รายงานพิเศษจาก อ. บันนังสตา จ.ยะลา

ดิฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ อ. บันนังสตา จ.ยะลา ได้ไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องหลายคนที่นั่น ในสถานการณ์ที่มืดมิดสันติภาพเช่นนี้ ทุกคนที่นั่นต้องอยู่อย่างหวาดผวา ระวังหน้าระวังหลังตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และจะมาทำร้ายตนเมื่อไหร่ ถนนหนทางแถบนั้นเงียบสงัด ไม่ค่อยมีรถแล่นผ่านไปมาทั้งที่เป็นเวลาช่วงเช้า ซึ่งโดยปกติแล้วรถจะวิ่งกันขวักไขว่ ตอนนี้ทุกอย่างดูตึงเครียด บรรยากาศสองฝั่งถนนดูหมองหม่น ในย่านตัวเมืองก็ไม่ค่อยมีอะไรที่จะพอจะเป็นสีสันและเป็นความหวังให้กับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

สำหรับการมาเยี่ยมชมในหมู่บ้านวันนี้ ดิฉันก็มีทนายคนเก่งของเรา 2 ท่านนำทางมาด้วย ทั้ง 2 ท่าน เป็นทนายที่ดูแลรับผิดชอบคดีการได้รับความไม่เป็นธรรมของชาวบ้าน จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งวันนี้นอกจากจะมาเป็นไกด์นำทางให้เราแล้ว พี่เขายังให้เกียรติมานั่งพูดคุยกับเราถึงการทำงานในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอีกด้วย

“โดยทั่วไปแล้วผมกับทีมงานของผม ก็จะให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในส่วนของคดีความ ที่มีชาวบ้านมาร้องว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการตกเป็นผู้ต้องหา หรือบางรายก็เป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสถานการณ์ความไม่สงบบ้านเราครับ นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของคดีแล้ว ก็มีบ้างที่คอยติดต่อประสานงานกับองค์กรอื่นๆ ทั้งจากรัฐและที่เป็นองค์กร NGO ที่ต้องการช่วยเหลือชาวบ้านในเรื่องความลำบากอื่นๆ เช่น กรณีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัวที่คอยทำหน้าที่หาเลี้ยงจุนเจือเรื่องการเงินภายในครอบครัว ทางเราก็จะประสานไปยังองค์กรรัฐที่คอยให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทุนการศึกษาแก่ลูกๆ หรือประสานไปยังองค์กร NGO ที่ดูแลในเรื่องของการสรรหาอาชีพให้กลับกลุ่มหญิงหม้ายที่สูญเสียสามีไปครับ”


นับว่าเป็นน้ำใจและกำลังใจอันยิ่งใหญ่ดวงหนึ่งที่พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับจากเพื่อนร่วมโลก ที่พร้อมจะยื่นมือโอบกอดให้ไออุ่นในยามที่เพื่อนร่วมโลกประสบกับความท้อแท้สิ้นหวังเช่นนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกการทำงานก็ย่อมมีอุปสรรค มีปัญหาบ้าง ซึ่งทนายความของเราได้เล่าอีกว่า

“ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือในเรื่องคดีความแก่ชาวบ้าน ก็มีปัญหาไม่น้อยในส่วนของการหาพยานหลักฐานครับ เพราะในยามนี้ชาวบ้านมีแต่ความกลัวและวิตกกังวล ไม่ค่อยกล้าที่จะพูดคุยบอกเล่าอะไรกับใคร เวลาถามอะไร โดยมากก็จะได้รับคำตอบว่า ไม่รู้ ครับ จะว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พูดไปแล้วจะเป็นโทษเป็นปัญหาตามมาแก่ตัวเองมั้ย จึงเลือกที่จะเงียบดีกว่า ก็เข้าใจครับ เป็นเราเราก็กลัว แต่หลังๆ นี้เริ่มดีขึ้นหน่อย หลังจากที่มีบางคนได้รับความช่วยเหลือจนได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินคดีความ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความไว้วางใจและยอมที่จะพูดคุยบ้างแล้ว ก็ดีใจครับที่ชาวบ้านหลายคนตอนนี้ก็ยอมให้ความร่วมมือบ้างแล้วครับ และทางผมกับทีมงานก็คงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่รอรับความช่วยเหลืออยู่ครับ ต่อให้พบกับอุปสรรคหนักกว่านี้ก็ต้องสู้ครับ”

นับว่าเป็นแสงสว่างหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดสันติภาพเช่นนี้ และเราทุกคนก็คงหวังเช่นเดียวกันว่า กำลังใจดีๆ แบบนี้จะอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน ไม่ว่าจะประสบพบภัยแบบใด คนไทยก็อยู่คู่ตนไทยตลอดไป

ในช่วงประมาณก่อนเที่ยง เราก็เดินทางมาถึง อ. บันนังสตา จ.ยะลา ที่ๆ หลายคนอาจไม่กล้าย่างเท้าเข้ามา ด้วยความหวาดกลัวกับเหตุการณ์หลายอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่นี่ก่อนหน้านี้ รถมาจอดอยู่หน้าสุเหร่าในตัวอำเภอ ตรงข้ามฝั่งถนนเป็นสถานีตำรวจ ถนนทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยเหล่าทหารหลายนายกำลังปฏิบัติหน้าที่กันขวักไขว่ ทหารหลายคนต้องห่างลูกห่างเมีย ห่างครอบครัวมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ เวลานี้ครอบครัวที่บ้านจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่อาจรู้ได้ รู้เพียงแต่วินาทีต่อไปนี้ตัวเองจะต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง ชาวบ้านเองก็ไม่กล้าออกมาขี่รถเล่นอยู่บนถนน บ้างก็หวาดกลัวโจรผู้ร้าย บ้างก็หวาดกลัวทหาร ในช่วยที่เหตุการณ์กำลังสับสนอลหม่าน มีผู้ที่ไม่หวังดีอยู่จำนวนไม่น้อยที่คอยสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน ต่างคนต่างก็ตกอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่พอกัน

บ่ายวันเดียวกันนี้ มีน้องคนหนึ่งมานั่งพูดคุยกัน น้องฮาลีม อาลีมามะ หนุ่มน้อยวัย 21 ปี ซึ่งเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่โดนยิงเข้าอย่างจัง 3 นัด ที่หัวไหล่ ศรีษะ และหลังใบหูจนทะลุออกมาทางเบ้าตาด้านซ้าย เป็นเหตุให้เขาต้องสูญเสียลูกตาด้านซ้ายไปอย่างถาวร แต่นับว่าโชคยังดีที่ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ น้องฮาลีมเล่าให้เราฟังว่า

“เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวผม เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านอีกหลายคน รวมๆ แล้วนับร้อยชีวิต ได้เข้าไปในหมู่บ้านที่ชื่อว่าหมู่บ้านสนามบิน ใน อ.บันนังสตา เพื่อไปทำพิธีฝังศพของยาติคนหนึ่งที่เป็นนายก อบต. ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่มีคนมาลอบวางระเบิดใต้ท้องรถกระบะ หลังจากทำพิธีฝังศพเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางกลับซึ่งผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านที่ชื่อว่าหมู่บ้านภักดี ก็มีคนเป็นสิบคนยิงกราดเข้ามาที่ขบวนการเดินทางของผม ซึ่งตอนนั้นมีรถกระบะประมาณสิบกว่าคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณเกือบ 20 คัน ไม่มีใครมองเห็นว่าพวกเขาหลบอยู่ที่ไหน รู้ๆ ก็ตอนที่กระสุนกราดเข้ามาแล้ว เพื่อนๆ และเพื่อนบ้านของผมถูกยิงเสียชีวิตทันที่ 5 คน และบาดเจ็บสาหัสรวม 20 กว่าคน รวมทั้งตัวผมเองด้วยที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เหตุการณ์ในวันนั้นมันน่ากลัวมาก เหมือนละครทีวีที่ผมเคยดูไม่มีผิด และผมก็จำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ ถึงตอนนี้เองผมและคนอื่นๆ ก็ยังกลัวอยู่ เพราะพวกเรากำลังอยู่ในช่วงของการสืบสวนสอบสวน ผมและอีกหลายคนต้องมาเป็นพยานให้กับตำรวจ กลัวว่าวันไหนเขาจะกลับมาคิดบัญชีอีก ญาติๆ และเพื่อนๆ หลายคนไม่เห็นด้วยกับการมาเป็นพยานของผม แต่ถึงผมจะกลัวมากเท่าไหร่ ผมก็ต้องทำ เพราะผมต้องการให้ตำรวจจับคนผิดมาลงโทษให้ได้ พวกเราไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องมาทำแบบนี้ ถ้ายอมมันอีกเหมือนที่หลายๆ คนยอม มันก็จะได้ใจ ยิงคนเป็นผักปลา นึกจะยิงใครตอนไหนก็ยิงได้ ถ้ามัวแต่กลัวอยู่ก็เข้าทางมันพอดี”


น้ำเสียงของน้องฮาลีมฟังดูหนักแน่นและแฝงไปด้วยความเจ็บปวด บนใบหน้าที่กำลังเกรี้ยวกราด มีแววตาที่เศร้าสร้อยแต่ไม่ไร้ซึ่งความหวังแฝงอยู่ ทุกวันนี้น้องฮาลีมต้องอยู่อย่างระวังตัวตลอดเวลา แต่ก็พยายามใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติที่สุด

น้องฮาลีมพาพวกเราไปเยี่ยมเยียนพูดคุยกับชาวบ้านแถวนั้นหลายคน แต่ละบ้านที่เข้าไปล้วนแต่ประสบกับปัญหา บ้างก็พ่อถูกจับตัวไป บ้างก็โดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่ก่อความไม่สงบ บ้างก็ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ระหว่างการเดินไปบ้านนู้นบ้านนี้ สายตาหลายคู่ที่มองมายังพวกเราดูหวาดระแวง เหมือนจะสงสัยอะไรบางอย่าง มีเพียงบางคนที่กล้าเอ่ยปากถามว่า มาทำไม มาเพื่ออะไร มาพบใคร ซึ่งก็คงจะเป็นบางคนที่อดจะกลัวและสงสัยไม่ได้ ส่วนอีกหลายคนที่เหลือก็ได้แต่ตั้งเครื่องหมายคำถามไว้บนใบหน้า ไม่มีใครไว้ใจการเข้ามาในหมู่บ้านของคนแปลกหน้า แต่ดีหน่อยที่ครั้งนี้เรามีทนายคนเก่งที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับชาวบ้านที่นี่ร่มเดินทางกับเราด้วย

หลังจากพูดคุยเยี่ยมชมไปหลายบ้าน ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี พวกเราแวะเข้าไปอุกหนุนร้านขายข้าวที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนฝั่งตรงข้ามที่ว่าการอำเภอบันนังสตา ถึงบรรยากาศจะดูหม่นๆ แต่รสชาติอาหารก็ไม่ได้หม่นตามแต่อย่างใด กับข้าวอร่อยมาก เจ้าของร้านก็ดูเป็นมิตรดี หลังจากกินข้าวอิ่ม พวกเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ซากียะห์ที่เป็นเจ้าของร้านเล็กน้อย พี่ซากียะห์เล่าให้ฟังว่า

“ตอนนี้การค้าขายซบเซาและแย่ลงเรื่อยๆ เพราะไม่ค่อยมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาดสักเท่าไหร่ คนที่เดินทางผ่านมาก็ไม่กล้าจอด เพราะที่นี่ค่อนข้างจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีบ่อย ตัวเราเองก็ไม่กล้า แต่ถ้าจะปิดร้านไปเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะนี่เป็นอาชีพของเรา เปิดไปแบบกล้าๆ กลัวๆ ถ้าไม่ทำทุกคนก็อด ไหนจะค่าเล่าเรียนลูกอีก เดือดร้อนไปหมด ลูกๆ เองก็ไม่ค่อยกล้าไปโรงเรียน เราและพ่อของเขาก็พยายามปลอบและให้กำลังใจว่าถ้ากลัวเราก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย”

ดูเหมือนทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ หรือแม้แต่สภาพจิตใจ ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะยืดยื้อไปจนถึงเมื่อไหร่

ตกบ่าย ประมาณสิบสิบห้านาฬิกาเศษๆ พวกเราก็ต้องเตรียมตัวเพื่อเดินทางกลับ ชาวบ้านเตือนว่าอย่ากลับเย็นมากนักเพราะหนทางมันเปลี่ยวและค่อยข้างน่ากลัว และมันก็จริงอย่างที่หลายที่หลายคนเตือน สองข้างทางเงียบงัน ไม่มีรถสวนทางกับพวกเราเลยสักคัน ที่แย่ไปกว่านั้นวิทยุได้แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ก่อนที่พวกเราจะเดินทางผ่านมาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีการวางระเบิดตรงข้างทางที่พวกเราต้องเดินทางผ่านพอดี ผ่านไปเห็นร่องรอยสดๆ ร้อนๆ ก็ทำให้ขนลุกฟู่เหมือนกัน ยังคิดอยู่เลยว่า ชาวบ้านเขาอยู่กันได้อย่างไรกับบรรยากาศหดหู่แบบนี้

พวกเรามาถึงตัวเมืองยะลาในเวลาประมาณ 16.30 น. ทนายความของเราพามาพบกับพี่คนหนึ่ง ที่ทำงานอยู่กับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือชีวิตผู้เคราะห์ร้ายจากสถานการณ์ความไม่สงบนี้ พี่อับดุลอาซิส มุสตอฟา หนึ่งในทีมองค์กร NGO ที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน

“ผมทำงานอยู่กับกลุ่ม ยมท. (ยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย) ครับ และร่วมงานกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนในการให้ควารมช่วยเหลือชาวบ้าน โดยหลายๆครั้งก็จะมีการประสานงานกับสำนักทนายความ หรือ องค์กรของภาครัฐละองค์กร NGO อื่นๆ มาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านด้วย เช่น เมื่อทางสำนักทนายความได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องการได้รับความเดือดร้อนหรือตกเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทางผมร่วมกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็จะเข้าไปพบไปพูดคุยในเบื้องต้นว่าจะให้ความช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ในส่วนของคดีความก็ให้สำนักงานทนายความรับผิดชอบไป ทางเราอาจช่วยในเรื่องของการอำนวยความสะดวกว่าพอจะติดต่อใครเพื่อเข้าไปในพื้นที่เพื่อไปหาพยานหลักฐานได้บ้าง และหลังจากนั้นก็ประสานงานกับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการเงิน เรื่องทุนการศึกษาแก่เด็กๆที่เป็นลูกของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายครับ

ผมและทีมงานได้เจอกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายหลายรูปแบบ ทุกคนน่าสงสารมาก ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่สูญเสียเสาหลักของบ้านไป ทิ้งลูกเมียให้ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบน บางรายถึงขนาดต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงินส่งเสีย ครอบครัวไหนที่เราทราบข่าวคราวความเดือดร้อนก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราได้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ แต่ยังมีอีกหลายรายที่เขาไม่มาหาเราทั้งที่มีความเดือดร้อนมากมาย เขาไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกเล่าความเดือดร้อนของตัวเอง บางคนไม่กล้าเพราะคิดว่าเราเป็นองค์กรของภาครัฐ เหตุเพราะความไม่เข้าใจว่ารัฐเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งที่เราไม่อาจเข้าถึงเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านี้ได้”


ดิฉันภูมิใจที่ประเทศไทยมีคนที่มีสำนึกดีที่คิดจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกยากอยู่ มันคงจะดีถ้าจะมีคนเช่นนี้หลายๆ คนอยู่บนโลก


มิรัน
อาสาสมัคร ThaiNGO Projects รายงาน

2 กรกฎาคม 2550