|
เรื่องราวที่ซาเล้งขายเหล็กเป็นเหยื่อสารกัมมันตภาพรังสี
โคบอล 60 บัดนี้เงียบหายไป
นานมาก จึงมีเสียงสาธารณชนว่าขณะนี้เหยื่อได้รับการช่วยเหลื่อไม่อย่างไร
ทีมข่าว thaingo สนใจและติดตามข่าวนี้มาตลอด เนื่องจากพบว่าระบบกฎหมายหมายไทยยังล้าหลังมาก
ในการ
ป้องกันและตรวจสอบ หรือแม้กระทั่ง การเตรียมวิธีการไว้รองรับกับปัญาในด้านสารพิษต่างๆ
หรือสารกัมมันตภาพรังสี พลังงานใหม่ที่เทคโนโลยีปัจจุบันก้าวหน้าไปถึง
รัฐยังกระบวนการ
ที่ชัดเจนและรัดกุม ที่สำคัญขาดวิสัยทัศน์ในการดูแลตรวจสอบ ในด้านที่กลับกันหากมีความ
ต้องการใช้ประโยชน์ กลับพูดถึงแต่ด้านดี ที่จะนำมาใช้โดยไม่กล่าวถึงด้านที่ส่งผลเลวร้าย
จนวันหนึ่งมีเหยื่อเคราะห์ร้ายมาประสบ
โดยไม่รู้ถึงพิษภัย เมื่อนั้นสังคมถึงได้ตื่นตระหนักกัน เพราะอยู่สิ่งเหล่านี้อาจวางอยู่ข้างบ้านคุณเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ถึงกระนั้นระบบราชการไทยก็ยังเชื่องช้า
กับการแก้ไขปัญหา และการช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อ
รวมทั้งรัฐก็ไม่กล้าเข้าไปจัดการองค์กรธุรกิจที่ฝ่าฝืนระเบียบกฎหมาย
ปล่อยให้องค์กรธุรกิจที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่รับผิดชอบ
สังคม ทำลายชีวิตเล็กๆ ที่หาเช้ากินค่ำให้ตกอยู่ในบ่วงเคราะห์กรรม |

|
สำนักข่าว thaingo
แม้เป็นสื่อเล็กๆ แต่ก็ไม่นิ่งนอนใจ ให้กระบวนการอันอยุติธรรมบดบังหรือ
ทอดทิ้งเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย โดยไม่มีใครออกมารับผิดชอบการกระทำ อันประมาท
ความไม่เอาใจ
ใส่ในหน้าที่ของข้าราชการบางคน บางหน่วยงาน และความไม่รับผิดชอบของ บ.กมลศุโกศล
สื่อเล็กๆ หัวใจโตอย่าง thaingo ยังเดินหน้าเจาะลึกเปิดโปงการกระทำที่ไร้มนุยษธรรมนี้ต่อไป
โดยทีมข่าว thaingo
ได้รับฟังความคืบหน้าจากคุณ ไอดา อรุณวงศ์ เจ้าหน้าที่จากกลุ่ม
ศึกษาพลังงานทางเลือกและ หนึ่งในคณะทำงานติดตามค่าเสียหายให้แก่เหยื่อโคบอล
60 หลังจากได้เข้ายื่นหนังสือให้กับรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่
8 เมษายนที่ผ่านมาถึง ความคืบหน้าถึงผู้รับผิดชอบ ต่อกรณีที่มีชาวบ้านได้รับสารกัมมันตภาพรังสี
โคบอล 60
คุณไอดา กล่าวกับทางทีมข่าว thaingo ว่า
"ตอนนี้คนไข้ก็ยังเข้าๆออกๆ
อยู่ในโรงพยาบาล ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้และขณะนี้ยังลุก
ลามขึ้นมาอีก จนบางคนตัดไปแล้วถึงเจ็ดนิ้ว ถึงแม้ว่าหมอจะพยายามจะทำศัลยกรรมให้ใหม่
แต่ก็ยังไม่สามารถจะระงับอาการลุกลามกินเนื้อแผลได้ จนเวลานี้คนไข้มีอาการเครียดเหนื่อย
เพราะอาการกำเริบและเจ็บปวดมาก ซึ่งเมื่อทางเราซึ่งเป็นผู้ประสานงานได้ฟ้องไปที่บ.กมล
ศุโกศล ทางโน้นเขาก็ฟ้องกลับมาอีก ทำให้คนไข้เริ่มไม่กล้าสู้ หรือแต่ก็ท้อแทเพราะบ.กมลศุโกศล
ฟ้องเรียกค่าเสียหายกลับในจำนวนที่เยอะมาก
 |
จนถึงวันนี้เหยื่อผู้ได้รับเคราะห์กรรมนี้ก็ยังไม่รับค่าเสียหายใดๆ
เลย นอกจากเงินหนึ่ง หมื่นบาทที่ทางบ.กมลศุโกศล จ่ายให้ เมื่อข่าวออก
มาใหม่ๆ ซึ่งเขาก็ให้ด้วยเหตุผลว่าเพื่อมนุษยธรรม ที่เหยื่อได้รับสาร
กัมมันตภาพรังสี จากเศษวัตถุที่มีสารกัมมันตภาพรังสีของทาง บ.บริษัท
แต่ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าเสียหายเพราะเป็นความผิดของทาง บริษัท กมลฯ
ที่นำเศษวัตถุมีสารไปทิ้งไว้ในที่โล่งโจ้งขาดการป้องกันรัดกุมไม่
|
ดังนั้นบริษัทโกมลฯจึงฟ้องกลับข้อหาทำให้ทางบริษัทเสีย
หายเพราะเหยื่อเข้าไปขโมย
เศษเหล็กที่มีสารกัมมันตภาพรังสีของทางบริษัทเอง"
นอกจากนั้น คุณไอดา ยังกล่าวกับทีมข่าว
thaingo อีกว่า ในด้านความรับผิดชอบนั้น ทั้งสองส่วน
ต้องออกมารับ ทั้งสำนักงานพลังงานปรมณูเพื่อสันติและบริษัทกมลศุโกศล ซึ่งต่างก็มีส่วนในผล
ที่เกิดขึ้นนี้
"แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความสำนักงานพลังปรณูเพื่อสันติ
จะไม่ต้องรับผิดชอบน่ะ เพราะ
หน้าที่ในการตรวจสอบการเก็บ การเคลื่อนย้าย และการกำจัดสารมีพิษ อย่างกัมมันตภาพรังสี
จะต้องทำอย่างเข็มงวด ทุกๆ 2 เดือน แต่ที่เหยื่อเข้าไปพบและได้รับคือ
วัตถุชิ้นนั้นถูกวางไว้ใน
รั้วสังกะสีผุๆ ที่เป็นลานกว้างโล่งๆ เท่านั้นเอง และชาวบ้านในละแวกก็เข้าๆออกๆ
ไปแตะบอล
หรือผ่านเข้าออกบริเวณนั้นโดยไม่มีใครรู้เลย ว่ามีสารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งตามหลักกฎหมายและ
ตามหลักวิชาการนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน แต่สำนักงานปรณูเพื่อสันติ กลับไม่รับผิดชอบ
และยังกล่าวว่าตนเองไม่เกี่ยว"
คุณไอดากล่าว และยังกล่าวเพิ่มอีกว่า
"เมื่อสมัยรัฐบาลชวน เคยยื่นหนังสือไปที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ครั้งหนึ่งแล้ว
และทางกระทรวง
ก็สรุปออกมาว่า สำนักงานปรมณูฯ มีความผิดจริง และต้องรับผิดชอบต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
แต่วันนี้ในรัฐบาลทักษิณ ทุกอย่างกลับมาเชื่องช้าอีก ไม่มีหน่วยงานใดออกมากล่าวถึงความรับผิด
ชอบเลย หรือถึงจะมีบ้างก็คือกระทรวงสาธารณสุขที่ออกมารับผิดชอบ ในด้านค่ารักษาพยาบาล"
คุณไอดา ยังกล่าวกับทีมข่าว
thaingo อีกว่า
"ตอนนี้เราได้ยื่นฟ้องไปทางศาลปกครองแล้วสำหรับกรณีการทำงานที่ขาดความเอาใจใส่บกพร่อง
ในหน้าที่ของสำนักงานพลังปรณูฯ แต่ก็คงอีกนานเพราะว่าศาลปกครองเพิ่งเปิดดำเนินการอีก
ทั้งคดีเก่าๆ ที่ยังคั่งค้างก็มีมาก
ส่วนในเรื่องกฎหมายและบทลงโทษนั้น เราต้องมีการพูดคุยกันอีกมาก เพราะยังมีปัญหา
มีช่องโหว่ของกฎหมาย อีกทั้งไม่ครอบคลุม รัดกุมเพียงพอในการป้องกันปัญหา
ตอนนี้กฎหมาย
ที่ใช้คือ พรบ.พลังงานปรณู ปี 2508 ที่มีค่าปรับสำหรับผู้กระทำความผิด
และต้องชดใช้เพียงแค่ 1 หมื่นบาท ซึ่ง 1 หมื่นบาทที่เห็นในปัจจุบันนี้มันช่วยอะไรไม่ได้เลย
ชีวิตคนทั้งชีวิตที่สูญเสียไป
หรือที่ยังอยู่แต่ก็พิการทุพลภาพ ยิ่งต้องใช้จ่ายเพื่อรักษาเพื่อพยุงชีวิตให้รอด
มันเสียค่าใช้จ่าย
สูงมาก สูง โดยไม่ใช่ความผิดของผู้รับเคราะห์กรรม"
คุณไอดา กล่าว
การนำเข้า มีใช้ หรือกำจัดวัตถุหรือสารที่มีสารกัมตภาพรังสีนั้น
ตามกฎหมายหมายแล้ว
ต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัดจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ แต่ในยุคที่เศรษฐกิจ
เฟื่องฟูความต้องการใช้วัสดุ สารเคมี และ พลังงานชนิดต่างๆ มีมากขึ้นทั้งในภาครัฐและ
ภาคธุรกิจเอกชน จึงได้มีการนำเข้ามา แต่การนำเข้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยรับไม่ได้
แต่ปัญหาคือคำถามที่ว่า มีการดูแล ควบคุม ตรวจสอบ โดยหน่วยงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพ
มากน้อยเท่าใด องค์กรธุรกิจที่นำเข้ามามีกระบวนการดูแล ควบคุม ตรวจสอบมากน้อยเท่าใด
และหากวันหนึ่งสารเหล่านั้น วัตถุเหล่านั้นก่อผลกระทบแก่ประชาชนที่ไม่รู้
ไม่ทราบถึงผลพิษภัย
ใคร..? คือผู้รับผิดชอบ
การอาศัยช่องว่างของกฎหมาย อาศัยเม็ดเงินสู้คดีเพื่อหนีปัญหา
ไม่ใช่การแก้ปัญหาหา
ทางออก
ดังนั้น ผู้เคราะห์ร้ายจากเหยื่อโคบอล
60 คือตัวอย่างการจัดการแก้ปัญหาและป้องกันปัญหา
ของรัฐ ที่สำคัญคือสำนักงานพลังปรมณูเพื่อสันติต้องกลับมาทบทวนถึงบทบาทหน้าที่กันอีกครั้งว่า
หน่วยงานตนต้องทำงานกันอย่างไร จึงจะป้องกันไม่ให้เกิดกรณีอย่างนี้อีก
และที่เกิดแล้วก็ไม่ควร
ปัดความรับผิดชอบชีวิตและครอบครัวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ส่วนองค์กรธุรกิจที่กำลังดำเนินการ
หรือที่จะนำเข้ามาซึ่งวัสดุจำพวกสารเคมีมีพิษ วัตถุกัมมันตภาพรังสี
ต้องกลับมาทบทวนการ
ดูแลควบคุมให้เข้มงวดยิ่งขึ้น แม้ว่าปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ รายได้องค์กรธุรกิจลดลง
แต่รายจ่ายกลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้ทุกๆ องค์กรธุรกิจหวังจะหาหนทางลดต้นทุน
แต่การลดต้นทุน
วิธีเหล่านี้ เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับภาคสังคมทั้งสิ้น โดยเฉพาะสังคมคนหาเช้ากินค่ำ
ที่ไม่มี
ทางเลือกทำมาหากิน ด้วยเหตนี้ เมื่อองค์กรภาคธุรกิจกระทำผิดหรือพลาดไปก็ต้องกล้าออก
มารับผิดชอบร่วมกัน อย่าปัดปฏิเสธ หาความถูกต้องโดยอาศัยเพียงแค่กฎหมายที่หล้าหลังผนวก
กับอำนาจเงิน เพราะชีวิตมนุษย์ทุกคนมีค่าเท่าเทียมกัน
|