|
กลุ่มเกษตรกรพันธุ์ใหม่
เหยื่อแห่งความล้มเหลวของ ธ.ก.ส.
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรีและราชบุรี
กว่า 100 คนพร้อมด้วยศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ทนายอาสาเพื่อผู้บริโภค
เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวินัย เครือตรีประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
เพื่อเรียกร้องให้ ธกส.ยกหนี้สินให้เกษตรกรทั้งหมด หลังความล้มเหลวของ
โครงการเกษตรกรยุคใหม่

ย้อนรอย เกษตรกรยุคใหม่
ย้อนไปเมื่อปี 2531 ต่อเนื่องปี
2532 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนเกษตรกรและคนหนุ่มสาวที่จบการศึกษาด้านการเกษตรให้มาเข้าร่วม
โครงการนิคมเกษตรกรรมเพื่อการส่งออกร่วมกับภาคเอกชน"
หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ในสมัยนั้นว่า โครงการเกษตรกรยุคใหม่
หรือ เกษตรกรก้าวหน้า ซึ่งเป็นยุคที่มี นายจำลอง
โต๊ะทอง เป็นผู้จัดการ ธ.ก.ส. โดย ธ.ก.ส. ได้ให้สัญญาว่าจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมด้านเงินทุนระยะยาวเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพทางการเกษตรที่มั่นคง
มีบ้าน มีที่ดินอันสมบูรณ์เพื่อการเพาะปลูก พร้อมทั้งจะช่วยส่งเสริมความรู้ทางวิชาการและเครื่องมือทางการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศโดยมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนจากการบริหารงานของบริษัทเอกชน
ที่ ธ.ก.ส. จัดหามาให้
จากโครงการดังกล่าวและความเชื่อมั่นใน ธกส.ส่งผลให้ เกษตรกรและคนหนุ่มสาวตัดสินใจสมัครสอบเข้าร่วม
โครงการฯ ซึ่งมีการเปิดพื้นที่โครงการ 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ที่ทุ่งดอนโพ
ซึ่งเดิมอยู่ในเขตหมู่ 2 บ้านบางกะโด ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม
จ.ราชบุรี เนื้อที่ 565 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา ปัจจุบันได้ยกระดับเป็นหมู่บ้านดอนโพ
ต.บ้านสิงห์ เปิดโครงการเมื่อปี 2531 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ
80 คน และทั้งหมดจะต้องทำสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวจากบริษัทร่วมโครงการคือบริษัท
มีดีเทค จำกัด ในราคา 27.3 ล้านบาท โดยทำสัญญาจำนองกับ ธ.ก.ส.
และทุกคนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมกัน
นอกจากนี้ยังมีบริษัท นิวเจนเนอร์เรชั่น ฟาร์มโปรดิวส์ จำกัด
(เอ็น จี ซี) ทำหน้าที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ
และมีพนักงานประจำในพื้นที่เพื่อประสานงานด้านการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ
ควบคุมการคัดคุณภาพของผลผลิต จัดการเรื่องการบรรจุหีบห่อ และการขนส่งไปยังจุดหมายปลายทาง
รวมทั้งให้บริการเครื่องจักรอุปกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ เช่น รถไถ
เครื่องพ่นยา เครื่องรดน้ำ เป็นต้น ปัจจุบันมีชื่อกลุ่มว่า สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์
หมู่บ้านดอนโพ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
แห่งที่ 2 อยู่ในพื้นที่บริเวณ ต.เขาดิน อ.เดิมบางนางบวช และเขต
ต.วังลึก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เนื้อที่รวม
1,600 ไร่ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 139 คน และทั้งหมดต้องทำสัญญากู้จำนองกับ
ธ.ก.ส. เพื่อนำไปเงินไปซื้อที่ดินจากบริษัท ประสงค์พร จำกัด
รายละ 390,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 54 ล้านบาท โดยมีบริษัท
เกษตรก้าวหน้า จำกัด ทำหน้าที่ส่งเสริมด้านการผลิตและส่งออกเช่นเดียวกับบริษัท
นิวเจนเนอร์เรชั่น ฟาร์มโปรดิวส์ จำกัด ปัจจุบันมีชื่อกลุ่มว่า
กลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาดิน จ.สุพรรณบุรี
ผลพวงแห่งความความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์ หมู่บ้านดอนโพ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม
จ.ราชบุรี หลังจากโครงการผ่านไปเพียงแค่ 3-4 ปี บริษัทเอกชนก็ละทิ้งโครงการ
ส่วน ธ.ก.ส. ก็ได้ตามทวงหนี้ชาวบ้าน ที่กู้ยืมเงิน จาก ธ.ก.ส.
เพื่อนำมาลงทุนทำเกษตร และเพื่อนำไปซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัทมีดีเทคฯในราคาร่วม
27.3 ล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์ต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า
100 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินคดีฟ้องร้องเกษตรกรไปแล้ว
19 คดี เป็นทุนทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 30 ล้านบาท
นายประชาพร ชนะบุญ
กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็น 1 ในผู้ถูก
ธกส.ยื่นฟ้อง กล่าวถึงความฝันของตนเองเมื่อครั้งแรกเข้าร่วมโครงการว่า
ตนเองเป็นนักศึกษาที่เรียนด้านเกษตร แล้วเกิดสนใจโครงการเกษตรกรยุคใหม่
ของ ธกส.ที่มีการเชิญชวนให้ทั้งนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ ปวส.เข้าร่วมโครงการ
เขาให้ความหวังกับผมมาก
ทั้งมีบ้าน มีสวนเป็นของตัวเอง และมีเงินรายได้ในแต่ละเดือนที่พอจุนเจือครอบครัว
ผมจึงเลือกทีจะเป็นเกษตรกรแทนที่ผมจะไปเป็นครู แต่พอเข้าโครงการแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องดิน เรื่องน้ำ ไม่มีเลยสักอย่าง
ปลูกพืชผักอะไรไม่ได้เลย ต้องเข้ามาแก้ปัญหาเองทุกอย่าง จนผลผลิตออกมาได้
แต่ปรากฎว่าทางบริษัทบอกว่าไม่ได้มาตรฐานแล้วก็ลอยแพพวกเรา จนผมเป็นหนี้
ธกส.ตอนนี้อยู่ที่ 1.6 ล้านบาท แต่ผมก็มีการต่อรองการชำระหนี้นะ
ตั้งแต่ปี 2547 แต่ทาง ธกส.ก็เงียบ ไม่ได้ดำเนินการอะไร หลังจากนั้นก็มีหมายศาลฟ้องให้ชดใช้หนี้
แบบนี้จะให้ผมทำอย่างไร นายประชาพร กล่าว
กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์ จึงยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้ ธ.ก.ส.
นำไปพิจารณาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 3 ข้อด้วยกันคือ 1. ยกเลิกหนี้สินให้เกษตรกรทั้งหมด
2. ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาและชดใช้ค่าเสียโอกาสของชาวบ้านจากความล้มเหลวของโครงการดังกล่าว
3. ยุติการดำเนินการทางกฎหมายกับประชาชนทั้งที่เป็นคดีความแล้วและยังไม่ถูกฟ้องร้อง
ดำเนินคดี
ด้านกลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาดิน จ.สุพรรณบุรี เมื่อโครงการดำเนินการไปได้เพียง
3-4 ปีแรก บริษัทเอกชน และ ธ.ก.ส. ต่างก็ละทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบในการร่วมพัฒนาโครงการเช่นกัน
ปล่อยให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินจาก
ธ.ก.ส. เพื่อนำมาลงทุนทำเกษตร และเพื่อนำไปซื้อที่ดินจากบริษัทประสงค์พร
จำกัด รายละ 390, 000 บาท รวมเป็นเงิน 54,210,000 บาท ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินทั้งต้นและดอกเบี้ยรวมกันกว่า
170 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้เรียกให้เกษตรกรดำเนินการ
ตีทรัพย์ ชำระหนี้ และให้เกษตรกรเปลี่ยนจากความเป็นเจ้าของที่ดินมาเป็นผู้เช่าที่ดินจาก
ธ.ก.ส.แทน
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2535 พื้นที่โครงการประสบภาวะอุทกภัยจากพายุ
อีล่า โลล่า และรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 15 ล้านบาทผ่านทาง
ธ.ก.ส. เพื่อให้นำมาช่วยเหลือชาวบ้านกลุ่มนี้ แต่จนถึงทุกวันนี้
ชาวบ้านไม่ได้รับเงินดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาดิน จ.สุพรรณบุรี
จึงได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้ ธ.ก.ส. นำไปพิจารณาเพื่อแสดงความรับผิดชอบนั่นก็คือ
1. ยกเลิกหนี้สินให้เกษตรกรทั้งหมด 2. ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาและชดใช้ค่าเสียโอกาสของชาวบ้านจากความล้มเหลวของโครงการดังกล่าว
3. คืนเงินช่วยเหลือจำนวน 15 ล้านบาท ที่รัฐบาลจ่ายให้มาช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภาวะอุทกภัยจากพายุ
อีล่า โลล่า ในปี 2535 และ 4. ขอให้คืนโฉนดที่ดินส่วนกลางของกลุ่มนิคมเกษตรกรรมเพื่อการส่งออกจังหวัดสุพรรณบุรี
นายเผด็จ วีรพันธ์ กลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาดิน จ.สุพรรณบุรี
กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่ตัวเองเลือกเข้าร่วมโครงการกับ ธกส.ว่าเขาเองเป็นหัวหน้าช่างพิมพ์อยู่ที่
กรุงเทพฯ ทราบข่าวโครงการจากการอ่านข่าวจึงเข้าไปสมัครเข้าร่วมโครงการ
เพราะอยากสร้างครอบครัวและใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับธรรมชาติจึงตัดสินใจออกมาเพื่อสร้างอนาคต
พอเข้าร่วมโครงการก็ทำตามแบบแผนที่เขาให้ทำทั้งหมดอย่างให้ปลูกอะไรก็ต้องปลูกอย่างนั้นในพื้นที่
8 ไร่ของผม ทั้งปลูกมะม่วง ส้มโอ กระเจี๊ยบ ข้าวโพด เพราะมันปลูกเพื่อการส่งออกจะปลูกอย่างอื่นไม่ได้
หลังผลผลิตงวดแรกคือกระเจี๊ยบและข้าวโพด ออกมาขายไม่ได้ ทั้งที่ผลผลิตของผมได้เกรดแต่กลับไม่มีตลาดให้ขายผลผลิต
การชดเชยของบริษัทก็คือชดเชยเงินค่าเมล็ดพันธ์คืนให้เท่านั้น
ค่าแรงงาน ค่าเครื่องจักรที่เราลงแรงไป ไม่ได้รับคืนเลย จนหนี้เพิ่มขึ้น
ซ้ำร้ายมาโดยพายุซ้ำลงไปอีกในปี 2535 แต่ก็ไม่ได้รับเงินฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรเลยทั้งที่รัฐบาลได้จัดงบลงมาแล้ว
หลังจากถูกลอยแพเผด็จก็ออกรับจ้างทำงานข้างนอกบ้าง ทำงานในไร่ตัวเองบ้าง
ก็พอมีรายได้อยู่กินได้แต่ก็ไม่พอนำเงินไปใช้หนี้ ธกส. ประมาณ
1.4 ล้านได้ จากเงินต้น 3 แสน 9 หมื่นบาท เขาบอกว่าตอนนี้หลังชนฝาแล้วไม่ว่า
ธกส.จะดำเนินการอย่างไรก็จะสู้ต่อไป
ทวงถามการแก้ปัญหา
หลังจากให้เวลา 7 วันในการรับข้อเสนอของชาวบ้านไปพิจารณาและดำเนินการแก้ไขปัญหา
ของ ธกส. วันที่ 19 มิถุนายน 2551 เหล่าบรรดาเกษตรพันธุ์ใหม่ในโครงการของ
ธกส.กว่า 200 คน กลับมาทวงถามถึง แนวทางแก้ปัญหาตามข้อเสนอ 3
ข้อหลักของทั้ง 2 กลุ่ม นั่นคือ
1. ยกเลิกหนี้สินให้เกษตรกรทั้งหมด
2. ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาและชดใช้ค่าเสียโอกาสของชาวบ้านจากความล้มเหลวของโครงการดังกล่าว
3. ยุติการดำเนินการทางกฎหมายกับประชาชนทั้งที่เป็นคดีความแล้วและยังไม่ถูกฟ้องร้อง
ดำเนินคดี
นายวินัย เครือตรีประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ
ธกส. ได้มีหนังสือชี้แจงมาว่า ในส่วนของภาระหนี้สินของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาดิน
อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะนี้คณะกรรมการธนาคารมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่มีอยู่เป็นเงินประมาณ
101 ล้านบาท สำหรับสมาชิกกลุ่มเกษตรการทำสวนบ้านสิงห์ จ.ราชบุรี
ธนาคารจะพิจารณาลู่ทางช่วยเหลือในทำนองเดียวกันโดยยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยประมาณ
92 ล้านบาท ซึ่ง การแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้งหมดในทุกประเด็นที่เสนอมา
ธนาคารเห็นควรให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมโดยมีส่วนราชการต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมพิจารณาเพื่อให้บรรลุผลโดยความชอบธรรมแก่ทุกฝ่าย
หลังจากนั้นเวลา 14.00
น. กลุ่มเกษตรกรได้ส่งตัวแทนจำนวน 12 คน เข้าร่วมเจรจากับนายวินัย
เครือตรีประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธกส. และคณะ โดยที่ประชุมได้มีมติตกลงว่า
1.ให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหา โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเกษตรกรรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ
ให้มาทำหน้าที่พิจารณาข้อเรียกร้องและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร
2. เกษตรกรถูกฟ้องคดีอยู่ 19 คดี ทาง ธกส. จะทำเรื่องร้องต่อศาลเพื่อชะลอคดีชั่วคราว
3. ธกส. ยืนยันที่จะดำเนินการยกเว้นดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรทั้ง
2 กลุ่ม ตามหนังสือชี้แจงข้างต้น
หลังการประชุม กลุ่มสมาชิกเกษตรกรมีความพอใจในระดับหนึ่งที่ข้อเรียกร้องของตนได้รับการตอบรับ
จาก ธกส. และเดินทางกลับ แต่ก็ยังรอให้ ธกส. จะมีหนังสือชี้แจงยืนยันผลการชะลอคดีอย่างเป็นทางการต่อไป
20 ปีผ่านไปแล้ว ความฝันที่ ธ.ก.ส. เคยวาดไว้ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่
ได้ล่มสลายลง คนหนุ่มสาวเหล่านั้นกลายเป็นคนวัยกลางคนที่ยากจนข้นแค้น
หาเช้ากินค่ำอยู่บนที่ดินที่ติดจำนองอยู่กับ ธ.ก.ส. มีหนี้สินรวมกันกว่าร้อยล้านบาท
ถึงแม้จะมีการยกเลิกการเก็บดอกเบี้ยแล้วก็ตาม พวกเขายังคงผจญอยู่กับความทุกข์ยากในการฟื้นฟูที่ดินต่อไป
และที่สำคัญการฟื้นฟูความฝันของพวกเขาที่เหลือเวลาอีกเพียงค่อนชีวิตดูเหมือนว่าจะไม่มีวันสำเร็จเลย
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
2 พฤษภาคม 2551
ขอขอบคุณ
- ข้อมูลจาก ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
- ข้อมูลจาก น.ส.วิลาวัลย์ ประจวบวัน พี่เลี้ยงนักวิจัยพื้นที่
จ.ราชบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
|