ความรักแบบ 'เอ็นจีโอ'

ประชาชนกำลังพร้อมที่จะก้าวสู่การทำสงคราม พร้อมแม้กระทั่งจะสละชีพได้เพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง แต่เขาไม่อาจระงับเหตุความทุกข์ระทมลงได้?

ตาร์ถัง ทุลกูล เขียนไว้ในช่วงนำของหนังสือ ดุลยภาพแห่งชีวิต ซึ่งแปลโดย วัชรา ทรัพย์สุวรรณ (สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง, 2540)

ประโยคดังกล่าวสะท้อนถึงสัจจะแห่งชีวิตนักต่อสู้ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม / นักกิจกรรมในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเรียกสั้นๆ ว่า เอ็นจีโอ ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลากับแสวงหาดุลยภาพแห่งชีวิต ที่ลงตัวระหว่างศรัทธาต่องานและความสุขในชีวิตส่วนตัว เนื่องด้วยโอกาสวันแห่งความรักที่อยู่ในกระแสนิยม ผู้เขียนจึงถือโอกาสนี้เขียนถึงเรื่องราวแห่งความรักในทัศนะเอ็นจีโอบ้าง ก่อนอื่นคงต้องขอออกตัวว่า 'เอ็นจีโอ' ในเมืองไทยนั้นครอบคลุมบริบทที่หลากหลาย ผู้เขียนคงไม่สามารถเป็นตัวแทนเอ็นจีโอในความหมายกว้างทั้งหมดได้ แต่จะขอสะท้อนบางมุมของเอ็นจีโอในแวดวง กลุ่มก้อน และเครือข่ายที่ตนเองสังกัดอยู่ ซึ่งอาจเป็นเพียงเสี้ยวมุมเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะหลงลืมไป

คำว่า ?ขบวน? เป็นคำสั้นๆ ที่สื่อสารถึง ?ความเป็นเรา? ฟังแล้วได้ความหมายเข้าใจกันในวงการเอ็นจีโอ องค์กรชาวบ้าน ซึ่งอาจรวมถึงนักวิชาการ สื่อมวลชนบางส่วนที่เป็นพันธมิตรด้วย

ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าความเป็น ?ขบวน? นั้นคึกคัก เข้มแข็ง เอ็นจีโอและองค์กรประชาชนสร้างบทบาทโดดเด่นในการเคลื่อนไหว ทั้งการเติบโตของกลุ่มประชาชนรากหญ้า การท้าทายอำนาจรัฐและทุน รวมทั้งการรณรงค์ประเด็นปัญหาสาธารณะอย่างเกาะติดต่อเนื่อง เช่น ประเด็นสิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากร เกษตรทางเลือก ปฏิรูปการเมือง สิทธิมนุษยชน ผลกระทบอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สาธารณสุข สิทธิเรื่องสื่อ ปัญหาเด็ก ผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ คนจน แรงงาน สลัม รวมทั้งผลกระทบจากโลกาภิวัตน์และการค้าเสรี เป็นต้น ทว่าช่วง 2- 3 ปีหลังโดยเฉพาะในยุครัฐบาลทักษิณ มีเสียงบ่นและวิพากษ์วิจารณ์หนาหูถึงความไม่ค่อยคึกคัก ความไม่เข้มแข็งของขบวนประชาชน ซึ่งมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ต่างทำงาน เน้นความหลากหลาย ลงรายละเอียด แต่ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดพลัง ไม่มีธงรบร่วมกัน เป็นต้น

ส่วนความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับฐานความคิด มุมมอง การวิเคราะห์ของแต่ละคน รวมทั้งความรู้สึกร่วมในความเป็นขบวนดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจนักว่าถ้าจะวัดกันทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ความรู้สึกร่วมต่อความเป็น ?ขบวนการประชาชน? ดังกล่าวนั้นจะมีสถิติเป็นเช่นไรในปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบกับอดีตหรือถ้าจะมองต่อไปในอนาคต แต่ในแวดวงใกล้ชิดที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นฮิตเป็นหัวข้อสนทนาที่สร้างการถกเถียงได้ในทุกวงการประชุม สัมมนา และวงสังสรรค์หมู่มิตร (วงเหล้า) อย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่คนพูดไม่รู้เบื่อ ส่วนจะส่งผลอย่างไรหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องถกกันยาว

กล่าวมาทั้งหมดเพื่อจะสะท้อนว่าตั้งแต่ผู้เขียนก้าวเข้ามาในวงการเอ็นจีโอ หัวข้อเรื่องความเข้มแข็งของขบวนการประชาชน ผลกระทบของอำนาจ 'รัฐ-ทุน- โลกาภิวัตน์' ปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงสังคม ความขัดแย้งทางชนชั้น แนวคิด อุดมการณ์ สรุปบทเรียนการต่อสู้ การเลือกข้าง การตอบโจทย์กับปัญหาชาวบ้าน ปัญหาขบวน ปัญหาสังคม ปัญหาโลก หรือการแสวงหาคุณค่าแห่งชีวิต อุดมคติ ฯลฯ ล้วนเป็นบทสนทนาหลักที่อยู่ในทุกวง ทุกระดับ ทุกเวที ทุกอณูชีวิตของการทำงานและการสังสรรค์ในขบวนเอ็นจีโอ

ภาพรวมดูเหมือนวิถีของคนเอ็นจีโออาจดู แข็ง กระด้าง และขาดความกุ๊กกิ๊กมีชีวิตชีวา แต่ลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว เอ็นจีโอย่อมไม่ต่างจากกลุ่มบุคคลอาชีพอื่นซึ่งมีความรู้สึกร้อนหนาวในความเป็นมนุษย์ปุถุชน มีความเหงา อ่อนไหว และเปราะบาง ที่สำคัญคือมีความทุกข์ ความสุข มีความรักเคียงคู่กับความศรัทธา และมีปัญหาชีวิตที่แก้ไม่ตกมากมาย ภายใต้ความเข้มแข็งของการรวมพลังเคียงข้างคนยากไร้และลุกขึ้นสู้เพื่อต่อกรกับอำนาจความไม่เป็นธรรม กลับซุกซ่อนความอ่อนแอ ความสับสน ความยุ่งเหยิงในจิตใจไว้อย่างยากที่จะคลี่คลาย

เอ็นจีโอส่วนใหญ่มีความสามารถในการวิเคราะห์เจาะลึกเชื่อมโยงปัญหาสังคมอย่างถึงแก่น เปิดเผย ตรงไปตรงมา แต่เป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับเอ็นจีโอส่วนหนึ่งที่จะเปิดเผยความรู้สึกส่วนลึกที่สุดในจิตใจ เข้าใจถึงหัวใจตัวเองหรือ เปิดเผยตนในมุมที่อ่อนแอ เพราะเมื่อใดที่เรารู้สึกอ่อนแอ เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระเกินไป เมื่อใดที่เรารู้สึกเหงา เราจะคิดว่ายังมีคนอีกมากที่เหงาและเศร้ายิ่งกว่า เมื่อใดที่เราสับสนเราจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่บั่นทอนการทำงานของเราโดยใช่เหตุ ดังนั้น การตั้งคำถามถึงมโนสำนึก การปลุกเร้าอุดมคติ และจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมจึงเป็นเนื้อหาที่ถูกปลูกฝังในขบวนการประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดมา

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันหลายอย่างได้รับการปรับเปลี่ยนมากขึ้น การให้ความสำคัญกับมิติด้านใน การเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ การแลกเปลี่ยนทางจิตใจ อารมณ์ความรู้สึกและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนทำงานในขบวน เริ่มเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้น อย่างน้อยก็ในหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรในขบวนเอ็นจีโอระยะหลัง รูปธรรมเช่น การทำกลุ่มสัมพันธ์เปิดใจฉันมิตร-พี่น้อง การฝึกปฏิบัติ ภาวนา ทำโยคะ เรียนรู้เรื่องนพลักษณ์ : แผนที่การเข้าใจคน หรือการฟื้นฟูพลังภายใน(spiritual retreat) เป็นต้น หลักสูตรในการพัฒนาเอ็นจีโอรุ่นใหม่ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ซึ่งปัจจุบันกำลังเปิดรับสมัครรุ่นอาสาสมัครรุ่นที่ 26 ก็เป็นไปในแนวทางการสร้างนักพัฒนาที่พร้อมรบทั้งปัญหาภายนอกและปมภายในตนเอง เช่นกัน

ด้วยความเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้จากภายในจะช่วยคลี่คลายปมความทุกข์ในใจแล้วจะนำไปสู่การดำรงอยู่อย่างมีสติ เบิกบาน เป็นสุข วางเฉยได้กับความทุกข์ ค้นพบดุลยภาพแห่งชีวิตและมีพลังแห่งการสร้างสรรค์เพื่อทำงานยากๆในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ๆ หรือ แก้ปัญหาให้กับผู้คนและสังคมต่อไป

เอ็นจีโอไม่น้อยที่พร้อมจะออกรบด้วยจิตใจที่เข้มแข็งเสมอแต่อาจยังตกอยู่ในวังวนแห่งทุกข์ในใจและความอ้างว้างที่มิอาจเยียวยาได้โดยง่าย โดยเฉพาะในภาวะบ้านเมืองปัจจุบันที่ผลจากการทำงานก็ไม่เอื้อให้มีกำลังใจในการทำงาน เพราะยิ่งพยายามเปลี่ยนแปลงสังคม แต่สังคมกลับยิ่งถดถอย ปัญหาไม่ได้ลดน้อยลง แรงเสียดทานก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น การดำรงตนเพื่อพิสูจน์ความเชื่อมั่นและศรัทธาในงาน ถูกท้าทายด้วยแรงบีบจากความอยู่รอด ภาระต่อครอบครัว ความสุขในชีวิต ความมั่นคง ความสุขสบาย สุขภาพ หนี้สิน ล้วนเป็นโจทย์รุมล้อมที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกับพลเมืองอื่นๆในสังคมทุนนิยม

( ต่อ ตอนหน้า 'การเรียนรู้จากภายในจะช่วยคลายปมทุกข์ได้อย่างไร' )



ตอนที่แล้ว กล่าวถึงภาพพจน์ ของคนเอ็นจีโอ ที่ดูเข้มแข็ง ไม่น่าจะมีเรื่องกุ๊กกิ๊กในชีวิต เหมือนคนอื่น ที่ไม่ต้องทำงาน อยู่กับความทุกข์ยากเดือดร้อน ของชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริง คนเอ็นจีโอนั้นมีหัวใจ รักเป็นและเหงาเป็น

ความเหงาในใจและความรู้สึกโดดเดี่ยวกับจุดยืนที่เป็นทางเลือกในสังคมกระแสหลัก เป็นโจทย์สำคัญที่คนทำงานเอ็นจีโอต้องฝ่าข้าม ทั้งการตอบคำถามต่อหัวใจตัวเอง ครอบครัวญาติมิตร เพื่อนฝูง คนรอบข้างที่แม้จะคุยกันหลายรอบก็อาจยังไม่เข้าใจ ว่าเอ็นจีโอเป็นใคร คืออะไร และคาดหวังอะไรกันแน่ กับคำถามง่ายๆ ที่ต้องตอบครอบครัวและเพื่อนฝูงว่าทำงานอะไร ถือเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของคนทำงานเอ็นจีโอ เพราะเราไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวด้วยคำตอบสั้นๆ ที่คนฟังพยักหน้าเข้าใจและพอใจในคำตอบได้ ในทันที ลักษณะพิเศษแบบนี้จึงส่งผลต่อทางเลือกในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เลือกอ่าน เพื่อนที่เลือกคบ จุดที่เลือกยืน รวมถึงความรัก และคนรักที่ต้องสอดคล้อง เข้าใจ และไปด้วยกัน โลกอาจกว้างขึ้นและทางสำหรับคนในขบวนอาจแคบลง การเลือกแล้วอาจนำมาซึ่งความสุขในหัวใจแต่อาจเจือไปด้วยความทุกข์อยู่บ้างซึ่งเป็นธรรมดา แต่เป็นความทุกข์ที่เราเข้าใจมัน และจัดการกับมันได้ เพราะเป็นความทุกข์ที่มาจากการเลือกแล้วด้วยความรักของเรา

ช่วงโอกาสวันแห่งความรัก ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเอ็นจีโอในแวดวงใกล้ชิดแล้วถามว่าความรักในทัศนะของเอ็นจีโอเป็นอย่างไร คุยหลายคนมีหลายคำตอบ แต่เลือกมาบางส่วนที่สะท้อนมุมมองต่อความรักของนักกิจกรรมทางสังคม ดังต่อไปนี้

นายต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

?ความรักเป็นการให้คุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนรอบข้าง กับสิ่งมีชีวิตรอบข้าง กับสังคมรอบข้างกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะอย่างไรเราทุกคนคงจะไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากสิ่งเหล่านี้?

นายสุเทพ วิไลเลิศ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)

?ความรักที่ดีทำให้ไม้ดอกบางสกุลแพงได้วันเดียว?พอไหม? ผมมักพบว่าหลายคนต่างคาดหวังและร้องขอต่อความรัก ทั้งที่ความรักนั้นมีมากกว่าการ ?รู้สึก? แต่เป็นสิ่งที่ต้อง ?กระทำ? และความรักต้องแสดงออกต่อทั้งตัวเอง สิ่งรอบตัว กระทั่งผู้อื่น รวมถึงการงานในชีวิต และระหว่างการได้รับความรักกับการได้ทำบางสิ่งเพื่อความรัก ผมยินยอมให้ตัวเองเลือกอย่างหลัง?

นายกิตติภพ สุทธิสว่าง ตัวแทนกลุ่มคัดค้านท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย

?ความรักคือ การมีชีวิตอยู่ เพื่อการพัฒนา กาย จิต และวิญญาณ เพื่อการดำรงชีวิตด้วยรูปแบบการพึ่งตนเอง รวมถึงการอยู่ร่วมกันกับสังคม ชุมชน บนความเข้าใจความหลากหลายทางวิถีชีวิต วัฒนธรรม และ การศึกษา?

นางศยามล ไกยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

?สำหรับความรักอันดับแรก คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นพื้นฐานกับทุกคน เพื่อดูว่าเขาคิดยังไง ทำให้เราเคารพความคิดเห็นคนอื่น รับฟังปัญหาของคนอื่น และเข้าใจความทุกข์ของคนอื่น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาตามศักยภาพที่มีอยู่ ทั้งในเรื่องความคิด หรือทรัพย์สิน ซึ่งมันเป็นพื้นฐานของการทำงานเอ็นจีโอ ส่วนกับครอบครัว (สามี) ก็ต้องเคารพในตัวเขา เขาเป็นเพื่อนเรา พึ่งพากันและกัน สามารถช่วยเหลือกัน และสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน?

นายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

?ความรักของผม ต้องเกี่ยวข้องกับงานทางสังคม ไม่ใช่มีแค่มิติหญิงชายและความสัมพันธ์ทางเพศ ในทัศนะผมการเลือกคู่ครองต้องดูว่าความรัก ความสัมพันธ์นั้นสอดคล้องกับการสร้างครอบครัวที่ดี เพื่อนำไปสู่การมีพลังสร้างสรรค์สังคมที่ดีและเป็นธรรมด้วย ถ้ามันขัดกันแล้วมันจะนำไปสู่ความล้มเหลวของความสัมพันธ์ และเกิดความทุกข์ สรุปคือ ความรัก ครอบครัว ต้องนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงสังคม?

สำหรับความรักในทัศนะของผู้เขียนคงไม่ต่างจากที่เล่ามานัก เพราะผู้เขียนค้นพบแล้วว่าความรักแท้มีอยู่ในงาน การทำงานที่ดีด้วยความรักคือการมอบความรักให้กับตนเองและผู้อื่น ความรักเกิดจากงาน งานเกิดจากความรัก ความรักที่แท้จริงมีพลังและงดงามเสมอ ความรักช่วยเยียวยาและสร้างสรรค์ เมื่อใดที่ความรักนำมาซึ่งความทุกข์ ต้องเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับความทุกข์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ความรักคือข้อผูกพัน (Commitment) แต่ต้องปล่อยให้ความรักมีอิสรภาพเช่นกัน ที่สำคัญความรักต้องการการสื่อสาร (communication) เพื่อลดช่องว่างและสร้างความเข้าใจ อย่างสม่ำเสมอ

เช่นเดียวกับปัญหาสังคมที่ต้องการพื้นที่ในการสื่อสารอย่างมีเสรีภาพ หลากหลาย และเป็นธรรม ดังนั้น ในวันแห่งความรัก ขอเป็นโอกาสในการให้อนุสติกับรัฐบาลที่บริหารอำนาจรัฐแทนประชาชนว่า ถ้ารัฐรักและเอื้ออาทรต่อประชาชนอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อ รัฐต้องกล้าที่จะให้เสรีภาพและคืนอิสรภาพแก่สื่อมวลชนและประชาชน ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ความรู้สึกและความจริง ต้องพร้อมฟังอย่างน้อมรับด้วยใจที่เปิดกว้าง มีแต่รัฐที่ใจแคบ หวาดกลัว เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น ที่จงใจปิดกั้นอิสรภาพในการนำเสนอความจริงของประชาชน และเป็นรัฐที่ยังคงเข้าไม่ถึงความรัก ความเอื้ออาทรอย่างแท้จริง


สุภิญญา กลางณรงค์
(cpmr40@hotmail.com)
ที่มา : ร้อยแปดวิถีทัศน์ - นสพ. กรุงเทพธุรกิจ