โรงเรียนถูกเผา... แล้วพวกเราจะเรียนที่ไหน?

จากเหตุการณ์การลอบวางเพลิงโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดปัตตานีและยะลา รวม 10 แห่ง ในคืนวันพุธที่ 13 มิถนายน 2550 ที่ผ่านมา เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉัน (อาสาสมัครนักข่าว ทีมงานไทยเอ็นจีโอ) ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่เกิดเหตุ 1 แห่ง ที่ ต.ปะกาหะรัง จ.ปัตตานี ในวันที่ 14 มิถุนายน 2550 ณ โรงเรียนบ้านกือยา ซึ่งในการเยี่ยมชมครั้งนี้มีเพื่อนนักข่าวชาวฮอลแลนด์เดินทางไปด้วย

สภาพโรงเรียนที่ถูกเผามอดไหม้เป็นเถ้าถ่านนั้นเป็นอาคารเรียนชั้นเดียวขนาด 7 ห้องเรียน ใช้เก็บหนังสือเรียน คู่มือ และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ของเด็กนักเรียน 1 ห้อง เป็นห้องเรียนของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ห้อง และเป็นห้องเรียนชั้นประถมทั่วไป 4 ห้อง อาคารที่ถูกเพลิงไหม้เป็นอาคารเรียนใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึง 3 เดือน เด็กๆ ยังไม่หายตื่นเต้นกับการได้เข้าเรียนห้องเรียนใหม่ และได้ใช้อุปกรณ์การเรียนใหม่ๆ แต่ไม่ทันไรห้องเรียนของเด็กๆ ก็กลายเป็นผุยผงๆ ไปในพริบตา

คุณครูท่านหนึ่งได้เล่าให้เราฟังว่า

"ได้ยินเพื่อนบ้านบอกว่าโรงเรียนถูกลอบวางเพลิงเมื่อคืน เมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกาเศษๆ แต่ไม่กล้ามาดู ชาวบ้านหลายคนในระแวกนั้นก็ไม่ค่อยกล้าไปช่วยดับไฟเพราะกลัวว่าจะมีการลอบวางระเบิดตามหลัง เช้ามา ทุกคนรีบพากันมาดู ปรากฏว่าอาคารเรียนใหม่ถูกเพลิงไหม้เกือบทั้งหลัง เหลือห้องเรียนอนุบาลแค่ 2 ห้อง แต่ก็สามารถใช้งานได้แค่ห้องเดียว เพราะอีกห้องหลังคาก็ถูกเพลิงไหม้ด้วย ผนังห้องก็เป็นรูพรุนจากเศษไฟที่มาเกาะ หนังสือเรียน และคู่มือของเด็กๆ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เสียหายไปทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว เด็กๆ ทุกคนโศกเศร้ากันมาก เพราะโรงเรียนเพิ่งจะได้รับอุปกรณ์การเรียนวิทยาศาสตร์อันใหม่และอุปกรณ์อื่นๆ มาใช้ได้ไม่นานมานี่เอง

หลายคนกอดคอกันร้องไห้ เด็กๆ ค่อนข้างจะตกใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่ถึงกับไม่กล้ามาโรงเรียน ส่วนคุณครูหลายคนก็กล้าๆ กลัวๆ ครูที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ ที่หนักใจหน่อยก็คงเป็นครูที่มาจากต่างจังหวัด เพราะเขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับเหตุการณ์ในพื้นที่เท่าไหร่ บางคนก็เพิ่งย้ายเข้ามา พอเจอเหตุการณ์ก็ทำอะไรไม่ถูก ยิ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีการฆ่าตัดคอชาวบ้านที่อยู่ระแวกโรงเรียน คุณครูแต่ละคนก็ได้แต่ปลอบใจกันเองค่ะ ส่วนจะมีการสร้างอาคารเรียนใหม่เมื่อไหร่นั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับทางเบื้องบนค่ะ"

เด็กๆ ที่กำลังยืนเข้าแถวเพื่อรอที่จะเคารพธงชาตินั้น หันมามองสภาพอาคารปรักหักพังด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย
เด็กหญิงรุสนี ยาเซ็ง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ให้สัมภาษณ์กับเราว่า

"เมื่อคืนประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ มีคนตะโกนบอกพ่อว่า โรงเรียนข้างบ้านได้ถูกลอบวางเพลิงพ่อกับเพื่อนอีก 2-3 คนวิ่งเข้าไปดูที่ข้างบ้านเพราะบ้านของหนูอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 200 เมตร ตอนแรกเพลิงไหม้อาคารไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครกล้าไปช่วยดับไฟค่ะ เพราะกลัวถูกซุ่มยิง และกลัวระเบิดด้วยค่ะ ทุกคนได้แค่ชะเง้อดูอยู่ห่างๆ จนกระทั่งเพลิงไหม้เยอะขึ้นค่ะ พวกเราไม่ได้นอนกันทั้งคืนเพราะกลัวค่ะ ตื่นเช้ามาหนูรีบอาบน้ำ ใส่ชุดนักเรียนแล้ววิ่งมาดูที่โรงเรียน เห็นห้องเรียนโดนเผาหมดแล้วค่ะ หนูร้องไห้อยู่กับเพื่อนๆ หลายคน พวกเรากลัวว่าจะเรียนไม่ทันจบค่ะ ปีนี้ปีสุดท้ายแล้ว หนังสือเรียนก็ไม่มีให้อ่านแล้ว กลัวว่าพอเข้าไปเรียนชั้นมัธยม 1 แล้ว จะตามเพื่อนคนอื่นๆ เขาไม่ทันค่ะ"

ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ ทุกคนใช้เวลาเก็บกวาดและจัดเตรียมพื้นที่เป็นเวลา 3 วัน ก่อนจะทำการเปิดเรียนต่อ เป็นที่น่าเศร้าใจแทนน้องๆ นักเรียนที่นี่ เพราะขณะนี้อาคารที่เคยใช้เป็นห้องเรียนได้กลายเป็นซากอาคารที่หยิบจับอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้คุณครูได้พานักเรียนเข้าเรียนที่อาคารห้องอาหาร ซึ่งเป็นอาคารเดียวที่เหลืออยู่ให้ใช้การได้ เรียนเสร็จก็เก็บของเพื่อใช้ห้องในการรับประทานอาหารต่อ อุปกรณ์การเรียนที่มีอยู่ก็เก็บไว้ในห้องนี้ด้วย ห้องมีขนาดเล็กมาก ต้องแออัดแบ่งกันเรียนหลายๆ ชั้นจึงดูค่อนข้างที่จะชุลมุนวุ่นวาย แต่ทุกคนก็ต้องอดทนกับสภาพนี้ไปจนกว่าจะได้ห้องเรียนห้องใหม่


มิรัน
อาสาสมัครไทยเอ็นจีโอ รายงาน

1 สิงหาคม 2550