จับตามอง พ.ร.บ. สภาผู้นำองค์กรชุมชน

ปัญหาและข้อจำกัดของการพัฒนาชุมชน องค์กรชุมชน โดยรัฐและโดยองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ผ่านๆ มา ล้วนแต่มีบทเรียนหลากหลายสะสมกัน ทุกๆ ที่ ตั้งแต่เริ่มประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2504 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบันรวมแล้วกว่า 40 ปี กระนั้นก็ยังพบว่าชุมชนยังไม่ได้ปลดปล่อยตนเอง ให้แข็งแกร่งพอที่จะพึ่งตนเองได้

กลับกัน กลับถูกผลักให้ไหลเข้าไปสัมพันธ์กับพลังอำนาจใหม่ๆ และการพึ่งพากลไกภายนอกชุมชนมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีเพียงอำนาจรัฐกับอำนาจจารีต ก็กลายมาเป็น อำนาจตลาด อำนาจทุน อำนาจบริโภค อำนาจทุน อำนาจสังคม (main cultural) และอำนาจ NGOs

หากมองในแง่การปกครอง ควบคุมก็คงไม่สบายใจนัก แต่สำหรับในระบอบประชาธิปไตยการเปิดช่องทางให้ชุมชนสามารถสัมพันธ์กับพลังใหม่ๆ ในสังคม โดยใช้ศักยภาพภายในชุมชน ซึ่งสามารถคิดค้นรูปแบบการจัดการ การบริหาร การตรวจสอบ ตลอดจน การสรรสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับตนเองนั้น ย่อมทำให้ ชุมชนมีโอกาสมากขึ้นในการสร้างประสบการณ์ การเรียนรู้เท่าทันและอยู่กับกระแสสังคม กระแสโลกใบเดียวกันนี้ได้มากขึ้น อีกทั้ง อาจจจะป้องกันการถูกยึดครองได้มากว่าด้วย

กระนั้นบทเรียนหลักๆ ที่เป็นอุปสรรคสำหรับพัฒนาการ การจัดการชุมชน ซึ่งได้เคลื่อนไหวต่อสู้กันมาหลายปี ก็คือ เรื่องสิทธิชุมชน ในการบริหารจัดการวัฒนธรรม ที่หมายรวมถึงวิถีชีวิต การหาอยู่หากิน การดูแลและใช้ทรัพยากรธรรมชาติและองค์ความรู้ ศิลปวิทยาการ เป็นต้น

ปัญหานั้นคือ

ปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน เพราะที่ผ่านๆ มา รัฐได้กลายเป็นศูนย์กลางตัดสินใจเรื่องแผนและนโยบายการพัฒนา ทำให้ชุมชน นั้นมีส่วนร่วมกับชุมชนเองน้อยมาก ยิ่งกับโครงการหรือกิจกรรมที่ถูกกระทบ กลับไม่ได้รับสิทธิในการร่วมตัดสินใจเลย

ปัญหาผลกระทบจากโครงการของรัฐ ซึ่งปัจจุบันรัฐไทยมีความเข้มแข็งมากและเป็นองค์กรเดียว ในการดูแล อนุมัติ บริหารและตรวจสอบ ทำให้รัฐเองกลับมาเป็นผู้กระทำการละเมิดสิทธิชุมชน

ปัญหาการเติบโตทุนและตลาด ที่ซึ่งรุกเข้าไปมีอิทธิพลในชุมชนมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะรัฐ กับทุน ที่ซึ่งมีนโยบายเอื้อประโยชน์กันในการพัฒนา พลังต้านทานตรวจสอบของชุมชนก็ยิ่งออนแรงเล็กลงและกระทำการอันไม่ได้

ประสบการณ์หลายสิบปีของขบวนภาคประชาชน จึงมีบทสรุปร่วมกันว่าทำอย่างไรจึงจะลดอำนาจรัฐให้เล็กลง เพิ่มอำนาจประชาชนให้มากชึ้น มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิชุมชนที่เข้มแข็ง รัดกุม และผลักดันบทบาทองค์กรชุมชน องค์กรประชาชนให้เข้มแข็งและประสานกันทำงานเป็นเครือข่าย แต่แล้วในภาคปฏิบัติก็ดำเนินการไปได้ไม่มากนักและเงียบหายไปจากเวทีการเมือง ภาคประชาขน

จนมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ประเด็นเรื่อง บทบาทองค์กรชุมชนก็กลับมา ถูกพูดถึงอีกครั้ง คือเรื่อง พ.ร.บ.สภาผู้นำชุมชน โดยเฉพาะประเด็นที่จับตามองที่สุด คือ ประเด็นสำคัญๆ ในร่างแรก อาทิ

1. อำนาจการจัดทำแผนชุมชน
2. อำนาจการตรวจสอบการดำเนินการ การยับยั้งโครงการ กิจกรรม และอื่นๆ ที่กระทบกับวิถีอันสงบสุขดีงามของชุมชน
3. อำนาจในการติดตาม การดำเนินการตามแผน ซึ่ง งจะหมายถึง อปท. อาทิ อบต. อบจ
4. ทำรายงานสถานการณ์ชุมชนประจำปีเสนอต่อประชาชนทั่วไปทราบ
3. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบายแผน กับ อปท.
5. เป็นองค์กรที่มีอำนาจทำหนังสือถึงหน่วยงานของรัฐ และอื่นๆ เพื่อให้มาร่วมให้ความเห็น ให้เอกสาร ให้ข้อมูลและอื่นๆ ตลอดจน ตอบข้อซักถาม ในประเด็นที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับชุมชน

เพียงจากตัวอย่าง คร่าวๆ ก็พอจะมองเห็นแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น น่าสนใจพอสมควร เนื่องจากมีความก้าวหน้าเห็นได้ชัด ในการวางบทบาท การให้อำนาจสมาชิกชุมชนที่จะตรวจสอบ ควบคุมและเสนอแนะกับ ระบบอำนาจเก่าของฝ่ายปกครอง และ อปท. จึงไม่แปลกที่โดนมหาดไทย เต่าและไดโนเสาของจริง....เบรค !

เมื่อการเคลื่อนไหวยกร่างกฎหมายนี้ ผ่านไปยกแรกพบว่า กลับโดนรื้อ เปลี่ยนและตัดใจความสำคัญไปเสียมาก จนร่างที่เหลือคือให้เหลือเพียง “ส่งเสริมสนับสนุน” กับให้เข้าไปมี “ส่วนร่วม” ซึ่งนามธรรมมาก กระนั้นก็ยังมีปัญหาถูกติดเบรคอยู่ขณะนี้ จนสำหรับตนเองคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีให้ยุ่งยากก็ได้

แต่น่าจะหันไปเน้นที่สิทธิของประชาชนขององค์กรชุมชน มีสิทธิอยู่ในกฎหมายอื่นๆ อาทิ ในรัฐธรรมนูญ เช่นเมื่อปี 2540 ที่วางกรอบกว้างๆ ให้สิทธิอำนาจชุมชน ในการตรวจสอบ ทวงถามและปกป้องสิทธิวิถีของชุมชน ซึ่งการเปิดกว้างๆ ทำให้ชุมชนใดพร้อมก็ก่อรูปการจัดการ และถูกรับรองยอมรับมากขึ้นโดยกฎหมาย ดังนั้นเพียงแต่ทำกลไกนี้ให้เป็นจริงให้มากขึ้น

จุดเน้นที่ปริวิตกที่สุดสำหรับการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.สภผู้นำฯ มาแก้ไขปัญหา คือ การทับซ้อนกันของกฎหมาย และการสร้างวัฒนธรรม อำนาจนิยมขึ้นมาใหม่ในชุมชนอีกซ้อนลงไปให้ยุ่งยากและแตกแยก เพราะลำพังอำนาจฝ่ายปกครอง 2 ขั้ว คือ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน กับ กลุ่ม อบต. ชุมชนก็แทบแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว หากเพิ่มเติม สมาชิกสภาผู้นำชุมชน ติดเขี้ยวเล็บและมีทุน เป็นองค์กรทางการเข้าไปอีก แน่นอน...ความหวัง ถึงการพัฒนาไปเป็นองค์กรปกป้องชุมชน อาจจะไม่เป็นจริงเสียเลยก็ได้ ดังนั้นการออก พ.ร.บ.นี้ จำต้องคิดให้มากและรอบคอบ

ทางออกอีกทางที่น่าสนใจ คือ ทำไมไม่รวบ รื้อ และปรับทั้งระบบ เอากฎหมายปกครอง (2542) กฎหมาย อบต. อบจ. และเทศบาล ที่มีอยู่แล้วและซ้ำซ้อนกัน มาจัดเฉลี่ย แบ่งและวางโครงสร้างกันใหม่ ไม่ใช่หันไปติดอาวุธให้กฎหมาย ซึ่งจะยิ่งสร้างความขัดแย้งในชุมชนจนแตกแยกไปหมด

ยิ่งการที่ นายไพบูลย์ วัฒนธรรมศิริธรรม รองนายกฯ และ รมต.พัฒนาสังคมฯ อดีต ประธาน พอช. พยายาม ให้สภาผู้นำตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด ลงไปถึงท้องถิ่น อยู่ในความดูแลของ พอช. ก็ยิ่งไม่มั่นใจศักยภาพ เพราะแม้จะอ้างว่าเป็นหน่วยงานภาคประชาชน ก็ภาคประชาชนที่มีเงินเดือนประจำจากภาครัฐ มิได้แตกต่างจากข้าราชการซึ่งการโยนให้ดูแลศักยภาพชุมชน ศักยภาพผู้นำชุมชนยิ่งน่าเป็นห่วง

เพราะกลัวจะสร้างชนชั้นปกครองขึ้นในหมู่บ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่แทนกลไกรัฐ ซึ่งในปัจจุบันนี้หมู่บ้านไทยในชนบทมีข้าราชการแนวนี้เยอะมาก แทบจะเดินชนกัน อาทิ กำนัน สารวัตรกำนัน ผญบ. ผช.ผญบ. ชรบ. อบต. เจ้าหน้าที่ อบต. สสม. อสม. อปพร. และบางหมู่บ้าน ถ้าเพิ่มเจ้าหน้าที่รัฐ (ที่เรียกว่าผู้นำชุมชน) เข้าไปด้วย ตำแหน่งอาจจะเกิน จำนวนสมาชิกในหมู่บ้านแน่ๆ และบางคนอาจจะกิน 2 หรือ 3 ตำแหน่งควบ ไม่นับรวม ข้าราชการอื่นๆ ไปจนถึง พอช. และ อพช. หรือ NGOs อีก

ถ้าหลักการประชาธิปไตย หัวใจอยู่ที่บทบาทประชาชน ก็ต้องสร้างที่บทบาทประชาชน สร้างให้เป็นวัฒนธรรมก่อนกฎหมาย ซึ่งจะเป็นรูปธรรมมากกว่า การพยายามองค์กรกลไก เพราะบทเรียนที่สะท้อนออกมาจาก อบต. ก็คือเราได้องค์กรคอรับชั่นขนาดเล็กขึ้นในชุมชน และสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ คอรับชั่นให้แทรกลึกลงในชุมชนหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นอำนาจตรวจสอบ ให้คำปรึกษา ยับยั้ง หากต้องอยู่ที่สภาผู้นำ องค์กรชุมชน ก่อนอื่นๆ นั้น อำนาจบริหาร อปท. และงานทะเบียนราษฎร์อยู่ที่ฝ่ายปกครอง หรือการจะเพิ่มกลไกที่กระตุ้น ส่งเสริมนั้นย่อมเป็นแนวคิดที่ดี แต่จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจะออกมาเป็นกฎหมายบังคับทีเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ อาจจะเปิดช่องให้ชุมชนใดพร้อมมีศักยภาพดำเนินไปก่อน หรือถ้าจะให้ก้าวจริงๆ ทำไมไม่ทำการศึกษาวิจัยและปรับรื้อโครงสร้างอำนาจรัฐเสียใหม่ ไหนๆ ก็ล้าหลังมาเป็นร้อยปีแล้ว ไหนๆ ก็บากหน้าว่า จะเปลี่ยนแปลงการเมือง การปกครองให้เท่าทันโลกอยู่แล้ว

ก็เปิดประเด็น หารือ และเคลื่อนไหวแต่ตอนนี้เลย

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

15 มิถุนายน 2550