ย้อนมอง"ถนนประชาธิปไตยสร้างหรือทำลายพลังสมานฉันท์ในชุมชน"

ผ่านการเลือกตั้ง อบต.23 มิถุนายน 2544

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเองและ
สังคม แม้ว่าประเทศไทยจะผ่านการเรียนรู้จากการปกครองในระบอบนี้มานานกว่า 69 ปี แล้วก็ตาม แต่แก่นแท้ ที่ควรจะได้รับ
จากการเรียนรู้สั่งสมไว้ เพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ยังลุ่มๆดอนๆ เพราะรากหญ้าของ
ประชาธิปไตย ซึ่งก็คือคน คือชุมชน ยังมีพัฒนาการน้อยมากในความเข้าใจต่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจการเมือง ในบางด้าน
ดีขึ้นเข้าใจมากขึ้น แต่บางด้านกลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิม น่าหวั่นใจกว่าเดิม เพราะอะไร...?

23 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. ทั้งหมด 74 จังหวัดยกเว้น กทม.และภูเก็ต รวม
ทั้งสิ้น 3,633 แห่ง จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 13,742,194 คน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 34,314 หน่วย และมีผู้สมัครทั้งสิ้น 153,450
คน แต่จะสามารถผ่านการเลือกเข้าเป็น อบต.ได้เพียง 68,440 คน เท่านั้น แต่การเมืองเล็กๆ บอกอะไรแก่สังคมไทยได้บ้าง

ค่ำวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน ที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิตใหม่ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ถึงขนาดรถเสริมหลายๆบริษัทหมดลงแต่หัวค่ำ อะไรทำให้มีผู้คนยอมจ่ายค่าเดินทางกลับไปเลือกตั้ง อบต.คราวนี้เป็นจำนวนมาก นั่นเพราะ นั่นเพราะสำนึกทางการเมืองคนชนบท
มีมากพอ และรู้ว่าการเมืองท้องถิ่น คือเกม วัดศักดิ์ศรีของคนและ ระบบเครือญาติในชุมชนนั่นเอง

สังคมชนบทตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น ผูกแน่นกันมาเป็นระบบเครือญาติ ซึ่งถ้าลงไปศึกษากันจริงๆ จะรู้ได้ทันทีเลยว่า แต่ละหมู่บ้าน
ถ้าไล่นับเครือญาติกันแล้ว มีไม่กี่ตระกูลหรอกที่สืบสานกันมาแต่โบราณ แต่ดั้งเดิม คอยช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และ
แต่ละชุมชนก็ผูกสัมพันธ์แน่นไว้ด้วยระบบวัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อต่างๆ ทำให้ชุมชนเหนียวแน่นสมัครสมาน
สามัคคีกันในการดำรงอยู่ร่วมกัน

แต่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบการเลือกตั้งตัวแทนนั้น สังคมไทยรับมาเรียนรู้กันอย่างลองผิดลองถูกตลอดโดยเอา
ชุมชนที่เคยดำรงอยู่มาอย่างสงบแต่ดั้งเดิมเป็นพื้นที่ในการเปิดสนามการเมืองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเรียนรู้จาก
จุดเริ่มต้นจากระบบเผด็จการอำนาจนิยม มาสู่ระบบทุนนิยมประชาธิปไตย การแข่งขันแย่งชิงคือแนวทางที่ระบบประชาธิปไตยไทย
ปูฐานให้สังคมไทยมานาน นานจนวันนี้การเลือกตั้งทุกระดับชั้น ถ้าปราศจาก"เงิน"ย่อมยากที่จะเดินขึ้นมาบนถนนการเมืองได้ แม้แต่ชุมชนชนบทก็ไม่แตกต่าง แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นๆที่มากกว่านั้นบ้าง แต่ก็ประตูนั้นก็แคบเหลือเกิน

บ้านตะกุย ตรมไพร อ.ศีขรภูมิ สุรินทร์ เป็นหนึ่งในชุมชนชนบทที่ตื่นตัวทางการเมืองสูง สูงตามแบบที่นักการเมืองระดับชาติ ทิ้งมรดกอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบ"เผด็จการ+ทุน" ไว้ให้ แต่ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ทุนอย่างเดียว หรือ...?

สำหรับสังคมชนบทที่ก่อสงครามแย่งชิงฐานคะแนนเสียงซึ่งกันนั้น ระบบเครือญาติก็มีบทบาทมากทีเดียว เพราะจะเป็นทั้งหัว
คะแนน และถุงเงินสนับสนุน ซึ่งในสนามการเมืองท้องถิ่น ถ้าเครือญาติลงลุยช่วยกันแล้ว ความเป็นไปได้ก็มีสูงยิ่งขึ้น เพราะใน
ชุมชนชนบทนั้น หนึ่งเสียงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง อย่างเช่นบ้านโพธิ์ทอง ต.บักได กิ่ง อ.พนมดงรัก สุรินทร์ ผู้ชนะการเลือกตั้ง
อันดับหนึ่ง ได้คะแนนเสียงเพียง 15 คะแนนเท่านั้น

ดังนั้นถ้ามีเครือญาติมากๆหรือมีเงินทุนเยอะๆ ผู้สมัครก็เห็นชัยชนะแค่เอื้อม จึงไม่แปลกใจนักถ้าจะมีการซื้อหัวละ1,000-1,500
บาท ตามที่มีในข่าวหนังสือพิมพ์ หลายๆฉบับเพราะรวมๆแล้วก็ไม่กี่หมื่นบาท เทียบกับโครงการของรัฐที่ลงไปในองค์การ
บริหารส่วนตำบล ลงไปในหมู่บ้าน คิดแล้วเป็นเม็ดมากมายมหาศาล มากพอที่จะทำให้หลายๆ พื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการ
จัดเก็บภาษีต่างๆ มางบประมาณบริหาร จึงก่อสงครามทุกรูปแบบ เพียงให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการจ้างมือปืน
มาสังหารคู่แข่งหรือหัวคะแนน ตามที่ออกเป็นข่าวนั้น เป็นความจริง ยิ่งหลังการเลือกตั้ง เพียงเช้าเดียวของวันที่ 24 มิถุนายน มีการฆ่ากันนับหลายรายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบต.และจะมีการตามราวีกันอีกไม่มีสิ้นสุด เพราะเกมการเมืองเป็นเกมแห่ง
ศักดิ์ศรีทั้งตนเอง พวกพ้องและเครือญาติ

จากการสัมภาษณ์ ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 2 รายหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งข่าว ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว thaingo ว่า

"ตนเริ่มใช้เงินตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันรับสมัคร ก็ใช้เงินมาตลอดเลยรวมๆ ก็หลายหมื่นบาท ซึ่งนี่ ถือว่าไม่ใช่การซื้อเสียงน่ะ ผมไม่ซื้อหรอก แค่ค่านู้นนี่ช่วยเขานิดๆ
หน่อยๆ และในความคิดผมนี่ ผมถือว่าใช้น้อยมาก หรือแทบไม่ใช้เลยเพราะการเลือกตั้ง
ที่นี่ ถ้าไม่ออกแรงกันเลย เข้ามาไม่ได้หรอกครับ บางหมู่บ้านเขาเล่นกันเป็นแสน บางคน
ก็ขายนา ขายไร่ติดหนี้ติดสินกันเลยก็มี

ส่วนผมหาเสียงนี่เฉลี่ย ใช้เงิน วัน ละ 400-500 กว่าบาท เท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับสมัยที่แล้วแตกต่างกว่าเยอะ สมัยที่แล้วเลือก
ตั้งเสร็จหมดตัวกันเลย

ก็สมัยที่แล้วนี่ใช้เงินกัน แบบสะพัด ชาวบ้านกินกันจนไม่หวาดไม่ไหวเลยหล่ะ ไอ้คนที่ซื้อก็ซื้อ บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเล่น
การเมืองกัน ไปไหนๆ ชาวบ้านเขาก็เรียก อบต.เลี้ยงหน่อย อบต.จ่ายหน่อย ก็จ่าย เพราะเขาก็ไม่รู้จะหาเสียงกันยังไง ที่เคยเห็นๆ กันก็อย่างงี้มาแต่ไหนแต่ไร ก็หากันอย่างงี้แหละ"

แหล่งข่าวกล่าวและเพิ่มเติมอีกว่า

"ส่วนอันดับหนึ่งคะแนนเขาทิ้งห่างไปเยอะ นั่นเพราะเขามีมีเครือญาติเยอะมาก บ้านนี้ จะดีหรือไม่ดี ถ้ามีญาติญาติเยอะๆ สมัคร
อะไรได้หมดแหละ ก็เกือบครึ่งหมู่บ้าน ส่วนผมไม่มีเครือญาติเลย ก็เลยทำงานหนักหน่อย แต่ผมว่าผมไม่ทุ่มเท่าไหร่ อย่างมื้อนี้ก็
หมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง ก็กินกันเอง ไม่เลี้ยงไม่ได้หรอก เพราะเขาอุตสาห์เลือกเราแล้ว นี่ขนาดคนสอบตกยังล้มหมู ล้มวัวเลย แล้วเราได้จะไม่เลี้ยงเขาหน่อยเหรอ

คนอื่นๆ ก็หมดเหมือนกันครับ ใช้เงินกันหมดทุกคนนั่นแหละ มากหรือน้อยอยู่ที่ใครญาติ
เยอะ อยู่ที่ใครเงินเยอะ หรืออยู่ที่คนนั้นเป็นเด็กใคร อย่างเบอร์ 6 นี่เป็นเด็ก ส.จ. พรรค
ไทยรักไทย เขาก็ได้มาทั้งเงิน ทั้งเหล้าเบียร์ เพียงแต่ผมมีกระแสเข้ามาช่วยด้วยเลย
ชนะเขาหวุดหวิด

ถ้าให้เฉลี่ย คนหนึ่งอย่างน้อยๆ ก็หมื่นบาทแหละครับอย่างน้อยน่ะ หรืออาจจะมากกว่า ตอบไม่ได้ครับเพราะไม่มีใครสนใจใครเลย แม้แต่ตัวผมเองจ่ายไปเท่าไหร่ ผมเองยังไม่รู้เลย"

จากนั้นทางทีมข่าว thaingo ได้เข้าไปสัมภาษณ์ แหล่งข่าว ซึ่งเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง ในบ้านตะกุย กล่าวว่า

"ปัจจัยเรื่องเงินนี่มีส่วนมากในการที่จะชี้ว่าใครจะได้รับการเลือกตั้ง ผมคิดว่าไม่ใช่การแจกเงินหรอก แต่การเลี้ยงดูปูเสื่อกัน
ก็ต้องมีบ้าง จำพวกเหล้ายาปลาปิ้ง ขนมหวาน ขนมจีน อะไรประมาณนี้แหละครับ ซึ่งมันจำเป็นนะ ถ้าไม่มีเลยก็คงยากที่ชาวบ้าน
เขาจะหันมาเลือก เพราะชาวบ้านเขาจะคิดเลยว่าพึ่งไม่ได้หรอก ไม่สปอร์ต โดยเฉพาะเยาวชนนี่เขาดูเลยว่าใครสนับสนุนกีฬา
เยาวชนบ้าง ใครแจกเสื้อกางเกงอะไรพวกนี้

ส่วนเครือญาติก็มีส่วนมากเหมือนกัน เพราะที่นี่เขาเอาญาติพี่น้อง ไว้ก่อนแหละ จะเป็นคนดีไม่ดีช่างเหอะ ญาติตัวเองเลือกก่อน ก็หมู่บ้านนี้เขาพึ่งพาอาศัยกันแบบเครือญาติมานานแล้ว"

ชาวบ้านคนนี้กล่าว นอกจากนั้นยังกล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวอีกว่า

"กระแสคนดีบางทีก็มีน่ะ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนหรอก อย่างเช่นสมัยที่ผ่านมานี่ ไม่สนกันเลย ชาวบ้านดูอย่างเดียวใครให้เงิน
เยอะ กูเลือกคนนั้น แล้วก็มีเครือญาติด้วย มาสมัยนนี้นะ เลือกคราวนี้นะ ชาวบ้านคุยกันเลยว่า จะเอาใครดี มีความรู้ความสามารถ
ไหม ตรงนี้เขาก็คุยบ้างเหมือนกัน ปรึกษากันบ้างเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้ชาวบ้านเลือกคนดี ไม่มีเงินแต่ตั้งใจมาทำงานพัฒนานี่ ผมคิดว่าก็มีโอกาสเหมือนกันน่ะ แต่คนนั้นต้องพูดเก่งหน่อย พูดให้ชาวบ้านเชื่อถือให้ได้ ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีคนแบบนี้เข้ามาสมัครหรอก แต่ถ้ามีคนพูดเก่งๆ แบบนี้ก็ไม่แน่น่ะ"

ชาวบ้านรายนี้กล่าว

จากนั้นทีมข่าวได้สัมภาษณ์หัวคะแนนคนหนึ่งของผู้ชนะการเลือกตั้งอันดับ 2 ซึ่งกล่าวกับทีมข่าว thaingo ว่าทำไมปีนี้มีแต่
คนหน้าใหม่ๆและอายุน้อยๆ ทั้งนั้นที่เข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่นและการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำไมถึงมีการทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้น

"การเลือกเอาคนแบบคนก่อนๆ นั้น เขาไม่อยากเลือกแล้วครับ เพราะไม่ค่อยทำงาน
กันเลย ไม่รู้ว่าเขาทำไม่เป็นหรือไม่อยากทำนะครับ แต่เวลากินงบประมาณนี่ แม้แต่
คนตาบอดหูหนวกยังรู้เลย ว่างั้นเถอะ ชาวบ้านเขาก็เลยไม่เลือกคนเดิม เป็นอย่างนี้
เกือบทุกหมู่บ้านเลยนะครับ ทั้งบ้านตาแก้ว บ้านกุละ บ้านสำรอง คนหน้าใหม่ๆทั้งนั้น อายุก็น้อยๆ ด้วย บางคนยี่สิบกว่าแค่นั้นเอง"

หัวคะแนนคนนี้กล่าว ก่อนจะยอมตอบว่า ความขัดแย้งมาจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีไหม

"ผมค่อนหนักใจน่ะ ปีนี้ทะเลาะกันรุนแรงมาก หัวคะแนนแต่ละคนมองหน้ากันไม่ได้เลย เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนเริ่มหาเสียงแล้ว
มันแทงกันข้างหลังทำลายกันพอๆ กับการเมืองใหญ่ๆเลยวิ่งด่า วิ่งแฉกัน ทั้งๆ ที่เคยคุยกัน เห็นหน้ากันทุกวัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน วันนี้แทบจะเห็นหน้ากันไม่ได้เลย เกลียดกันไปเลย บางคนก็ถึงกับชกต่อยตบตีกันวุ่นวายไปหมด จนต้องจับมือกันไปร้องผู้ใหญ่
นี่รู้ไหม ตอนนี้พอเลือกตั้งเสร็จก็แบ่งกันเป็นกกเป็นเหล่ากันไปเลย ซึ่งเมื่อก่อนมีอะไรก็เรียกกัน ก็ช่วยกัน ก็พึ่งพาอาศัยกัน ตอนนี้
ท่าทางจะแย่มากขึ้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นหรือแย่ลงน่ะ " หัวคะแนนคนเดิมกล่าว

 


สำนักข่าว thaingo
cheever@hotmail.com