|
"ความมืดยามเที่ยง"
ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย
การเมืองแบบแยกขั้วแบ่งข้างเป็นสิ่งที่สังคมการเมืองไทยกำลังเผชิญอยู่
นำมาซึ่งความขัดแย้งและการเผชิญหน้าที่ยากจะเหยียวยา ความสับสนวุ่นวายของบ้านเมืองสงครามจิตวิทยากลายๆ
เสมือนกับเกลียวแห่งประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่ซ้ำซากส่อเค้าลางๆ
ให้เห็น หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มของสังคมแห่งการทำลายล้างกันอีกครั้ง
ถนนราชดำเนินจะเต็มไปด้วยร่องรอยร้าวของสังคมอีกครั้งกระนั้นหรือ
คงจะไม่สายเกินไปที่เราจะหาทางแก้ปัญหาตัดไฟเสียแต่ต้นลมเสียก่อน
ก่อนที่สังคมที่ผ่านการวิวัฒน์ด้วยเลือดเนื้อของเหล่าวีรชน จะถูกทำลายด้วยสงครามมวลชน
ที่ครอบงำด้วยอุดมการณ์จอมปลอมใช้เป็นเครื่องมือยุแหย่ให้ฆ่าฟันกันเอง
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้จัดสัมมนาเนื่องในโอกาศครบรอบ 59 ปีของการตั้งคณะ เรื่อง
"ความมืดยามเที่ยง - ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย"
ร่วมสัมมนาโดย คณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ อาทิ รศ.ดร นครินทร์
เมฆไตรรัตน์ , ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร , ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
, รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์
สถาอานันท์
ซึ่งเกิดจากการพยายามที่จะคลี่คลายหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ทางการเมือง
ที่ส่อแววแห่งการเผชิญหน้าภายใต้การครอบงำ ชี้นำด้วยอุดมการณ์บางอย่างที่พร้อมจะฟาดฟันกันตลอดเวลา

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ

ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร

รศ.ดร
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล |
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
"จริงๆ ความขัดแย้งที่เป็นรูปธรรมที่เราเห็นมันมีเบื้องหลังในการมองประชาธิปไตยคนละขั้วกัน
ที่เราเผชิญอยู่มีสองฝ่ายคือพันธมิตรฯ กับ นปก. หรือ อาจจะรวมถึงรัฐบาลของพลังประชาชนด้วย
ฝ่ายพันธมิตรฯ ชู่ยุทธศาสตร์นิติรัฐที่มีการตรวจสอบได้ และมีสิทธิในการเคลื่อนไหวทางสังคมได้อาจกล่าวได้เป็น
การตรวจสอบ+NGO+ตุลาการภิวัฒน์ อีกฝ่ายคือ นปก. และรัฐบาลของพลังประชาชน
ชูยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนใช้เอง
พูดง่ายๆ ก็คือประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง มาพร้อมกับการลดค่าปัดป่ายการฉ้อฉล
คอรัปชั่นและปฏิเสธระบบอุปถัมภ์ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เลวร้ายเสียหายอะไร
วิตกจริตความเป็นไทยและสักดินา หากถกกันให้ถึงแก่นแล้วสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่คือการต่อสู้ขัดแย้งทางชนชั้นอย่างรุนแรงและชัดเจนมาก
ไม่ใช่เรื่องของคนเพียงสองกลุ่มอีกแล้ว มันคือการเคลื่อนย้ายของพันธมิตรระหว่างชนชั้นมาต่อสู้กันเพื่อรักษาไว้วึ่งอำนาจนำทางสังคมเอาไว้"
นอกจากนั้น ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้วิเคราะห์เช่นกันว่า
"ถ้าเราจะหาทางออกเราต้องวิเคราะห์ให้ถึงแก่นของปัญหาว่าเกิดจากอะไร
ตามหลักทฤษฎีมีสามหลักคือความต้องการ (Needs) ค่านิยม และผลประโยชน์
ที่เราเจออยู่คือความขัดแย้งเชิงความต้องการค่านิยมและทัศนะคติ
ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขยากมากมันเป็นเรื่องของ ทัศนะคติที่แก้ยากมาก
มันเป็นเชิงคุณค่าบางอย่างที่คนบางกลุ่มให้ความหมายคล้ายๆ กับการให้ความหมายแบบคนละมุม"
ทางออกและการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้านั้น เป็นเรื่องที่ รศ.ดร
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และแสดงทัศนะอย่างละเอียดถ้วนถี่ว่า
"ประชาธิปไตยมันอยู่คู่กับความขัดแย้ง
มันมองต่างมุมกันได้ แต่ต้องอยู่บนเหตุและผลของตัวมันเอง เคารพความคิดของผู้อื่นด้วย
แต่ประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว วิชารัฐศาสตร์มองหาหรือนิยามการเมืองต่างกันออกไปในแต่ละยุค
การปกครองที่ดี รัฐที่ดี นิติรัฐ แต่เราก็สักแต่ลอกเขามาโดยที่ไม่เข้าใจ
และยอมรับอะไรเลยมีแต่สร้างความสับสนให้สังคม ตีความกันไปต่างๆ
นานา วันนี้สิ่งที่เราควรจะทำความเข้าใจคือ บนพื้นฐานความขัดแย้งมันก็เท่านั้นเอง"
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
ได้ให้ทัศนะอย่างลึกซึ้งว่า "บนพื้นฐานความขัดแย้ง
การเคลื่อนย้ายของอำนาจจากสิ่งอื่นมาเป็นเสรีประชาธิปไตย ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง
เกิดชนชั้นใหม่ และมีการยื้อแย่งอำนาจต่อสู้กันเนืองๆ ด้านทัศนะคติและกายภาพเพื่อรักษาอำนาจของชนชั้นเอาไว้
เป็นดังที่เราเห็นในทุกวันนี้ ถ้ายังอยากเห็นสังคมนี้อยู่พวกคุณต้องอย่าคิดแบบสุดขอบ
อย่าจินตนาการกับความไม่สอดคล้อง จงทำการเมืองเรื่องชนชั้นให้เป็นเรื่องของประชาธิปไตย
ผมเสนออย่างนี้ก็แล้วกันในรูปธรรมที่มองเห็นจับต้องได้ เราต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม
4 ประการ คือ
1) กองทัพห้ามมาแทรกแซงกระบวนการทองการเมือง
2) ไม่ดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ
3) ขยายพื้นที่ของสิทธิเสรีภาพของประชาชน
4) ขยายพื้นที่ของประชาธิปไตย
ทั้ง 4 ประการเราทุกคนทำได้ในหลักการ 4 ข้อนี้ทุกๆ อย่างจะเดินหน้าไปอย่างปกติของมัน
เมื่อไหร่ก็ตามที่ทั้งหมดถูกนำมาใช้ เลือดจะนองถนนราชดำเนินอีกครั้งหนึ่ง
ผมเชื่อว่าอย่างนั้น"
ในช่วงสุดท้าย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่งว่า
"เราต้องเชื่อมโยงให้เป็นองค์รวม ความผาสุกต้องเป็นของส่วนรวม
สร้างพื้นที่ให้กับทุกคนในสังคมได้มีที่ยืน การปกครองต้องเป็นไปเพื่อส่วนรวม
ถกเถียงกันอย่างมีเหตุมีผล การแบ่งฝักฝ่ายก็เป็นเพราะการเมืองไทยเป็นไปแบบ
อภิชนาธิปไตย ไม่มีพื้นที่สำหรับทุกคน สิ่งที่เราต้องการคือการถกเถียงใช้เหตุผลและต้องการฉันทานุมัติมากกว่าเสียงข้างมาก
บอกสิ่งที่ควรจะเป็นเรียนรู้เพื่อจะอยู่กับมันให้ได้"
ประโยคสุดท้ายที่ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวแฝงนัยอะไรบางอย่างให้เราต้องขบคิดคือ
"ตอนนี้ผมก็เหมือนแม่ทัพที่เคยกรำศึกในสมรภูมิเลือด แต่วันนี้ผมยอมเป็นคนที่ขี้ขลาดมากกว่า
ที่จะเข้าสู่สมรภูมิและสูญเสียสิ่งใดอีก"
59 ปี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่สังคมไทย
ควรตระหนักรู้ให้ชัดเจนว่าสิ่งใดที่เราเผชิญอยู่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเอาเสียเลย
สิ่งที่เขาขาดไปคือความเข้าใจหรือมองต่างมุม วิถีทางแห่งความผาสุกจะเกิดขึ้นได้หากเรารับฟังกันและกันมากขึ้น
โต้แย้งอย่างมีเหตุผล วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก้คงเป็นเพียงวิวัฒนาการทางสังคมการเมืองไทย
สังคมแห่งประชาธิปไตยจริงๆ อีกครั้งอย่างแน่นอน
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
18 มิถุนายน 2551
|