ประสบการณ์ประชาชน ในกระแสเขื่อน “บุก” ปักษ์ใต้

ปัญหาการเร่งการพัฒนาประเทศให้เจริญ เติบโตมั่งคั่ง โดยพยายามยึดและควบคุมฐานทรัพยากร ที่มีอยู่ให้ตอบสนองนโยบายที่เน้นพัฒนา เพียงเศรษฐกิจนั้นเอง ด้านหนึ่งทำให้นักลงทุน นักธุรกิจ นักการเมืองและข้าราชการผู้ฝักใฝ่นายทุนได้ผลประโยชน์มากมายต่อเนื่อง แต่กับชุมชน และประชาชนผู้ที่อยู่ พึ่งพิงและอาศัยอาศัยทรัพยากร กลับถูกกีดกันและถูกตัดสิทธิ์การเข้าถึงออกไป มากขึ้นทุกวัน

หลายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด และอีกไม่น้อยกำลังจมอยู่ในภาวะติดหนี้ติดสินและต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อเลี้ยงครอบครัว ทรัพยากรที่กล่าวถึง อาทิ ที่ดิน ป่า แร่ และน้ำ โดยเฉพาะ น้ำ ในสถานการณ์ที่กำลังถูกแปลงให้เป็นสินค้า และเป็นปัจจัยหลักของภาคเมืองและอุตสาหกรรม รัฐกำลังยึดและควบคุมการจัดการน้ำ แต่เพียงองค์กรเดียว โดยปฏิเสธการให้ชุมชน ประชาชนได้มีส่วนร่วม ซึ่งนอกจากจะลิดรอนสิทธิชุมชนแล้วยัง กำลังก้าวสู่กระบวนการจัดการที่ไม่ยั่งยืนอีกด้วย


ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์กั้นแม่น้ำปากพนัง

นอกจากนั้น ยังละเลยการรับฟัง การใส่ใจอย่างจริงจังกับปัญหาผลกระทบที่เกิดจากโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่าง (ขนาดยักษ์) และ ฝ่าย เป็นต้น ประสบการณ์ปัญหาผลกระทบจากโครงการของรัฐ อาทิ จากเขื่อนบางลาง จ.ยะลา เขื่อนเชี่ยวหลาน สุราษฎร์ธานี สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาลแก่ชุมชน และประเทศชาติ

มาถึง โครงการลุ่มน้ำปากพนัง ที่ซึ่งผลกระทบนั้นเริ่มชัดเจน ว่าต้นทุนที่สูญเสียระบบนิเวศและวิถีชีวิตชาวบ้าน ในหลายๆ ด้านกับ ผลที่ได้รับนั้น ไม่คุ้มทุน ไม่คุ้มค่า ซึ่งสถานการณ์ ณ วันนี้เอง ฝ่ายชลประทาน ฝ่ายรัฐและหน่วยงานที่รับผิดก็เริ่มจะโอนอ่อนท่าที มองเห็นปัญหาร่วมกับภาคประชาชน ว่า โครงการลุ่มน้ำปากพนังมีผลกระทบจริงและต้องหามาตรการออกมาจัดการแก้ไข

ถึงอย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการน้ำ อย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วม กลับไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ได้พยายามนำบทบาทขบวนไปยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายจนเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น เช่น โครงการลุ่มน้ำปากพนังกำลังรอวัน เปิดประตูเขื่อนเพื่อศึกษาผลดีผลเสีย ในการนำไปสู่ แนวทางการเปิดเขื่อนถาวรต่อไป หรืออย่างน้อยก็ ยอมปรับรูปแบบการจัดการน้ำ ที่มีภาคประชาชนมาส่วนร่วมอย่างแท้จริงต่อไป


ตัวแทนชาวบ้าน
เขื่อนปากพนัง



ตัวแทนชาวบ้าน
คัดค้านเขื่อนลาไม



ตัวแทนชาวบ้าน
จากสุราษฎร์ธานี



ตัวแทนชาวบ้าน
เขื่อนเขาหลัก
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันกระแสการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และฝ่ายขนาดใหญ่ๆ อันเป็นรูปแบการจัดการน้ำ ของรัฐกำลังปะทุขึ้นมากมายในพื้นที่ภาคใต้อีกระลอก ซึ่งในความเป็นจริงพื้นที่ภาคใต้ เป็นพื้นที่มีความแคบ ถูกขนาบด้วยทะเล 2 ด้าน และมีความลาดชันสูง ด้านประชาชนก็ทำกินเกือบทั้งหมดและเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าและระบบนิเวศสูงมาก

แต่กระแส เช่น กรณีเขื่อนลาไม อ.ชะอวด นครศรีธรรมราช จากข้อมูลที่อ้าง กลับพบว่าที่นี่น้ำอาจจะท่วมถึง 7,000 ไร่ บนพื้นที่สวนยางของชาวบ้าน นอกจากนั้น ยังมี เขื่อนคลองกลาย อ.พระพรหม นครศรีธรรมราช เขื่อนเขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา เขื่อนคลองหัวช้าง อ.ตะโหมด พัทลุง เขื่อนลำชอน เขื่อนคลองซา อ.เมือง ตรัง หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อาทิ อ่างเก็บน้ำคลองกระแดะ อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำหัก อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำคราม อ่างเก็บน้ำคลองพนม และอ่างเก็บน้ำแก่งกรุง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

ข้อเสนอด้านประสบการณ์จากเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในภาคใต้ไม่กี่วันที่ผ่านมา ณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเด็กและสตรี อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 14-16 กันยายน 2548

เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นในหมู่ชาวบ้านที่กำลังเผชิญสถานการณ์และได้รับผลกระทบจากเขื่อน ว่าใครเผชิญสถานการณ์อย่างไรและมีแนวทางต่อสู้อย่างไร อาทิ กรณีเขื่อนคลองกลาย บ้านกรุงชิง อ.พระพรหม นครศรีธรรมราช เล่าว่า “ปัญหาที่ในกระบวนการที่จะเข้ามาก่อสร้างเขื่อนนั้น ชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมเลย ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเขามีสวนยางพารามาก่อนแล้ว”

ด้านตัวแทนจากเขื่อนเชี่ยวหลานกล่าวถึงประสบกาณ์ในอดีตว่า “กรณีเชี่ยวหลานในอดีต รัฐก็ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมเหมือนกัน รัฐไม่ให้ข้อมูล ไม่ให้ข้อเท็จจริง ว่าขนาดเขื่อน ความสูง ระดับหรือปริมาณน้ำเป็นเท่าไหร่ อย่างไร เลยเป็นปัญหาให้ชาวบ้านลุกขึ้น ต่อสู้ คัดค้านกัน

ส่วนการเข้ามาก็มาพูดดีๆ จะให้โน้นให้นี่ เช่น รับปากว่าราคาผลผลิตเกษตรจะดี แต่เอาเข้าจริงๆ ที่ดิน ที่ทำกินก็ชดเชยให้ไม่สมราคา ไม่พอกิน คำสัญญาอะไรอื่นๆ อีก ว่าจะได้น้ำไปทำนาถึงวันนี้ ยังไม่เห็นน้ำไหลมาเลย โกหกทั้งนั้น

เรื่องให้จับฉลากที่ดินทำกินครอบครัวละ 20 ไร่ แบ่งเป็นบ้าน 1 ร่ ที่ทำกิน 19 ไร่ ไม่พอหรอก แต่ราษฎรในยุคนั้น หลายหมู่บ้านไม่มีใครได้เซ็นยินยอมหรอก เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี ความคิดสมัยนั้น ต่อต้านยากกว่าสมัยนี้ เพราะชาวบ้านตัวเล็กสู้ไม่ไหวครับ

ปัจจุบันนี้และอนาคตที่ทำกิน 19 ไร่ ไม่พอกินแล้ว ไม่พอแบ่งให้ลูกๆ ที่ครอบครัวละ 4-5 คน บางคนได้เงินชดเชยมากก็ย้ายไปอยู่ในเมือง อยู่ไปอยู่มาอยู่ไม่ได้ ก็กลับบ้าน กลับมาก็หมดตัวแล้ว จากบทเรียนของชาวบ้านเขื่อนเชี่ยวหลาน จึงอยากบอกว่าพี่น้องปากพนังและประชาชนว่า อย่าให้ใครมาทำเขื่อนเลยมันลำบาก การมีเขื่อนทำให้มีผู้คนมาเสียชีวิตทุกๆ ปี ด้วย ปีละ 2-3 คน

เหตุการณ์ตอนนั้น การเข้ามาสำรวจไม่เคยบอกชาวบ้านเลย จนวันที่จะสร้างจึงได้บอก และถึงวันนี้ เขื่อนมันเปิดไม่ได้แล้ว มัน 20 ปีมาแล้ว ถ้าเปิดคงมีปัญหาอีกยาวนาน โดยเฉพาะจะลงไปในแม่น้ำอีกไม่ได้เลย เพราะน้ำมันจะมีแต่สนิมน้ำ และจนถึงวันนี้น้ำในเขื่อนยังเน่าอยู่เลย แต่กับเขื่อนปากพนังนั้น ยังเปิดได้ทัน เพราะยังไม่นาน ไม่กี่ปีเอง บวกกับสภาพที่นี่หลายแห่งมันไม่ใช่งคลองธรรมชาติ เพราะคลองธรรมชาติมันจะคดเคี้ยว แต่ที่นี่ที่ปากพนัง แค่มองก็รู้ว่า มีคลองที่ไม่ใช่คลองธรรมชาติด้วย”

ตัวแทนจากกรณีสร้างเขื่อนเขาหลัก กล่าวถึงปัญหาที่ค้นพบจากเขื่อนปากพนังว่า “ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากเขื่อนปากพนัง เห็นชัดเจนมาก ว่าอาชีพดั้งเดิมสูญเสีย อาชีพทำน้ำตาลจาก ทำเหล้าพื้นบ้าน หมดไปเลย ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกไปหางานทำ นอกชุมชน ต่อมาก็เป็นปัญหาสังคมมากขึ้น

ระบบนิเวศต่างๆ สูญเสียหมด กุ้ง หอย ปู ปลาตายหมด ระบบน้ำที่ปลาเคยมาวางไข่หายไป ชาวบ้านได้รับผลกระทบมาก วันนี้จึงมาให้ชาวบ้านปากพนัง และชาวบ้านอื่นๆ มีกำลังใจต่อสู้ เพื่ออนุรักษ์ระบบธรรมชาติให้ลูกหลานให้ได้”

ตัวแทนจากอ่างเก็บน้ำลาไม อ.ชะอวดซึ่งเป็นต้นน้ำ แม่น้ำปากพนัง ย้อนประสบการณ์ถึงภาพลุ่มน้ำปากพนังในอดีตว่า “ผมมาเห็นสถานการณ์ปากพนังวันนี้ อยากบอกว่า แม่น้ำที่นี่แต่ก่อนปูปลา เยอะมาก ผมอยู่ต้นน้ำ เคยลงมาเที่ยวที่นี่เห็นภาพเหล่านั้น มีต้นโกงกาง ต้นจากมากมาย มีปลาอุดมสมบูรณ์มาก เอาแค่ขับรถออกมาจากเชียรใหญ่ ก็เห็นภาพความสมบูรณ์แล้ว ตามลำคลองต่างๆ มาวันนี้ แตกต่างมากมาย วันนี้ผมนั่งรถลงพื้นที่ทั้งวันวันนี้ ผมไม่เห็นปลาแม้แต่ตัวเดียวในลำคลองที่นี่ ภาพของวันนี้ผมเชื่อว่า ชลประทานได้เข้ามาสร้างความเสียหายให้กับญาติพี่น้องเรามากทีเดียว

ผมคิดว่า ชาวบ้านจนไม่ใช่เพราะอย่างอื่น แต่จนเพราะคนมันมาสร้างอ่าง สร้างเขื่อน นี่แหละ ชีวิตชาวบ้านที่เคยมีเงิน มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงลูกและส่งลูกเรียนได้ ก็เพราะทรัพยากรนี่แหละ บางคนส่งลูกหลานเรียนได้ถึงระดับปริญญา ทำให้ลูกหลานเรามีการศึกษาสามารถกลับมาพัฒนาหมู่บ้านตัวเองได้ ส่วนคนที่ไปทำงานข้างนอก วันหนึ่งวันใดอยากกลับมาบ้าน ก็ยังเหลือที่ทำกิน ช่องทางทำกิน เหลือทรัพยากร ไว้ให้ลูกหลานได้ด้วย

ในด้านประสบการณ์การสร้างเขื่อนลาไม ก่อนมาสร้าง ก็แค่มาประชุมกับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ก็ฝั่งตรงข้ามกับชาวบ้าน ชาวบ้านไม่เคยรู้เลย จนมาครั้งที่ 3 จึงได้รู้กัน โครงการจึงไม่เคยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตัดสินใจเลย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.จ. ประชุมกันเองตลอด

ส่วนการทำงานของรัฐเอง มาถึงก็พูดเรื่องเวนคืนที่ดินเลย ชาวบ้านไม่เคยรู้มาก่อน และมารู้ก็ทีหลังแล้ว แถมยังถูกหลอกให้เซ็นชื่ออีกด้วย”

น้ำเสียงเหล่านี้ล้วนเป็นปากคำสั้นๆ บางความรู้สึก ที่คัดสรรมานำเสนอ ให้รับรู้ว่า ในขณะที่บางส่วนได้รับน้ำ ได้ใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย และได้ผลประโยชน์มากมายจากน้ำ กลับมีอีกกลุ่มที่สูญเสีย ทั้งทรัพยากรทำกิน วิถีชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความสุขในครอบครัวในชุมชน และถูกบังคับให้เสียสละ ให้ไร้สิทธิ์ และในนามของส่วนรวมและการพัฒนา คนเหล่าไม่เคยได้รับอะไรตอบแทน


การขุดลอกคูคลองในลุ่มน้ำปากพนัง

วันนี้ คนที่ถูกกระทำ ถูกรอนสิทธิ์ได้ลุกขึ้นและกล้าที่จะทวงถามความยุติธรรมให้กับตนเองและชุมชน ในการจัดการทรัพยากร เช่น น้ำ และที่สำคัญกล้าเข้ามาขอมีส่วนร่วมกับรัฐ มีส่วนกำหนดทิศทางอนาคตตนเอง ที่ต้องพึ่งพาผูกพันกับทรัพยากร ซึ่งก็คือ น้ำอีกด้วย


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน

22 กันยายน 2548