|
สืบสานวิญญาณชาวนา กับ ค่ายฯ
ดำนาเพื่อน้อง
หลังจากปวดหลัง นั่งนานหลายชั่วโมงกับการฟังบรรยาย ถึงพลวัตรชาวนาอีสาน
จนแดดบ่ายคล้อยย้อยลงต่ำ ก็ถึงเวลาลงเสียที ชาวอาสาจึงได้เฮ
เหมือนกลับไปสู่สิ่งที่คุ้นเคยในสายเลือด และนั่น บรรยากาศค่ายอาสาฯ
ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคัก ตั้งแต่วันแรกแล้ว

กิจกรรมค่ายอาสา ดำนาเพื่อน้อง ครั้งนี้
จัดขึ้นที่ทุ่งนา บริเวณอาศรมไทบ้าน (ดอนแดง)
ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย มหาสารคาม เมื่อวันที่ 7-8 กรกฎาคม
2550 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยเข้าร่วม อาทิ
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
งานนี้
พี่เปี้ยว มาลี สุปันตี ผู้ประสานงานโครงการเยาวชนศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
ได้กล่าวถึงแนวคิดการจัดกิจกรรมค่ายอาสา ดำนาเพื่อน้อง
ครั้งนี้ว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เราคิดมาตลอด
ว่าทำยังไง ถึงจะให้ลูกหลานของตัวเอง ตระหนักและเข้าใจปัญหา
ของตัว เอง หรือของชุมชน ซึ่งเราได้สัมผัสและรับเรื่องราวเหล่านี้มาตลอด
ในงานพัฒนา 4-5 ปีที่ผ่านมา มาถึงตอนนี้ โอกาสมันเข้ามา มันเหมาะเจาะพอดี
ที่ตัวเองทำโครงการกับเด็กน้อยในหมู่บ้าน ในเรื่อง สร้างการเรียนรู้
การผลิต การพัฒนากลุ่มเด็ก แล้วมันก็เชื่อมกับงานโครงการเครือข่ายเกษตรทางเลือก
ซึ่งเขาก็จะมีองค์ความรู้ มีชาวบ้านมีแกนนำ ที่มีภูมิปัญญาทำการเกษตร
ซึ่งหลากหลาย มันก็ทำให้เป็นโอกาส มาให้เราได้เรียนรู้ ทั้งกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้ใหญ่
เลยมีความรู้สึกว่า แล้วเราจะตั้งต้น ตรงไหน ทำอะไร ก็เลยรู้สึกว่า
เราน่าจะเป็นตัวเชื่อมประสาน ระหว่างกลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้ใหญ่
ซึ่งเรามองว่า ส่วนนี้ ในสังคมงานพัฒนาของเรา มันขาดหายไป หรือหย่อนลง
และส่วนหนึ่งเรามองว่า แล้วสังคม บริบทรอบตัวเรา มีอะไรบ้าง
เช่น ความรู้ มีกลุ่มเด็ก มีกลุ่มน้องๆ ที่ มีเครือข่ายสัมพันธ์กัน
แบบพี่แบบน้อง ก็เลยชวนมาช่วยกัน ก็บอกว่า มาดำนาเพื่อน้อง
เป้าหมายก็ชัดเจนว่า เรามาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสืบสานจิตวิญญาณชาวนา
ก็รู้ว่า ดูเป็นเหมือนอุดมคติ แต่เราคิดว่า ผลผลิตที่ปรากฏขึ้นมันจะคืออะไร
ได้บ้าง
นอกจากนั้นเราเพิ่มความหมายไปอีกว่า ดำนาเพื่อน้อง คือ ทำอย่างไร
ให้การเรียนรู้ของเขานั้น เกิดผลประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของคนอื่น
คือเขา ซึ่งหมายถึง กลุ่มนักศึกษาที่มาเรียนรู้นั้นได้ก่อเกิด
ประโยชน์อะไรต่อกลุ่มน้องๆ บ้านดอนแดงบ้าง ที่มีปัญหาพื้นฐานเรื่องข้าวไม่พอกิน
เราเลยมาแก้ปัญหาพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือ แต่ว่าทำอย่างไร หล่ะ
เพราะเราไม่ใช่นักสงเคราะห์ แต่เราเป็นนักจัดทำการเรียนรู้ ให้เกิดกระบวนการ
และก็ให้เขาได้ทำงานด้วย ได้ผลตอบแทนด้วย
ก็เลยคิดว่า จะทำให้โครงการนี้เป็นเหมือนธนาคารข้าว เป็นเหมือนแหล่งที่
สนับสนุนเขา เวลาที่เขามาทำกิจกรรม แทนที่เราจะควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง
มาซื้อข้าวให้เด็กน้อย แต่นี้มันเหมือนกับ มาจากผลผลิตหลายๆ
ส่วน ที่เราได้ร่วมกันทำ ก็เลยคิดเป็นโครงการดำนาเพื่อน้อง และมันก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
กับที่อาศรมไทบ้าน (ดอนแดง) คิด ก็คือ คิดว่าทำอย่างไรก็ได้
ให้ที่นี่เป็นสาธารณะ เป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้คนที่อยู่รอบๆ
ได้มาเรียนรู้จากเรา จากเนื้อหางานของเรา ก็มีเนื้อหาเรื่องทรัพยากร
และเนื้อหาเรื่องงานเกษตร แต่ที่เข้มข้นจริงๆ ก็คือเรื่องเกษตร
ค่ะ
ที่เรารู้สึกว่า มีองค์ความรู้เยอะมาก มีปราชญ์ชาวบ้าน ที่อยู่ในเครือข่ายนี่ก็เยอะ
แต่ว่าเรา ยังขาดการถ่ายทอด การสื่อสาร จากรุ่นสู่รุ่น จากคนที่ทำจริงไปสู่
คนที่ศึกษา เราก็เลยคิดที่จะทำโครงการนี้ขึ้นมา กล่าวย้ำและมองถึงปรากฏการณ์งานอาสาในโลกคนหนุ่มสาวว่า
จริงๆ แล้ว ถ้าจะมองไป มันก็เป็นแค่เหตุการณ์สมมตินะค่ะ
สมมติว่ามาดำนาช่วยกัน ก็อาจจะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น นึกถึงความลำบาก
มากขึ้น หลังจากที่เขาลึกซึ้งมากขึ้น ว่ามันเหนื่อยยังไง ก็อาจจะได้เท่านั้น
เพราะพ้นจากนั้นไป ก็คงเป็นเรื่องของเขา ว่า อาจจะรู้สึกกับมัน
แล้วลุกขึ้นมาปฏิบัติการอะไรต่อ หรือว่า ไม่รู้สึกอะไรกับมัน
หรือเฉยๆ แต่ก็เชื่อว่า ครั้งหนึ่งถ้าเขารู้สึก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัน
สองวันนี้แล้ว เขาก็อาจจะรู้อะไรบางอย่าง ที่สะท้อนความเข้าใจ
ต่อชนชั้นชาวนา หรืออาชีพการทำนา มากขึ้นก็ได้
ก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่า มาให้เขาเรียนรู้ หรือได้ทดลอง
เพื่อให้เขาได้รู้สึกเอง ก็เลยมีค่ายนี้ขึ้นมา
ส่วนเรื่องอุปสรรคจริงๆ คือ เรามองว่าการเรียนรู้มันขาดช่วงไป
เมื่อก่อนมันมีคนสืบสานเป็นรุ่นๆ มา ทำงาน ทำให้มองว่าสมัยนี้
มันกำลังขาดรุ่น เหมือนกับที่ วิทยากรได้พูด ว่า คนทำนาไม่ได้ภูมิใจในอาชีพตนเอง
และชาวนา ก็ไม่ได้บอกว่า ลูกหลานตนทั้งหลายทั้งแหล่ จะต้องมาสืบทอดอาชีพชาวนานะ
เพราะมันลำบาก มันทุกยาก จึงให้เรียนไปเถอะ ไปเป็นเจ้าคนนายคน
สั่งสมกันแบบนี้ ซึ่งในมุมมองของเรา คิดว่ามันไม่ใช่ มันเป็นภาพหลอน
เพราะสุดท้ายแล้ว ข้าวปลามันเป็นของจริงอยู่วันยังค่ำ
แล้วถ้าสมมติว่า ในสังคมนี้ ถ้าไม่มีชนชั้นชาวนาก็ยัง มองไม่ออกเลยว่า
มันจะอยู่แบบไหน และด้วยความที่ตัวเองไม่ได้เป็นชาวนา แต่เป็นชนชั้นเกษตรกรเหมือนกัน
ก็เลย รู้ว่ามันทุกข์ยาก มันลำบาก ยังไง อีกทั้งคิดไปถึงอนาคตว่า
ถ้าไม่มีชนชั้นชาวนา มันกลายเป็นแค่เกษตรกรรับจ้างทำนา อะไรมันจะเกิดขึ้นกับสังคม
กับรากฐานที่มั่นคงของประเทศ ตั้งแต่ก่อนมา อธิบาย และสรุปฝากถึงสังคมภายนอกว่า
กับสังคมภายนอก อยากฝาก ให้เข้าใจว่า
รากฐานของชีวิต มันก่อเกิดจากสังคม จากครอบครัว แล้วเราก็เป็นคนที่เชื่อมั่นเสมอว่า
ชนชั้นไหนมันก็สัมฤทธิ์ในความเป็นชนชั้นนั้น แต่ก็เชื่อว่า ทำยังไงที่ให้สัมฤทธิ์ผลของเขานั้น
ได้ถูกกระตุ้นเตือนบ้างเป็นบางเวลา ไม่ใช่ ผลักให้เขาไปอยู่ในอีกชนชั้นหนึ่งตลอดเวลา
เหมือนค่ายดำนา หลายคนก็มองว่า แทนที่มันจะเอาเงิน 7,000-8,000
บาท ไปเป็นค่าอาหารค่ายดำนา เอาไปจ้างคนดีกว่า หมดแล้วก็แล้ว
นาสวยกว่า เสร็จไวกว่า แต่เราไม่ได้มองที่ตรงนั้น เราให้คุณค่าของการเรียนรู้ของคน
ซึ่งความคิดแบบนั้น มันมองแต่ว่าใครจะได้ผลประโยชน์ ได้กำไร
งานนี้เราอาจจะทวนกระแส แต่ก็เชื่อว่ามันไม่ได้ตกยุค มันเป็นของจริง
ของแท้ ที่มันดำรงอยู่ภายใน ดังนั้นเราก็ต้องช่วยกัน จึงอยากฝากไปถึงสังคมว่า
มันต้องช่วยกัน อย่างน้อยๆ แค่คุณมอง รับฟังและให้ใจเพียงเล็กน้อย
แล้วเรียนรู้ว่า เนื้อหาที่แท้มันคืออะไร แล้วให้ความสำคัญกับเขาสักนิดหนึ่ง
ก็เชื่อว่าเราได้ให้โอกาสพวกเขา อย่างเช่น กลุ่มน้องนักศึกษาที่มาดำนานี้ค่ะ

คนหนุ่มสาวเติบโต กอกล้าเติบโต |

ถอน...ถอน...ถอน กล้า |

ทำไป ยิ้มไป ... สนุกนะ |

ฮาโตริ... ถะ ! ถะ ! ไถนา |

ทายาทชาวนา ก็มาสืบสานด้วย |

ถ้าใครถาม กี่ครุย ที่ลุยโคลน.... เยอะครับ ! |

แบ่งทีม ออกหาปลา... ท่าทางปลาจะน้อยกว่าคนหานะ |

ปั้นๆ จ้ำๆ นำกัน แซบอีหลี ครับ |

เฮฮา...ชาวค่าย... |

ตกค่ำ ก็รำฟ้อนกัน มีกลองยาวไทบ้าน ม่วนๆ แจม |
น้องก้อย
กรรณิกา วงสีสา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากกลุ่มคนสร้างฝัน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เผยมุมมอง ที่ได้ไปร่วมกิจกรรมค่ายดำนาว่า
สำหรับค่ายดำนามันไม่ได้จัดแค่ชมรมเดียว
แต่มันจัดมาจากหลายๆ ชมรม หลายมหาลัยมาก ทั้ง ม.ขอนแก่น ม.มสารคาม
ม.อุบล จึงรู้สึกว่าดีมาก ตอนค่ายเกี่ยวข้าว เมื่อเดือนพฤศจิกายน
(2549) นักศึกษายังไม่ตื่นตัวขนาดนี้เลย มาค่ายนี้ ตื่นตัวกันมากๆ
เพื่อนๆ นักศึกษามารอพวกเราตั้งแต่เช้าๆ ในค่ายเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับการทำนามาเป็นวิทยากร
ซึ่งเป็นชาวบ้าน แล้วก็วิเคราะห์ได้ดีมาก ๆ ได้ความรู้เยอะ ในตัวกิจกรรมเอง
ก็สนุกสนาน ถึงแดดจะร้อน แค่ไหน ไม่มีใครบ่นเลยสักคน ต่างช่วยกันเต็มที่
อีกอย่าง การมาหลายๆ มหาลัย ก็ยังทำให้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน
บางคนไม่มีประสบการณ์ทำนาเลยก็ได้มาลองทำ ซึ่งแปลกใหม่ เขาก็เลยสนุกสนานมาก
ที่ได้ทำนาครั้งแรก งานนี้เลยไม่มีใครบ่นว่าจะไม่มาอีกแล้ว กลับกัน
ยังบอกว่า ถ้ามีกิจกรรมแบบนี้ก็อยากมาอีกค่ะ ต่างจากช่วงทำค่ายเกี่ยวข้าว
ไม่ได้ตื่นตัวขนาดนี้ แต่กิจกรรมครั้งนั้น เขาเห็นว่า งานแบบนี้มันได้ผลจริงๆ
ได้ข้าวเปลือกไปให้ชาวบ้าน มาครั้งนี้เขาเลยมาร่วมมือกันเยอะเลย
น.ส. รายงาน ก่อนจะบอกย้ำปิดท้ายถึงตัวเอง ว่า
มาค่ายนี้ ได้รับรู้รสชาติ เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากๆ
ว่าการทำนามันลำบากยังไง ทั้งๆ ที่ตัวเองที่บ้านก็ทำนานะ แต่ที่บ้านเขาไม่ได้บังคับ
เราเลยไม่ค่อยได้ไป มาเที่ยวนี้ได้ถอนกล้า ได้ดึงแล้วก็ขาดหมดเลย
ได้ดำด้วยมาเที่ยวนี้จึงได้รู้รสชาติมาก ว่า กว่าจะดำเสร็จ กว่าจะได้ข้าวมา
พอตอนเย็นกินข้าวนี้รู้ซึ้งเลย แบบว่า เคี้ยวแต่ละคำ รู้สึกเลยค่ะ
น.ส. กล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
23 กรกฎาคม 2550
|