| www.thaingo.org |
โดย ณาตยา แวววีรคุปต์
กลางปี 2543 เป็นช่วงเวลาที่พอจะมีเวลาว่างจากงานข่าวอื่น ๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่พอจะมีเวลาติดตาม
ความคืบหน้าปัญหาของชาวบ้านที่คลิตี้จังหวัดกาญจนบุรีคำบอกเล่าของผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
ทำให้รู้ในเบื้องต้นว่า 2 ปีของการแก้ไขปัญหานี้แทบจะไม่มีอะไรดีขึ้น การเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านคลิตี้ล่างจึงเริ่มต้นขึ้น
อีกครั้งหลังจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว การนำเสนอข่าวของดิฉันในฐานะผู้สื่อข่าวไอทีวี
จบลงชั่วคราวด้วยบทสรุปว่าปัญหา
ของคนกะเหรี่ยงและปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังจะได้รับการแก้ไขด้วยมาตรการหลายด้าน....
******
ย้อนไป ลางฤดูฝน ปี 2541 ทีมข่าวไอทีวีทำความรู้จักกับหมู่บ้านคลิตี้ล่างเป็นครั้งแรก
ในฐานะหมู่บ้านสารตะกั่ว
ข้อมูลในขณะนั้นเรารู้เพียงแค่ว่า ชาวบ้านซึ่งทั้งหมดเป็นคนกะเหรี่ยง มีอาการเจ็บป่วยโดยไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุ
เขา
รู้เพียงว่า สมุนไพรที่ใช้อยู่เป็นจำ ไม่อาจบรรเทาอาการเจ็บปวดและความทรมานแบบแปลก
ๆ ได้และเขาเหล่านั้น
ก็ไม่รู้ด้วยว่า ฝูงควายและเป็ดที่บางคนเลี้ยงไว้ ตายด้วยสาเหตุใด หลังจากใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้เหมือนกับที่เคยใช้มา
หลายชั่วอายุคน
2 ปีที่แล้วนั้น ชาวบ้านเริ่มได้ยินจากคนนอกหมู่บ้านแล้วว่าน้ำในลำห้วยคลิมีสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ปล่อยลงมา
แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากเจ้าของเหมือง
หรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐ
การเดินทางเข้าหมู่บ้านกลางป่าท่ามกลางสายฝนที่หนักหน่วงในครั้งนั้นไม่เสียเปล่าเพราะหลังจากการนำเสนอข่าว
อย่างต่อเนื่องในไอทีวีและหนังสือพิมพ์อีกบางฉบับ ทำให้ผู้ใหญ่ในวงการราชการที่เกี่ยวข้อง
รับรู้ปัญหาและสั่งการแก้ไข
ในทันทีกรมควบคุมมลพิษ นำตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในลำห้วย พิสูจน์การปนเปื้อนของสารตะกั่ว
ขณะที่กรมอนามัย ตรวจเลือดของคนทั้งหมู่บ้าน ผลที่ปรากฏเป็นที่ยอมรับกันทั่วว่า
หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่าแห่งนี้ มีมลทินจากโลหะหนัก แม้แต่ในเลือดและร่างกายของคนกะเหรี่ยงที่แทบจะไม่เคยสัมผัสมลพิษในเมืองอุตสาหกรรมและทันใดนั้น
มาตรการ
แก้ไขปัญหาถูกกำหนดขึ้นเป็นแผนการดำเนินการของคณะทำงานแก้ไขปัญหาสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้
โดยเฉพาะ
ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยถูกกำหนดระยะเวลาว่าไม่เกิน 1 ปี ปัญหานี้จะดีขึ้นอาจจะด้วยความอ่อน
ประสบการณ์ของดิฉันเองก็เป็นได้ ที่ทำให้วางใจว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมและคนกะเหรี่ยงในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
กำลัง
จะได้รับการแก้ไข ทำให้มั่นใจว่า อีกไม่นานชีวิตของกลุ่มชนซึ่งดำรงอยู่ด้วยวิถีของการพึ่งพาธรรมชาติ
จะมีธรรม
ชาติที่สะอาดให้พึ่งพาได้ดังเดิมแต่หลังจากนั้น 2 ปี ดิฉันก็พบว่า ความคิดเหล่านั้นแทบจะไม่ถูกต้องเอาเสียเลย...
**************
ในที่สุด แผนการดำเนินงาน ที่บอกไว้ว่า ปัญหาของชาวบ้านคลิตี้ จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
กลับไม่ใช่ความจริงเมื่อ
เวลาผ่านไปแล้วถึง 2 ปีการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง อีกครั้งกลางช่วงฤดูฝน
ทำให้ดิฉันพบว่าปัญหาทางกายภาพทุก
ประการยังคงอยู่ดังเดิม เว้นแต่ปัญหาทางจิตใจของคนที่นั่นที่แตกต่างไปจากเดิม
ดิฉันสัมผัสได้ว่า ความทุกข์ใจของคนที่นั่นเพิ่มมากขึ้น บนพื้นฐานความเจ็บป่วย
และความไม่แน่นอนของชะตาชีวิต
พ่อของเด็กชายชาวกะเหรี่ยง บอกว่าลูกชายวัย 5 ขวบของเขา มักจะบ่นปวดท้อง และปวดหัวอยู่เป็นประจำ
ดิฉันเอง
ก็เห็นว่า สีหน้าของเด็กชายคนนั้นตึงเครียดเกินวัย ถามได้ความว่า หนูน้อยคนนั้นกำลังปวดศีรษะ
วึ่งเป็นอาการที่เป็นอยู่
ประจำพ่อของเด็กยังบ่นว่า นอกจากความสงสารที่มีต่อลูกชายคนนี้แล้ว ยังวิตกถึงความเชื่องช้าของเด็ก
เขาสังเกตุเห็นว่า
ลูกของตัวเองคิดช้า ทำช้า คล้ายกับเด็กอีกหลายคนในหมู่บ้าน แต่แตกต่างกับเด็ก
ๆ ในหมู่บ้านอื่น และเขาก็เชื่อว่าอาการ
เหล่านี้ เป็นผลมาจากสารตะกั่วในเลือดที่กรมอนามัยวัดได้ว่ามีมากกว่า 40 ไมโครกรัม
/ เดซิลิตร
"คนรุ่นเราก็ไม่ฉลาดอยู่แล้ว
ถ้าเด็ก ๆ โตขึ้นมาแล้วแย่ยิ่งกว่าเรา ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของหมู่บ้านนี้ จะเป็นยังไง"
นี่คือคำพูด
ของชายชาวกะเหรี่ยงในวัยที่มีลูกน้อย ๆ เริ่มรู้ประสาในฐานะคนจากสังคมเมือง ดิฉันมองเห็นความแตกต่างของการยอม
จำนน ต่อปัญหาที่ตนเองไม่ใช่ผู้กระทำระหว่างคนเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในป่าตลอด
2 ปีที่ถูกเพิกเฉย ไม่มีใครในกลุ่มชาว
กะเหรี่ยงที่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ออกมาเรียกร้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังหรือเรียกร้องความรับผิดชอบที่ไม่ใช่เพียงการ
สร้างภาพในระยะเวลาที่มีสื่อมวลชนคอยตรวจสอบและในที่สุดการยอมรับต่อการไร้ความรับผิดชอบของคนกะเหรี่ยง
ที่หมู่บ้านนี้ ก็กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องรอคอยการแก้ปัญหาอย่างสิ้นหวัง.....
***********
การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดของดิฉัน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้การติดตามนำเสนอข่าวนี้อีกครั้ง
เมื่อกลางปี 2543 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้นการถูกเฝ้าตรวจสอบจากสื่อมวลชนแบบที่เรียกว่าวันต่อวัน
อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่การแก้ไขปัญหาโดยภาครัฐเกิดขึ้นหลายด้านพร้อม ๆ กันในช่วงเวลานั้นกระทรวงสาธารณสุข
ได้ทำมากกว่าการตรวจเลือดวิเคราะห์หาปริมาณตะกั่วในร่างกาย ด้วยการนำยาลดสารตะกั่วในเลือดมาใช้กับชาวบ้าน
หลังจากที่ 2 ปีที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักการช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ขั้นตอนการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ
ซึ่งใช้เวลายาวนาน
ข้ามปีกรมควบคุมมลพิษ สั่งรื้อขั้นตอนและวิธีการฟื้นฟูลำห้วย ด้วยการเพิ่มความจริงจัง
และเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในการ
ดำเนินงาน ซึ่งเชื่อได้ว่าจะมีผลสำเร็จที่ดีกว่าการวางแผนเมื่อ 2 ปีที่แล้วการเข้าแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการต่าง
ๆ ในครั้งนี้ ดูเหมือนมีความจริงจังในทางปฏิบัติมากขึ้น แต่ความไว้วางใจของชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้าน ที่มีต่อกระบวนการเหล่านั้น
ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้ามจิตใจบริสุทธิ์ ไม่เคยคิดระแวงบุคคลอื่น
ซึ่งเป็นลักษณะของคนกะเหรี่ยงเปลี่ยน
ไปสำหรับคนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ที่คลิตี้ล่างความทุกข์ยากในระยะ 20 ปี ที่ลำห้วยคลิตี้มีปัญหา
และระยะเวลา 2 ปี ที่ได้รับ
คำมั่นว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไข แต่ถูกละเลย ทำให้พวกเขาไม่ไว้วางใจหน่วยงานของรัฐ
รวมถึงบุคคลภายนอกบางกลุ่ม
ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทำให้ดิฉันมองว่า มลพิษจากอุตสาหกรรม ไม่ใช่มีอิทธิพลเพียงแต่การทำลายสิ่งแวดล้อม
ในเมืองอุตสาห
กรรมเท่านั้น หากยังทำลายแม้กระทั่งเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นความงดงามที่ไม่อาจหาได้ในสังคมเมืองยุคนี้และ
ประสบการณ์ที่ได้รับจากปัญหาของคนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ก็ยังทำให้หาความแน่ใจไม่ได้ว่าปัญหาจากอุตสาหกรรมจะไม่คืบ
คลานทำลายล้างวิถีชีวิตอื่น ๆ ที่ห่างไกลเมืองกว่านี้ได้............
คลิตี้ .......ธารมรณะ!!!
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีกิจกรรมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
แต่คงมิอาจกล่าวได้ว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วมหันตภัย นอกจากนี้ในโครงการศึกษาการแพร่กระจายของสารตะกั่วบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์
โดยกองสิ่งแวดล้อม ในรายงานระบุอีกว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นผลมาจากกิจกรรมการผลิตตะกั่วหรือการลอยแร่
ทำให้หินปนแร่ตะกั่วมี ผลจากเหตุดังกล่าวกรมทรัพยากรธรณีจึงสั่งหยุดดำเนินการโรงแต่งแร่คลิตี้และสั่งปรับเป็นเงิน
2,000 บาทอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดตามมาตรา 151 พระราชบัญญัติแร่
พ.ศ. 2510 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ภายหลังการสั่งปิดโรงแต่งแร่
กรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำ ดินตะกอนตลอดลำห้วยคลิตี้ ระหว่างวันที่
27 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2541 กรมควบคุมมลพิษประมาณว่ามีตะกอนริมฝั่งปนเปื้อนสารตะกั่วในระยะ
8 กิโลเมตรแรก ใต้โรงแต่งแร่มีถึง 13,430 ตัน ซึ่งมีมากเกินกว่า 2 ใน
3 ของดินตะกอนที่ถูกปนเปื้อนตลอดลำน้ำระยะทาง 19 กิโลเมตรที่มีทั้งสิ้น
17,540 ตัน จำนวนดัง |
สารตะกั่วในเลือด!!.....แต่ยังไม่สูงถึงขั้นต้องรักษา!? สุขภาพอนามัยของชาวคลิตี้ล่างในวันนี้ยังอยู่ภาวะรุนแรงถึงขั้นมีผู้ป่วย
มีผู้เสียชีวิต และทะยอย เสียชีวิตอยู่เรื่อยๆ แต่ยัง
จากการตรวจสอบสุขภาพชาวคลิตี้ล่างของกรมอนามัยด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาระดับตะกั่วเมื่อกุมภาพันธ์
2542 ทั้งหมด ข้อมูลข้างต้นมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเกิดปัญหาด้านสุขภาพขึ้นในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอจะนำไปสู่การ มาตรฐานระดับตะกั่วในเลือดของคนไทยในกรณีคนงานและคนทั่วไปเท่ากันคือ ในผู้ใหญ่ ไม่เกิน 40 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ในสตรีมีครรภ์และเด็ก ไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/เดซิลิตร หากสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดจะต้องพบแพทย์และเฝ้าระวัง
ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากใบแจ้งผลการตรวจเลือดที่ส่งคืนชาวบ้านคลิตี้ล่างจะพบว่ากรมอนามัยกำหนดเกณฑ์ว่าในผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
ตั้งแต่ปี 2535 ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเกณฑ์ การวินิจฉัยโรคพิษ
ทั้งนี้มีผลการวิจัยในอเมริกาพบว่าเด็กเล็กจะเริ่มมีระดับตะกั่วในเลือดสูงขึ้นตั้งแต่อายุ
6 เดือน และจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การนิ่งเฉยต่อปัญหาของหน่วยงานด้านสาธารณสุข
เป็นเหตุให้องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรต้องจัด สัมมนาเรื่อง นโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม
บริเวณแม่น้ำแม่กลอง ตอนบน เมื่อวันที่ 23 นายแพทย์ประเวศ
วะสี กล่าวว่ากรมอนามัยควรเลิกทำงานในลักษณะตรวจวัดเพื่อพิสูจน์ว่ามีสารตะกั่ว
ปนเปื้อนในร่างกาย การตรวจและรับรู้ว่าผิดปกติแต่ไม่ให้การรักษา ปล่อยผ่านมาเกือบ 3 ปี เป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยนายแพทย์ประเวศ กล่าว ในเวทีนี้นายแพทย์บุศรินทร์ นาคจินดา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารตะกั่ว โรงพยาบาลธนกาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า
ชาวบ้านคลิตี้ล่างทุกคนได้รับสารตะกั่วเข้าไปแล้วไม่มากก็น้อย ที่น่าเป็นห่วงคือเด็ก
เพราะการดูดซึมตะกั่วของเด็ก แต่ในเวทีเดียวกันนายแพทย์สมเกียรติ
ศิริรัตนพฤกษ์ จากกรมอนามัยซึ่งเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยตรงในการรักษา
ดูเหมือนว่าปัญหามนุษย์ตะกั่วแห่งบ้านคลิตี้ล่างจะสร้างความตื่นตระหนักให้กับวงการแพทย์ไทยไม่น้อยนายแพทย์ เมื่อหลายฝ่ายออกมาโจมตีกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุขอย่างหนักว่าจัดการปัญหาล่าช้ามาก ก่อให้เกิดปฏิบัติการเชิงรุก
แบบสายฟ้าแลบเกิดขึ้น โดยเมื่อกลางตุลาคม 2543 นายแพทย์ชาตรี บานชื่น
รองอธิบดีกรมการแพทย์ได้นำเจ้าหน้าที่ สุรพงษ์
กองจันทึก ผู้ป่วยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาโต้กลับในทันทีว่า
การที่แพทย์เข้าไปดู เพียงไม่กี่ชั่วโมงโดย ปัจจุบันเด็กทั้ง
5 รายได้รับการถอนพิษตะกั่วอย่างเร่งด่วนเมื่อปลายตุลาคม 2543 และยังมีเด็กอีก
31 รายที่อยู่ในแผนนำ ข่าวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากหมู่บ้านคลิตี้ล่างคือ
การเสียชีวิตของ บุญชัย เถกิงวิทย์สถาพร ชายหนุ่มวัย
35 ปี แต่หลังจากถูกกระแสสังคมบีบคั้นมากขึ้นปลายตุลาคม
2543 อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ จากกองสิ่งแวดล้อมทรัพยากร ขณะนี้เพียงความช่วยเหลือเดียวที่เข้าไปถึงชาวบ้านคลิตี้อย่างเห็นเป็นรูปธรรมก็คือการทอดผ้าป่าของ
กลุ่มงค์กรพัฒนา |
ความพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกเหมืองแร่ในเขตอนุรักษ์มีมาอย่างไม่ขาดสาย
แต่มีความชัดเจนที่สุดในก็เนื่องมา
แต่มติดังกล่าวดูไร้ผล เพราะหลังจากนั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อสิงหาคม
2541ให้ดำเนินการ เหมืองเพิ่มอีก 2 เหมืองในบริเวณใกล้เคียงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
นั่นคือ อนุมัติให้บริษัท ผล แอนด์ ซัน จำกัด เข้าดำเนินกิจ นอกจากนี้เมื่อธันวาคม
2541 กรมทรัพยากรธรณียังเสนอให้กรมป่าไม้กันพื้นที่ที่เป็นแหล่งศักยภาพ
แร่ออกก่อนจะ ************* นับเป็นแนวทางที่ซ้ำรอยอดีต!!!
ทั้งนี้ก่อนประกาศเขตรักษาพันธุ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อปี 2517 ก็ได้มีการกันพื้นที่เหมืองแร่ที่อยู่ดย
รอบออก ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ภาครัฐจึงมักเรียงหน้ากันออกมาพูดว่าบริเวณเขตทุ่งใหญ่ฯ
ไม่มีเหมืองแร่อยู่ทั้งที่นายวัฒนา ด้านนายเฉลิม
นฤปเวศม์ ผู้อำนวยการกองการเหมือง กรมทรัพยากรธรณีเคยชี้แจงกับกรรมาธิการ
สิ่งแวดล้อมที่รัฐสภา ดังนี้คือ 1. โรงแต่งแร่คลิตี้ ได้รับสัมปทานเมื่อปี 2530 2. บริษัทเคมโก้ ได้รับประทานบัตร 2 แห่ง ร่วม 58 ไร่ อายุสัมปทาน 15 ธันวาคม 2540-14 ธันวาคม 2545 3.บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (บ่องาม) ทำเหมืองตะกั่ว พื้นที่ 300 ไร่ หมดอายุสัมปทาน ปี 2539 4.บริษัทผลแอนด์ซัน จำกัด (พุจือ) ทำเหมืองพลวง อายุสัมปทาน 25 มิถุนายน 2533-21 มิถุนายน 2549 5.เหมืองเกาหลี ทำแร่พลวง พื้นที่ 247 ไร่ อายุสัมปทาน 8 เมษายน 2530-7เมษายน 2455 6.บริษัทผลแอนด์ซันที่อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 2 เหมืองอย่นอกเขตทุ่งใหญ่นเรศวร 7.เหมืองปรองดี้ เหมืองเถื่อน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ศาลให้ริบตะกั่ว ปัจจุบันยังขนไม่หมดเหลืออีกประมาณ 1,000 ตัน
ข้อเท็จจริงที่ปรากฎคือแม้จะขีดเส้นให้เหมืองแร่อยู่นอกเขต แต่การดำเนินกิจการเหมืองแร่บริเวณ
ใกล้เคียงต้องอาศัย
การผลักดันให้ยกเลิกเหมืองแร่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2543
กลุ่มวุฒิสมาชิกจำนวน 33 คน นำโดยนายไกรศักดิ์ แต่ยังไร้เสียงตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกตามเคย!!! |
| ทีมงาน
ThaiNGO |