www.thaingo.org

       
             ขอประณตสองมือเหนือเศียรเกล้า รำลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้จุดประกายทางความคิด คุณพิทยา ว่องกุล
 ผู้ฉายภาพ “ชุมชนาธิปไตย” ซึ่งเป็นเสมือนกุญแจไขแนวทางในการ ดำเนินไปของเราชาว “สยามประชา”
 ขอรำลึกนึกถึง ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้ที่กระชากหน้ากากลัทธิบริโภคนิยมอันโสมมและเผยโฉมเศรษฐกิจ
ชุมชนให้เราได้เชยชม ครูชบ ยอดแก้ว คุณหมออนันต์ บุญโสภณ คุณเดช พุ่มคชา ผู้เป็นเจ้าของวลี
“ไม่รุ่มรวย แต่ไม่ขาดแคลน” หรือแม้กระทั่งแต่ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ซึ่งเรายังเชื่อในคำของอาจารย์ว่า วันหนึ่งเศรษฐกิจไทยที่ได้ตายไปแล้ว จะต้องฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ดุจ นกฟีนิกซ์ หรือ “ปักษาอมตะ”
ที่ไม่มีวันตาย

      ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าแด่พระเทพดิลก (ท่านเจ้าคุณระแบบ) วัดบวรนิเวศวรวิหาร ที่ได้มีเมตตาธรรม ชี้นำแสงสว่างแห่งพุทธิปัญญา แก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอ่อนด้อยทางปัญญาอย่างยิ่ง

_________________________________

วิสัยทัศน์สยามประเทศ ๒๕๕๐ ว่าด้วย วงจรทุนกับการสร้างชุมชนาธิปไตย

 

         เมื่อสภาวะของบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป “เงิน” มีปัจจัยต่อการดำรงอยู่ของวิถีชีวิตและชุมชน จึงไม่อาจจะปฏิเสธ
 “ทุน” เพราะถ้าท่านปฏิเสธ “ทุน” ชุมชนก็จะต้องปฏิเสธ “ท่าน”เช่นเดียวกันเพื่อให้เข้าถึงความตั้งใจเจตนาของพวกเรา
 จึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายได้สร้างมโนภาพว่าเวลานี้ ท่านทั้งหลายกำลังอยู่ท่ามกลางบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหัก
พังจากพิษภัยของลัทธิบริโภคนิยมไร้ชาติ เช่นดังที่ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมองเห็นสภาพกรุงศรีอยุธยา แล้วบ่าย
หน้าเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ที่กรุงธนบุรี เพราะเวลานี้เราและท่านทั้งหลายจะได้ช่วยกันวิพากย์วิจารณ์การ
ออกแบบโครงร่างประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่การเป็นชุมชนาธิปไตย

     ขณะนี้เรากำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับชุมชน ทั้งในฐานะที่เป็นทุนทางการเมืองและทุนทางสังคม ที่จะดำรง
คงความเป็นชาติอยู่ต่อไป โดยยึดหลักที่ว่า ชุมชนเข้มแข็ง จะสามารถนำพาให้ประเทศออกไปจากวิฤตรอบด้าน
 ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และศีลธรรม ดังนั้น “ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง”จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์หลัก
 ที่จะใช้ในการกำหนดโครงร่างของประเทศ ซึ่งต่อไปนี้เราชาวสยามประชาจักได้นำเสนอ ยุทธวิธีที่จะบรรลุ “ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง” มาเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้วิพากย์วิจารณ์กันดังต่อไปนี้

     “ชุมชนเข้มแข็ง” นั่นหมายถึงความเป็นทุกส่วนของชุมชนต้องเข้มแข็ง หรืออย่างน้อยต้องเข้ากันได้และสนับสนุน
ซึ่งกันและกัน จึงไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องมานึกทบทวนว่า “ส่วนหลัก” ที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชน “ประกอบ” ด้วยอะไรบ้าง ประชาชนเป็นศูนย์กลางของชุมชน การศึกษาคือองค์ความรู้ที่จะยกระดับความคิด เศรษฐกิจและอาชีพคือลมหายใจ
ของชาวบ้าน การคลังคือแหล่งพลังงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การสาธารณสุขคือมูลฐานในการดำรงชีวิตของ
ประชาชน ศีลธรรมของผู้คนคือเครื่องกำกับความโกลาหล องค์กรปกครองตนเองคือเครื่องมือของชุมชนาธิปไตย

   ดังได้เกริ่นไว้แต่แรกแล้วว่า “ทุน” ที่เรียกว่า “เงินตรา” นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่และเป็นไปของชุมชน
 เราจึงเห็นว่าการเริ่มต้นสร้างชุมชนเข้มแข็งจึงน่าจะเริ่มต้นที่การออกแบบโครงสร้างของระบบทุนและวงจรทุนก่อนเพื่อ
ให้เป็นส่วนหลักที่จะเชื่อมโยงส่วนอื่น ๆ และสนับสนุนให้ส่วนทั้งหมดดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น เราจึงขอนำเสนอแต่เฉพาะการออกแบบโครงสร้างระบบทุนและวงจรทุน โดยละเว้นที่จะกล่าวถึงส่วนอื่น ๆ    
  ซึ่งอาจจะก่อเกิดขึ้นเองตามกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ที่อาจารย์หมอประเวศเรียกมันว่า การผุดบังเกิด นั่นเอง

    เพื่อให้ “ทุน” ที่เรียกว่า “เงินตรา” เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” ได้ จึงจำเป็นจะต้องวางโครง
ร่างของระบบการเงินของประเทศเสียใหม่ โดยยึดหลักที่ว่า “รัฐต้องควบคุมกลไกการเงิน เพื่อรักษาอธิปไตยชาติ แต่
ไม่ผูกขาดการลงทุนด้านธนาคารพาณิชย์” ซึ่งจะมีแนวทางในการดำเนินการคือ ต้องจัดตั้งธนาคารของรัฐ ให้ครอบคลุม
ความประสงค์ของประชาชนและชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนของธนาคารได้ แต่ไม่นำเข้าตลาดหลัก
ทรัพย์ และให้มีการแบ่งแยกภาระกิจของธนาคารของรัฐแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการการแข่งขันกันเอง   
    ซึ่งต่อไปจะมีธนาคารที่เป็นเครื่องมือของรัฐจำนวน 8 แห่ง โดยในที่นี้ จะกล่าวถึงจำเพาะเพียง 5 แห่ง ที่จะมีผลโดย
ตรงต่อการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เท่านั้น รวมทั้งธนาคารที่เกิดขึ้นโดยชุมชนเองอีก 1 แห่ง รวมเป็น  6 แห่งได้แก่
    1. ธนาคารเพื่อการบูรณะฟื้นฟูประเทศ  
    2. ธนาคารเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
    3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
   4. ธนาคารเพื่อการศึกษาแห่งชาติ
    5. ธนาคารเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ส่วนบุคคล และ
    6. ธนาคารชุมชน

     โดยที่ ในการจัดตั้งธนาคารโดยรัฐทั้ง 5 แห่ง และโดยชุมชน อีก 1 แห่งนี้ เกิดจากพื้นฐานที่พวกเราได้วิเคราะห์ความ
ประสงค์ของชุมชน เพื่อที่จะได้ให้การสนับสนุนได้อย่างเต็มประสงค์ กล่าวคือ จะต้องแยกแยะว่า กิจการใดที่สถาบันการ
เงินแห่งใดจะต้องเข้ามารองรับ และประชาชนจะเดินเข้าไปเพื่อขอรับการสนับสนุน ซึ่งถ้าเราพิจารณาจากความประสงค์
ในชุมชนหนึ่ง ๆ ที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินแล้ว จะมีตั้งแต่ คน ๆ หนึ่ง ต้องการกู้เงินไปใช้หนี้นอกระบบ คน ๆ หนึ่งต้องการกู้เงินส่งลูกเรียนหนังสือ คน ๆ หนึ่งต้องการกู้เงินไปทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ คนหลายคนรวม
กันต้องการกู้เงินไปประกอบกิจการที่ใหญ่ขึ้น กลุ่มสตรีที่รวมกันขึ้นเพื่อจะทำผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป กลุ่มสตรีอีก
กลุ่มหนึ่งที่ถนัดด้านทอผ้าอยากทำกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มคนหนุ่มที่ทอผ้าไหมไม่เป็นและไม่ชอบทำอาหารแปรรูปแต่อยาก
ทำเฟอร์นิเจอร์หวายขาย กลุ่มทำนาอยากมีรถไถนา เกี่ยวข้าว และนวดข้าวเป็นของกลุ่มตัวเอง อบต.อยากสร้างห้อง
สมุดชุมชน เทศบาลเมืองอยากสร้างโรงกำจัดขยะ อบจ.อยากสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพ    
     ซึ่งจะเห็นว่าในความเป็นจริงมีความหลากหลายยิ่งกว่านี้นัก และจะไม่สามารถตอบสนองได้เพียงการจัดตั้งกองทุน
หมู่บ้านเป็นการตายตัว เพื่อรองรับความประสงค์ เช่น กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ เนื่องจาก
จะเกิดปัญหาหากไม่สามารถตอบสนองความประสงค์ทั้งหมด หรือไม่สามารถแยกแยะหรือจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วน
ของแต่ละคน แต่ละกลุ่มแล้ว ย่อมจะนำมาซึ่งความแตกแยกในชุมชน ซึ่งเกิดขึ้นมาให้เห็นมากต่อมากแล้ว จึงไม่ควร
เดินซ้ำรอยเดิม

    ดังนั้น การจัดตั้งธนาคารของรัฐ 5 แห่ง และการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีธนาคารชุมชนเป็นของตนเองอีก 1 แห่ง จึงเป็นการวางโครงสร้างของสถาบันการเงินที่จะมีส่วนสนับสนุนให้นำไปสู่ชุมชนาธิปไตย ซึ่งการที่จะอธิบายกลไกการ
ทำงานของธนาคารรัฐทั้ง 5 แห่ง และธนาคารชุมชนอีก 1 แห่ง โดยให้สั้น กระชับ และไม่เข้าใจยาก อาจจะไม่ใช่เรื่อง
ง่ายนัก แต่ก็อยากจะวาดภาพให้ท่านทั้งหลายได้เห็น เพื่อจะได้วิพากย์วิจารณ์ และนำไปสู่การต่อยอดทางความคิด
ให้กว้างขวางและลุ่มลึกขึ้น ดังต่อไปนี้

     ธนาคารเพื่อการฟื้นฟูบูรณะประเทศ จะถูกจัดตั้งขึ้นในทุกจังหวัดเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระจายงบประมาณ
แผ่นดินของรัฐไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งจะเปลี่ยนปรัชญาการพัฒนาเดิมจากข้างบนสู่ข้างล่าง (TOP DOWN) มาเป็นจากข้าง
ล่างสู่ข้างบน (BOTTOM UP) โดยการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ เสนอโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
หรือโครงการเศรษฐกิจชุมชน ก็ตาม ที่สอดคล้องความประสงค์ของชุมชน เพื่อขอกู้เงินจากธนาคารแห่งนี้มาดำเนินการ โดยอาจจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ หรือคิดแต่เพียงค่าธรรมเนียมการขอกู้ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ
ประชาสังคมขึ้นในท้องถิ่นนั้น ๆ และความสำเร็จหรือความเข้มแข็งของชุมชนที่เกิดขึ้น นั่นหละคือกำไรของการประกอบ
การของธนาคารแห่งนี้ ส่วนประเด็นที่ว่าเงินทุนของธนาคารแห่งนี้จะได้มาจากที่ใดนั้น มาจากหลายแหล่งรวมทั้งบ
ประมาณแผ่นดิน ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงไปถึงการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีของรัฐ นั่นคือการออกพระราชบัญญัติ การจัดเก็บภาษีมรดกและทรัพย์สิน ซึ่งจะไม่ได้ให้รายละเอียดในที่นี้

     ธนาคารเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะถูกจัดตั้งขึ้นในทุกจังหวัดเพื่อมารองรับศักยภาพของคนในชุมชน
ที่อาจรวมกันจัดตั้งวิสาหกิจขึ้นมาเพื่อประกอบการทั้งด้านการผลิต การค้าหรือการบริการ ที่จะต้องใช้ทุนประกอบการสูง
กว่าที่สถาบันการเงินของชุมชนเองจะตอบสนองได้ซึ่งการขอกู้กับธนาคารแห่งนี้จะต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลร่วมกัน
ค้ำประกัน โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นของเอกชน

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะถูกจัดตั้งขึ้นในทุกอำเภอและจะต้องยึดมั่นในปรัชญาที่จะดูแลและ
อำนวยสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตรเท่านั้น โดยไม่ก้าวล้ำไปปล่อยกู้นอกภาคเกษตรกรรม เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับภารกิจ
ของธนาคารรัฐอื่น ๆและให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่ในการบริหารงานสำนักงาน
ประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรถาวรต่อไป

    ธนาคารเพื่อการศึกษาแห่งชาติ จะถูกจัดตั้งขึ้นในทุกอำเภอ เพื่อมาดูแลและอำนวยสินเชื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา และให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐยังไม่สามารถจัดการศึกษาให้เปล่าโดยไม่คิดค่า
ใช้จ่ายได้ โดยธนาคารเพื่อการศึกษาแห่งชาตินี้ ให้แปลงสภาพมาจากธนาคารออมสิน และให้ยึดมั่นในปรัชญา
การดำเนินการ เพื่อสนับสนุนการศึกษาเท่านั้น

     ธนาคารเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ส่วนบุคคล จะถูกจัดตั้งขึ้นในทุกจังหวัด โดยมีปรัชญาในการก่อตั้งขึ้นมาเพื่อ
ที่จะดูแลและอำนวยสินเชื่อในการปลดเปลื้องและผ่อนคลายภาระหนี้สินส่วนบุคคลเพื่อไม่ให้ต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะ
บีบคั้นทางจิตใจ โดยที่ธนาคารแห่งนี้ จะทำหน้าที่รับโอนหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนที่บุคคลนั้น ๆ มีหนี้ค้างชำระอยู่ และรับชำระหนี้ส่วนนั้นแทนก่อน แล้วจึงมาทำข้อตกลงใหม่ ในการผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารเพื่อการปรับโครงสร้าง
หนี้ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถที่จะเลือกชำระคืนได้ทั้งการชำระเป็นเงินตามความสามารถในปัจจุบัน หรือการทำงานชดเชย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการตัดหนี้บางส่วนก็ได้

    ธนาคารชุมชน จะเป็นสถาบันการเงินของท้องถิ่น ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยความพร้อมใจกันของชุมชน มีนโยบาย
ในการดำเนินการเป็นของชุมชนเอง โดยรัฐจะเป็นเพียงผู้ กำกับ ดูแล ให้สามารถจัดตั้งขึ้นได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายอื่น ๆ และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐ จะออกใบอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารชุมชนได้อำเภอละ 1 แห่งเท่านั้น เพื่อรองรับการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน ที่มีการดำเนินการ
อยู่ก่อนแล้ว ในแต่ละท้องถิ่น

     ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้คือ โครงสร้างของสถาบันการเงินของประเทศที่จะเป็นวงจรทุนซึ่งถูกออกแบบ
มาเพื่อรองรับและสนับสนุนให้เกิดประชาสังคมในชุมชน ท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ “ชุมชนเข้มแข็ง” และความเป็น “ชุมชนาธิปไตย” ต่อจากนี้ไป ก็ขอเชิญท่านทั้งหลายได้วิพากย์วิจารณ์กันตามอัธยาศัย.

                                                                ******************************

นายเอกอิสโร วรุณศรี
หัวหน้ากลุ่ม “สยามประชา”
18 มีนาคม 2544

สำนักข่าว thaingo
cheeriver@hotmail.com