คำนึงถึงผลกระทบเพื่อนำไปสู่รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน แม่ชีประพิศ หงสกุล ซึ่งได้บริจาคที่ดินให้แก่มูลนิธิมงกุฎราชวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 ได้ทำการขอคืนเพื่อเป็นสมบัติของ “มูลนิธิสำนักสวมจิตต์ แม่ชีไทย” เพื่อให้การอุปการะแก่แม่ชีที่ขาดแคลนเครื่องอุปโภค ปัจจัยสี่ และสนับสนุนการส่งแม่ชีออกไปบำเพ็ญประโยชน์ในชนบทและถิ่นทุรกันดาร
               ในปี พ.ศ.2533 ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก ได้ร่วมกับ ศ.นพ.ประเวศ ก่อตั้ง “สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลแคนาดาและรัฐบาลไทยได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย (Local Development Assistance Programme : LDAP) โดยจัดสรรเป็นเงินราว 100 ล้านบาท ไปยังโครงการต่างๆ ขององค์การสาธารณประโยชน์ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ได้ก่อตั้ง “มูลนิธิโลกสีเขียวในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา” เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหมู่ประชาชน บริษัท บางกอก มอเตอร์ เวอคส์ จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัทสยามกลการ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันในประเทศไทย โดยคุณพรเทพ พรประภา ได้ร่วมก่อตั้ง “สมาคมธิงค์เอิร์ธ (Think Earth) คิดห่วงใยในผืนโลก” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าในสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอันเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ของสรรพสิ่งทั้งหลาย ส่วนเหตุการณ์ที่น่าสลดใจคือ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 คุณสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ภายใต้สังกัดกรมป่าไม้ที่สาธารณชนต่างรู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าในการรักษาผืนป่า ได้ทำการอัตวินิบาตกรรม บรรดาญาติมิตรและประชาชนทั่วไปจึงได้ร่วมกันก่อตั้ง “มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศตามเจตนารมณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร

               2.6.2บทบาทและกิจกรม
               บทบาทสำคัญขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้ มีความโดดเด่นค่อนข้างมากพอประมวลได้ดังนี้
               (1) บทบาทด้านชี้นำรัฐบาล จะเห็นได้จากการนำเสนอทางเลือกการพัฒนาต่างๆ ให้กับรัฐบาล ในรูปแบบของงานวิจัย งานศึกษา เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ฯลฯ
               (2) บทบาทด้านการรณรงค์ โดยจะร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่ดำเนินงานรณรงค์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน

               ส่วนในด้านกิจกรรมนั้น ยังคงเป็นในลักษณะที่ต่างองค์กรต่างคิด ต่างดำเนินงาน และมีอิสระต่อกันประมวลได้ดังนี้
               (1) การจัดสัมมนาเชิงวิชาการ แทบทุกองค์กรมักมีกิจกรรมสัมมนา ซึ่งอาจจะเป็นเวทีขนาดเล็ก มีผู้เข้าร่วมจำกัด หรือเวทีใหญ่ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมรับฟังและนำเสนอความคิดเห็น
               (2) การรณรงค์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กร เช่น การรณรงค์ในประเด็นเกษตรทางเลือก การพัฒนาที่ยั่งยืน ฯลฯ
               (3) การจัดพิมพ์เอกสาร ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมหลักขององค์กรที่ทำงานด้านสื่อ เช่น คณะกรรมการส่งเสริมและเผยแพร่งานพัฒนา (ผสพ.) มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิโกมลคีมทองฯลฯ
               (4) การวิจัยและพัฒนา เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีการดำเนินการกันบ้าง และมักเป็นกิจกรรมขององค์กรทางวิชาการ หรือองค์กรที่ก่อตั้งโดยอาจารย์ นักวิชาการ
               (5) การชุมนุมประท้วง ได้เริ่มมีการชุมนุมประท้วงกันอีกครั้ง ซึ่งองค์การสาธารณประโยชน์มักจะอยู่เบื้องหลัง และให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมในฐานะพันธมิตร เช่น สนับสนุนเรื่องอาหาร เครื่องเสียง กฎหมาย การเป็นตัวแทนเข้าร่วมเจรจา ฯลฯ

               2.6.3 ผลการดำเนินงาน
               ผลการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่ 6 สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อกระบวนการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 สนับสนุนให้องค์การสาธารณประโยชน์มีบทบาทในการพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งประมวลได้ดังนี้
               (1) เกิดกระแสอนุรักษ์และหวงแหนธรรมชาติมากยิ่งขึ้น หลังจากคุณสืบ นาคะเสถียรเสียชีวิต
               (2) ประชาชนรู้จักองค์การสาธารณประโยชน์มากขึ้น และให้ความร่วมมือมากขึ้น เช่นการชี้เบาะแสเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก การทรมานเด็ก และเห็นประโยชน์ของการมีองค์การสาธารณประโยชน์มากขึ้น
               (3) รัฐบาลและหน่วยงานราชการ ยอมรับว่าองค์การสาธารณประโยชน์มีบทบาทมากขึ้น แม้บางรัฐบาลจะไม่ชอบการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์เท่าไรนัก

               2.7องค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่เจ็ด : ยุคก่อร่างสร้างเครือข่าย
               จุดเริ่มต้นขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่เจ็ด คือระหว่างปี พ.ศ.2534-2541 โดยในปี พ.ศ. 2534 องค์การสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมได้รวมกลุ่มกันทำงานโดยใช้รูปแบบของเครือข่าย หลังจากนั้นคำว่า “เครือข่าย” ก็ถูกใช้กันในหลายกิจกรรม เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายประชาสังคมไทย ฯลฯ

               2.7.1ลักษณะการก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ช่วงที่เจ็ด
               การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่ 7 มีลักษณะพิเศษกว่าช่วงอื่นๆ คือ นอกจากเป็นการก่อเกิดตามปกติอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากปีก่อนๆ แล้ว ในระหว่างปี พ.ศ.2534 ดร.สาทิส อินทรกำแหง ซึ่งดำเนินงานกับสมาชิกในรูปแบบของชมรมทางสุขภาพ ด้านการเปลี่ยนความรู้ด้านอาหารธรรมชาติ น้ำดื่มบริสุทธิ์ แสวงหาและรักษาธรรมชาติบริสุทธิ์ ได้ก่อตั้ง “มูลนิธิชีวจิต” เพื่อส่งเสริม ค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ด้วยวิธีธรรมชาติ คุณสมชาย ช่วยเกลี้ยง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคนจนเมือง” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชาวบ้านในชุมชนแออัด และ นพ.เสม พริ้มพวงแก้ว ก็ได้ผลักดันให้มีการก่อตั้ง “มูลนิธิสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน และเสริมสร้างให้องค์การสาธารณประโยชน์ได้เพิ่มศักยภาพมากขึ้น
               ทั้งนี้ จุดเด่นของการก่อเกิดองค์การสาธารณประโยชน์ช่วงนี้คือ ระหว่างปี พ.ศ.2534-2535 ขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการตราพระราชบัญญัติเป็นจำนวนมาก ในส่วนนี้ อ.พนัส ทัศนียานนท์ ได้ร่วมกับนักวิชาการทางกฎหมายก่อตั้ง “มูลนิธิศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อสนับสนุนให้มีองค์การสาธารณประโยชน์เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นกฎหมาย และได้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
               ขณะเดียวกัน กลุ่มองค์การสาธารณประโยชน์ก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยวิธีการอันไม่เป็นประชาธิปไตย จึงร่วมกันก่อตั้งเป็น “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” (ครป.) และมีบทบาทเป็นแกนนำเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ.2535
               เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ องค์การสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านประชาธิปไตยมีการก่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น ดร.พิจิตต รัตตกุล ได้ก่อตั้ง “มูลนิธิป้องกันควันพิษและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ขึ้นเพื่อรณรงค์เรื่องอากาศเป็นพิษ และรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักการป้องกันตนเองจากควันพิษและอากาศเสีย คุณสมพงษ์ พัดปุย ได้ก่อตั้ง “สถาบันการพัฒนาพื้นฐาน” ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ชาวชุมชนแออัดได้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเอง
               ปี พ.ศ.2536 คุณโซไรดา ซาลวาลา ได้ย้ายออกจากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชฯ ไปก่อตั้ง “มูลนิธิเพื่อนช้าง” เพื่อดำเนินการช่วยเหลือช้างในลักษณะต่างๆ ช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลก็สนับสนุนการก่อตั้ง “มูลนิธิวิเทศพัฒนา” เพื่อช่วยเหลือการดำเนินการขององค์การสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณ
               ปี พ.ศ.2537 ศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ได้ขยายงานจากการทำสื่อรณรงค์ ไปก่อตั้ง “โครงการกระดาษเพื่อต้นไม้” เพื่อรณรงค์กับชนชั้นกลางในเมือง ในเรื่องการนำกระดาษซึ่งถูกทิ้งเป็นขยะมาสู่กระบวนการหมุนเวียน (Recycle) นำกลับมาใช้ใหม่ และเป็นการลดการตัดไม้เพื่อนำมาทำเยื่อกระดาษ
               ปี พ.ศ. 2538 อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “เสมสิกขาลัย” เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านทางเลือกใหม่เพื่อการพัฒนา ส่วน อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็ได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “ภาคีความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนา” เพื่อระดมเงินทุนจากองค์กรนานาชาติและภาคธุรกิจมาสนับสนุนงานพัฒนา และสนับสนุนกลไกระดมทุนในภูมิภาค ช่วงเดียวกันนี้ กลุ่มองค์กรชาวบ้านที่ชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในนามของ “สมัชชาคนจน” ได้ผลักดันให้ก่อตั้ง “กลุ่มเพื่อนประชาชน” เพื่อเป็นองค์กรสนับสนุนด้านข้อมูลสำหรับการเรียกร้องความเป็นธรรมด้านต่างๆจากรัฐบาล
               จะเห็นได้ว่า การก่อเกิดขององค์การสาธารณประโยชน์ในระหว่างปี พ.ศ.2534-2541 มีหลายลักษณะ ประมวลได้ดังนี้
               (1) ก่อเกิดจากการที่รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งส่วนหนึ่งได้เปิดช่องให้องค์การสาธารณประโยชน์สามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมได้
               (2) ภาคธุรกิจหลายแห่ง ได้ก่อตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาภาพพจน์ของตนเองในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับสังคม เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัทสยามกลการได้ก่อตั้ง สมาคมธิงค์เอิร์ธ กลุ่มบริษัทแปลนได้ก่อตั้ง มูลนิธิสานแสงอรุณ ฯลฯ
               (3) ในช่วงที่ทหารชุด รสช. ยึดอำนาจคณะรัฐบาล ทางกลุ่มประชาชน นักวิชาการ นักธุรกิจ และองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนมากไม่เห็นด้วย จึงจัดตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ขึ้นเพื่อรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มแนวร่วมศิลปินเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ
               (4) เกิดจากการผลักดันขององค์กรประชาชนที่เข้ามาเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล เช่น กลุ่มเพื่อนประชาชน

               มีข้อสังเกตว่า ฯพณฯท่าน พ.ต.ต.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มักตำหนิการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์บางกลุ่ม และ ระบุว่ากระทำการเป็น "นายหน้าค้าความจน" 2.7.2 บทบาทและกิจกรรม
               บทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่เจ็ด เริ่มเป็นที่แจ่มชัดมากขึ้น กล้าแสดงออกต่อสาธารณะ โดยไม่มีลักษณะการแอบอยู่เบื้องหลัง มีความมั่นใจในบทบาทของตนเองและถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกับวิชาชีพอื่นๆ ประมวลบทบาทได้ดังนี้
               (1) การรณรงค์ เป็นบทบาทหลักขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงนี้ ที่มักดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ตามความพร้อมและลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร
               (2) การติดตามเฝ้าระวังการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นบทบาทใหม่ที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และองค์กรด้านประชาธิปไตย ที่มีบทบาทในการเฝ้าดูการทำงานของรัฐบาล และอาจวิพากษ์วิจารณ์บ้างในกรณีที่รัฐบาลดำเนินการอย่างไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การสาธารณประโยชน์
               (3) การผลักดันประชาธิปไตย เป็นบทบาทที่เด่นชัดมากในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ที่องค์การสาธารณประโยชน์ได้เรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่เข้าสู่ตำแหน่งตามระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนร่วมผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ.2540 ขึ้นมาได้
               (4) การระดมมวลชน เป็นบทบาทอีกด้านหนึ่งที่องค์การสาธารณประโยชน์ได้ใช้ในกรณีที่มีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลแล้วไม่ได้รับความสนใจ การระดมมวลชนอาจจะทำในลักษณะของการชุมนุมประท้วง เช่น พฤษภาคม พ.ศ.2535 หรือการรวบรวมรายชื่อประชาชน ฯลฯ

               กิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ในช่วงที่เจ็ดนี้ จะเป็นกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากที่สุด เนื่องจากการเปิดกว้างทางการเมือง ประมวลได้ดังนี้
               (1) การยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ใช้ในกรณีที่รัฐบาลมีโครงการใดๆ ซึ่งทางกลุ่มองค์การสาธารณประโยชน์ไม่เห็นด้วย ก็จะมีการระดมรายชื่อที่ไม่เห็นด้วยนั้น และนำข้อเสนอนั้นเสนอต่อคณะรัฐบาล
               (2) การเจรจาต่อรองกับรัฐบาล มักเป็นกิจกรรมขององค์การสาธารณประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสูง หรือเป็นกลุ่มองค์กรที่มีพลังขับเคลื่อนทางการเมือง เช่น กลุ่มเพื่อนประชาชน สมัชชาคนจน ฯลฯ ที่จะเสนอตัวแทนเข้าเจรจากับรัฐบาลเพื่อเรียกร้องตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม
               (3) การจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ มักใช้กับกรณีที่ต้องการสื่อสารกับสาธารณชนเพื่อให้รับทราบว่าจุดยืนและวิสัยทัศน์เป็นเช่นใด อาจจะอยู่ในรูปของเอกสารเผยแพร่ ใบปลิว ฯลฯ ส่วนองค์กรที่ทำหน้าที่พิมพ์หนังสือก็ยังคงดำเนินการอยู่เช่นเดิม
               (4) การชุมนุมประท้วง มักเกิดขึ้นหลังจากการยื่นหนังสือถึงคณะรัฐบาล และการเสนอตัวแทนเข้าเจรจาแล้วไม่ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ก็จะมีการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นรูปแบบที่สงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ
               (5) การล่ารายชื่อประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางหนึ่งทางใด เช่น การล่ารายชื่อประชาชน 50,000 คน ขององค์กรด้านสาธารณสุขในช่วงปลายปี พ.ศ.2541 เพื่อให้มีการลงโทษข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขที่คอรัปชั่นเกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์

               2.7.2ผลการดำเนินงาน
               ผลจากการดำเนินงาน ขององค์การสาธารณประโยชน์ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงนี้ ประมวลได้ดังนี้
               (1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นข้อเสนอของกลุ่มองค์การสาธารณประโยชน์ในการสัมมนาวิชาการ “สิ่งแวดล้อม’33” และผู้ที่ร่วมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือมูลนิธิศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย
               (2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นการผลักดันอย่างต่อเนื่องขององค์กรด้านประชาธิปไตย แม้แต่ผู้ที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หลายท่านก็เป็นนักพัฒนาในองค์การสาธารณประโยชน์
               (3) การประกาศกฎกระทรวงในเรื่องการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การห้ามนำเข้าสารพิษทางการเกษตรหลายชนิด การลดสารตะกั่วในน้ำมันเชื้อเพลิง
               (4) ประชาชนรักและหวงแหนสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เห็นได้จากการเข้าร่วมในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์การสาธารณประโยชน์จัด และมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากขึ้น
               (5) เกิดการรวมตัวของประชาชนมากขึ้น เกิดจากการที่ประชาชนมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน ดำเนินกิจกรรมคล้ายๆ กัน ก่อตัวเป็นกลุ่มประชาคมขึ้น

 

3.สถานะและบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ในปัจจุบัน

               ในปัจจุบันสถานะขององค์การสาธารณประโยชน์ เป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูล และนำเสนอข่าวสารจากของสื่อมวลชน ซึ่งมักจะเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งในสังคม ประกอบกับการที่องค์การสาธารณประโยชน์มักไม่มีความทับซ้อนเชิงผลประโยชน์ (Conflict of Interest) จึงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตรงไปตรงมา มักทำให้ผู้ที่เสียผลประโยชน์มักไม่ค่อยพอใจในบทบาทดังกล่าว อีกทั้งบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ส่วนหนึ่งที่เน้นการทำงานกับมวลชน และมีการเคลื่อนไหวที่แหลมคม บางครั้งได้ขัดกับนโยบายและวิธีการดำเนินการของภาครัฐ จึงมักถูกตำหนิจากผู้นำรัฐบาล (มีข้อสังเกตว่า ฯพณฯท่าน พ.ต.ต.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มักตำหนิการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์บางกลุ่ม และ ระบุว่ากระทำการเป็น “นายหน้าค้าความจน”) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาที่ตัวบทกฎหมายพบว่า นอกจาก พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ ระบุถึงการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ และ ได้มีการรับรองสถานะมากขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 และ ขณะนี้ได้มีความพยายามยกร่าง พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมการดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์โดยตรง
               ทั้งนี้การพิจารณา ที่สถานะและบทบาทสามารถมองได้หลายมิติด้วยกัน ในบทความนี้จะพิจารณาที่ 4 มิติใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ สถานะรองรับทางกฎหมาย ด้านการการส่งเสริมความเข้มแข็งด้านการจัดการ ด้านความมั่นคงของการทำงาน และ ด้านการยอมรับและความเข้าใจในการดำเนินงานของประชาชนที่มีต่อองค์การสาธารณประโยชน์

               3.1 สถานะรองรับด้านกฎหมายเกี่ยวกับองค์การสาธารณประโยชน์
               เมื่อเทียบเคียงแนวนโยบายของรัฐบาลกับบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ พบว่ารัฐบาลไม่ได้พยายามควบคุมองค์การสาธารณประโยชน์บางลักษณะ โดยเฉพาะองค์กรที่เชื่อว่าไม่ได้คุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น องค์กรด้านศาสนา องค์กรด้านการกุศล เป็นต้น แต่เมื่อมีสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือคนต่างชาติในไทย ในรัชกาลที่ 6 จึงได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ในปี 2468 เป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามใช้มาตรการด้านกฎหมายในการควบคุมการดำเนินการขององค์กร โดยกำหนดให้องค์กรจดทะเบียนเป็นสมาคม (มาตรา 79-109) หรือมูลนิธิ (มาตรา 110-136)
               อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาที่ตัวกฎหมาย สามารถสะท้อนความเป็นไป และมุมมองของรัฐบาลที่มีต่อองค์การสาธารณประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เมื่อมองจากภาพกว้าง พบว่า มีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขององค์การสาธารณประโยชน์ และนอกจากนี้ยังมีระเบียบปฏิบัติ กฎกระทรวง ประกาศอีกจำนวนมาก ซึ่งไม่กล่าวถึงในเอกสารนี้ ทั้งนี้การเรียนกฎหมายใช้การเรียงลำดับตามปี พุทธศักราชเป็นสำคัญดังนี้
               1)พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 , พ.ศ.2486 และ ปรับแก้เป็น พระราชบัญญัติสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2522
               ในกฎหมายดังกล่าวแม้จะได้มีการปรับเปลี่ยนมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เนื้อหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การสาธารณประโยชน์ ยังคงเดิม โดยเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับการให้อนุญาตหรือเพิกถอน สมาคม มูลนิธิ โดยมากมักจะมีข้อบังคับให้ผู้ที่ดำเนินการเกี่ยวกับสมาคม หรือ มูลนิธิ ลงท้ายในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรว่า “ไม่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเมือง” และเพื่อให้องค์กรดังกล่าวมีความมั่นคงในการดำเนินระดับหนึ่ง จึงได้กำหนดให้มีบุคคลหรือคณะบุคคลที่จัดตั้ง ต้องบริจาคทรัพย์สินหรือเงินเป็นกองทุนสำหรับมูลนิธิมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท สำหรับมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา สาธารณภัย และเพื่อการบำบัดค้นคว้าป้องกันผู้ป่วยจากยาเสพติด เอดส์ หรือมูลนิธิที่ก่อตั้งโดยหน่วยงานราชการ ได้รับการผ่อนผันให้มีทรัพย์สินมูลค่า 200,000 บาท
               2)พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และ มูลนิธิ พ.ศ.2499 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2535
               ในสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเอกชนคือ การกำหนดความผิดในกรณีที่ใช้คำว่า สมาคม หรือ มูลนิธิ โดยไม่ได้จดทะเบียน หรือจดทะเบียนแล้วไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยมีบทลงโทษเป็นการปรับในอัตราต่าง ๆ ตามฐานความผิด หรืออาจต้องระวางโทษจำคุก หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
               3)พระราชบัญญัติสมาคมการค้าและหอการค้า พ.ศ.2509
               ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีนโยบายพัฒนาแบบทุนนิยมและต่อต้านอุดมการคอมมิวนิสต์ รัฐบาลในช่วงดังกล่าวมีแนวทางสนับสนุนด้านการค้าพร้อมกับควบคุมชาวจีนซึ่งรวมตัวกันในรูปของสมาคมแซ่และสมาคมภาษาพูด ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่ได้รวมกันเพื่อแสวงหากำไร แต่เป็นการสร้างเครือข่ายด้วยกันของชาวจีน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เติบโตด้วยดีภายใต้การคุ้มเข้มของรัฐบาล สำหรับสภาหอการค้า ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2498 รัฐบาลได้เห็นความจำเป็นที่ต้องมีการประสานงานกิจกรรมการค้าขึ้น และธรรมชาติของ สมาคมเชิงพาณิชย์ต่างจากสมาคมเพื่อการกุศลและสวัสดิการสังคม รัฐบาลจึงได้ตราเป็นพระราชบัญญัติเป็นการเฉพาะขึ้น ในปี พ.ศ.2509
               4)พระราชบัญญัติฌาปนกิจสมาคม พ.ศ.2517
               ในช่วงปี พ.ศ.2503 เป็นต้นมาขณะที่รัฐบาลมีแนวนโยบายต่อต้านอุดมการคอมมิวนิสต์ และเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนา เช่น ถนน เขื่อน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ และยังไม่มีโครงการด้านสวัสดิการสังคมเท่าใดนัก ในส่วนของชาวบ้านได้เกิดรูปแบบของฌาปนกิจของชาวบ้าน กล่าวคือ สมาชิกของกลุ่มฌาปนกิจ จะจ่ายเงินให้แก่สมาชิกที่เสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการประกันว่า ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง และ ป้องกันการแทรกแซงจากพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจึงได้ตรากฎหมายดังกล่าวในปี พ.ศ.2517
               5)พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
               หลังจากมีการใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ 3 ฉบับ ได้แก่ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ปี พ.ศ.2515 ซึ่งปรับแก้จากของเก่า 2 ฉบับ ได้มีการตรากฎหมายดังกล่าวในปี พ.ศ.2518 โดยมีสาระสำคัญคือ การอนุญาตให้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน สมาพันธ์แรงงาน และ องค์การนายจ้าง โดยจดทะเบียนกับกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ดี เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรเอกชนแต่อย่างใด
               6)พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
               ถือว่าเป็นกฎหมายที่ให้โอกาสองค์การสาธารณประโยชน์ดำเนินการมากที่สุด โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อให้องค์การสาธารณประโยชน์ที่จดทะเบียน ได้ ทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนดำเนินการ โดยผ่านการแนะนำระดับเจ้าหน้าที่ของ สำนักงานคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อมในเรื่องของเกณฑ์ และข้อกำหนด ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการที่หลากหลายและมีองค์ประกอบจากองค์กรปพัฒนาเอกชนเอง และเมื่อกลั่นกรองถี่ถ้วนแล้วจึงเสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อให้การสนับสนุน
               7)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
               โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศ ในส่วนของประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ แต่เล่มที่มีความชัดเจนที่สุด ด้านการสนับสนุนองค์การสาธารณประโยชน์ คือฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.2540) ซึ่งมีหลายประเด็นที่กล่าวถึง อาทิเช่น เสรีภาพในการรวมกันเป็นสหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือ หมู่คณะอื่น สิทธิในการร่วมกับภาครัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ อีกหลายมาตรา
               8)พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546
               ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ซึ่งหมายถึง องค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการรับรองให้ดำเนินงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม สามารถใช้ประโยชน์จาก กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อรับการสนับสนุนในการจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งมีลักษณะเปิดกว้าง และถือกฎหมายฉบับแรกที่รับรองสถานภาพ และให้โอกาสองค์การสาธารณประโยชน์ในการดำเนินการ

               3.2 การส่งเสริมความเข้มแข็งด้านการบริหาร จัดการ ข้อมูล และการดำเนินการ
               ทางด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งด้านการจัดการพบว่า ได้มีการศึกษาวิจัยในประเด็นดังกล่าวจำนวนมาก (ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ทำการศึกษากระบวนการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้คำศัพท์บัญญัติที่ต่างกันออกไป เช่น องค์การสาธารณประโยชน์ แทนคำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน แต่ความหมายใกล้เคียงกัน) ซึ่งพบว่ามีข้อค้นพบมาตรการส่งเสริมความเข้มแข็งในด้านการจัดการหลายประการดังนี้
               3.2.1 การพัฒนาด้านองค์ความรู้
               พบว่าองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนมาก ได้ถูกศึกษาวิจัยจากสถาบันทางวิชาการอย่างแพร่หลายและหลายมิติ ซึ่งผู้ที่ทำวิจัยมักได้รับความร่วมมือจากองค์การสาธารณประโยชน์ เป็นอย่างดี และมีการนำผลงานดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานขององค์กรตนเอง แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของนวัตกรรมการทำงาน พบว่า มีองค์การสาธารณประโยชน์รุ่นใหม่ ๆ พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการทำงานมากขึ้น เช่นการใช้ ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนา (Information Technology:IT) แต่ยังคงไปเน้นที่ระบบการสื่อสารกับสาธารณชน เช่น การเผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเตอร์เนท
               3.2.2 ด้านการพัฒนาบุคลากร (พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และ คณะ , 2546 ได้ทำการประเมินผลโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมประชาสงเคราะห์ ปี พ.ศ.2545 ซึ่งตรงกับงานวิจัยอีกหลายเล่ม)
               พบว่าองค์การสาธารณประโยชน์หลายแห่งได้มีการส่งบุคลากรทุกระดับ เข้ารับการฝึกอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น การเขียนโครงการ การระดมทุน การบริหารองค์กร การจัดการกับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามในระยะ 5 ปีหลัง( พ.ศ.2542-2547) พบว่า มีเจ้าหน้าที่ขององค์การสาธารณประโยชน์ ไปเรียนในระดับปริญญาโทเพิ่มสูงขึ้น และ สถาบันการศึกษาบางแห่ง ได้เปิดสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับองค์การสาธารณประโยชน์โดยตรง (คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้เปิดสอนปริญญาโท สาขาองค์การเอกชน ในปี พ.ศ.2536 เป็นต้นมา ซึ่งก่อให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า องค์ความรู้เกี่ยวกับองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนมาก)
               อย่างไรก็ดี ในส่วนของบุคลากรยังพบปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากรในทุกระดับ ดังนั้น บุคลากรส่วนหนึ่งที่ยังมีอาวุโสไม่มากนัก และยังขาดประสบการณ์ แต่ต้องรับผิดชอบงานบริหารองค์กร
               3.2.3 การจัดการการเงิน
               หลายองค์กรมีระบบการบริหารเงินที่มีความโปร่งใส และ ใช้ระบบบัญชีมาตรฐานในการจัดการการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับแหล่งงบประมาณ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในมิติของขอบเขตประเทศสามารถจำแนกได้ 2 แหล่งทุนใหญ่ คือ แหล่งทุนจากภายในประเทศ และ แหล่งทุนจากนอกประเทศ
               3.2.4 การรับรองสถานะการดำเนินการ
               เมื่อพิจารณาด้านการรับรองสถานะการดำเนินการ อาจจะพิจารณาจากการจดทะเบียนเป็นองค์การสาธารณประโยชน์ ในการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพบว่า มีการจดทะเบียนหลายหน่วยงาน แต่ขาดเอกภาพ ดังนั้นองค์การสาธารณประโยชน์แห่งหนึ่งสามารถจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการได้มากกว่า 1 แห่ง ซึ่งในปัจจุบันสถานะที่ให้การรับรองมีเพียง สภาวิชาชีพ สมาคม และ มูลนิธิ ส่วนกลุ่ม ชมรม และองค์กรชุม ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อพิจารณาในเชิงปริมาณพบว่า หน่วยงานที่จดทะเบียนองค์กรเอกชนสูงสุดได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีรายชื่อมากถึง 17,000 องค์กร รองลงมาได้แก่ กรมประชาสงเคราะห์ 6,364 องค์กร และในแต่ละปี จะมีองค์กรใหม่เพิ่มขึ้น ดังตารางที่ 1

               3.2.5 การพัฒนาระบบข้อมูล
               เมื่อพิจารณาด้านระบบข้อมูลพบว่า องค์กรส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์เกือบทุกองค์กร แต่มักใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในลักษณะพื้นฐาน โดยเฉพาะ โปรแกรมพิมพ์งาน มีจำนวนน้อยที่ใช้ประโยชน์เชิงฐานข้อมูล เช่น ระบบข้อมูลสมาชิก ระบบข้อมูลผู้บริจาค และการจัดเก็บข้อมูล ฯลฯ ตลอดจนเก็บรักษาข้อมูลในลักษณะข้อมูลเดี่ยว มากกว่าข้อมูลสัมพัทธ์
               3.2.6 การมีส่วนร่วม
               จุดเด่นสำคัญขององค์การสาธารณประโยชน์ คือการระดมส่วนร่วมจากประชาชน โดยเฉพาะ การร่วมคิด ร่วมดำเนินการ แต่ทั้งนี้การระดมส่วนร่วมจากภาคประชาชน มักมีอุปสรรคสำคัญคือทุนดำเนินการ ดังนั้นจึงมักระดมส่วนร่วมได้เพียงการร่วมคิด ส่วนร่วมกิจกรรม และ การร่วมประเมินผล ยังมีไม่มากนัก
               3.2.7 ความโปร่งใสในการทำงาน
               ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่องค์การสาธารณประโยชน์ ไม่ปิดกั้นการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก แต่ ระบบการจัดทำบัญชี และระบบใช้จ่ายในองค์กร โดยส่วนใหญ่ยังขาดมาตรฐาน ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบ ทั้งนี้ระบบตรวจสอบจึงมักเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารองค์กร เพื่อติดตาม กำกับการทำงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
               3.2.8 ความรับผิดชอบต่อผลงาน
               สิ่งที่ชี้วัดการรับผิดชอบต่อผลงานได้ดี ก็คือระบบประเมินผลที่เป็นกลางและเป็นอิสระ แต่ในปัจจุบันมีเพียงองค์การสาธารณประโยชน์ขนาดใหญ่ และ องค์กรที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ และ องค์การอิสระภายใต้การกำกับของรัฐ ที่มีระบบประเมินผล โดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับองค์กรเล็ก ๆ ยังขาดการประเมินผล ดังนั้นจึงทำให้ยากต่อการอธิบายว่า ระดับของความรับผิดชอบต่อผลงานดีมากน้อยเพียงใด

               3.3 ความมั่นคงของการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์
               สำหรับความมั่นคงในการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ สามารถพิจารณาได้ 2 มิติใหญ่ ๆ คือ มิติของคนทำงาน หรือ เจ้าหน้าที่ขององค์การสาธารณประโยชน์ ซึ่งหมายถึงตัวบุคคล ทั้งระดับผู้บริหารและระดับเจ้าหน้าที่ และ มิติของหน่วยงาน

               3.3.1 ความมั่นคงในมิติของบุคลากรขององค์การสาธารณประโยชน์
               ในปัจจุบันสถานะของเจ้าหน้าที่ขององค์การสาธารณประโยชน์ ไม่ได้รับการรับรองด้วยกฎหมายใด ๆ นอกจากการรับรู้กันในแวดวงที่จำกัดมีข้อสรุปสำคัญดังนี้
               1)เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ขององค์การสาธารณประโยชน์ (โดยมากมักเป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับกับภาครัฐโดยตรง สำหรับองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ จะไม่มีปัญหาดังกล่าว เช่น มูลนิธิสายใจไทย มูลนิธิวิเทศพัฒนา เป็นต้น) เกือบทุกระดับ และ เกือบทุกองค์กร (ยกเว้นองค์การสาธารณประโยชน์ที่สนับสนุนโดยหน่วยงานราชการ และ สำนักงานสาขาขององค์การข้ามชาติ) ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของแหล่งทุน ในกรณีที่แหล่งทุนเลิกสนับสนุนก็มักจะปิดโครงการ และ เจ้าหน้าที่ต้องตกงาน ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ ต้องกระตือรืนร้น และ ตื่นตัวอยู่เสมอ
               2)ด้านสวัสดิการทำงานพบว่า แตกต่างจากระบบราชการและภาคธุรกิจเอกชน ที่มีระบบสวัสดิการที่ชัดเจน ต่างจากองค์การสาธารณประโยชน์ที่ไม่มีความชัดเจนมากนัก และแต่ละองค์กรจะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้บริหารขององค์กรที่จะให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงพบว่ามีองค์การสาธารณประโยชน์เพียงจำนวนน้อยที่สามารถจัดสวัสดิการการทำงานให้เจ้าหน้าที่ได้ เช่น สิทธิในการลาคลอดโดยรับเงินเดือนเต็มจำนวน การลาเพื่อศึกษาต่อโดยรับเงินเดือนเต็มจำนวน
               3)การเติบโตในสายอาชีพ พบว่า เจ้าหน้าที่ขององค์การสาธารณประโยชน์ ไม่มีการเติบโตในสายอาชีพที่ชัดเจนเหมือนภาคราชการ หรือหน่วยงานธุรกิจ และไม่มีสถานะตำแหน่งด้านการบริหารที่ชัดเจน เช่นแต่ละหน่วยงานเรียกผู้บริหารองค์กรแตกต่างกันเช่น ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ ผู้ประสานงาน เลขาธิการ เป็นต้น และ ในระดับเจ้าหน้าที่ก็แบ่งฝ่ายไปตามกิจกรรม ทั้งนี้ไม่พบว่ามีการกำหนดเรื่องการเติบโตในสายอาชีพ อัตราเพิ่มของผลตอบแทน ซึ่ง ความแตกต่างดังกล่าว ผู้ที่ชำนาญการบางเรื่องอาจตกงาน หรือได้รับเงินเดือนต่ำกว่า เจ้าหน้าที่ระดับล่างของบางองค์กร

               3.3.2 ความมั่นคงในมิติของหน่วยงานขององค์การสาธารณประโยชน์
               ทางด้านความมั่นคงของหน่วยงาน ซึ่งหมายถึง การดำรงอยู่ขององค์การสาธารณประโยชน์ พบว่า ในอดีตมีความพยายามจะทำให้องค์กรเหล่านั้น มีความมั่นคงโดยกำหนดเป็นเงื่อนไขในการจดทะเบียนเป็น มูลนิธิ หรือ สมาคม จะต้องมีเงินกองทุนสำหรับหน่วยงาน แต่ไม่พบว่ามีการประกันการมีแหล่งทุนที่ต่อเนื่องขององค์กร พอสรุปได้โดยสังเขปดังนี้
               1)ความต่อเนื่องของแหล่งทุน ในปัจจุบันยังไม่มีหลักประกันสำหรับความต่อเนื่องของแหล่งทุน ซึ่งผลงานขององค์กรมักขึ้นอยู่กับ ความสามารถของผู้บริหารขององค์กรในการประสานงานกับแหล่งทุนรวมถึงความสามารถในการรักษาคุณภาพของกิจกรรมที่ดำเนินการ เนื่องจากแหล่งทุนระยะหลังมีการตรวจสอบผลการดำเนินการ
               2)แหล่งทุนในการดำเนินงาน ส่วนหนึ่งที่มาจากผู้มีจิตศรัทธาจากต่างประเทศได้มีการโยกย้ายการสนับสนุน ไปยังกลุ่มประเทศที่ด้อยกว่า เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม และ พม่า ทำให้แหล่งทุนในไทยลดลง
               3)แหล่งทุนจากหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานราชการ ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น แต่ มีองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนไม่มากนักที่สามารถเข้าถึงและสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น กรมประชาสงเคราะห์ สนับสนุนงบประมาณให้องค์การสาธารณประโยชน์ดำเนินการเป็นเวลา 10 ปี (พ.ศ.2535-2544) เป็น 296.32 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน กองทุนสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบประมาณ 184.96 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณ 196.2 ล้านบาท และหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินการขององค์การสาธารณประโยชน์สูงสุดได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข เช่น กองประกอบโรคศิลป์สนับสนุนงบประมาณ 414.27 ล้านบาท กองโรคเอดส์ สนับสนุนงบประมาณ 589.5 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตแหล่งทุนภาครัฐ อาจจะกระจายได้กว้างขวางกว่าปัจจุบัน ดังตารางที่ 2

               4)ความมั่นคงด้านกิจกรรม เนื่องจากองค์การสาธารณประโยชน์ มีลักษณะการดำเนินการตามลักษณะของปัญหาทางสังคม ดังนั้นการจัดตั้งองค์การสาธารณประโยชน์ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาหนึ่ง ๆ เมื่อสภาพของปัญหาหมดไปมักต้องปิดโครงการ ยุบตัวไป หรือเปลี่ยนแปลงกิจกรรมดำเนินการ ทั้งนี้ สามารถจำแนกกิจกรรมขององค์กรเอกชนได้โดยสังเขปดังนี้
               4.1)การบริการสังคม ซึ่งเป็นการบริการเชิงปัจเจกชน สร้างจิตสำนึก สร้างความพึงพอใจ ให้คำปรึกษา แนะนำเชิงอาชีพ
               4.2)การเสริมสร้างประชาสังคม และการสร้างความเข้มแข็ง ให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งเน้นกิจกรรมด้านการรวมกลุ่มเชิงสังคม เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน หรือผลักดันนโยบายสำคัญ ในกรณีที่เป็นการผลักดันเชิงนโยบาย เมื่อเสร็จสิ้นหรือบรรลุผลดังกล่าวแล้ว มักยุบตัวลง
               4.3)การรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยมากมักเน้นเรื่องการอนุรักษ์มากกว่าการนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง เป็นไปในลักษณะทวนกระแสหรือต้านกระแสของโลกาภิวัตร หรือการเติบโตของทุนนิยม
               5)ความมั่นคงด้านลักษณะงาน ซึ่งหมายถึงบทบาทและภารกิจที่ชัดเจนขององค์กรที่สาธารณชนรับรู้ ผู้บริหารหน่วยงาน และ สมาชิกของหน่วยงานถือปฏิบัติ ทั้งนี้บางองค์กร เพียงชื่อก็สะท้อนถึงบทบาทและภารกิจ แต่ บางองค์กรต้องพิจารณาที่วัตถุประสงค์ประกอบด้วย ดังนั้นสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานราชการ จึงได้พยายามจำแนกประเภทขององค์การสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้การจำแนกลักษณะงานสามารถมองได้หลายมิติ และแต่ละมิติสามารถไปเทียบความสัมพันธ์กับกิจกรรมได้
               5.1)กลุ่มวัฒนธรรม สันทนาการ และ ศาสนา มีความเชื่อว่าวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตและวิถีแห่งความคิด และกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ได้แยกออกจากกัน ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียว
               5.2)กลุ่มศึกษาวิจัย เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่องค์การสาธารณประโยชน์ใช้เป็นเครื่องมือในการลงพื้นที่ หรือสร้างสัมพันธ์กับองค์กรชุมชุน ชุมชน หรือชาวบ้าน และใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนที่ทำงานด้วย
               5.3) กลุ่มสุขอนามัย เป็นลักษณะงานที่เน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ เช่นการให้ความรู้เรื่องยาแก่ประชาชน รวมถึงการผลักดันนโยบายในระดับชาติ
               5.4)การบริการสังคม สังคมสงเคราะห์ การกุศล และ ส่งเสริมอาสาสมัคร โดยมากมักอิงกับความเชื่อของแต่ละศาสนาเช่น การทำบุญ ทำทาน ซึ่งเป็นกิจกรรมของผู้ที่มีทรัพย์สิน รายได้มากกว่า ให้การสนับสนุนบุคคล ชุมชนที่ด้อยกว่า ในรูปแบบของการบริจาค สร้างสิ่งก่อสร้าง รวมถึง การเป็นอาสาสมัครบริการสังคมในรูปแบบต่าง ๆ
               5.5)กลุ่มสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มที่เน้นเรื่องการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม โดยมากมักจะให้ข้อเสนอเชิงนโยบายกับ การสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเขื่อน ถนน และมีกิจกรรม รณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิ่งแวดล้อม
               5.6)การพัฒนาชนบทและเมือง ซึ่งเดิมทีเน้นการแก้ปัญหาพื้นฐานปากท้องให้แก่คนชนบท เสนอทางเลือกการพัฒนาระดับหมู่บ้าน และนำไปสู่การเสนอแนะ และรวมถึงการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย
               5.7)กลุ่มกฎหมาย การรณรงค์และการเมือง มีลักษณะของการทำงานข้ามกลุ่ม และร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ในการณรงค์เชิงนโยบาย การขับเคลื่อน เพื่อการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
               5.8) กิจกรรมระหว่างประเทศ เป็นลักษณะของการเชื่อมต่อแหล่งทุน และกิจกรรมสนับสนุนจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศ รวมถึงการเป็นภาคีความร่วมมือระดับประเทศ ในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
               5.9) กลุ่มวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ และ สมาคมพนักงานและลูกจ้าง เป็นกิจกรรมที่เน้นประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในอาชีพเดียวกัน เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะของกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม

               3.4 ความเข้าใจและการยอมรับของประชาชนต่อบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์
               ในด้านความเข้าใจและการยอมรับจากภาคประชาชน ที่มีต่อ การดำเนินงานขององค์การสาธารณประโยชน์ พบว่ามีงานศึกษาในด้านดังกล่าวค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเชิงอัตตวิสัย ดังนี้
               1)การรับรู้ในฐานะของผู้ใจบุญ โดยประชาชนจำนวนหนึ่งพิจารณาจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฎผ่านสื่อมวลชน โดยเฉพาะมูลนิธิบางแห่งเน้นการบริจาคทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือการที่บุคคลที่มีฐานะทางสังคมได้สมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกู้ภัย เป็นต้น
               2)การรับรู้ในฐานะของอาชีพหนึ่ง โดยประชาชนกลุ่มหนึ่งมีมุมมองว่าบุคลากรขององค์การสาธารณประโยชน์ เป็นอาชีพหนึ่ง ๆ ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทน ในรูปของเงินเดือน เงินสวัสดิการต่าง ๆ และต้องทำงานไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้น ๆ
               3)การรับรู้ในฐานะผู้เสนอทางเลือกด้านการพัฒนา โดยพิจารณาจากประเด็นการเคลื่อนไหวขององค์การสาธารณประโยชน์ และเมื่อเสนอประเด็นเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มักจะได้รับการตอบรับที่ดี และ สามารถสร้างให้เกิดความร่วมมือของภาคประชาชนได้ อาทิเช่นการรวบรวมรายชื่อเพื่อตรวจสอบ ถอดถอนนักการเมืองที่กระทำการทุจริตต่อหน้าที่
               4)การรับรู้ในฐานะ ผู้ขัดขวางการพัฒนา เช่นการคัดค้านการสร้างเขื่อน การสร้างถนน ซึ่งผู้ที่อยู่ห่างไกล มักมองว่า โครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศภาพรวม อีกทั้งองค์การสาธารณประโยชน์จำนวนหนึ่งมีภาพลักษณ์ด้านความรุนแรง เช่นการปิดถนน การทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ


4.สรุป

               4.1 สรุป
               จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับองค์การสาธารณประโยชน์ สามารถสรุปได้ว่า องค์การสาธารณประโยชน์มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน และมีรูปแบบกิจกรรมค่อนข้างหลากหลาย ในปัจจุบันไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ คาดกันว่ามีมากกว่า 8,000 องค์กร และกลุ่มที่เข้มแข็งมีมากกว่า 1,000 องค์กร สำหรับแหล่งทุนที่สนับสนุนมีทั้งภาครัฐ หน่วยงานราชการ และ แหล่งทุนจากต่างประเทศ
               ในด้านของบทบาทและรูปแบบของกิจกรรม พบว่าหลากหลายมาก อาทิเช่น การรณรงค์ การจัดสัมมนา การพิมพ์เอกสาร การประชุมชาวบ้าน การรณรงค์เพื่อรับการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การระดมทุน การรวบรวมรายชื่อเพื่อออกกฎหมาย ฯลฯ และโดยมากรูปแบบของกิจกรรม มักเป็นไปในทางเดียวกับ ปรัชญา วิสัยทัศน์ และ วัตถุประสงค์ขององค์กร อย่างไรก็ตามในระยะหลังจะมีองค์การสาธารณประโยชน์เน้นงานเชิงเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงมีลักษณะของการร่วมมือด้านเครือข่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าบางเครือข่ายจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ขององค์กรโดยตรง
               ทางด้านความร่วมมือ ระหว่างองค์การสาธารณประโยชน์กับหน่วยงานราชการ พบว่ามีความร่วมมือกันมากขึ้นโดยพิจารณาจาก ตัวชี้วัดสำคัญคือ อัตราเพิ่มของงบประมาณที่หน่วยงานราชการให้การสนับสนุน รวมถึง การสร้างกระบวนการ การปรับกลไกให้เอื้อต่อการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ รวมถึงมีความพยายามปรับรูปแบบของการกำกับ ควบคุม มาเป็นการสนับสนุน และการทำงานร่วมกัน

               4.2 ข้อเสนอแนะ
               สำหรับข้อเสนอแนะ พบว่าในงานศึกษาวิจัยทุกเล่มล้วนมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ดังนั้นจึงปรับรูปแบบข้อเสนอ เป็น 3 มิติ คือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะเชิงการจัดการ การปรับกระบวนการ ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานราชการ และองค์การสาธารณประโยชน์ และ ข้อเสนอแนะต่อองค์การสาธารณประโยชน์ ดังนี้

               4.2.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
               1) รัฐบาล และรัฐสภา ควรเร่งจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ในเรื่องของการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนบทบาทขององค์การสาธารณประโยชน์ เช่นการตรวจสอบกฎ ระเบียบ และมาตรการต่าง ๆ ที่มีมาในอดีต และ ยกเลิกกฎระเบียบและมาตรการที่ล้าสมัย
               2) รัฐบาลควรสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนองค์การสาธารณประโยชน์ ในลักษณะของหน่วยงานอิสระ เพื่อดำเนินการจดทะเบียนองค์การสาธารณประโยชน์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนเชิงหน่วยงาน และ ความซ้ำซ้อนด้านข้อมูล

               4.2.2 ข้อเสนอแนะเชิงการจัดการ การปรับกระบวนการ ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานราชการและองค์การสาธารณประโยชน์
               1) รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองและมิติความสัมพันธ์ระหว่าง หน่วยงานราชการกับองค์การสาธารณประโยชน์ จาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้ร่วมงาน” รวมถึงการสนับสนุนทรัพยากรดำเนินการต่าง ๆ เช่น งบประมาณ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ และการร่วมมือกันในเรื่องของการกำหนดทิศทางการพัฒนา
               2) รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้องค์การสาธารณประโยชน์ สามารถเก็บค่าบริการได้ เพราะจะทำให้องค์การสาธารณประโยชน์ สามารถมีรายได้เพื่อมาทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และสามารถพึงตนเองได้ในระยะยาว
               3) รัฐบาลควรมีมาตรการจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจ บริจาคเพื่อการดำเนินการขององค์การสาธารณประโยชน์ ด้วยมาตรการทางภาษี เช่นการลดหย่อนภาษีเงินของบุคคล หรือนิติบุคคล
               4)สำหรับหน่วยงานราชการที่มีกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ องค์การสาธารณประโยชน์ ควรกำหนดให้องค์การสาธารณประโยชน์ ระบุตัวบ่งชี้สำคัญ (Key Indicators) ที่ใช้วัดการบรรลุผลของโครงการในเอกสารโครงการ และสำหรับกระบวนการพิจารณานอกจากดูความสอดคล้องกับหน่วยงานสนับสนุน ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว ควรพิจารณาถึงแนวทางการประเมินผลโดยใช้ ตัวชี้วัดดังกล่าวด้วย

               4.2.3 ข้อเสนอแนะต่อองค์การสาธารณประโยชน์
               1) การดำเนินงานองค์การสาธารณประโยชน์ ควรคำนึงเสมอว่า งบประมาณที่ได้มาดำเนินการล้วนมีวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค หรือผู้สนับสนุน ดังนั้นการใช้จ่ายเงินจึงควรมีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และ หน่วยงานภายนอกสามารถเข้าไปตรวจสอบได้
               2) การรณรงค์เผยแพร่งานพัฒนาและการระดมทุน ถือเป็นหัวใจการทำงานขององค์การสาธารณประโยชน์ ควรพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านนี้ เพื่อขยายประสบการณ์การระดมทุนให้กับองค์การสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ที่ขาดประสบการณ์
               3) ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ขององค์การสาธารณประโยชน์ รายใหม่ ๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการมีจำนวนน้อย เนื่องจากภาพลักษณ์ขององค์การสาธารณประโยชน์ในระยะปัจจุบันเป็นไปในทางลบ(พ.ศ.2545-2547) ดังนั้น ควรเร่งสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อการวางแผนด้านอัตรากำลัง
               4) องค์การสาธารณประโยชน์ ควรพิจารณาเครื่องมือการบริหาร จัดการใหม่ ๆ เช่น การควบคุมคุณภาพสมบูรณ์แบบ (TQM) การประกันคุณภาพ การบริหารเชิงกลยุทธ์ การประเมินผลการปฏิบัติงานแบบดุลยภาพ (Balance Scorecard) การกำหนดตัวแบบที่จะพัฒนา (Benchmarking)

สังคม คุณคณากรสกุล