เมื่อไหร่จะเห็น “การมีส่วนร่วม” ใน “การพัฒนา” ของชาวบ้านอย่างแท้จริง

พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ปี 2550 - เมื่อวันที่ 18 เมษายน ณ พิพิธภัณฑ์ปลาบึกและปลาน้ำจืด ซึ่งตั้งเยื้องบริเวณ หน้าวัดหาดไคร้ ต. เวียง อ. เชียงของ จ. เชียงราย พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ถูกจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ร่วมกับเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ อ. เชียงของ จ. เชียงราย

บรรยากาศของงานในช่วงเช้า (ประมาณ 9 นาฬีกา) นั้นค่อนข้างเงียบเหงาเพราะผู้คนส่วนใหญ่ในบริเวณงานยังคงเป็น เจ้าหน้าที่จากทางเทศบาลที่เข้ามาเตรียมงาน และสถานที่ โดยสถานที่นั้นถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนบนตัวพิพิธภัณฑ์นั้นถูกใช้เป็นเวทีเพื่อใช้แห่ขบวนบวงสรวง ส่วนด้านล่างตัวอาคารซึ่งอยู่ชิดริมฝั่งแม่น้ำโขงถูกจัดเป็นสถานที่เพื่อทำพิธีกรรมบวงสรวง ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลเจ้าพ่อปลาบึก ลานพิธีกรรม และที่นั่งสำหรับองค์ประธานและคณะ นอกจากนี้รอบ ๆ บริเวณดังกล่าวยังถูกจัดแสดง ผลงานศึกษาวิจัย “จาวบ้าน” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ พันธุ์ปลา การเกษตรริมโขง และไก เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งในช่วงเช้าก็จะเป็นแม่เฒ่าในชุมชนที่มานั่งจับกลุ่มกันเพื่อเตรียมเครื่องบวงสรวง และบายศรี เครื่องบวงสรวงนั้น จะประกอบไปด้วย หัวหมู ไก่ต้ม เหล้า ผลไม้ และขนมไทย


ขบวนแห่เครื่องบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ซึ่งนำโดย นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงของ

ริ้วขบวนแห่งทางน้ำ ที่มีลำเรือร่วมขบวนแห่กว่า 20 ลำเรือ

ในช่วงสายเวลาประมาณ 10 นาฬิกา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำพิธีกรรม โดยเริ่มจากขบวนแห่ทางแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบไปด้วยเรือที่ร่วมขบวนแห่ประมาณกว่า 20 ลำเรือที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม สำหรับปีนี้ เรือซึ่งถูกส่งมาจากแต่ละหมู่บ้าน ประกอบไปด้วย เรือจากหมู่บ้านสบสม และบ้านเวียงแก้ว นอกจากนั้นก็จะเป็นเรือที่ได้จากการสนับสนุนจาก ทางเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ

เรือแต่ละลำที่เข้าร่วมขบวนแห่นั้น จะออกจากท่าเรือบักที่อยู่ทางเหนือและล่องลำเรือมาจบลงที่ท่าเรือบริเวณหน้าวัดหาดไคร้ เรือแต่ละลำนอกจากตกแต่งสวยงามแล้วยังโดยสารมาด้วย บุคคลสำคัญในพิธีกรรม นาง-นายรำ ตลอดจนชาวบ้าน อีกเกือบร้อยชีวิต ที่จะร่วมขบวนอันเชิญเครื่องบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกด้วย

ในช่วงเวลาที่มีขบวนแห่ทางน้ำนี้เองที่ทำให้เห็นว่า บรรยากาศในงานนั้นนอกจากมีชาวบ้านในชุมชนแล้ว ยังมีสื่อมวลชน และคนจากนอกหมู่บ้านมาร่วมในพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกในปีนี้อย่างเนืองแน่นผิดกับในช่วงเช้าที่ผู้คนดูบางตา

หลังจากเสร็จพิธีการแห่ขบวนทางน้ำ พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้น โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นผู้นำอันเชิญเครื่องบวงสรวง และตามด้วย นาง-นายรำอีกเกือบครึ่งร้อย เมื่อเสร็จจากการนำเอาเครื่องบวงสรวงขึ้น ศาลเจ้าพ่อปลาบึก ตัวแทนพ่อเฒ่า (พ่ออุ้ย) ของชุมชนก็ขึ้นบทสวดบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก และจบลงด้วยการฟ้อนรำของนางรำ และการแสดงตีกลองสะบัดชัย

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมบวงสรวง บรรยากาศของงานเริ่มเปลี่ยนเป็นอีกสีสันทันที เมื่อเริ่มมีเสียงดนตรีดังขึ้น ทำให้เห็นว่าอีกทางฟากหนึ่งของลานพิธีกรรมนั้น มีเวทีแสดงดนตรีหางเครื่องมาเล่นอย่างครึกครื้น นอกจากนี้ติดๆ กันยังมีเครื่องเด็กเล่นอย่างเครื่องสไลด์ยาง ทำให้สีสันของงานดูตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับการจัดพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกในปีนี้เมื่อเทียบกับ ปีที่แล้ว หรือ ปี พ.ศ. 2549 ที่ชาวบ้าน และบุคคลสำคัญๆ ในงานกล่าวถึงกันก็คือ การหายไปของการมีส่วนร่วมจากฝ่ายที่มีบทบาทสำคัญๆ มาโดยตลอด เช่น หมู่บ้านเจ้าภาพ ซึ่งก็คือ บ้านหาดไคร้ และชมรมปลาบึกบ้านหาดไคร้ ที่มีบทบาทหลักมาโดยตลอดนับจากมีการจัดทำพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก นอกจากนี้ รวมถึงการหายไปของการสนับสนุนในระดับอำเภอ และโต้โผหลักอย่างผู้สนับสนุนและผู้ผลักดันการอนุรักษ์ปลาบึก ในพื้นที่ "พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก" นี้ ซึ่งก็คือ สว. เตือนใจ ดีเทศน์


แม่เฒ่า ในชุมชนที่มานั่งทำบายศรี และเตรียมเครื่องบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

ศาลเจ้าพ่อปลาบึก ที่ถูกสร้างขึ้นบริเวณท่าน้ำ ด้านหลังพิพิธภัณฑ์ฯ

การมีส่วนร่วม (ของชาวบ้าน) ใน การพัฒนา - เกือบครึ่งศตวรรษแล้วที่สังคมไทยบริหารจัดการ “การพัฒนา” อย่างเป็นระบบผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และก็เกือบครึ่งศตวรรษด้วยเช่นกันที่ระบบ “การพัฒนา” ระบบนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ทั้งจากภาคประชาชน นักวิชาการ และที่สำคัญคือ นักพัฒนาองค์กรเอกชน ที่รุกขึ้นมามีบทบาทนับจากเริ่มใช้แผนพัฒนาฯ มาจวนจนทุกวันนี้

สิ่งที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์หลัก ๆ ของระบบ “การพัฒนา” ในแผนพัฒนาฯ นี้ นอกจากความไม่เป็นธรรม และไม่โปร่งใสแล้ว ก็คือ ปัญหาการพัฒนาจาก “โครงการพัฒนาขนาดใหญ่” โดยเฉพาะกับ “เขื่อน” หรือ “การไฟฟ้าพลังงานน้ำ” ซึ่งประเด็นของการวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็คือเรื่องของ “การพัฒนา” ดังกล่าวนั้นเป็นการทำลายและเพิกเฉยต่อ “ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม” รวมทั้งการพัฒนาดังกล่าวยังละเลยต่อ “การมีส่วนร่วม” ของภาคประชาชน ดังนั้นภาพของ “การพัฒนา” ในยุคนี้จึงเสมือนกับฉายภาพให้เห็นว่า “การพัฒนา” นั้นเป็นปัญหาระหว่าง “รัฐ” ในฐานะผู้นำมาซึ่งการพัฒนา กับ “ชาวบ้าน” ในฐานะผู้ได้รับผลของการพัฒนา


ภาพแผ่นป้ายแสดงผลงาน "วิจัยจาวบ้านเชียงของ-เวียงแก่น" ที่มีแพร่กระจายอยู่รอบ ๆ บริเวณงาน
“การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นคาบเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ “การพัฒนา” กระแสหลักของแผนพัฒนาฯ ในช่วงสองทศวรรษแรก อันมีหลักการใหม่ที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ การพัฒนาจะ “ยั่งยืน” ได้นั้นต้องคำนึงถึง “ระบบนิเวศน์-สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร” และสองก็คือ “เสียง” ของ “ประชาชน” หรือ “ชาวบ้าน” ทำให้ “การพัฒนา” ในครึ่งหลังของต้นทศวรรษ 2550 มานี้ “การพัฒนา” มักกล่าวถึง “ความยั่งยืน” และ “การมีส่วนร่วม” ของประชาชน อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของ “การพัฒนา” ในสังคมไทยที่ผ่านมา ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับ “การพัฒนา” ไปเสียแล้ว กล่าวคือ ภาพของเวที “การพัฒนา” โดยเฉพาะกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ แทนที่เราจะเห็นว่า เป็นปัญหาของการต่อรองกันระหว่าง รัฐ กับ ประชาชนหรือชาวบ้านในพื้นที่ กับกลายเป็นว่า เป็น เวทีหรือพื้นที่ ที่มีตัวละครเข้ามาอีกหนึ่งกลุ่มคือ นักพัฒนาองค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอที่เรามักได้ยิน

ดังนั้น ภาพที่เห็นสำหรับ “การพัฒนา” ในปัจจุบันก็คือภาพของปัญหา “รักสามเศร้า” ระหว่าง รัฐ ชาวบ้าน และเอ็นจีโอ ที่พยายามยื้อยุดกันเพื่อปฏิเสธหรือยอมรับต่อ “การพัฒนา”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่ดูเหมือนจะเพิกเฉยโดยไม่ตั้งข้อสงสัยเลยเสียมิได้นั้น ก็คือ บทบาทของการทำงานของ “เอ็นจีโอ” ที่เสมือนถูกลบระยะห่างระหว่าง “ชาวบ้าน” กับ “เอ็นจีโอ” ออกไป โดยสะท้อนให้เห็นแต่เพียงว่า “ปัญหา” ของ “การพัฒนา” ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นปัญหา ระหว่าง “ชาวบ้าน” กับ “รัฐ” อยู่เช่นเดิม แต่สำหรับข้อเท็จจริงแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่า “ชาวบ้าน” ย่อมไม่ใช่ “เอ็นจีโอ” ดังนั้น ภาพของการต่อรองหรือปฏิเสธ “การพัฒนา” ในปัจจุบันเป็น ยุทธศาสตร์ของใครกันแน่ ของ “ชาวบ้าน” หรือ “เอ็นจีโอ”

คำถามนี้จึงจำเป็นต้องหาคำตอบในระดับ “จิตสำนึกและการระลึกรู้” (consciousness) ในระหว่าง “การเขียน” และ “การอ่าน” วัฒนธรรม เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้ ภาพของการต่อรองหรือคัดค้าน “การพัฒนา” กระทำออกมาผ่าน “สื่อ” หรือ “งานเขียน” ต่าง ๆ มากมาย อาทิ หนังสือพิมพ์ วารสาร เทป ซีดี เว็บไซต์ หรือ กระทั่งวิทยุ (ชุมชน) เพื่อต่อรองกันในระดับสังคมวงกว้าง

พื้นที่เหล่านี้ คือ “สิ่งสร้าง” ที่มี “อคติ” เนื่องด้วยมียุทธศาสตร์ที่แน่นอนของ “การเขียน-การสร้าง” บาง “ชิ้นงาน” สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์บางชุดอย่างมิลืมหูลืมตา และสร้างอย่างจัดวาง ว่า “ผู้สร้าง” ก็คือ “ชาวบ้าน” หรือ “สร้าง” จาก “เสียง” ของ “ชาวบ้าน” หรือ “ชุมชน” จริง ๆ สำหรับประเด็น “การเขียน” หรือ “สร้าง” ภาพของการต่อรองโดยอ้าง “ชาวบ้าน” นั้น ปัญหาและทางออกของ “มายาคติ” ชุดนี้ คงต้องถามหา “จิตสำนึก” ของ “ผู้สร้าง” ที่ต้องวางตัวอย่างมีระยะห่างว่าตนคือ “ใคร” กันแน่ในเวทีของ “การพัฒนา” เพื่อ “สิ่งสร้าง-ทั้งข้อมูล-ข่าวสาร” เหล่านั้น ที่จะต้องออกมาสู่สังคมให้สังคมได้ “อ่าน” นั้น จะมิไปสร้าง “มายาคติ” ให้มี “ความหนา” มากยิ่งขึ้น

สำหรับ “การอ่าน” นั้น ก็ต้องถามหา “การอ่าน” อย่างมี “สติและระลึกรู้” ของตัว “ผู้อ่าน” เอง ยิ่งอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วย “สื่อ” ต่าง ๆ มากมายเหล่านี้ โดยเฉพาะกับ สื่อที่ “เต็มใจ” และพร้อมจะรับใช้ “กลุ่มผู้สร้าง” บางกลุ่มด้วยแล้ว “การอ่าน” ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ในทุกวันนี้ บางครั้ง “การอ่าน” งานเขียนในสังคมที่เกี่ยวกับ “การพัฒนา” แทบไม่ต้องถามว่า “เนื้อหา” คืออะไร แค่ดูว่า “ใครเขียน” ก็พอจะรู้แล้วว่า ต้องการบอกอะไรกับ “ผู้อ่าน” ดังนั้น “มายาคติ” อีกชุดหนึ่ง ที่เราปฏิเสธไม่ได้สำหรับสังคมทุกวันนี้ก็คือ “งานเขียน” มีการเมือง และอคติ จึงต้อง “อ่าน” อย่างระลึกรู้ว่า “ใครเขียน”

เมื่อภาพของ “การพัฒนา” ที่เต็มไปด้วย ความยุ่งเหยิง มีกลุ่มคนหลายฝ่าย ที่ไม่ใช่แค่ รัฐ กับ ชาวบ้าน และสังคมที่ ใครก็สามารถ “สร้าง-เขียน-พูด” อะไรก็ได้ (โดยแฝงไว้ด้วย “อะไรบางอย่าง” ซึ่งไม่ได้บอก) เห็นทีว่า คงอีกนานทีเดียวที่สังคมไทย จะได้สัมผัสกับ “การพัฒนา” ที่มี “ส่วนร่วม” จาก “ชาวบ้าน” ในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้หรือส่วนเสียจาก “การพัฒนา” อย่างแท้จริง เมื่อ “สงคราม” ของ “การพัฒนา” เริ่มระบาดออกมาผ่านการสร้าง “มายาคติ” ในสังคมวงกว้างด้วย “สื่อ” และการดึงเอา “ประชาชน” ในฐานะ “ผู้อ่าน” ให้ยอมรับ “ความคิดเห็น” ของตนเท่านั้น

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
20 กันยายน 2550

เขียนขึ้นจากประสบการณ์ในภาคสนาม ในงาน “พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก”
บ้านหาดไคร้ เทศบาลตำบลเวียงเชียงของ อ. เชียงของ จ. เชียงราย ปี พ.ศ. 2549 และ ปี พ.ศ. 2550
จึงไม่ได้เหมารวมว่าการทำงานของนักองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอจะทำงานเหมือนกันหมด
ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นเพียงข้อมูลสนามเฉพาะพื้นที่เท่านั้น