|
เครือข่ายชาวบ้านเปิดเวทีสรุปบทเรียน "ชุมชนสร้างป่า
กว่ากฎหมายรัฐ"
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2545 ที่ผ่านมา ประชาชนผู้รักธรรมชาติ ทั่วภาคอีสานและองค์กรภาคประชาสังคม
ร้อยกว่าองค์กร ทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนที่สนใจทั่วไปกว่าสองพันคน
ได้เข้าร่วมรับฟังคำบรรยายถึงแนวนโยบายการจัดการป่าภาคประชาชน ในงานมหกรรมฟื้นฟูป่าภาคประชาชน
ณ ชุมชนดงมะไฟ ต.ขั้นไดใหญ่ อ.เมือง ยโสธร โดยมีนายนายประพัฒน์ ปัญญา ชาติรักษ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวบรรยายถึง นโยบายและแนวทางของรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ในครั้งนี้ว่า :
"พ่อแม่พี่น้องรู้ดีกว่าผมในการใช้ชีวิตอยู่กับป่า
ว่าเป็นอย่างไร อยู่อย่างไร แต่ผมจะพูดถึงปัญหารวมๆ แทน สภาพปัญหาของประเทศไทย
ที่ผ่านมาเราออกแบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นระบบเดียว หมายความว่าในอดีตเรามีภาคการเกษตรเป็นฐานราก
ของระบบเศรษฐกิจ และต่อมาเราพยายามนำระบบเศรษฐกิจแบบบเสรีเข้ามาโดยที่เราไม่ได้วางมาตรการในการปกป้อง
ไม่ได้วางมาตรการในการ
คุ้มครอง ทำให้เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จึ งเกิดผลกระทบต่อคนไทยอย่างรุนแรง
เพราะที่ผ่านๆ มาเราไม่รู้ทั้งเรา ไม่เข้าใจทั้งเขา เราจึงพ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดและสูญเสียความมั่งคั่งในอนาคตอันใกล้ไป
เราต้องชดใช้หนี้กว่า 3 ล้านล้านบาท หรือต้องใช้เวลาปลดหนี้กว่า 20 ปี สรุปง่ายๆ
คือเราเอาความมั่งคั่งของคนรุ่นลูกของเราเองไปสู้รบปรบมือทางการเงินจนพ่ายแพ้
เราจึงต้องกลับมาเสริมสร้างความเข็มแข็งในชุมชนชนบทให้เข้มแข็ง จึงจะต่อสู้กับวิกฤติได้
ดังนั้นต่อไปนี้เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจแบบสองระบบ คือแข่งขันกับโลกกก็ต้องแข่งขัน
สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งก็ต้องสร้าง
ดังนั้นชุมชุนกับสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นสิ่งเดียวกัน การแก้ปัญหาโดยใช้กฎหมายแต่อย่างเดียวใช้ไม่ได้ผลแล้ว
เพราะนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งถ้าเราไม่สามารถยุติความขัดแย้งเหล่านี้ได้
แล้วร่วมมือกันทำงาน ผมคิดว่าแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับเรา เราก็แข่งขันสู้เขาไม่ได้
และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงลูกหลานคงด่าเราไปอีกนานเพราะ ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้
มีความพร้อมมากมายแบบนี้ มีทุกอย่างอำนวยมากแบบนี้ แต่ไม่มีปัญญานำพาประเทศให้เจริญเติบโตได้
ไม่สามารถสร้างสังคมให้น่าอยู่ได้
นโยบายรัฐบาลนี้ค่อนข้างชัดเจนที่จะทำงานลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมให้ได้
การจัดการป่าไม้ที่กระทำโดยรัฐจะต้องมีการปรับเปลี่ยนออกไป เหลือเพียงป้องกันและประชาชนจะต้องมีบทบาทในการรักษาป่าไม้และทรัพยากรร่วมด้วย
ที่สำคัญบทบาทของชุมชนท้องถิ่นแต่ดั้งเดิม ที่เคยอยู่กับป่าหรือพึ่งพาอาศัยป่ามาแต่อดีตจะต้องมีสิทธิในการใช้และรักษาป่า
เพราะเราไม่สามารถตัดชุมชนออกจากป่าได้
การคิดเอาคนออกจากป่า จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านๆ มานี้เองที่สร้างความขัดแย้งให้กับสังคมมากมาย
รัฐบาลชุดนี้ต้องการเห็นสิทธิในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านๆ มารัฐบาลผลักดันจนผ่านสภาฯ
ไปแล้ว และอยู่ในขั้นพิจารณาของวุฒิสภา
แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากมีหลายท่านไม่เข้าใจพระราชบัญัติป่าชุมชนฉบับนี้
เพราะ พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับนี้เป็นการรับรองสิทธิของชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาแต่ดั้งเดิม
ที่สามารถใช้และจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ ซึ่งนี่คือเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ด้วย
" นายประพัฒน์กล่าว
ต่อมา นางสุดใจ มหาชัย ตัวแทนคณะกรรมการชาวบ้านฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูน
ลุกขึ้นกล่าวถึงนโยบายการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ว่า
"อยากจะถามถึงรัฐบาลว่า ถ้าสิทธิของประชาชนมีจริง ทำไมรัฐถึงต้องเข้ามายึดที่
ยึดป่าชุมชนชาวบ้านไป สิ่งที่ชาวบ้านรักษามาตลอดทำไมกลับมาบอกว่า ทำไมได้
ทำไม่ดี ทำไมชาวบ้านไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจในการจัดการชีวิตของเขาเอง และสิทธิของชุมชนมันมีมาแต่ปู่ย่าตาทวด
แต่ตอนนี้มันมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ ตอนนี้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุม แทบทุกอย่าง
เข้ามาปล้นเอาทรัพยากรของชาวบ้านไปแล้วยังตัดสิทธิของชุมชนออกไปอีก ดังนั้นถ้าคิดจะพัฒนาประเทศ
อย่างแรกจะต้องพัฒนาชุมชน พัฒนาชาวบ้านก่อน" นางสุดใจกล่าวเสียงดัง
จากนั้นตัวแทนชาวบ้านป่าภูสีฐาน จังหวัดมุกดาหารก็ลุกขึ้นกล่าวอีกว่า "รัฐออกมากล่าวหาว่าคนอยู่กับป่าไม่ได้
แต่ความก็คือพี่น้องภูสีฐานอาศัยอยู่กับป่ามานานก่อนประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน
จึงอยากทราบเหตุผลว่า ทำไมถึงอพยพคนออกจากป่าครับ เพราะเขาอยู่กับป่ามาก่อนด้วยซ้ำ
รัฐสร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนที่ไม่รู้กฎหมาย ทั้งที่กฎหมายน่าจะรู้ว่า
ความเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า มันมี มาก่อนแล้ว แบบนี้รัฐละเมิดสิทธิของชุมชนและละเมิดมาโดยตลอด"
ตัวแทนชาวบ้านป่าภูสีฐานกล่าว
ส่วนตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายอนุรักษ์ป่าห้วยชมพู จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเพิ่งนำคณะเดินทางมาถึงงานก็ยกมือประกาศถึงปัญหาตนเช่นกันว่า
"ที่บ้านผมเป็นป่าอุทยานแห่งชาติ ซึ่งผมเกิดที่นั่นมา 30 กว่าปี แล้ว
ต่อมามีการสัมปทานบัตรโรงโม่ ซึ่งต่อมาชาวบ้านลุกขึ้นต่อต้านเนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนมาก
และกระบวนการอนุญาตเพื่อให้สัมปทานก็ไม่โปร่งใส จนแกนนำถูกฆ่าตาย และถึงวันนี้
คดีความก็ยังไม่คืบหน้าถึงไหน เพราะไม่สามารถจับผู้บงการฆ่าได้ ทั้งๆ ที่โรงโม่ตั้ง
อยู่ในเขตอุทยานฯ ในเขตป่าต้นน้ำชั้นเอ ด้วย ตรงนี้เองที่อยากให้รัฐให้ความกระจ่างแก่ประชาชนด้วย"
ตัวแทนคนเดิมกล่าวอย่างรีบเร่ง
สุดท้ายนางสะอิ้ง
ไถวสิน ตัวแทนชาวบ้านจากป่าดงแม่แผด จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนถึงการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านๆ
มาว่า
"ปัญหาที่เกิดมาทั้งหมด ยังไม่มีใครแก้ไขได้สักคน จึงอยากถามรัฐบาลว่า
ไม่ว่าจะเป็นป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน อะไรก็แล้วแต่ มีปัญหามาตลอด มีประกาศ คณะรัฐมนตรี(
ครม.) เมื่อ ปี 2540 แล้วก็ยังแก้อะไรไม่ได้ หรือเห็นเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล
วันนี้จึงอยากได้คำตอบจากรัฐบาล ที่เป็นลายลักษณ์อักษร กว่านี้ ไม่ใช่แค่การพูดจารับปากแล้วก็หายไป"นางสะอิ้งกล่าว
จากนั้นเวทีก็เปิดประเด็นถึงการสรุปบทเรียนและความสำเร็จในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
ภาคประชาชน
ซึ่งหลายๆ ครั้งที่รัฐ ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งๆ ที่ประชาชนเรียนรู้การใช้
การดูแลสิ่งเหล่านี้มาก่อน เมื่อรัฐมีทัศนคติแบบนี้ต่อประชาชน ก็ทำให้รัฐขาดความเข้าใจพลังของชุมชน
อันเป็นรากฐานในการพิทักษ์รักษาทรัพยากร ดังนั้นเมื่อชุมชนเปิดประเด็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ขึ้นมา
ย่อมเป็นเรื่องที่จะรัฐจะเข้าใจได้ จึงมีการนำบทเรียนมาสรุปกลางเวทีนี้อีกครั้ง
แม่ลิบ บุญประกอบ ตัวแทนชาวบ้านภาคอีสาน ได้นำบทเรียนออกมาเปิดเผยคนแรกว่า
"ตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา ประชาชนสามารถจัดการป่าชุมชนของตนเองได้ เพราะเราใช้มันเราดูแลมัน
หาหยูกหายา หากินกับป่ามาตลอด แต่ทำไมรัฐไม่ให้สิทธิในการจัดการ และเมื่อไม่กี่วันนี้ก็ได้เข้าไปร่วมถกเถียงกันที่สถาบันพระปกเกล้า
เรื่อง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เข้าใจชุมชน ว่าเขาอยู่อย่างไร
รักษาป่าอย่างไร ชุมชนเราจัดการสิ่งเหล่านี้มาก่อน พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่จะออกมาเสียอีก
แต่อีกฝ่ายเขายอมไม่ได้เพราะว่ามันเป็นป่าสมบูรณ์ เขาเลยต้องผลักชุมชนออกจากป่า
ถ้าหากรัฐไม่ยอมรับให้ประชาชนมีสิทธิในการจัดการป่าชุมชน เราจะทำอย่างไร
และถ้าป่าไม่ได้รับการฟื้นฟู เราจะทำอย่างไรอยู่อย่างไร เพราะป่าอาจจะหมดไปแน่
ตรงนี้เองที่ชุมชนของต้องหาวิธีการทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ป่ามันหมดไป
และก็ได้ทำงานมาอย่างเป็นรูปธรรม ได้ไปศึกษาการจัดการป่าชุมชนจากกลุ่ม หรือชุมชนอื่นๆ
ว่าเขาจัดการ หรือจำแนกการใช้สอยเป็นอย่างไร มีคณะกรรมการดูแลร่วมกันอย่างไร
โดยที่ไม่มีการขออะไรจากภาครัฐเลย เราใช้วัฒนธรรมประเพณีเป็นหลักและก็ขยายงานออกไปสู่เครือข่ายอื่นเรื่อยๆ
"แม่ลิบกล่าวนำ
นาย กฤษฎา บุญชัย จากโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้กล่าวเสริมอีกว่า
"ยังมีบุคคลสำคัญๆ หลายคน วุฒิสมาชิกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจ พ.ร.บ.ป่าชุมชน
ไม่เห็นภาพการจัดการป่าป่าชุมชนของชาวบ้าน ว่าการดำรงอยู่อาศัยของชาวบ้านได้ก่อให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้างในป่าชุมชนของเขา
ชุมชน ต้องการเพียงสิทธิกับรูปแบบการจัดการจากพ.ร.บ.ป่าชุมชน และถ้าไม่มี
พ.ร.บ.นี้ อุปสรรคต่างๆ จะเกิดขึ้นเยอะมาก ทั้งในแง่การมีส่วนรวมของชาวบ้านในการจัดการร่วมกัน
ส่วนเรื่องวิธีการจัดการ มันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปแต่ละชุมชน ว่ามีการจัดการอย่างไร
มีแผนงานอย่างไร ตรวจตราอย่างไร การฟื้นฟูและขยายเครือข่ายออกไปอย่างไร และ
ณ ขณะปัจจุบัน นี้ไม่ว่ากฎหมายจะออกมาหรือไม่ก็ตามชุมชนก็ได้ทำงานของเขาไปแล้ว"
นายกฤษฎากล่าวเสริม

อันดับหนึ่งจากซ้าย นายทวีศิลป์ ศรีเรือง ตัวแทนชาวบ้านภาคเหนือ
สองจากซ้าย นายบุญ แซ่จุง ตัวแทนชาวบ้านจากภาคใต้
สามแม่ลิบ บุญประกอบ ตัวแทนชาวบ้านภาคอีสาน
สี่ นายกฤษฎา บุญชัย จากโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
ห้า นายสำรวน ปัญญาเชียว ตัวแทนชาวบ้านภาคตะวันออก
ต่อมา นายสำรวน ปัญญาเชียว ตัวแทนชาวบ้านจากภาคตะวันออก ที่มีประสบการณ์ฟื้นฟูป่ามานาน
ก็ลุกขึ้นกล่าวถึงบทเรียนของตนบ้างว่า
"พื้นที่ภาคตะวันออก ที่ยังเป็นป่าอยู่ หนึ่งล้านกว่าไร่ มีชุมชนอยู่อาศัยกับป่า
200 กว่าชุมชน ฐานะค่อนข้างจน สภาพป่าในอดีตถูกนายทุนบุกรุกมาก่อน โดยใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือ
อีกทั้งชาวบ้านแต่เดิม นั้นมีอาชีพเกษตรกรรม และปลูก พืชไร่ อย่างมันสัมปะหลัง
อ้อย ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในสมัยนั้น จึงมีการบุกรุกแผ้วถางป่ากันมาก
หลังจาก ปี 2534 ชาวบ้านเริ่มศึกษาและพบคำตอบว่าป่านั้นสำคัญกับชุมชนมาก
จึงได้ริเริ่มรวมตัวกันศึกษาหาทางแก้ปัญหาป่าที่เริ่มเสื่อมโทรม บ้านร่มโพธิ์ทองที่ผมอาศัยอยู่
ก็มาจากการถูกอพยพไล่ที่ในอดีต ซึ่งเรามีพื้นที่ป่าชุมชน 1500 กว่าไร่ ก็มาจากการคุยกันของชาวบ้านเช่นกัน
เพราะสภาพป่าเสื่อมโทรมมากโล่งเตียนแทบไม่เป็นป่าเนื่องจากไฟไหม้ด้วย ดังนั้นเราก็เริ่มจากการระวังไฟป่า
แล้วก็ปลูกเพิ่ม ที่สำคัญเราค่อยๆ ให้มันเติบโตฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ จนปัจจุบันนี้
ป่าเริ่มจะสมบูรณ์มากขึ้นเขียวขจีมากขึ้น และเราก็มีคณะกรรมการคอยดูแลเฝ้าระวังและจัดการทรัพยากรในป่าชุมชนร่วมกันด้วย
หน่วยงานภาครัฐที่ทำงานในพื้นที่ก็มีทั้งที่เข้าใจเราและไม่เข้าใจเรา แต่เครือข่ายก็ยังทำงานขยายเครือข่ายไปสู่ชุมชนอื่นๆ
ให้ช่วยกันดูแลรักษาป่าชุมชน และป่าที่กำลังถูกบุกรุกเพื่อให้คงเหลือไว้ให้มากที่สุด
โดยเราได้ออกไปศึกษางานตามพื้นที่อื่นๆ ตลอดเวลาด้วย
เครือข่ายชุมชนไม่ได้จำกัดแค่ป่าชุมชนเท่านั้น ป่าอนุรักษ์ที่เป็นรอยต่อกับป่าชุมชน
เราก็เข้าไปดูแลด้วยเหมือนกัน ทำให้สัตว์ป่าและป่าไม้เพิ่มขึ้นมากในปัจจุบันนี้
มากจนเริ่มจะเป็นปัญหาแล้ว เพราะสัตว์ป่าออกมาหากินใกล้เขตชุมชนมากขึ้นโดยเฉพาะ
กระทิง หมูป่า ช้างป่า เป็นต้น ทำให้พืชเกษตรของชุมชนเสียหาย ซึ่งจากจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูป่าร่วมกันนี้เอง
ทำให้สังคมในชุมชนดีขึ้นเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งยังได้รับทุนจากหน่วยงานบางหน่วยงานและองค์กรพัฒนาเอกชนบางหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ
ทำให้ชาวบ้านสามารถทำงานดูแลป่านี้ได้
ทางด้านปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญก็มาจากการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่บ่อยๆ
อย่างนายอำเภอเป็นต้น ทำให้ข้าราชการบางคนที่ทำงานกับชาวบ้านได้ดีต้องถูกย้ายไปด้วย
อีกทั้งทำให้การทำงานของชาวบ้านที่ต้องประสานงานภาครัฐ ชะงักไป คนใหม่ที่มาก็ไม่ค่อยรับเรื่อง
แถมยังด่าชาวบ้าน ด่าเอ็นจีโอ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงอยากให้หน่วยงานรัฐอย่ามองอะไรแคบๆ
นักการเมืองก็เช่นกัน อยากให้ช่วยกันรับผิดชอบและประสานงานกับชาวบ้านบ้าง"
นายสำรวนกล่าว
สุดท้าย นายบุญ แซ่จุง ตัวแทนชาวบ้านจากภาคใต้ เป็นผู้กล่าวสรุปถึงบทเรียนตนเองบ้างว่า
"เราเกิดจากการรวมตัวขององค์กรชุมชน 2-3 เครือข่าย ในระยะแรกๆ และเติบโตขยายออกไปด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน
อยู่ตลอดเวลา ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับการทำงานภาคประชาชนนั้น มันเยอะมาก
คนชนบทหรือชาวบ้านมักจะถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา โดยมีกฎหมายเป็นตัวเข้ามากระทำ
เช่น เทือกเขาบรรทัดที่ผมอาศัยอยู่ กินพื้นที่หลายจังหวัดมาก ก็มีการแบ่งเป็นอุทยานกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
จนเกิดความขัดแย้งกันกับชาวบ้าน เพราะไปประกาศทับที่ชาวบ้านที่อยู่มานาน
ทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น ของชาวบ้าน เข้ามาจัดการทรัพยากรป่าชุมชนเพื่อสิทธิในการใช้สอย
รวมกัน ต่อมาเราก็สรุปบทเรียนและขยายเครือข่ายไปสู่ชุมชนอื่นๆ ในหลายๆจังหวัด
ในการร่วมกันรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติ" นายบุญกล่าวสรุป
ทีมงาน ThaiNGO
|