| ที่ พิเศษ 001/2544
3 เมษายน
2544
เรื่อง ขอให้ยกเลิกค่าเอฟทีและทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่
เรียน รองนายกรัฐมนตรี นายพิทักษ์
อินทรวิทยนันท์
และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จากมติที่ประชุมของคณะอนุกรรมการกำกับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(เอฟที)
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สพช.) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์
2544 ประกาศขึ้นค่าเอฟทีในค่าไฟฟ้าอีก 24.44 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิมที่มีอยู่แล้วในค่าไฟฐาน
64.52 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่จะเรียกเก็บจากประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์
ถึงเดือน พฤษภาคม 2544 นี้เพิ่มขึ้น 11.1% ของค่าไฟฟ้าฐาน และในอนาคตก็จะมีทยอยผลักภาระค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นกับประชาชนไปเรื่อยๆ
ซึ่งข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ที่ระบุว่าผู้บริหารสพช.
ชี้แจงว่า รอบต่อไปของการปรับค่าเอฟที ในเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน ก็จะมีการปรับขึ้นค่าเอฟทีอีกอย่างแน่นอน
และมีแนวโน้มว่าต้องมีการปรับค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นทุกๆ 4 เดือน อย่างแน่นอน
เป็นการยื่นยันถึงการแบกภาระค่าไฟและผลกระทบที่จะตามมาจากราคาสินค้า
และค่าครองชีพที่สูงขึ้นของผู้บริโภคไฟรายย่อยอย่างชัดเจน
ในขณะที่คณะอนุกรรมการกำกับสูตรการปรับค่าเอฟที
ได้ระบุเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่า การปรับขึ้นค่าเอฟทีไม่มีหน่วยงานใดต้องรับภาระ
เนื่องจากคณะกรรมการที่ร่วมกันพิจารณานันประกอบด้วยทุกฝ่ายแล้ว คือ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
, สพช. ,นักวิชาการ , กระทรวงการคลัง , 3 การไฟฟ้า และ สภาอุตสาหกรรมไทย
แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคหรือผู้ใช้ไฟบ้านทุกคนซึ่งต้องเป็นผู้แบกรับจ่ายค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
กลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจ หรือสะท้อนความเห็นใดๆในเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญ
เพราะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน
จากเจตนารมย์แต่แรกในการเรียกเก็บค่าเอฟทีนั้นเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การปรับอัตราค่าไฟฟ้ามีความคล่องตัวและเป็นไปโดยอัตโนมัติสอดคล้องกับราคาเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด
แต่ในปัจจุบันเครือข่ายคณะทำงานติดตามตรวจสอบค่าเอฟที พบว่าการเรียกเก็บค่าเอฟทีในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์
และเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคโดยการผลักภาระในส่วนที่ไม่ควรจะเรียกเก็บกับผู้บริโภคมาไว้ในค่าเอฟทีด้วยอย่างเต็มที่
เพื่อเป็นรายได้ของการไฟฟ้า เช่น การคาดการณ์จากยอดจำหน่ายไฟฟ้าและราคาขายปลีกที่ผิดพลาด
ภาระหนี้สินของการไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การวางแผนการลงทุนที่ผิดพลาดมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นตลาดเกินความต้องการ
โดยในปัจจุบันมีสูงเกินกว่า 50%
ต้นทุนจากการดำเนินการที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้กลายเป็นหนี้สินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยซึ่งถูกผูกโยงไว้กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง
ซ้ำยังไม่ก่อเกิดรายได้ใด ๆ อีก หรือการทำสัญญาซื้อไฟฟ้ากับบริษัทเอกชนหลาย
ๆ บริษัทในลักษณะ Take or Pay ซึ่งเป็นการทำสัญญาที่เสียเปรียบอย่างมากเพราะการไฟฟ้าต้องจ่ายเงินให้กับ
บริษัทเอกชนไปตามสัญญาทั้ง ๆ ที่ความจริงบริษัทไฟฟ้าเอกชนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบเลยเนื่องจากในปัจจุบันมีกำลังไฟฟ้าในระบบมากเกินกว่าความต้องการอยู่แล้ว
ในปัจจุบันค่าเอฟทีได้ถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ดั้งเดิมไปแทบจะหมดสิ้น
กลายเป็นช่องทางสำคัญในการหาผลประโยชน์ ซึ่งไม่มีธุรกิจใดจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ได้หากไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการภายใต้การผูกขาด
ระบบการดำเนินงานที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมจากการถูกเก็บค่าไฟฟ้าอย่างแท้จริง
เครือข่ายคณะทำงานติดตามตรวจสอบค่าเอฟที จึงขอเรียกร้องต่อผู้ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดังนี้
1. ให้รัฐบาลทบทวน ตรวจสอบนโยบายค่าเอฟทีและโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างแท้จริง
2. ให้รัฐบาลระงับหรือยกเว้นการเก็บค่าเอฟทีกับผู้ใช้ไฟรายย่อย
ประเภทบ้านพักอาศัย เนื่องจากผู้ใช้ไฟรายย่อยต้องเสียค่าใช้ไฟโดยตรง จากการเป็นผู้บริโภคไฟฟ้าขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว
นอกจากนั้นยังต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่เป็นปัจจัยการผลิตของผู้ประกอบการสินค้าและบริการต่าง
ๆ ที่ผลักภาระมารวมไว้ในราคาสินค้าและบริการ เป็นการเสียค่าไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อน
3. รัฐบาลต้องสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นภายในการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง
4. ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกมาตรการต่างๆและในการตรวจสอบมากขึ้น
เช่น การเร่งผลักดันออกพระราชบัญญัติองค์การอิสระผู้บริโภค ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
มาตรา 57 เพื่อให้ผู้บริโภคมีตัวแทนในการให้ความเห็นในการออกกฎหมาย กฎ
ข้อบังคับ และมาตรการต่างๆที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น การขึ้นค่าไฟฟ้า
รวมทั้งการให้มีตัวแทนผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการการชุดต่างๆที่มีการพิจารณาเรื่องต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
5. ออกมาตรการเร่งด่วนในการหยุดการก่อหนี้เพิ่มของการไฟฟ้า
รวมการตรวจสอบทบทวนโครงการไฟฟ้าต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่และจะมีขึ้นในอนาคต
เพื่อนำไปสู่มาตรการ เลิก เลื่อน และปรับปรุงโครงการด้านพลังงานไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ยกเลิกแผนการลงนามในสัญญา(PPA) ในโครงการเขื่อนน้ำเทิน
2 กับประเทศ สปป.ลาว
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่ผ่านความไว้วางใจจากประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ
จะมีแนวทางคิดใหม่ทำใหม่ที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ประชาชนและสังคม
ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายคณะทำงานติดตามตรวจสอบค่าเอฟที
เครือข่ายคณะทำงานติดตามตรวจสอบค่าเอฟที
1. สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
2. กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต
3. โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
4. เครือข่ายพลังงานยั่งยืน
5. เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน
6. เครือข่ายสลัม 4 ภาค
7. ศูนย์ร่วมพัฒนาชุมชน
8. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
9. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
10. คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
16 สถาบัน
11. มูลนิธิดวงประทีป
12. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
|