|
แนวป้องกันภาคประชาชนกับภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่
สถานการณ์โลกในปัจจุบัน เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นหลายครั้ง หลายครามาก
เพียงเฉพาะในรอบ 2-3 ปี ที่ผ่านมาก็นับว่า มีผู้คนล้มตาย อดอยาก และสูญเสียหมดเนื้อ
หมดตัวไปนับ ล้านครอบครัว ทั้งในแถบถิ่นเอเชีย และในท้องถิ่นอื่นๆ ทั่วโลก
กระนั้น แนวคิด แนวทาง และแผนปฏิบัติการร่วมมือกันล่วงหน้า ทั้งในระดับพื้นที่
และระดับรัฐ ที่จะสร้างแบบแผน หรือเครื่องมือทางปัญญาที่รองรับ หรือเยียวยา
ลดทอนความสูญเสียนั้น กลับยังหรี่ริบ ไร้วี่แวว อาจจะมีก็แค่ระดับ วัวหายล้อมคอก
แต่ในระดับเชิงรุก รุกผ่านการคาดการณ์ล่วงหน้ามีระบบ และเตรียมพร้อมอย่างที่สุด
อย่าง
กรณี คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่เข้ามาในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ อีก 5 ประเทศ
ซึ่งเป็นฉากช็อคชาวโลกมาแล้ว และรับรู้ร่วมกันมาแล้ว ว่า ภัยพิบัติธรรมชาตินั้นสามารถฆ่าและทำลายล้างชาวโลกได้อย่างย่อยยับที่สุด
บทเรียนแห่งความกลัว เช่นนั้น กลับไม่ถูกนำมา พิเคราะห์ถึง อะไรคือเงื่อนไข
อันเป็นเหตุ และ โอกาสแห่งการเกิดเหตุแต่ละเหตุ และที่สำคัญ โอกาสที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ
อันมาจากเหตุนั้นๆ ด้วย เพราะแน่นอนว่า มนุษยชาติตัวเล็กๆ นั้น ห้ามฟ้า
ห้ามพายุ ห้ามแผ่นดินไหวไม่ได้ แต่มนุษยชาติสามารถที่จะเรียนรู้อยู่ร่วมและวางแผน
วางวิถีชีวิตให้พร้อมล่วงหน้าได้
เครือข่ายประชาชนในนาม คณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรการระวังภัยแผ่นดินไหว กาญจนบุรี
ซึ่งเรียนรู้บทเรียน จากแผ่นดินอย่างสึนามิ แล้วยังมองเห็นการไกล ผ่านเงื่อนไขแวดล้อม
ซึ่งก็คือ สภาพแวดล้อมที่ชุมชนดำรงวิถีอยู่ใต้เขื่อนยักษ์
ซึ่งมีความจุน้ำไว้มากที่สุดในประเทศไทย นั่นก็คือ เขื่อนศรีนครินทร์
และเขื่อนวชิราลงกรณ์
ทำให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของ ฝ่ายประชาชน เพื่อกระตุ้นให้รัฐ ทบทวนแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
(อุทกภัย) อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นกับเขื่อนศรีนครินทร์
และเขื่อนวชิราลงกรณ์ หากเกิดแผ่นดินไหว หรือ
ฐานเขื่อนพังทลาย อันเนื่องจากปริมาณน้ำสูง หรืออายุการใช้งานที่เนิ่นนาน
โดยมีการคาดการณ์ว่า หากเกิดปรากฏการณ์ 2 เขื่อนนั้นแตกจริงๆ พื้นที่ที่คาดว่าจะมีน้ำไหลบ่าท่วมถึง
ตามรายงานผลการศึกษาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้น มากถึง 13 จังหวัด
คือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เพชรบุรี
สุพรรณบุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ อย่างน้อย
65 อำเภอ หรือ 3,712 หมู่บ้าน
เนื่องจากข้อมูลของแต่ละเขื่อนนั้นพบว่า เฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาตรน้ำฐาน
10,275 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ มีความจุสูงสุด 17,745 ลบ.ม. เมื่อเทียบกับเขื่อนภูมิพล
ปริมาตรน้ำฐานเพียง 3,800 ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิตติ์ 2,800 ลบ.ม. เท่านั้น
ดังนั้น เขื่อนศรีนครินทร์ จึงเป็นเขื่อนที่ใหญ่และจุน้ำไว้ปริมาณมาก
ในขณะที่ผลจากการศึกษา
การประเมินระดับความเสี่ยงภัย ในเงื่อนไขต่างๆ และรวมออกมาเป็นคะแนน
ความเสี่ยงภัยอันตราย ( 100 คะแนน) ปรากฏว่า เขื่อนศรีนครินทร์ มีคะแนนเสี่ยงภัยสูงมากถึง
100 คะแนนเต็ม รองลงมา คือเขื่อนเขาแหลม 90 คะแนน ส่วนเขื่อนภูมิพลนั้นแค่เพียง
69 คะแนน ดังนั้น เมื่อลำดับความอันตราย เขื่อนศรีนครินทร์จึงอันตรายมากเป็นอันดับ
1 เขื่อนเขาแหลมอันดับ 2 และเขื่อนสิริกิตติ์ อันดับ 3 (80 คะแนน) แม้ว่า
ในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่เขื่อนอาจจะพัง เพราะฐานเขื่อนเป็นหลัก มากกว่าพังเพราะแผ่นดินไหว
ซึ่งหากเปรียบเทียบคือ 40% ต่อ 10% ก็ตาม แต่นั่น ก็นับว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
กับปัญหานี้ นายอนุชา โมกขะเวส กรมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ย้ำเป็นหนังสือถึง แกนนำเครือข่ายประชาชน นายไพรัช ศุภกาญจนกันติ ประธานคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรการระวังภัยแผ่นดินไหว
กาญจนบุรี ว่า อยู่ระหว่างประสานงานกับทางเขื่อนทั้ง 2 เพื่อตรวจสอบและกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย
และพื้นที่รองรับการอพยพ ที่ชัดเจน ซึ่ง นายชนะ นพสุวรรณ รองผู้ว่าฯ
กาญจนบุรี ก็รับทราบและพร้อมให้ความตื่นตัวร่วมมือถึงแผนการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมนี้
ซึ่งก็นับว่า เป็นการก้าวไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุก มากขึ้น ในการเผชิญหน้ากับมหันตภัยทางธรรมชาติ
ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ต้องตั้งสติและสมมติขึ้น จากบทเรียนประเทศต่างๆ
และจำลอง ออกมาเป็นแผนรับมือ แก้ปัญหาร่วมทดลองบริหารจัดการกันให้ชัดเจน
คือ
1. การจำลองการพังทลาย ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ
จำลองการไหลบ่าลงมาของน้ำ ที่ขึ้นกับเวลา และความรุนแรง จากปรับให้เข้ากับสภาพความจริง
ระดับต้นน้ำใกล้เขื่อน ระดับกลางน้ำและระดับปลายน้ำ
2. จำลองระดับการท่วม เพื่อคำนวณค่าความเสียหาย พร้อมค้นหาตำแหน่งที่ปลอดภัย
หรือตำแหน่งที่ไม่กระทบจากน้ำท่วม เพื่อกันให้เป็นตำแหน่งบรรเทาภัยฉุกเฉินอย่างไร
3. จำลองการอพยพผู้คน สิ่งของสมบัติ สัตว์เลี้ยง จำลองปริมาณเครื่องไม้
เครื่องมือในการปฏิบัติงาน หรืออาจจะมีแผนงานซักซ้อม ย่อขนาดแต่ให้สมจริงดูบ้าง
เพื่ให้แบบแผนการจัดการ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. สำรวจพื้นที่รองรับ และรูปแบบการจัดการ ดูแลผู้ประสบภัย ทั้งในช่วงประสบภัย
และในช่วงฟื้นฟูซ่อมแซม ชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และคาดคะเนปรากฏการณ์ที่อาจจะอยู่เหนือการคาดการณ์ด้วย
5. จำลองแบบแผนการประสานงาน การร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคสาธารณะ
6. กับผลกระทบในด้านต่างๆ ที่ตามมา ควรมีการศึกษา วิจัย สร้างองค์ความรู้
เพื่อให้สามารถเตรียมรับมือได้อย่าง รอบด้านมากขึ้น อาทิ ปัญหาโรคระบาด
ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีวัฒนธรรม
จากนั้น หากรัฐจะกำหนดมาตรการ หรือนโยบายออกมา ควรจะเป็นนโยบายเช่นไร
7. กรณีจำลองออกมาเป็น แผนฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมนั้น
การแก้ไขไม่ว่า ในระยะสั้น หรือ ในระยะยาวนั้น ควรดึงความร่วมมือจากทุกๆ
ภาคส่วน มาร่วมรับรู้ด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจ และสามารถเตรียมพร้อม
ได้ล่วงหน้า อีกทั้ง ยังเปิดให้เกิดกระบวนการร่วมมือกันทำงานอีกด้วย
|
สรุปแล้ว ปัญหาอุบัติภัยจากภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่กับสิ่งแวดล้อม ในสถานการณ์ปัจจุบัน
เกิดขึ้น ต่อเนื่องและรุนแรง มากยิ่งขึ้น ระดับหนึ่งก็อยู่เหนือการคาดการณ์
ของเครื่องไม้เครื่องมือ เหนือสติปัญญามนุษย์หรือยากที่จะหยุดยั้งมันได้
แต่ระดับหนึ่งหากคิดวางแผนล่วงหน้า สร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ สร้างแบบจำลองที่สมจริง
เพื่อให้ประชาชน ระมัดระวังและตั้งสติรับมือเป็น ก็อาจจะชะลอ ความสูญเสียได้
ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญ ทำให้เห็นว่า ทุกๆ ภาคส่วน แม้แต่ส่วนภาคประชาชนเอง
ต่างไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อสถานการณ์ความปรวนแปรของสิ่งแวดล้อม
และมนุษย์ไม่ได้เรียนรู้ที่เอาชนะธรรมชาติถ่ายเดียว แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจได้เหมือนกัน....
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
4 มกราคม 2549
|