วิญญาณ - ลูกหลาน - ชาวนา ใน “คำถามหายไปไหน?”

ชีวิตชาวนานั้นแสนลำเค็ญ เป็นสิ่งที่รับรู้กันมานาน ถึงอย่างนั้นอาชีพทำนาตั้งแต่อดีตมาแล้วเคยเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ เป็นระบบการผลิตเชิงวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงสังคม ชุมชน นอกจากนั้นยังสร้างสำนึกและอุดมการณ์ดีๆ ค้ำจุนสังคม ได้ปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างมีความสุข แม้แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจล้มละลาย เมื่อปี 2540 แรงงานถูกเลิกจ้างมากมาย ผืนนาและบ้านเกิดกลับรองรับได้อย่างเข้มแข็ง

หากย้อนภาพการพลิกผันเปลี่ยนแปลง วิถีชาวนาไทย เริ่มตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตลาดทำการค้า และเมื่อเข้าสู่ขบวนการเร่งรัดพัฒนา ชาวนาไทยก็มีพลวัตเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และยิ่งเมื่อกระแสทุน ลัทธิบริโภคเข้ามาควบคุมกำกับวิถีชีวิต สังคม โดยเฉพาะสังคมชาวนา การผลิตที่ต้องเผชิญชะตากรรม ความลำเค็ญ และความไม่แน่นอน ก็ยิ่งทุกข์หนัก ที่สำคัญชาวนาทำนาขาดทุนทุกปี จนชาวนาเริ่มทบทวน ถดถอยและไม่ปรารถนา ให้ลูกหลานยึดอาชีพการทำนา จนปัจจุบันผืนนาใกล้รกร้างถูกทิ้งพร้อมๆ กับวัฒนธรรมชาวนา และอาชีพทำนาของคนไทยใกล้สูญพันธุ์ล่มสลายทางวิถีไปแล้ว

ค่ายดำนา เพื่อน้อง คือหนึ่งในกิจกรรม ที่พยายาม ประสานเอารูปแบบค่าย มาสร้างเป็นกระบวนการเรียนรู้ กระตุ้นสำนึกลูกหลานชาวนา ที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยเป้าหมาย ก็คือ “เรียนรู้ร่วมกันเพื่อสืบสาน.... จิตวิญญาณชาวนา” ที่ อาศรมดอนแดง อ.กันทรวิชัย มหาสารคาม เมื่อ 7-8 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากกิจกรรมดำนา แล้วยังมีกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งจากชาวนา และนักพัฒนาเอกชน โดยหัวข้อ สนทนา เริ่มตั้งแต่ “ชาวนาในสถานการณ์ปัจจุบัน” ไปจนถึง การตั้งคำถามถึงคนรุ่นใหม่ ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ “ไผ ... สิสืบสาน จิตวิญญาณชาวนา” ต่อไป

สุเมธ ปานคำพัน จากอาศรมไทบ้านดอนแดง ได้เริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในคนรุ่นใหม่ว่า เพราะประสบการณ์ชีวิต ที่ยากลำบากของพ่อแม่เป็นสำคัญ จึงไม่อยากให้ลูกทำนาอีกแล้ว

“สาเหตุว่าทำไมคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นกลุ่มน้องๆ นักศึกษาที่มาทำกิจกรรมค่ายฯ ดำนา หลายคนเป็นลูกชาวนา แต่ไม่เคยดำนา ซึ่งปัญหานี้ ต้องไปถามคนรุ่นใหม่ เขาถึงจะตอบได้ แต่ในตัวผมเองอยากจะเล่าอะไรให้ฟัง ตอนนี้ชาวนา คนที่กินข้าวจากชาวนา คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักต้นข้าวว่าเป็นอย่างไร ดูไม่ออกว่าต้นข้าวเป็นอย่างไร ต้นหญ้าเป็นอย่างไร รู้จักแต่ข้าวที่อยู่ในจาน เรื่องนี้สะท้อนว่า มันเกิดอะไรขึ้น คนปัจจุบัน ไม่รู้จักต้นข้าวที่ออกผลให้กิน ซึ่งผมคิดว่ามันเหมือนกับการทรยศกับชาวนาไปแล้วในเบื้องต้น

อีกประเด็น คือ ลูกชาวนา เมื่อเรียนจบก็ไม่มีโอกาสกลับไปรับใช้พ่อแม่ที่เป็นชาวนา ถ้ามาเรียนหนังสือก็หมายความว่า มาเรียนหนังสือ ก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอก ได้ปริญญาแล้วก็กลับบ้าน อันนี้โทษน้องไม่ได้ แต่โทษว่า มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรารู้ไม่ทัน ก็หมายความว่า บางครั้งเราไม่มีโอกาสตั้งแต่ต้น เพราะว่าลูกชาวนาก็ไม่มีโอกาสกลับไปทำนาช่วยพ่อแม่ ภาพมันจะห่างไปจากชาวนาเรื่อยๆ ทำให้ชาวนามีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ไปในระยะใกล้ๆ นี้ เพราะว่า ชาวนาปีนไปสู่การทำอาชีพอื่นๆ

ตอนนี้คนที่มีอายุ 40-50 ปี เท่านั้น ที่ทำนาเป็น ที่ไม่ใช่ผู้จัดการนา ซึ่งหมายถึงเอาเงินไปจ้างเขา โดยตัวเองไม่ได้ลงแรง เพราะฉะนั้น คนอายุ 40 ปี ขึ้นไป เท่านั้น และกำลังจะตายไป โดยที่คนรุ่นใหม่ ทำนาไม่เป็นแล้ว มีที่นาก็เอาไว้ไปค้ำประกัน เงินกู้ ที่สำคัญ ก็คือ ว่า ลูกหลานชาวนาเอง ก็ไม่เห็นคุณค่าของการทำนา และคุณค่าของชาวนา เพราะฉะนั้น วิกฤติเช่นนี้ เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่ได้โทษใครนะ แต่ถามว่า มันเกิดอะไรขึ้น

พ่อกับแม่เอง ก็มีความฝันว่า อยากให้ลูกสบาย เพราะงานรับจ้างทำอย่างอื่นมันสบายกว่า บางคนมันติดเสน่ห์เมืองมันก็ไม่อยากกลับ เพราะว่านอนอยู่หอ มันสบาย อยากกินอะไรก็เดินไปหน้าหอ นอนตื่นกี่โมงก็ได้ สบายกว่ากันมาก อย่างไม่มีอะไรกินก็ซื้อมาม่ามาลวก กินเสร็จไม่ล้าง ก็ไม่มีใครบ่น เสื้อผ้าก็เอาไปปั่นเครื่องซักหรือจ้าง สบายมาก นี่เป็นชีวิตลูกชาวนา ที่เรียนหนังสือปัจจุบัน

ถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาวนาในปัจจุบัน ต่อไปชาวนาร้อยเปอร์เซ็นต์คงไม่มี จะมีแต่ชาวนา กลายพันธุ์ หากย้อนกลับ ก็เชื่อว่า ย้อนกลับไปยากมาก เพราะว่าระบบการศึกษา ที่มีอยู่ มันทำให้เราออกจากผืนนา วิธีคิดของสังคม ก็ไม่สอนให้คนกินข้าวโดยตรงแล้วนะครับ เพราะว่า การกินข้าวโดยตรง มันทำให้เราสัมผัสกับความเป็นชาวนาแท้ๆ

ตั้งแต่ก่อน ชาวนากินข้าวหลากหลายพันธุ์มาก อาทิ ข้าวอีดอนางนวล ข้าวปลาซิว ข้าวปล้องแห้ว ข้าวพม่า ส่วน ข้าว กข. นี่มาทีหลัง และข้าวหอมมะลิ ก็มาทีหลัง สมัยแต่ก่อน ข้าวนางนวลเกี่ยวใหม่ นี่นะ เวลาหุงมันหอมจนหมาตะกายเสาเรือนเลย เพราะมันได้กลิ่นข้าว ข้าวมันหอมมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว สังคมกำลังสอนให้คนกินขนมปัง แทนข้าว โดยไม่กินข้าว เพื่อที่จะตัดความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับชาวนา สอนให้คนกินมาม่าแทนข้าว ซึ่งเป็นแป้ง และที่ทำแบบนี้ก็เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม คือสร้างกำไร อีกชั้นหนึ่ง ต่อมาจากข้าว

เดี๋ยวนี้ พ่อแม่สีข้าว เอาใส่กระสอบเพื่อจะให้ลูกเอามากินที่หอ ลูกหลานชาวนาก็จะรู้สึกอาย เพราะต้องใส่สองแถวออกมาจากหมู่บ้าน ลูกหลานเดี๋ยวนี้ก็เลยเอาใส่กระเป๋าเล็กๆ สะพานหลัง โก้ๆ เพราะอยากอายถ้าใครรู้ว่า ตัวเองเอาข้าวมานึ่งกิน

เรื่องพวกนี้ ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของชาวนา มันมีวิถีเปลี่ยน ไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วก็เปลี่ยน มันค่อยๆ เปลี่ยนและตัวแรกในการเข้ามาเปลี่ยน คือ การทำเพื่อขาย ผ่านตลาด ซึ่งชาวนาจะเปลี่ยนช้ากว่าเพื่อน ช้ากว่าชาวไร่ชาวสวน

ภาพของการเปลี่ยน ก็เช่น ค่อยๆ เปลี่ยนจากปุ๋ยอินทรีย์มาเป็นปุ๋ยเคมี เปลี่ยนจากปลูกข้าว 10 กว่าชนิด มาเหลือแค่ 2 ชนิด คือ ข้าว กข. กับ ข้าวหอมมะลิ ทั้งหมดค่อยๆ เปลี่ยนนะ ค่อยๆเปลี่ยน ภูมินิเวศทุ่งนาที่เป็นลุ่มๆ ดอนๆ พันธุ์ข้าวก็ลงตามสภาพนั้นๆ มาเป็นการข่มขืนผืนนาให้เป็น ที่ราบ แล้วเอาข้าวพันธุ์เดียวไปใส่

ลูกชาวนาที่เคยไปส่งข้าว คือ ตื่นแต่เช้าไป เอาข้าวไปให้พ่อแม่ ลุง ที่ไถนาก่อน แล้วค่อยอาบน้ำไปโรงเรียน เลิกเรียนก็ไปรับพ่อแม่ ไปเอาวัวเอาควายเข้าคอก เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

วิถีมันค่อยๆ เปลี่ยนมาเรื่อยๆ มันเริ่มตั้งแต่ครูให้การบ้าน ต่อมา ครูก็ให้เรียนพิเศษ พอเรียนพิเศษ มันก็ไม่ได้ไปเอาวัว เอาควาย แล้วก็มามีการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าไม่เรียนดี ไม่เรียนมาก มันก็ไม่ชนะเขา เพราะฉะนั้น ลูกชาวนา ก็ปีนอยากระดับ แล้วผืนนาก็ถูกเปลี่ยน ไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้าย ก็มาถึง ปัญหาชาวนาใกล้จะสูญพันธุ์ นะครับ”


พ่อคำพันธ์ เหล่าวงษี ตัวแทนชาวนา ได้เล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ที่ได้รู้จักทำนา และต่อมาก็เข้าสู่ช่วงพลิกผัน ว่าทำไมไม่อยาก ทำนา ซึ่งบทสรุป คือ พ่อแม่มองว่าลำบากนั่นเอง

“ทำไมเดี๋ยวนี้ เราต้องมาเปลี่ยน มาทำนาแบบไร่ 2 ไร่ แล้วลูกหลาน ปัจจุบันก็เปลี่ยนไป สมัยพ่อยังเด็กๆ ยังจำความได้ เกิดมารู้เลย ว่าทำนาเป็นอย่างไร เพราะการปฏิบัติตามพ่อแม่นี้เอง แต่ก่อน ลูกชาวไร่ชาวนา จะถูกสอนให้ทำนาเป็น ทั้งๆ ที่ความจริง พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกหลานทำนานักหรอก เพราะมันลำบาก พ่อแม่ของพ่อ ก็เคยบอกเหมือนกัน จึงอยากให้เรียนหนังสือ ก็มักจะบอกว่า 'ลูกหลานเอ๋ย ให้เรียนสูงๆ เด้อ' มันลำบาก ไม่สบายเหมือนเป็นเจ้านาย เขามีเงินเดือน แต่ไม่รู้หรอกว่า เดี๋ยวนี้ ลูกๆ หลานๆ เรา เรียนอยู่ ม.2 แล้ว ทำนาไม่เป็นเลย

แต่ก่อน พอเริ่มโต พ่อแม่จะสอนเลย ว่า การถอนกล้าถอนอย่างไร เช่น อันดับแรก วิธีก้มโก่งก้น ทำยังไง มันก็เลยเป็นมาแต่เด็กๆ การไถ ซึ่งจะไถควาย เขาก็สอน จับคันไถ จับยังไง ไล่ควายไล่ยังไง จนจบ ป.4 พ่อของพ่อ ก็ถามว่าจะเรียนต่อไหม เพราะทำนามันลำบาก แล้วพ่อแม่ก็ไม่อยากให้เราลำบาก ซึ่งปัญหานี้ พ่อคิดว่า ไม่ได้เป็นที่ลูกหลานหรอก แต่มันเป็นที่พ่อแม่ ที่รู้สึกไม่อยากให้ลูกลำบาก พอดีตัวเอง ถึงที่สุดก็ไม่ได้เรียน ขอช่วยพ่อแม่ทำนา ทำอยู่ 2 ปี ทำไม่ไหว ลำบากจริงๆ เลยขอ กลับไปเรียนอีก ไปบวชเรียนจนจบ ป.7 แล้วก็ลาสึกไปต่อ จนจบ มศ.3 แล้วจากนั้น ก็ไปดิ้นรน ปลูกผัก หาเงินส่งตัวเองเรียนต่ออีก เรียนทางเทคนิค แล้วก็ออกไปทำงาน โรงงาน

ไปเป็นลูกจ้างเขานานถึง 15 ปี ถูกกดขี่สารพัด ทำงานหนักมาก ซึ่งในช่วงนั้น ยังไม่ได้กลับมาทำนาเต็มตัว จนออกจากงาน ก็กลับมาทำนาอีกครั้ง ซึ่งในระยะนี้เอง ที่การทำนานั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ไม่ได้ใช้ปุ๋ยขี้วัวขี้ควายเหมือนแต่ก่อน พิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่การหว่านกล้า ตกกล้า ก็มีพิธีรีตองเยอะมาก อาทิ เดือนหก ก็หาฤกษ์ยามงามดี ต้องไปบ่วงสรวง ทำพิธีแฮกนา เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ซึ่งน่าเสียดายมากครับ

สาเหตุก็คงมาจาก ชาวนาเองอยากได้เงินมากขึ้น เมื่อทางรัฐมาส่งเสริม แนะนำว่า การปลูกข้าวหลากหลาย มันไม่ได้ราคา และพันธุ์ข้าวก็ไม่ดี ต้องเอาพันธุ์ส่งเสริม เมล็ดข้าวสวยกว่า ได้ราคาดีกว่า พอชาวบ้านเอาไปปลูก ก็แนะนำต่อว่า ต้องใส่ปุ๋ยไหนถึงจะงาม ปุ๋ยไหนบำรุงต้น ปุ๋ยไหนบำรุงเมล็ด ซึ่งชาวนาเองก็อยากได้ผลงามๆ ก็ลงทุน จากไถควายมาเป็นรถไถเดินตาม นานๆ เข้าก็หลงลืมวิธีการทำนาแบบเดิม นั่นเองครับ

ประสบการณ์พวกอันลำบากนี่เอง ที่ทำให้พ่อแม่ชาวนา ไม่อยากให้ลูกลำบาก ไม่อยากให้ทำนา เลยให้เรียนสูงๆ แล้วไปหางานทำ ซึ่งในความเป็นจริง อยากจะบอกว่า ลูกหลานชาวนา ถ้าไม่ทำนา หรือไม่มีที่นา ไม่มีใครทำนา นั่นจะยิ่งลำบาก อาชีพทำนา อย่างน้อยๆ พ่อแม่หาอยู่หากินได้ ในนามีปู ปลา ผัก มากมายให้กิน บางคนขายนาส่งลูกเรียน ซึ่งน่าเป็นห่วงมากครับ”


อุบล อยู่หว้า จาก เครือข่ายเกษตรทางเลือกอีสาน กลับสรุปแต่เพียงสั้นๆ ว่า วิกฤติชาวนาไม่ใช่แค่เรื่องอาชีพ วิกฤติไปถึงการสืบทอดเผ่าพันธุ์ด้วย

“ปัญหาชาวนามันสะสมมานานมาก มากถึงขนาดลูกหลานชาวนา อย่างในสังคมประเทศเกาหลีใต้ ปัจจุบัน เกิดปัญหาลูกหลานหาผัวหาเมียไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากแต่งงานกับชาวนา เพราะลำบาก จนเดี๋ยวนี้มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือ อาชีพจัดหาคู่ข้ามประเทศ ให้ลูกหลานชาวนา โดยไปหาคู่ สู่ขอลูกหลานชาวนาที่เวียดนาม แล้วต่อมา ตอนนี้ก็เกิดปรากฏการณ์เป็นปัญหา ว่า เด็กๆ ลูกชาวนาเชื้อสายเกาหลี พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ ก็ยิ่งโดนกดขี่ เหยียดหยาม กลายเป็นคนชายขอบหนักไปอีก

ปัญหาชาวนาไทยเองในปัจจุบัน ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะพ่อแม่ ของเรา กำลังอยู่ในความรู้สึก ความปรารถนา คล้ายกัน คือไม่อยากให้ลูกหลาน ตนเองประสบปัญหาเช่นนั้น ทั้งยากลำบาก และไม่เป็นที่ต้องการเกี่ยวดอง จึงอยากให้ลูกหลานไปให้พ้นจากวิถีชาวนา พ้นจากอาชีพเก่าแก่นานนมของตนเอง นี่คือ ปัญหาจริงๆ ในปัจจุบัน ครับ”


เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิขวัญข้าว ซึ่งทำงานอยู่กับปัญหาชาวนามานาน ได้ย้ำถึงต้นเหตุว่าเริ่มต้นจากวิธีคิดก่อน จึงจะเข้าใจว่า ทำไม ลูกหลานชาวนาหายไป นั้นก็เพราะชาวนาปัจจุบันถูกทำให้ตกต่ำ จนไม่มีศักดิ์ศรีเหลือ

“เราต้องมองปัญหานี้แบบเชื่อมโยงเป็นองค์รวมจึงจะเข้าใจ เพราะตอนนี้ ชาวนา มีกระบวนทัศน์แบบแยกส่วนมาก แต่ผมว่า ชาวนาปัจจุบันมีปัญหาหลายอย่างมาก มีหนี้สินเยอะ ไม่มีความหวัง ไม่มีทางจะพัฒนาให้มีรายได้เท่ากับอาชีพอื่นๆ และ ชาวนาปัจจุบัน ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีอีกแล้ว ตัวชาวนา ไม่มีใครนับถือ ไม่มีใครยกย่อง ให้เกียรติอีกแล้ว คิดง่ายๆ เมื่อก่อนเรียก ชาวนาว่า กระดูกสันหลังของชาติ เดี๋ยวนี้ เรียกชาวนาว่า รากหญ้า

ชาวนาเหล่านี้ ไม่มีความหวังในอาชีพหรอกครับ แค่เทียบกัน ระหว่าง กระดูกสันหลังของชาติ กับ รากหญ้า มันต่างกันราวฟ้ากับดินเลยนะ เพราะหญ้ามันต่ำอยู่แล้ว รากหญ้ามันยิ่งกว่าต่ำ เสียอีก คำนี้เป็นคำของฝรั่ง ซึ่งเราเอามาใช้ ทั้งๆ ที่ฝรั่งเขาใช้เขาหมายถึง คนชั้นล่าง คนทั่วไป แต่เราเอามาใช้แล้ว มันไม่ใช่ มันกดทับชาวนาให้ลงต่ำกว่าเดิม เสียอีก

อย่างชาวนาที่สุพรรณบุรี 100 คน ก็ทั้ง 100 เลย คือไม่อยากให้ลูกหลานกลับมาทำนา หรือ ไปทำมาหากินอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ทำนา เป็นโสเภณีก็ได้ อย่างนักศึกษาเอง ก็ยอมเป็นโสเภณีมากกว่า หากต้องกลับมาเป็นชาวนา ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย นั่นเพราะว่า ศักดิ์ศรีชาวนานั้นต่ำกว่าโสเภณีไปแล้ว

ยอมรับได้ไหมครับว่า เดี๋ยวนี้ชาวนาซึ่งจบ ป.7 ยอมส่งลูกไปเป็นโสเภณี แต่ไม่ยอมให้ทำนา ยอมรับได้ไหมว่า ศักดิ์ศรีชาวนาไม่มีแล้ว แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะโสเภณี ทำแล้วได้เงิน และโสเภณีก็จบปริญญา หรือ ยอมเป็นเด็กปั๊ม ยังดีกว่าทำนา

มันเป็นค่านิยมที่เห็นแก่วัตถุ เป็นกระบวนทัศน์ที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง เคยไปถาม นักศึกษา ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ว่า จบแล้วไปทำนา หรือช่วยเกษตรกรกี่คน ปรากฏว่าไม่มีเลย แต่ถามว่า ไปสมัครทำงาน บ.ซีพี กี่คน ยกมือกันพรึบเลย ซึ่งเขารู้ไหม๊ ว่า บ.ซีพี ทำชาวนาจนมากี่คน เป็นพ่อแม่เขาเอง

มันเป็นค่านิยมครับว่า ทำงานแบบนี้ แล้วได้นั่งรถเก่ง เงินเดือนเยอะ ส่วนพ่อแม่ เป็นยังไง ไม่ได้เข้าใจหรอก เป็นแค่ค่านิยมเอาตัวรอด ที่ถูกปลูกฝังมาแต่เด็กๆ ตั้งแต่เรียนอนุบาล ยันมหาวิทยาลัย เป็นระบบแข่งขัน แพ้คัดออก ดังนั้น มันต้องสร้างค่านิยมแบบพอมีอยู่มีกิน มันจึงจะสร้างสังคมชาวนากลับมาได้ ถ้าเรามัวแต่พูดอ้อมค้อม มันไม่มีทางออกไปได้ ว่า สังคมนี่แหละที่ทำลายวิถีชีวิตชาวนา ทั้งๆ ที่ สังคมชาวนานี่แหละ ที่สร้างรากฐานความเป็นปัจจุบันขึ้นมาได้

รัฐบาลเอง มีนโยบายตัดคุณค่าความเป็นชาวนา ไปดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ ฉบับที่ 1 บอกเลยว่า เป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ ไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ ประชากร 80% เป็นเกษตรกร แต่ตั้งเป้า ไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็น เกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือไปซื้อเครื่องจักรแล้วต้องทำขนาดใหญ่ แล้วแรงงานมาจากไหน ก็มาจากภาคเกษตรอีกนั่นแหละ โดยทำให้เกษตรกรรายย่อยล้มละลายก่อน แล้วเกษตรกรจะผันตัวเองมาเป็นแรงงานรับจ้าง แต่ก่อน ปลูกข้าวเคยปลูกกินเอง ก็ให้เน้นปลูกขาย เพื่อส่งออกเยอะๆ แล้วก็เอาภาษีมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรม

ด้านการเกษตร เมื่อพัฒนาเกษตรแบบอุตสาหกรรม หรือเกษตรเชิงพาณิชย์ ก็ตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อวิจัย สถาบันเทคโนเกษตรฯ ทำถนน ทำเขื่อน ทำชลประทาน ทำคลองส่งน้ำ สนับสนุนเครื่องจักร สารเคมี พันธุ์ข้าวใหม่ๆ ตั้งธนาคารเกษตรฯ ครบวงจรเลย แล้วชาวนา ก็เปลี่ยนแปลงไป ทำการเกษตรเพื่อส่งออก ซึ่งก็ถูกเขาเอาเปรียบทุกขั้นตอน ถึงทุกวันนี้

คนรุ่นใหม่ ปัจจุบันเอง ก็ถูกครอบงำ ล้างสมองไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้รู้จักเรื่องราวของประเทศอื่นๆ รู้จักดารา นักร้อง นักฟุตบอลดังๆ ระดับโลก รู้จักหมด แต่สิ่งดีๆ ในบ้านตัวเองไม่รู้จักเลย ผมไม่ได้โทษใครหรอก แต่ภาพแบบนี้ มันเกิดขึ้นเป็นองคาพยพทั้งสังคม มันจึงอยากถามว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่จะต้องทำอะไร ทั้งสังคม ทั้งคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วย

ปัญหา ที่คิดได้อยู่ในกะโหลกของสังคมไทยตอนนี้ คือคิดได้แค่จะควบคุมกระโปรงกับเสื้อคับ นอกนั้น สมองว่างเปล่ามาก และกระทรวงศึกษาของเราเป็นอย่างนี้ จริงๆ แต่เข้าไม่ถึงว่าก่อนจะถึงกะโปรงกับเสื้อคับ นั้น มีอะไรในหัวสมองบ้าง การที่ลูกหลานชาวนาตัดสินใจเลียนแบบอย่างนั้นมาจากอะไร มาจากอิทธิพลสังคมบริโภคนิยม หรือไม่ ซึ่งทุกๆ คนในสังคม พ่อแม่ มหาวิทยาลัย จำเป็นต้องเข้าถึง เพื่อจะรู้ทัน จึงมาสู่การตัดสินใจ ที่เหมาะสมได้”


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

17 กันยายน 2550