|
จับขิงแก่มาท่องเน็ต...แล้วกดดับเบิ้ลคลิ้ก!!
การพัฒนากระบวนการสื่อสารทางสังคมและการเมือง ได้ก้าวไปมากในยุคโลกาภิวัตน์
ซึ่งประเทศไทย ไม่ได้ขังตัวเองในกะลา มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยครองอำนาจ
แต่เรียนรู้จักเขาทั้งเพื่อทำการค้าและปฏิสังสันทน์ทางสังคมกับโลกภายนอกตลอดเวลา
ยิ่งมาในยุคปัจจุบัน ยิ่งแล้วกันใหญ่ เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลลิบลับ
จนตามแทบไม่ทันในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ วันก่อนได้เสนอบทความเพื่อชี้นำความก้าวหน้าให้ขบวนการงานพัฒนา
เรื่องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เสริมงานพัฒนาและงานเคลื่อนไหวทางสังคม
ซึ่งก็คือ ดาวเทียมที่ชื่อ ธีออส
(TEOS : Thailand Earth Observation System) เพื่อการร่วมตรวจและสร้างระบบฐานข้อมูลของภาคประชาชน
วันนี้จะมองโลกาภิวัตน์ ซึ่งประเทศทุนนิยมเสรีเขาพัฒนาไปได้ไกล
ในเชิงโอกาสเพื่อการส่งเสริมอีกประเด็นหนึ่ง อันเป็นผลมาจากประสบการณ์การทำงานสื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนา
(ที่ www.thaingo.org) นั่นก็คือโลกไซเบอร์ (Cyber
Network) เทคโนโลยีที่ขยายฐานะบทบาทให้ภาคพลเมืองทั่วโลก
ได้เข้าถึงและพัฒนาองค์ความรู้เชื่อมถึงกันได้มากขึ้น ทั้งในทางสังคม
การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ในช่วง
2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวตีแผ่เรื่องใหญ่ๆ อยู่เรื่องคือ เรื่องผลงานและการปรับคณะรัฐมนตรี
ในคณะรัฐบาล (หุ่นของ คมช.) โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ
งานอนาคตด้านการศึกษาของชาติ และเรื่อง เนื้อหา ประเด็นหลักๆ
ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญกำลังเร่งจดยกร่าง จุดหมายประการสำคัญ คือ
สร้างการมีส่วนร่วม (ให้มากพอจะเป็นกฎหมายสูงสุด)
ซึ่งยังคงเป็นที่น่าวิตกว่า (บางเรื่อง)
ยังคิดกันอย่างล้าหลัง และย่ำวนกับที่ อาทิ กลับไปถกเถียงว่า
จะมี ส.ส. ส.ว. กี่คนดี ควรจะอิสระ หรือยุบปาร์ตี้ลิสต์ แต่ปัญหาเรื่องใหญ่
คือ จะให้ภาคประชาชนจะมีส่วนร่วมกำกับอำนาจ ตรวจสอบ ถ่วงดุล
และลงแสร้เฆี่ยนลงโทษทหารกร่าง (ที่ชอบขับถังออกมารับลม)
นักการเมืองชั่วๆ ที่ชอบใช้เงินแจกซื้อ ได้อย่างไร วิธีไหน
ยืนยันตรวจสอบและเผยแพร่เปิดโปงที่ใด
เรื่องแรก เรื่องการศึกษา
เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ ที่ประเทศไทยเก่งพอที่จะพัฒนาไปสู่ระดับนานาชาติ
หรือก้าวหน้าไปกว่าครึ่งโลกได้แล้ว ด้วยการ
Click ! เพราะเรื่องการศึกษา ซึ่งเมื่อ 2-3 วันก่อนมีอดีต
ส.ว. สาย NGOs ด้านเด็กท่านหนึ่ง ออกมาชี้แนะรัฐบาลว่า ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบและ
กศน. (กลุ่มคนชายขอบ คนด้อยโอกาส) ซึ่งไม่มีอะไรใหม่
เพราะยังมีข้อจำกัดอยู่ดี อาทิ คนไทยพลัดถิ่น คนต่างด้าว คนไร้สัญชาติ
คนพิการ ฯลฯ เพราะวิธีคิดของขิงแก่ มองการศึกษาติดกับพื้นที่
ในขณะที่การเปิดมหาวิทยาลัยเพื่อจะออกนอกระบบมากมาย ด้านหนึ่งกลับไปสร้างต้นทุนแฝงให้กับสังคมต้องชำระ
สร้างภาระให้ครอบครัวนักศึกษาหาเลี้ยงมหาลัย และยังลดปัญหาการกีดกัน
คนจนคนด้อยโอกาสลงไม่ได้ เพราะอยู่ไกลและอัตราค่าเทอมสูงมาก
ปัญหาข้อจำกัดด้านการศึกษานี้ หากตั้งใจจะพัฒนาช่องการศึกษาและสร้างโอกาสให้ประชาชน
แบบไม่สังกัดพรมแดน เชื้อชาติ ศาสนาแล้วไซร้ ต้องสนใจโลกของ
Click !! เพราะโลกของ Click on Internet สามารถทำได้
สะดวก ประหยัด และควรเร่งทำเสีย เร็วๆ เพราะไม่ใช่แค่คนชายขอบเท่านั้น
ที่มีโอกาสมากขึ้น แต่หมายถึง คนทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษาอีกด้วย
ลงทุนเพียงครั้งเดียว คือ พัฒนาโครงสร้างเพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีให้ทั่วถึง
ซึ่งก็ได้ทำไปมากกว่า 60-70 % แล้ว ดังนั้น อีกก้าวหนึ่ง ที่ต้องเริ่ม
คือ
1.ตั้งสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยบน
Internet ตั้งแต่รับสมัคร สอบ วัดผลและประกาศรับรอง
2.ระดมนักวิชาการจัดทำหลักสูตร
จัดทำโปรแกรมแบบง่ายๆ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ คนต่างด้าว
ต่างชาติ คนพลัดถิ่น คนพิการ ฯลฯ ส่วนกิจกรรมในการเข้าเรียนหรือแล๊กเชอร์
ก็ทำได้อย่างหลากหลายแล้วแบบ Text ไว้อ่าน แบบเสียง DVD ไว้ฟัง
หรือแบบสดๆ Video conference เลยก็ได้
ตัวอย่าง มีสถาบันติวเพื่อสอบเอ็นทรานส์แห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น
ใช้วิธีสอนโดยบันทึกลงแผ่น ส่งไปตามสถาบันติวในสาขาทั่วประเทศ
จ้างพนักงานธูรการไว้คอยรับสมัครและลงทะเบียน 2 คน สามารถสร้างรายได้เฉพาะช่วงซัมเมอร์เกือบ
10 ล้านบาท !!!
อ้อ ! ขิงแก่ครับ เดี๋ยวนี้ ประเทศไทยมี Internet ใช้เกือบทุกตำบลแล้ว
เหลือแต่เพิ่มไปในวัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ ซ่องโสเภณี ค่ายอพยพ
และคุก เท่านั้น ดังนั้นใครจะไปนั่งเรียนในห้องประชุมตำบลหรือวัด
ก็ได้ทั้งนั้น เรียนเสร็จ เล่นสันทนาการกีฬาเยาวชนต่อ ก็เวิร์คๆ
คนหนุ่มสาวไม่ต้องหลุดพ้นจากชุมชนไปใจแตกอีกด้วย
3.เชื่อมระบบ เครือข่ายความรู้ทางวิชาการ
กับมหาวิทยาลัยนานาชาติ กับสถาบันภาคอื่นๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านข้อมูล
และทรัพยากรเพื่อการศึกษา
4.บทบาทของรัฐก็แค่สนับสนุนด้านการส่งเสริมประสบการณ์
และกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้นักศึกษา มีทัศนะและประสบการณ์ที่กว้าง
ในการเข้าใจและอยู่ร่วมกันในสังคม (คร่าวๆ
)
พระเจ้า Internet นอกจากจะทำให้ คนจน คนชายขอบ คนชนบท คนพิการ
คนพลัดถิ่น คนต่างด้าว คนติดคุก คนบ้า ฯลฯ เรียนได้แล้ว ยังลดปริมาณงบประมาณภาษีประชาชน
ที่เสียไปให้สถาบันการศึกษา นักวิชาการ ที่ จิตวิญญาณล่มสลาย
ได้อีกเยอะแยะ เหลือคณานับ !!
สำคัญโลกมันโลกาภิวัตน์ไปมากแล้ว เลิกครอบงำปิดกั้นปัญญาประชาชนได้แล้ว
!!!
เรื่องที่สอง เกี่ยวกับขิงแก่ในขบวนการภาคประชาชน
(Social movement) โดยเฉพาะบทบาทการมีส่วนร่วม กำกับ
ตรวจสอบ ยื่นรายชื่อ ตลอดจนร่วมชุมนุมกดดันทางการเมือง งานนี้
ต้องเสนอให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเทคโนโลยีสารทนเทศ
(ICT) มาสนับสนุนขิงแก่ในองค์กรภาคประชาชน เพื่อหารือแนวทาง
สร้างสถาบันการเมืองภาคประชาชน โดยเริ่มจากการลองเข้าไป Click
!! ดูว่า จะพัฒนา Internet กับบทบาทประชาชน ในการมีส่วนร่วมดังกล่าวได้อย่างไร
มีข้อเสนอ
1.การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ต้องยอมรับสิทธิทางการเมืองของประชาชน บน Internet ก่อน
ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ (USER) หลายสิบล้านคนและจะมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอนาคต
2.พัฒนาโปรแกรม ให้สามารถใช้พื้นที่บน Cyber ในการมีกิจกรรมทางการเมืองได้
อย่างถูกต้อง และมีเสรีภาพ อาทิ สามารถระบุการมีตัวตนได้
ก่อนแสดงสิทธิต่างๆ รวมไปถึง การเลือกตั้งบนอินเตอร์เน็ต
การทำประชาพิจารณ์ ถ้ากฎหมายรับรองให้ทำได้ยิ่งดี
3.มีกฎหมาย พ.ร.บ. รองรับกิจกรรมบน Internet ขยายเพิ่มจากด้านธุรกรรม
เพื่อพัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมืองในอนาคตได้ และสนับสนุนส่งเสริมชุมชนบนไซเบอร์
(community online) ให้เข้มแข็ง
4.ยกเลิก (ทั้งหมด หรือบางมาตรา) พ.ร.บ.ควบคุมสื่อ Internet
อันเดิมที่กำลังพิจารณาเสีย เพราะไม่สร้างสรรค์ ปิดกั้น
แถมยังสะท้อนความขลาดและเขลาของรัฐ ในการใช้อำนาจ
5.รัฐต้องสนับสนุนพัฒนา และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะ ในส่วนภาคประชาชนเอง ต้องร่วมสร้างวัฒนธรรมการเมือง
แบบมีส่วนร่วม การแสดงสิทธิ แสดงตัวตน ให้ได้จริงๆ อาทิ
รู้จักสืบค้นข้อมูล เข้าถึงข้อมูล แจ้งเตือนให้เบาะแส หากพบพฤติกรรมข้าราชการ
หรือนักการเมือง ประพฤติผิดมิชอบ หรือฉ้อฉลภาษีประชาชน |
ดังนั้น 19 ล้านเสียงของพรรคไทยรักไทย ถ้ามีและปรากฏตัวตนได้จริงๆ
รถถังจากกองทัพก็ นะๆ หนาววว !!! เหมือนกัน หรือถ้าขบวนการภาคประชาชนมีมากกว่านั้นจริงๆ
ก็ นะๆ หนาววว ยิ่งกว่า !!
เช่นเดิม
พระเจ้า Internet นอกจากจะทำให้ คนจน คนชายขอบ คนชนบท คนพิการ
คนพลัดถิ่น คนต่างด้าว คนติดคุก คนบ้า และคนขี้คร้านผสมขี้ขลาดออกมาชูกำปั้นแสดงสิทธิ์
แสดงความรักชาติ รักประชาธิปไตย และเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองได้แล้ว
ยังทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง อย่างน้อยๆ ไม่ใช่เวทีของคนไม่กี่คนเล่น
ไม่ใช่เวทีของคนชั้นกลาง กทม. หรือคนที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ
ส่วนประชาชนได้แค่ดู แล้วระบายอารมณ์ทาง webboard แต่ประชาชนจะร่วมลงเล่นด้วย
อย่าลืมว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่แค่นำเทคโนโลยีสารสนเทศ ดาวเทียม
ระบบดิจิตอล โทรศัพท์แบบ Over function ตั้งแต่ 2.5 G, 3 G,
..... 6 G , 7 G ,8 G ฯลฯ มาบริโภคเป็นวัฒนธรรมบันเทิง เท่านั้น
ยังนำมาพัฒนาสติปัญญา ความตื่นรู้ ความเท่าทัน การตรวจสอบ ถ่วงดุลกระแสโลก
กระแสการเมือง กระแสสังคมมาด้วย เพราะมันไร้พรมแดน !!
โถ !! ขิงแก่...จะเอาอะไรกะอีแค่ ทักษิณคนเดียวพูดข้ามประเทศ
แต่ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เลยทำให้ประชาคมโลกได้ยิน ทั้ง
คมช. ซึ่งมีรถถังจอดอุ่นใจ มีลูกสมุนมากมาย แถมยังมีทั้ง เครือข่าย
5 พันธมิตรประชาชน รัฐบาลขิงแก่ นักวิชาการ และพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์
รับมือพรึบพรับ ป่านนั้น ก็ยังร้อนๆ หนาวๆ ตอบโต้ลิ้นรัว
นั่นเพราะประชาชนเขาดู เขาฟัง ได้ทาง Internet หรือโทรศัพท์
เชื่อเถอะโลกมันไร้พรมแดนนานแล้ว ดังนั้น จะเอาฝ่ามือเดียวปิดโลกไม่ได้
แต่ต้องเอาฝ่ามือประชาชนนี้ปิดป้อง
ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นที่สุด คือ เห็นคนทุกๆ ระดับชั้น ทุกเพศ
ทุกวัย ทุกอาชีพ และทุกๆ สถานะ ออกมาแสดงสิทธิ แสดงตัวตนทางการเมือง
อยากเห็นการชุมนุมกันอย่างคับคั่งบน Cyber ประหนึ่งเห็นพี่น้องประชาชนหลั่งไหลไปสู่ถนนราชดำเนิน
แล้วชูกำปั้น ตะโกน
ออกไปๆ !!! ทรราชย์ทั้งหลาย ออกไปๆ !! อื่ม น่าดูชมไหมครับ
และยิ่งถ้ากฎหมายรองรับสิทธิ์ประชาชน ในการลงรายชื่อ อาทิ เสนอถอดถอนนักการเมือง
เสนอร่าง พ.ร.บ. เสนอญัตติอภิปราย ผ่าน Internet ได้ ซึ่งที่สภาร่างกำลังถกเถียงกันว่า
จะใช้แค่ 30,000 คน ถ้าสิทธิบน Internet เกิดขึ้นได้จริงละก็
งานนี้ ยิ่งน่าดูชมทีเดียวครับ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอรายงาน
15 กุมภาพันธ์ 2550
|