จาก อีสเทิร์นซีบอร์ด ถึง เซ้าเทิร์นซีบอร์ด ใครคือ ฆาตกร ตัวจริง

ชื่อ อันเป็นภาษาถิ่นว่า "มาบตาพุด" ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยคุ้นหูมากที่สุด เพราะแหล่งรับแรงงานตั้งแต่ราคาถูกๆ จากอีสานไปจนถึงแรงงานปกคอเสื้อขาว และเป็นสถานที่ที่หญิงสาวจากอีสานและจากภาคเหนือ หลั่งใหลมาขายบริการ กันมาก เนื่องที่นี่กว่า 2 ทศวรรษแล้ว ที่ได้กลายมาเป็นแหล่งเงินสะพัดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

แท้ที่จริง มาบตาพุด คือบริเวณพื้นที่พิเศษที่รัฐจัดขึ้น (แบบเพียบพร้อมทุกๆอย่าง) เพื่อส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเราเรียกว่า เขตนิคมอุตสาหกรรม โดยที่มาบตาพุดนั้นส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่ง และปัจจุบันแนวคิดการจัดทำพื้นที่พิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุน ได้เติบโตและขยายไปแหล่งอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นที่รับรู้จากปากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยว่า เศรษฐกิจไทย (อุตสาหกรรม) เติบโตต่อเนื่อง

กระนั้นในความหนาแน่นของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งคือเงิน แต่อีกด้านหนึ่ง (ที่ปกปิดมาตลอด) คือ มหันตภัย ที่ก่อให้เกิดมลพิษปริมาณที่เข้มข้นสูง ทุกๆ รูปแบบ และเริ่มทวีปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงทุกๆ ด้าน รวมถึงสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ระบบนิเวศ ชนิดเกินกว่าที่ธรรมชาติจะทนทานรับได้แล้ว (Over Carrying Capacity) ยังไม่นับรวมปัญหาสังคม ซึ่งในความเป็นจริง ไทยเองก็สวนทางกับสถานการณ์โลกมนุษย์ที่เริ่มรับภาวะการสูญเสียทางธรรมชาติไม่ได้แล้ว แต่ก็ปล่อยปละละเลยมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง จากปัจจัยอันเดียวคือเกิดจากมลพิษภาคอุตสหกรรม

กรณี มาบตาพุด ซึ่งเป็นเพียงข่าวเชิงปรากฏการณ์ ติดต่อกัน 3-4 วัน เมื่อกลางเดือนมกราคม เป็นแค่ความจริงบทหนึ่งที่สะท้อนออกมาได้ตลอดระยะ 25 ปี ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่าได้ก่อเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดมาตลอด ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ตลอดจนความสุขและวิถีความเป็นสังคมอย่างไร เพราะสภาพอากาศ กลิ่น เสียง เป็นพิษ น้ำ ดิน ผัก ปลา เป็นพิษ จนกินอาบไม่ได้ หนำซ้ำร่างกายก็ต้องทวีการพึ่งแต่ยาเพราะปัญหาเจ็บป่วย คือผลพวงของชีวิตหลังการพัฒนาที่ไม่เคยถูกเปิดเผยอย่างจริงจัง

ไม่นับรวมกรณีที่อื่นๆ อาทิ นิคมฯ ผาแดง ที่คนทั้งหมู่บ้านมีสารตะกั่วเพราะกินข้าวในนาที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว หรือ กรณีน้ำในภาวะวิกฤติในทะเลสาบสงขลา จนกระทบชีวิตและสุขภาพหลายชุมชน อันมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมรายรอบทะเลสาบอย่างไร้ทิศทาง เป็นต้น ไม่นับรวมที่เกิดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่นๆ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ลำปาง เป็นต้น

พิจารณาเรื่องการบริหารจัดการ ด้านการพัฒนาที่เน้นด้านเศรษฐกิจ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม แล้วค้นพบอะไร กรณีมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ จ.ระยอง ชลบุรี ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมมากถึง 13 เขตนิคม มีโรงงานขนาดใหญ่ 712 โรงงาน ถ้ารวมขนาดเล็กๆ ที่มากกว่า 1,000 โรงงาน (ข้อมูลจาก ศรีสุวรรณ จรรยา นสพ.มติชน 31 ม.ค.50 หน้า 7) ก็นับว่าระยองและชลบุรี คือเมืองของภาคอุตสาหกรรม อีกด้านหนึ่งคือเมืองมลพิษ และในอนาคตอาจจะเรียกว่า เขตเคอร์ฟิวมลพิษ เพราะจะไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ที่สัญจรไปมาและอาศัยอยู่ และอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ถ้ายังอยู่ในการดูแล ควบคุม บริหารในมือภาครัฐและปกครองท้องถิ่น ฝ่ายเดียวเช่นนี้ เพราะเป็นการพัฒนา แบบจงใจเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและภาคอุตสาหกรรม เข้ามาละเมิดสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน

ปัจจุบันเริ่มค้นพบมากขึ้นๆ ว่าชาวบ้านมาบตาพุด กำลังล้มป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ มะเร็ง ลูคีเมีย โรคระบบทางเดินหายใจ ผิวหนังอักเสบ ระบบประสาทผิดปกติ และโรคขาดความสุขทางสังคม และที่ยังไม่รู้อีก ว่าตั้งแต่มีนิคมฯ อุตสาหกรรมขึ้นมา ประชาชนล้มป่วยและตายด้วยพิษอุตสาหกรรมอะไร ไปเท่าไหร่ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลจากชาวบ้านและทางการแพทย์ที่กล้าออกมายืนยัน โดยเฉพาะจากทั้งหมด ใน 13 เขตนิคมฯ ทั่วทั้ง ระยอง ชลบุรี และไม่นับรวม นิคมฯ ที่เกิดขึ้นไปแล้วทั่วประเทศไทย ล้วนมีที่ตั้งแหล่งนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังไม่มีรายงาน

การบริหารประเทศ ตามแผนพัฒนาฯ บ่งบอกว่า ประเทศไทย มีกองทุนและนโยบายที่สนับสนุนการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจมากมาย แต่ไม่มีกองทุนชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษและภัยของการพัฒนา ไม่มีกองทุนสนับสนุนการฟ้องร้องเอาผิดและเรียกค่าชดเชยผู้ประกอบการ ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่ปล่อยปละละเลย จนเกิดการละเมิดสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และจะมีเพียงนโยบาย 30 บาทรักษา (ไม่ดีไม่ทุกโรค) เท่านั้นที่พอจะทำเนาว่ารัฐลงไปดูแลปัญหาสุขภาพ แรงงานและประชาชนหลังการพัฒฯา

นอกจากนั้น มองบทเรียน กรณีโรงงานแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ อ.จะนะ สงขลา รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรือกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ ในนิคมอุตสาหกรรมฯ มวกเหล็ก สระบุรี นั้น นอกจากรัฐจะไม่สนใจ และคุ้มครองปัญหามลพิษ และสุขภาพประชาชนแล้ว รัฐยังเข้าข้างและร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม รังแกและละเมิดสิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนเสียเอง

เมื่อฟังถ้อยแถลงจากรัฐบาลพอเพียง ซึ่งมีนโยบายจะย้ายโรงงานที่จะเข้ามาตั้งในมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงในอนาคต ซึ่งกำลังกระทบกฎหมายสิ่งแวดล้อม จนเป็นที่รับรู้ในสังคมแล้ววันนี้ จนต้องให้ต้องย้ายลงไปในโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด แถบภาคใต้ชายฝั่งอ่าวไทยแทน ซึ่งประจวบเหมาะว่าตรงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ที่มีโครงการสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมและห้าเหลี่ยมเศรษฐกิจ รออยู่ และจะย้ายในสถานการณ์การเมืองที่ไม่มีบรรยากาศไม่ประชาธิปไตย ดังนั้นตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึงเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่จะพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมด้านอาหารฮาลาล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโครงการที่จะกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้น

สรุปโดยภาพรวมทั้งหมด เมื่อมองไปที่หน่วยงานที่ทำการควบคุม ตรวจสอบ ฟ้องร้องป้องกัน ตลอดจนการวางระบบป้องกันภัยมลพิษ และแผนฟื้นฟูสุขภาพกายและจิตใจประชาชน หลังการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม และให้ประชาชนมีส่วนร่วม ล้วนแต่ยังไม่เกิดขึ้น และเท่าที่มีนั้นก็แทบไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะไม่ทำงาน ไม่ติดตาม และไม่ตั้งใจทำงานเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชน กลับกันที่ผ่านๆ มากลับเป็นกระบวนการตรวจสอบอย่างหวาดๆ หวั่นๆ และปริวิตก ถึงผลกระทบต่อการลงทุน และอัตราการเจิรญเติบโตของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

กรณีนิคมฯ มาบตาพุด ก็อาจจะแค่นิยายโศกนาฏกรรม ที่เล่าถึงชีวิตคนจนอีกหน้าหนึ่ง ที่ตราตรึงแล้วก็เงียบหายไป เพราะทางออกในปัจจุบันนี้ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม ทำได้แค่ตั้งกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ คือ ชุดแรกเป็นอนุกรรมการวิชาการศึกษาวิจัยสาเหตุ และ ชุดสองเป็นอนุกรรมการเฉพาะกิจหาทางแก้ไขมลพิษ ซึ่งก็เป็นไปตามวิธีการทางการเมือง ที่ปฏิบัติตามๆ กันมา

ดังนั้น การที่รัฐบาลป่าวประกาศ การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สะท้อนว่าระดับหนึ่งนั้นยังไม่เป็นความจริง ซึ่งยืนยันได้จาก การเสนอแผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยในโครงการเซ้าเทิร์นซีบอร์ด ที่ประจวบคีรีขันธ์ และ แถบ อ.สิชล อ.ท่าศาลา นครศรีธรรมราช (ต่อเนื่องออกจากนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.ขนอม) นิคมอุตสาหกรรมทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว ตรัง หรือด้านอื่นๆ ก็มิได้ชะลอ เปลี่ยนแปลง อาทิ การพัฒนาท่าเทียบเรือน้ำลึก ที่เกาะยาว พังงา เกาะนาคา ภูเก็ต ปากบารา อ.ละงู สตูล เป็นต้น

และนี่เป็นประเด็นปลีกย่อยๆ ให้เหล่า 35 อรหันต์ ที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญ ต้องตอบคำถามประชาชน ว่า "รัฐธรรมนูญจะควบคุมและบังคับให้รัฐ ทุน และฝ่ายการเมือง ปฏิบัติตนว่าต้องคุ้มครองสิทธิประชาชน" อีกทั้ง ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสำหรับการพัฒนา การหาทางออก เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปถึง วิถีของการพัฒนาที่ไม่ละเมิดสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน และไม่สร้างภัยพิบัติแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือหัวใจของประชาธิปไตย ที่ประชาชนเคลื่อนไหวมาตลอดทุกยุค ทุกสมัย

เพราะถ้าขืนยังพัฒนาแบบปล่อยให้ฆาตกรอุตสาหกรรมไล่ฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็นแบบนี้ละก็ ยังไงๆ ก็ต้องลุกขึ้นเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล อันเป็นเหตุให้กองทัพอ้างเพื่อล้มรัฐธรรมนูญกันอีก และถ้าถามตรงๆ ฟันธงโช๊ะทีเดียว ! ใครคือฆาตรกรตัวจริงบนเส้นทางการพัฒนา ?

หรือ จะให้สร้างเขตนิคมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพแรงงานที่ได้รับมลพิษจากอุตสาหกรรมเสียก่อน จึงจะตอบได้เลาๆ ว่า ปัจจุบันน่าจะมีประชาชนนับแสนแล้วที่เริ่มป่วยเพราะปัญหามลพิษ !!

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

8 กุมภาพันธ์ 2550