www.thaingo.org



 หมู่บ้านสารตะกั่ว คลิตี้ล่าง

                                                                                                                               โดย  ณาตยา    แวววีรคุปต์

            กลางปี 2543 เป็นช่วงเวลาที่พอจะมีเวลาว่างจากงานข่าวอื่น ๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่พอจะมีเวลาติดตาม
ความคืบหน้าปัญหาของชาวบ้านที่คลิตี้จังหวัดกาญจนบุรีคำบอกเล่าของผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
ทำให้รู้ในเบื้องต้นว่า 2 ปีของการแก้ไขปัญหานี้แทบจะไม่มีอะไรดีขึ้น การเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านคลิตี้ล่างจึงเริ่มต้นขึ้น
อีกครั้งหลังจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว การนำเสนอข่าวของดิฉันในฐานะผู้สื่อข่าวไอทีวี จบลงชั่วคราวด้วยบทสรุปว่าปัญหา
ของคนกะเหรี่ยงและปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังจะได้รับการแก้ไขด้วยมาตรการหลายด้าน....

******

       ย้อนไป ลางฤดูฝน ปี 2541 ทีมข่าวไอทีวีทำความรู้จักกับหมู่บ้านคลิตี้ล่างเป็นครั้งแรก ในฐานะหมู่บ้านสารตะกั่ว
 ข้อมูลในขณะนั้นเรารู้เพียงแค่ว่า ชาวบ้านซึ่งทั้งหมดเป็นคนกะเหรี่ยง มีอาการเจ็บป่วยโดยไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุ เขา
รู้เพียงว่า สมุนไพรที่ใช้อยู่เป็นจำ ไม่อาจบรรเทาอาการเจ็บปวดและความทรมานแบบแปลก ๆ ได้และเขาเหล่านั้น
ก็ไม่รู้ด้วยว่า ฝูงควายและเป็ดที่บางคนเลี้ยงไว้ ตายด้วยสาเหตุใด หลังจากใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้เหมือนกับที่เคยใช้มา
หลายชั่วอายุคน

       2 ปีที่แล้วนั้น ชาวบ้านเริ่มได้ยินจากคนนอกหมู่บ้านแล้วว่าน้ำในลำห้วยคลิมีสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ปล่อยลงมา
 แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากเจ้าของเหมือง หรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐ

     การเดินทางเข้าหมู่บ้านกลางป่าท่ามกลางสายฝนที่หนักหน่วงในครั้งนั้นไม่เสียเปล่าเพราะหลังจากการนำเสนอข่าว
อย่างต่อเนื่องในไอทีวีและหนังสือพิมพ์อีกบางฉบับ ทำให้ผู้ใหญ่ในวงการราชการที่เกี่ยวข้อง รับรู้ปัญหาและสั่งการแก้ไข
ในทันทีกรมควบคุมมลพิษ นำตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในลำห้วย พิสูจน์การปนเปื้อนของสารตะกั่ว ขณะที่กรมอนามัย ตรวจเลือดของคนทั้งหมู่บ้าน ผลที่ปรากฏเป็นที่ยอมรับกันทั่วว่า หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่าแห่งนี้ มีมลทินจากโลหะหนัก แม้แต่ในเลือดและร่างกายของคนกะเหรี่ยงที่แทบจะไม่เคยสัมผัสมลพิษในเมืองอุตสาหกรรมและทันใดนั้น มาตรการ
แก้ไขปัญหาถูกกำหนดขึ้นเป็นแผนการดำเนินการของคณะทำงานแก้ไขปัญหาสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ โดยเฉพาะ
ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยถูกกำหนดระยะเวลาว่าไม่เกิน 1 ปี ปัญหานี้จะดีขึ้นอาจจะด้วยความอ่อน
ประสบการณ์ของดิฉันเองก็เป็นได้ ที่ทำให้วางใจว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมและคนกะเหรี่ยงในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง กำลัง
จะได้รับการแก้ไข ทำให้มั่นใจว่า อีกไม่นานชีวิตของกลุ่มชนซึ่งดำรงอยู่ด้วยวิถีของการพึ่งพาธรรมชาติ จะมีธรรม
ชาติที่สะอาดให้พึ่งพาได้ดังเดิมแต่หลังจากนั้น 2 ปี ดิฉันก็พบว่า ความคิดเหล่านั้นแทบจะไม่ถูกต้องเอาเสียเลย...

**************

      ในที่สุด แผนการดำเนินงาน ที่บอกไว้ว่า ปัญหาของชาวบ้านคลิตี้ จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว กลับไม่ใช่ความจริงเมื่อ
เวลาผ่านไปแล้วถึง 2 ปีการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง อีกครั้งกลางช่วงฤดูฝน ทำให้ดิฉันพบว่าปัญหาทางกายภาพทุก
ประการยังคงอยู่ดังเดิม เว้นแต่ปัญหาทางจิตใจของคนที่นั่นที่แตกต่างไปจากเดิม

      ดิฉันสัมผัสได้ว่า ความทุกข์ใจของคนที่นั่นเพิ่มมากขึ้น บนพื้นฐานความเจ็บป่วย และความไม่แน่นอนของชะตาชีวิต
พ่อของเด็กชายชาวกะเหรี่ยง บอกว่าลูกชายวัย 5 ขวบของเขา มักจะบ่นปวดท้อง และปวดหัวอยู่เป็นประจำ ดิฉันเอง
ก็เห็นว่า สีหน้าของเด็กชายคนนั้นตึงเครียดเกินวัย ถามได้ความว่า หนูน้อยคนนั้นกำลังปวดศีรษะ วึ่งเป็นอาการที่เป็นอยู่
ประจำพ่อของเด็กยังบ่นว่า นอกจากความสงสารที่มีต่อลูกชายคนนี้แล้ว ยังวิตกถึงความเชื่องช้าของเด็ก เขาสังเกตุเห็นว่า
ลูกของตัวเองคิดช้า ทำช้า คล้ายกับเด็กอีกหลายคนในหมู่บ้าน แต่แตกต่างกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอื่น และเขาก็เชื่อว่าอาการ
เหล่านี้ เป็นผลมาจากสารตะกั่วในเลือดที่กรมอนามัยวัดได้ว่ามีมากกว่า 40 ไมโครกรัม / เดซิลิตร

"คนรุ่นเราก็ไม่ฉลาดอยู่แล้ว ถ้าเด็ก ๆ โตขึ้นมาแล้วแย่ยิ่งกว่าเรา ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของหมู่บ้านนี้ จะเป็นยังไง"    นี่คือคำพูด
ของชายชาวกะเหรี่ยงในวัยที่มีลูกน้อย ๆ เริ่มรู้ประสาในฐานะคนจากสังคมเมือง ดิฉันมองเห็นความแตกต่างของการยอม
จำนน ต่อปัญหาที่ตนเองไม่ใช่ผู้กระทำระหว่างคนเมืองกับคนที่อาศัยอยู่ในป่าตลอด 2 ปีที่ถูกเพิกเฉย ไม่มีใครในกลุ่มชาว
กะเหรี่ยงที่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ออกมาเรียกร้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังหรือเรียกร้องความรับผิดชอบที่ไม่ใช่เพียงการ
สร้างภาพในระยะเวลาที่มีสื่อมวลชนคอยตรวจสอบและในที่สุดการยอมรับต่อการไร้ความรับผิดชอบของคนกะเหรี่ยง
ที่หมู่บ้านนี้ ก็กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องรอคอยการแก้ปัญหาอย่างสิ้นหวัง.....

***********

      การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดของดิฉัน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้การติดตามนำเสนอข่าวนี้อีกครั้ง
 เมื่อกลางปี 2543 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้นการถูกเฝ้าตรวจสอบจากสื่อมวลชนแบบที่เรียกว่าวันต่อวัน
 อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่การแก้ไขปัญหาโดยภาครัฐเกิดขึ้นหลายด้านพร้อม ๆ กันในช่วงเวลานั้นกระทรวงสาธารณสุข
 ได้ทำมากกว่าการตรวจเลือดวิเคราะห์หาปริมาณตะกั่วในร่างกาย ด้วยการนำยาลดสารตะกั่วในเลือดมาใช้กับชาวบ้าน
หลังจากที่ 2 ปีที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักการช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ขั้นตอนการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ ซึ่งใช้เวลายาวนาน
ข้ามปีกรมควบคุมมลพิษ สั่งรื้อขั้นตอนและวิธีการฟื้นฟูลำห้วย ด้วยการเพิ่มความจริงจัง และเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในการ
ดำเนินงาน ซึ่งเชื่อได้ว่าจะมีผลสำเร็จที่ดีกว่าการวางแผนเมื่อ 2 ปีที่แล้วการเข้าแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการต่าง ๆ ในครั้งนี้ ดูเหมือนมีความจริงจังในทางปฏิบัติมากขึ้น แต่ความไว้วางใจของชาวกระเหรี่ยงในหมู่บ้าน ที่มีต่อกระบวนการเหล่านั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้ามจิตใจบริสุทธิ์ ไม่เคยคิดระแวงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นลักษณะของคนกะเหรี่ยงเปลี่ยน
ไปสำหรับคนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ที่คลิตี้ล่างความทุกข์ยากในระยะ 20 ปี ที่ลำห้วยคลิตี้มีปัญหา และระยะเวลา 2 ปี ที่ได้รับ
คำมั่นว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไข แต่ถูกละเลย ทำให้พวกเขาไม่ไว้วางใจหน่วยงานของรัฐ รวมถึงบุคคลภายนอกบางกลุ่ม
 ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทำให้ดิฉันมองว่า มลพิษจากอุตสาหกรรม ไม่ใช่มีอิทธิพลเพียงแต่การทำลายสิ่งแวดล้อม ในเมืองอุตสาห
กรรมเท่านั้น หากยังทำลายแม้กระทั่งเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นความงดงามที่ไม่อาจหาได้ในสังคมเมืองยุคนี้และ
ประสบการณ์ที่ได้รับจากปัญหาของคนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ก็ยังทำให้หาความแน่ใจไม่ได้ว่าปัญหาจากอุตสาหกรรมจะไม่คืบ
คลานทำลายล้างวิถีชีวิตอื่น ๆ ที่ห่างไกลเมืองกว่านี้ได้............

 



               คลิตี้
  .......ธารมรณะ!!!
         เหตุการณ์โรงแต่งแร่ตะกั่วริมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรปล่อยน้ำหางแร่ จนก่อ
ให้เกิดสารตะกั่วปนเปื้อนลำห ้วยคลิตี้ตลอดสาย และชา วกะเหรี่ยงแห่งบ้านคลิตี้ล่าง เจ็บป่วยล้มตาย
ผ่านไป 3 ปี การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ยังไม่บังเกิดผล ปริมาณตะกั่วในเลือดของ ชาวคลิตี้ล่างยังไม่ลดลง
 และมีคนทะยอยเจ็บป่วยล้มตายเป็นระยะ                                                                                              

    แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีกิจกรรมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่คงมิอาจกล่าวได้ว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วมหันตภัย
ในอ้อมกอดธรรมชาติต้นเมษายน 2541 สื่อมวลชนเสนอข่าวต่อเนื่องนานนับสัปดาห์ว่า โรงแต่งแร่คลิตี้ล่างของบริษัทตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด
    ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหหมู่บ้าน 8 ตำบลนาสวน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัด กาญจนบุรี ห่างจากแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่ง
ใหญ่นเรศวรเพียง 6 กิโลเมตรปล่อยน้ำหางแร่ตะกั่ว ความเข้มข้นสูงลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นลำห้วยขนาดใหญ่ที่มีจุดกำเนิด
มาจากต้นน้ำป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตัด ผ่านผืนป่าทึบและแหล่งชุมชน 2 ชุมชนคือหมู่บ้านคลิตี้บนหมู่คลิตี้ล่างซึ่งมีประชากร
ประมาณ 300 คน และ200 คนตามลำดับด้วยความยาว 19 กิโลเมตรลำห้วยคลิตี้สิ้นสุดโดยไปบรรจบกับลำคลองงู    
   ซึ่งเป็นแม่น้ำที่จะไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์อันเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคตะวันตกเช่นแม่น้ำแควใหญ่และน้ำแม่กลอง
 แม่น้ำสายหลังนั้นเป็นแหล่งน้ำดิบของการประปานครหลวงด้วยบริษัทตะกั่ว ฯอ้างเหตุว่าอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นในช่วง
เดือนกันยายน - ตุลาคม 2540 ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ่อเก็บกักหางแร่ (Tailing Pond) และกัดเซาะทำนบ
คันดินพังทะลาย ทำให้ตะกอนดินและน้ำขุ่นข้นปนเปื้อนตะกั่วไหลลงในลำห้วยคลิตี้สะสมในลำห้วยตั้งแต่จุดเกิดเหตุถึงท้ายน้ำ
จากจุดดังกล่าวจะพบว่าหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือหมู่บ้านคลิตี้ล่างซึ่งตั้งอยู่มห้วยคลิตี้ห่างจาก โรงแตแร่ประมาณ 10 กิโลเมตร   แต่  สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนแรกและตัวหลัก ที่นำ
เรื่องสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้มาเปิดเผยต่อสาธารณะยืนยันว่า การปนเปื้อนไม่ใช่อุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติแต่เป็นความตั้งใจ
ปล่อยหางแร่ลงสู่ลำห้วยมานับตั้งแต่เริ่มเปิดโรงแต่งแร่ ทั้งนี้มีหลักฐานคือในช่วงที่มีการ ร้องเรียนมีนักข่าวถ่ายภาพบ่อกักเก็บ
ของบริษัทตะกั่วพบว่าไม่มีการพังทะลายของบ่อกักเก็บแต่มีท่อต่อจากบ่อกักเก็บลงสู่ลำห้วยซึ่งผู้จัดการโรงแต่งแร่บอกว่าจำ
เป็นต้องทำเพื่อระบายน้ำทิ้งไม่เช่นนั้นคันดินจะพัง แต่หลังจากนั้นเมื่อกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมลงไปดูพื้นที่กลับมีการพัง
ทะลายคันดินจริง ส่วนท่อที่ต่อทิ้งสู่ห้วยก็หายไปสุรพงษ์ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โรงแต่งแร่
คลิตี้เคยปล่อยน้ำ ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ จนกรมทรัพย์ฯต้องสั่งปรับ 2,000 บาท และหยุดดำเนินการ 120 วันมาแล้ว 2 ครั้ง

      นอกจากนี้ในโครงการศึกษาการแพร่กระจายของสารตะกั่วบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ โดยกองสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรณีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อกันยายน 2538 ยังระบุชัดเจนว่าบริเวณโรงลอยแร่คลิตี้มีค่า
ตะกั่วสูงมากไม่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ หรือปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเนื่องจากคุณภาพ
บ่อน้ำใช้บริเวณโรงลอยแร่มีการปนเปื้อนของสารตะกั่ว 0.07-0.2   มิลลิกรัม/ลิตร น้ำทิ้งจากปลายท่อบ่อกักเก็บตะกอนก่อน
ลงห้วยคลิตี้เท่ากับ 1.70 และ 2.30มิลลิกรัม/ลิตรขณะที่พรบ.มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำจากแหล่งกำเนิดประเภทโรง
งานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม ระบุว่าปริมาณปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำต้องมีค่าไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม/ลิตรเท่านั้น ส่วนการปนเปื้อนของสารตะกั่วในตะกอนธารน้ำมีค่าตั้งแต่333-32,982 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

     ในรายงานระบุอีกว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นผลมาจากกิจกรรมการผลิตตะกั่วหรือการลอยแร่ ทำให้หินปนแร่ตะกั่วมี
โอกาสสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากขึ้น เกิดการผุพังสลายตัวโดยกระบวนการ บดย่อยแร่ ใช้สารเคมี น้ำ และอากาศ
 ทำให้ธาตุตะกั่วถูกปลดปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เกิดการสะสมตัวและตกตะกอนตามระยะเวลา ทั้งนี้พบว่าช่วงปลายน้ำ
ของห้วยคลิตี้บริเวณน้ำตกธิดาดอย บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงลอยแร่ไปทางทิศใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร พบตะกั่วในน้ำ
และในตะกอนสูงถึง .010-0.20 มิลลิกรัม/ลิตร และ 20,800-39,048 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมา
จากการไหลและพัดพาของน้ำและตะกอนมาสะสมเป็นเวลานาน

    ผลจากเหตุดังกล่าวกรมทรัพยากรธรณีจึงสั่งหยุดดำเนินการโรงแต่งแร่คลิตี้และสั่งปรับเป็นเงิน 2,000 บาทอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดตามมาตรา 151 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3  ภายหลังการสั่งปิดโรงแต่งแร่ กรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำ ดินตะกอนตลอดลำห้วยคลิตี้ ระหว่างวันที่ 27   เมษายน - 1 พฤษภาคม 2541
 รวม 6 ครั้งพบว่ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำและตะกอนท้องน้ำบริเวณใต้โรงแต่งแร่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ
แหล่งน้ำผิวดิน ประเภทที่ 2 ตามประกาศ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 8 ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.05มิลลิกรัม
ต่อลิตร    ซึ่งเป็นตัวเลขที่องค์การ อนามัยโลกจัดให้อยู่ใน class 5 ที่ทำประโยชน์อื่นใดไม่ได้นอกจากการคมนาคม ส่วน
น้ำผิวดินบริเวณใต้ ้โรงแต่งแร่ลงไปมีปริมาณตะกั่วอยู่ห่างจุดสูงกว่ามาตรฐาน ถึง  11เท่าปริมาณสารตะกั่วในดินตะกอน
ท้องน้ำ พบว่าบริเวณใต้โรงแต่งแร่ลงไปมีค่าสูงสุดถึง 8,676 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขณะที่ช่วงก่อนโรงแต่งแร่ มีค่าเพียง
 228 - 665 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้โรงแต่งแร่พบว่ามีค่าสูงกว่ามาตรฐานถึง 20 เท่า

      กรมควบคุมมลพิษประมาณว่ามีตะกอนริมฝั่งปนเปื้อนสารตะกั่วในระยะ 8 กิโลเมตรแรก ใต้โรงแต่งแร่มีถึง 13,430 ตัน ซึ่งมีมากเกินกว่า 2 ใน 3 ของดินตะกอนที่ถูกปนเปื้อนตลอดลำน้ำระยะทาง 19 กิโลเมตรที่มีทั้งสิ้น 17,540 ตัน จำนวนดัง
กล่าวแยกเป็นเฉพาะปริมาณตะกั่วได้ถึง 833 ตัน......


 



     สารตะกั่วในเลือด!!.....แต่ยังไม่สูงถึงขั้นต้องรักษา!?

      สุขภาพอนามัยของชาวคลิตี้ล่างในวันนี้ยังอยู่ภาวะรุนแรงถึงขั้นมีผู้ป่วย มีผู้เสียชีวิต และทะยอย เสียชีวิตอยู่เรื่อยๆ แต่ยัง
ไม่มีแพทย์จากหน่วยงานใดกล้ารับรองว่าการเสียชีวิตและเจ็บป่วยของชาวคลิตี้ล่าง เป็นผลมาจากพิษสารตะกั่ว   แม้ว่าในการ
ตรวจครั้งแรกกรมอนามัยซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจะมีข้อสรุปอย่างชัดเจนว่ากลุ่มชาวบ้านที่ดื่มน้ำจากห้วยมีระดับ
ตะกั่วในเลือดเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่มที่ไม่ดื่มน้ำห้วย กลุ่มที่มีการใช้น้ำห้วยเพื่อการอุปโภคมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยสูงกว่า
กลุ่มที่ไม่ใช้น้ำห้วยเลย กลุ่มที่กินปลาและสัตว์น้ำเป็นอาหารบ่อย ๆ มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่กินปลาและสัตว์น้ำ ไม่บ่อย โดยจากการสำรว จปริมาณตะกั่วในสัตว์น้ำทั้งกุ้งหอยปูปลา ตลอดลำห้วยคลิตี้ตั้งแต่บริเวณเหนือโรงแต่งแร่จนถึงปาก
ลำคลองงู 
      ซึ่งเป็นจุดท้ายน้ำพบปริมาณตะกั่วปนเปื้อนสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะปลาในช่วงหมู่บ้านคลิตี้ล่าง มีการปนเปื้อน
ระหว่าง 1.215-1.275 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขณะที่ค่ามาตรฐาน การส่งออกและนำเข้าอาหาร กำหนดไว้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/
กิโลกรัม

       จากการตรวจสอบสุขภาพชาวคลิตี้ล่างของกรมอนามัยด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาระดับตะกั่วเมื่อกุมภาพันธ์ 2542 ทั้งหมด
จำนวน 119 คน จากประชากรทั้งหมด 207 คน พบว่า เด็กอายุ 0-6 ปี มีพัฒนาการ ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคมต่ำกว่า
ปกติ 9 คน คิดเป็น 33.35 เปอร์เซนต์ ด้านความเข้าใจและการใช้ภาษาต่ำกว่าปกติ 8 คน คิดเป็น30.76 เปอร์เซนต์ ด้านการมองเห็นและใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กต่ำกว่าปกติ 2 คน คิดเป็น 7.7 เปอร์เซนต์ ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่ำกว่าปกติ 
6 คน คิดเป็น 23 เปอร์เซนต์

      ข้อมูลข้างต้นมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเกิดปัญหาด้านสุขภาพขึ้นในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอจะนำไปสู่การ
รักษาพยาบาลอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งของความล่าช้าดูจะเป็นผลมาจากการกำหนดมาตรฐานตะกั่วในเลือดของกระทรวง
สาธารณสุขไทยที่แตกต่างไปจากต่างประเทศ อันนำไปสู่การให้การรักษาที่แตกต่าง อีกด้วย

      มาตรฐานระดับตะกั่วในเลือดของคนไทยในกรณีคนงานและคนทั่วไปเท่ากันคือ ในผู้ใหญ่ ไม่เกิน 40 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ในสตรีมีครรภ์และเด็ก ไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/เดซิลิตร หากสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดจะต้องพบแพทย์และเฝ้าระวัง

           ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากใบแจ้งผลการตรวจเลือดที่ส่งคืนชาวบ้านคลิตี้ล่างจะพบว่ากรมอนามัยกำหนดเกณฑ์ว่าในผู้ใหญ่
ปริมาณตะกั่วต่ำกว่า 26 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรถือว่าน้อยมาก 26-40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าน้อยและตั้งแต่ 40 มิลลิกรัม
ขึ้นไปถือว่าปานกลาง ส่วนในเด็กพบว่าเด็กหญิงอังคณา นาสวนกนก ขณะตรวจเลือดอายุ 6 เดือนมีค่า 13.56 มิลลิกรัมต่อเดซิ
ลิตร  จัดอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก เด็กชายชุมพล ทองผาภูมิปฐวี หรือโจหล่อพ่อ อายุ 3 ขวบ มีค่าตะกั่วในเลือด 15.22 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จัดอยู่ใน เกณฑ์น้อยแต่ระบุในหมายเหตุว่า การช่วยเหลือตัวเองและสังคม ความเข้าใจและการใช้ภาษา
 การมองเห็นและการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ด้านน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อายุ

         เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2535 ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดเกณฑ์ การวินิจฉัยโรคพิษ
ตะกั่วที่ไม่ปรากฏอาการชัดเจนในเด็กเล็กไว้ว่าตะกั่วในเลือดไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัม/ เดซิลิตร ซึ่งลดลงจากเกณฑ์ที่กำหนด
ไว้เดิมคือ 25 ไมโครกรัม/เดซิลิตร เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กเล็ก ที่มีตะกั่วในเลือดเกินกว่า 10 ไมโครกรัม/เดซิลิตร
 ทุก ๆ 1 ไมโครกรัม/เดซิลิตรที่เพิ่มขึ้นในเลือด จะทำให้ระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็กด้อยลง 0.25 จุด ทั้งนี้ถ้ามีตะกั่ว 10-19
 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และถ้าพบสูงถึง 45 ไมโครกรัม/เดซิลิตร จะต้องเคลื่อนย้ายแหล่งกำเนิด
สารตะกั่ว ในบริเวณนั้นออกทั้งหมด

       ทั้งนี้มีผลการวิจัยในอเมริกาพบว่าเด็กเล็กจะเริ่มมีระดับตะกั่วในเลือดสูงขึ้นตั้งแต่อายุ 6 เดือน และจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนสูงที่สุดเมื่ออายุประมาณ 18-24 เดือน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างช้า ๆ ศูนย์ควบคุมโรค แห่งสหรัฐอเมริกา
จึงให้คำแนะนำว่าเด็กเล็ก (อายุ 9 เดือน ถึง 6 ปี) ในสหรัฐอเมริกา ทุกคนควรได้รับการตรวจกรองเพื่อวัดระดับตะกั่วในเลือด
เป็นประจำทุกปี โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าอาศัยอยู่ที่ใด และไม่แนะนำให้คอยจนกระทั่งปรากฏอาการของโรคพิษตะกั่ว เพราะ
จะสายเกินไป

      การนิ่งเฉยต่อปัญหาของหน่วยงานด้านสาธารณสุข เป็นเหตุให้องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรต้องจัด สัมมนาเรื่อง นโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม บริเวณแม่น้ำแม่กลอง ตอนบน เมื่อวันที่ 23
 กันยายน 2543 เพื่อกระตุ้นให้สาธารณชนหันมาดูความคืบหน้าด้านการจัดการปัญหาที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างอีกครั้ง

     นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวว่ากรมอนามัยควรเลิกทำงานในลักษณะตรวจวัดเพื่อพิสูจน์ว่ามีสารตะกั่ว ปนเปื้อนในร่างกาย
และสิ่งแวดล้อมจริงได้แล้ว เนื่องจากผลการตรวจเลือดครั้งแรกย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดีแต่ควรดำเนินการเชิงรุกเพื่อการรักษา
พยาบาลและถอนพิษตะกั่ว

การตรวจและรับรู้ว่าผิดปกติแต่ไม่ให้การรักษา ปล่อยผ่านมาเกือบ 3 ปี เป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยนายแพทย์ประเวศ กล่าว

ในเวทีนี้นายแพทย์บุศรินทร์ นาคจินดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารตะกั่ว โรงพยาบาลธนกาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า ชาวบ้านคลิตี้ล่างทุกคนได้รับสารตะกั่วเข้าไปแล้วไม่มากก็น้อย ที่น่าเป็นห่วงคือเด็ก เพราะการดูดซึมตะกั่วของเด็ก
จะดีกว่าผู้ใหญ่ ถ้าเราให้ตะกั่วเข้าไป 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้ใหญ่จะดูดซึมแค่ 10 % แต่เด็กจะดูดซึม 40-50 % หรือประมาณ 5
 เท่า ทำให้การสะสมตะกั่วในเด็ก มากกว่าผู้ใหญ่และเกิดอันตราย โดยเฉพาะเด็ก 6 เดือน 2 ปี การเติบโตของสมองจะผิดปกติ เด็กออกมาจะเป็นเด็กปัญญาอ่อน จุดมุ่งหมายการรักษาจึงควรเน้นไปที่เด็ก เพราะไม่เช่นนั้นเด็กที่อยู่ในพื้นที่นี้จะมีความผิด
ปกติในอนาคต เขากล่าวว่าคนที่ได้รับสารตะกั่วเข้าไปมาก ๆ มี 1 คนคาดว่าเป็นไตวาย ซึ่งเป็นอาการที่แก้ไขไม่ได้ ได้แต่รักษา
ตามอาการ เพื่อให้ไตสามารถคงสภาพอยู่ได้ต่อไป

    แต่ในเวทีเดียวกันนายแพทย์สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ จากกรมอนามัยซึ่งเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยตรงในการรักษา
กลับกล่าวว่า จากการตรวจครั้งแรกพบว่ามีชาวบ้าน 1 ราย เป็นโรคไต บวมทั้งตัว แต่เป็นโรคไตจากสาเหตุอื่น ไม่น่าเกี่ยว
ข้องกับตะกั่ว และมีภาวะโลหิตจางซึ่งไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสารตะกั่วเพราะอาจเกิดขึ้นจากภาวะทุภโภชนาการ พยาธิ หรือมาเลเรีย อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมอนามัยกำลัง เตรียมการสั่งยาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการถอนพิษตะกั่ว โดยยา
ที่จะใช้มี 2 ชนิดคือยาฉีดกับยากิน ในกรณียาฉีดต้องมีการเตรียมความพร้อมของคนไข้เป็นอย่างดีคือต้องนอนโรงพยาบาล แต่โดยศักยภาพ ของโรงพยาบาลทองผาภูมิซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กไม่สามารถรองรับได้ และไม่เคยมีประสบการณ์ใน
การรักษาผู้ป่วยจากพิษสารตะกั่วซึ่งต้องมีการบริหารยาอย่างดีมาก่อนหากให้ยาผิดพลาดจะเกิดอาการช็อคเพราะระดับตะกั่ว
ในเลือดสูงแบบทันทีทันใด ดังนั้นผู้ใหญ่ชาญด้านสารตะกั่วของกรมการแพทย์ และโรงพยาบาลราชวิถี จึงเห็นร่วมกัน
ว่าควรรักษาด้วยการใช้ยากิน

       ดูเหมือนว่าปัญหามนุษย์ตะกั่วแห่งบ้านคลิตี้ล่างจะสร้างความตื่นตระหนักให้กับวงการแพทย์ไทยไม่น้อยนายแพทย์
สมเกียรติถึงกับออกปากว่า กรมอนามัยไม่มีประสบการณ์ในการรักษาภาวะตะกั่วในลักษณะชุมชนใหญ่เช่นนี้มาก่อนที่ผ่านมา
เรามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เช่นการเข้าพื้นที่ การบริหารยาในครั้งแรกคิดว่าถ้าชาวบ้านได้รับตะกั่วครั้งเดียวแล้ว
ไม่รับอีกเลยจะมีกลไกการขับตะกั่วออกมาโดยธรรมชาติ แต่ในการตรวจวัด ปริมาณตะกั่วในเลือดครั้งที่ 2 พบว่าไม่ลดลง
เลยคิดว่าไม่ปล่อย ต้องรักษาต่อ

    เมื่อหลายฝ่ายออกมาโจมตีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขอย่างหนักว่าจัดการปัญหาล่าช้ามาก ก่อให้เกิดปฏิบัติการเชิงรุก แบบสายฟ้าแลบเกิดขึ้น โดยเมื่อกลางตุลาคม 2543 นายแพทย์ชาตรี บานชื่น รองอธิบดีกรมการแพทย์ได้นำเจ้าหน้าที่
เข้าไปสอบประวัติชาวบ้านคลิตี้ล่างแล้วแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนในทันทีว่ามีเด็ก 5 รายที่ต้องเข้ารับการถอนพิษอย่างเร่งด่วน ส่วนเด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำ ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากพิษสารตะกั่ว!!!

     สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้ป่วยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาโต้กลับในทันทีว่า การที่แพทย์เข้าไปดู เพียงไม่กี่ชั่วโมงโดย
ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารตะกั่ว และไม่มีเครื่องมือตรวจวัด แต่กลับให้ข้อสรุปว่า อาการของโรคไม่เกี่ยวข้องกับสาร
ตะกั่ว ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

      ปัจจุบันเด็กทั้ง 5 รายได้รับการถอนพิษตะกั่วอย่างเร่งด่วนเมื่อปลายตุลาคม 2543 และยังมีเด็กอีก 31 รายที่อยู่ในแผนนำ
มารักษาภายในสิ้นปีแต่ยังไม่คืบหน้า

      ข่าวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากหมู่บ้านคลิตี้ล่างคือ การเสียชีวิตของ บุญชัย เถกิงวิทย์สถาพร ชายหนุ่มวัย    35 ปี
 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 หลังจากเจ็บป่วยด้ายอาการซีดไม่มีแรง และปวดท้องเป็นเวลา 7 เดือน   ห่างกัน 7
 วัน สยุมพร นาสวนทัศนีย์ อายุ 39 ปี ฆ่าตัวตาย โดยแพทย์ระบุว่าเกิดจากอาการเครียดทั้งนี้สยุมพรมีปริมาณตะกั่วในเลือด
 38.15 ไมโครกรัม/เดซิลิตร และเป็นมารดาของเด็กหญิงอรทัย
วัย 1 ขวบ ที่มีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงถึง 35.42
 ไมโครกรัม/เดซิลิตรและเป็นหนึ่งในเด็กกลุ่มแรกจำนวน 5 คนที่ต้องเข้ารับการถอนพิษอย่างเร่งด่วนมีความพยายามเรียกร้อง
ให้บริษัทตะกั่วฯ ตั้งกองทุนรักษาพยาบาลและดำรงชีพด้วยวงเงินขั้นต้น 1 ล้านบาทให้กับชาวบ้านคลิตี้ โดยเสนอเป็นวาระหนึ่ง
ในที่ประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งล่าสุดเมื่อสิงหาคม 2543 แต่ทรงฤทธิ์ นนทนำ ตัวแทนบริษัทตะกั่วฯ ปฏิเสธโดยอ้างว่าหาก
พิสูจน์ได้ว่าคนและควายตายเพราะสารตะกั่ว ที่มาจากโรงแต่งแร่ก็ควรไปฟ้องร้องกับศาล มิเช่นนั้นทางบริษัทตะกั่วฯ จะถือว่า
เป็นการหมิ่นประมาทและกล่าวหา โดยไม่มีมูล !!!

     แต่หลังจากถูกกระแสสังคมบีบคั้นมากขึ้นปลายตุลาคม 2543 อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ จากกองสิ่งแวดล้อมทรัพยากร
ธรณี ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯ ออก มาชี้แจงแทนบริษัทตะกั่วฯ ว่าทางบริษัทยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการรักษา
พยาบาลแก่ชาวบ้านจำนวน 200 คน ทุกกรณี และยินยอมตั้งกองทุนหมู่บ้านเป็นเงิน 1 ล้านบาทตามข้อเรียกร้อง ขณะที่
สุรพงษ์ กองจันทึก ยืนยันว่าตนและชาวบ้านคลิตี้ล่างไม่เคยได้รับติดต่อจากทางเหมืองเรื่องกองทุนดังกล่าว

      ขณะนี้เพียงความช่วยเหลือเดียวที่เข้าไปถึงชาวบ้านคลิตี้อย่างเห็นเป็นรูปธรรมก็คือการทอดผ้าป่าของ กลุ่มงค์กรพัฒนา
เอกชนเพื่อหาเงินมาตั้งกองทุนแทนการรอเงิน 1 ล้านบาทจาก โรงงานตะกั่วที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาถึง

 


  เหมืองแร่กลางมรดกโลก.....!!!

                               ต้นเหตุปัญหาที่แท้จริง

 

         ความพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกเหมืองแร่ในเขตอนุรักษ์มีมาอย่างไม่ขาดสาย แต่มีความชัดเจนที่สุดในก็เนื่องมา
จากเหตุการณ์สารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้เมื่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญา คุ้มครองมรดกโลกได้ประชุมเรื่อง
ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ขึ้นเมื่อ 16 มิถุนายน 2541 และมีมติว่า
กิจการเหมืองแร่ที่ดำเนินอยู่ในบริเวณ โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศของผืนป่าอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องและรุนแรง ตามลำดับ ถือเป็นภัยคุกคามที่ชัดแจ้ง (Ascentained Danger)         ซึ่งเป็นอันตรายต่อคุณค่าและความเป็นเลิศทางชีวภาพของ แหล่งมรดกโลก เพื่อให้ผืนป่าได้รับความคุ้มครองตาม
มรดกโลก ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิก กิจการเหมืองแร่ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตฯ และเพื่อให้มีผลในระดับนโยบาย
จึงขอความร่วมมือ กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรธรณี และกรมป่าไม้ ขอตรวจสอบข้อมูลในความรับผิดชอบและผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อคณะกรรมการจะได้พิจารณานำเสนอต่อคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต่อไป

       แต่มติดังกล่าวดูไร้ผล เพราะหลังจากนั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อสิงหาคม 2541ให้ดำเนินการ เหมืองเพิ่มอีก 2 เหมืองในบริเวณใกล้เคียงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร นั่นคือ อนุมัติให้บริษัท ผล แอนด์ ซัน จำกัด เข้าดำเนินกิจ
การเหมืองแร่ พื้นที่ 591 ไร่ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และเขตลุ่มน้ำชั้น 1 เอ จังหวัดกาญจนบุรี และให้นายศิวะเทพ
 ฉันทากร
เข้าดำเนินการเหมืองแร่พื้นที่ 110 ไร่ ในเขตอุทยาน แห่งชาติเขาแหลม เช่นกัน โดยกระทรวงเกษตรผู้เสนอ เรื่องให้ครม.อนุมัติให้เหตุผลว่าการทำเหมืองแร่จะเกิด ความเสียหายต่อสภาพป่าเพียงเล็กน้อย เพราะเป็นการทำ เหมือง
แบบอุโมงค์ และบริเวณที่ให้อนุญาตไม่มีบ้าน นา สวน และราษฎรอาศัยอยู่ส่วนกรณีนายศิวะเทพ อยู่นอกพื้นที่ลุ่มน้ำ 1 เอ เป็นการทำเหมืองหาบที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าเช่นกันเพราะผู้ได้รับอนุญาตมีมาตรการควบคุมและกำหนด
มาตรการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่อุทยานแห่งชาติ คือจะขุดเจาะบริเวณแหล่งแร่เท่านั้น แล้วกลบเกลี่ยดินที่ขุด ให้อยู่สภาพ
เดิมมากที่สุด

      นอกจากนี้เมื่อธันวาคม 2541 กรมทรัพยากรธรณียังเสนอให้กรมป่าไม้กันพื้นที่ที่เป็นแหล่งศักยภาพ แร่ออกก่อนจะ
ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู โดยอ้างว่าบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งตะกั่วที่ศักยภาพ เพียงแหล่งเดียวของ
ประเทศไทย

*************

                นับเป็นแนวทางที่ซ้ำรอยอดีต!!!

       ทั้งนี้ก่อนประกาศเขตรักษาพันธุ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อปี 2517 ก็ได้มีการกันพื้นที่เหมืองแร่ที่อยู่ดย รอบออก ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ภาครัฐจึงมักเรียงหน้ากันออกมาพูดว่าบริเวณเขตทุ่งใหญ่ฯ ไม่มีเหมืองแร่อยู่ทั้งที่นายวัฒนา
แก้วกำเนิด รองอธิบดีกรมป่าไม้(ในขณะนั้น) เคยให้ข้อมูลให้คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ในช่วงปี 2541 ว่าเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขตที่ไม่มีการทำเหมืองแร่ เหมืองคลิตี้ล่างอยู่ห่างจาก แนวเขตทุ่งใหญ่ 6 กิโลเมตร
     ซึ่งไม่กระทบต่อทุ่งใหญ่ ส่วนเหมืองพุจือทำแร่พลวง อยู่นอกเขตทุ่งใหญ่ ติดต่อชายแดนพม่า ไม่มีน้ำเสีย และหยุดดำเนิน
กิจการไปหลายปีแล้ว

      ด้านนายเฉลิม นฤปเวศม์ ผู้อำนวยการกองการเหมือง กรมทรัพยากรธรณีเคยชี้แจงกับกรรมาธิการ สิ่งแวดล้อมที่รัฐสภา
ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2541 ว่าในเขตทุ่งใหญ่นเรศวรและใกล้เคียงมีการทำเหมืองแร่

               ดังนี้คือ

1. โรงแต่งแร่คลิตี้ ได้รับสัมปทานเมื่อปี 2530

2. บริษัทเคมโก้ ได้รับประทานบัตร 2 แห่ง ร่วม 58 ไร่ อายุสัมปทาน 15 ธันวาคม 2540-14   ธันวาคม 2545

3.บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (บ่องาม) ทำเหมืองตะกั่ว พื้นที่ 300 ไร่ หมดอายุสัมปทาน ปี 2539

4.บริษัทผลแอนด์ซัน จำกัด (พุจือ) ทำเหมืองพลวง อายุสัมปทาน 25 มิถุนายน 2533-21 มิถุนายน 2549

5.เหมืองเกาหลี ทำแร่พลวง พื้นที่ 247 ไร่ อายุสัมปทาน 8 เมษายน 2530-7เมษายน 2455

6.บริษัทผลแอนด์ซันที่อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 2 เหมืองอย่นอกเขตทุ่งใหญ่นเรศวร

7.เหมืองปรองดี้ เหมืองเถื่อน เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ศาลให้ริบตะกั่ว ปัจจุบันยังขนไม่หมดเหลืออีกประมาณ 1,000 ตัน

       ข้อเท็จจริงที่ปรากฎคือแม้จะขีดเส้นให้เหมืองแร่อยู่นอกเขต แต่การดำเนินกิจการเหมืองแร่บริเวณ ใกล้เคียงต้องอาศัย
เส้นทางที่ผ่ากลางเขตท่งุใหญ่ในการลำเลียงแร่ดิบไปยังโรงแต่งแร่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความ ยาวกว่า 100          กิโลเมตร 
ตัดเฉียงโป่งที่เป็นแหล่งอาศัยสัตว์ป่า 11 โป่งในจำนวนทั้งหมด 13 โป่ง

       การผลักดันให้ยกเลิกเหมืองแร่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2543 กลุ่มวุฒิสมาชิกจำนวน 33 คน นำโดยนายไกรศักดิ์
ชุณหะวัณ ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเรียกร้องให้เพิกถอนและยกเลิกการ
ต่อใบอนุญาตโรงแต่งแร่คลิตี้ของบริษัทตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด      ซึ่งหมดอายุวันที่ 3 ตุลาคม 2543 
ให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่กุ่มบ่องาม ของบริษัทตะกั่ว ฯ ซึ่งหมดอายุมาตั้งแต่ปี 2539    ปัจจุบันอยู่ระหว่าง
การขอต่ออายุสัมปทาน ให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัมปทาน ของเมืองแร่กลลุ่มบริษัทพืชผล แอนด์ ซัน จำกัด  และบริษัทโมนิโก้ จำกัด
       เนื่องจากการขนส่งแร่ต้องผ่าน พื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ปัจจุบันหยุดดำเนินการมาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ยังให้ตรวจสอบ
การดำเนินการ เหมืองแร่กลุ่มสองท่อโดยเร่งด่วนหากพบว่ามีการดำเนินการที่ผิดกฏหมายหรือส่งผลกระทบต่อชุมชนและ
สิ่งแวดล้อม ให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัมปทานโดยเด็ดขาด

แต่ยังไร้เสียงตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกตามเคย!!!


( อ่านคลิตี้เพิ่ม )

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org