| ค่าเอฟที
( ft) : เขื่อนสูบเลือดประชาชน
ปัญหาการขึ้นค่าเอฟที(ft)
บีบคอค่าครองชีพคนไทย ผู้หาเช้ากินค่ำ เพราะเศรษฐกิจดิ่งเหว
นั้น เป็นการกระทำที่ทารุณต่อประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่ได้มติสาธารณะ
ไม่ได้ยื่น
แจ้งแถลงการณ์ล่วงหน้าให้ประชาชนทราบ แต่กลับแอบขึ้น เสมือนโขมยแอบขึ้นบ้าน
แอบ
เก็บทรัพย์สินประชาชนไปเงียบๆ ทำให้เกิดข้อกังขาทั้งในเรื่องความโปร่งใส
และประสิทธิภาพ
การปริหารงานของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ.การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ว่าบริหารงานโดยมีเป้าหมายเพื่อใคร ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจดับดิ่งลงเหว ประชาชนเดือดร้อนราย
ได้หดหาย ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือการที่กฟผ. ขึ้นค่าเอฟทีครั้งเดียว
มากกว่า ที่เคยขึ้น
ตั้งแต่ปี 2535 จน2543 นับสิบเท่า อีกทั้งเป็นการขึ้นโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าเลย
ให้ประ
ชาชนทราบ หรือแสดงความคิดเห็น
 |
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยนายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา บก.ฉลาดซื้อ
ผู้ประสานงาน
เรื่องการขึ้นค่าเอฟที (ft) และองค์กรพัฒนาเอกชน อีกสิบกว่าองค์กร
ได้ร่วมกันคัด
ค้าน การขึ้นค่าเอฟที (ft) อันเป็นการผลักภาระให้ประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม
และ
ไม่โปร่งใส ดังนั้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และองค์กรพัฒนาเอกชนพันธมิตร
ได้ออกมาเคลื่อนไหว |
โดยการสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า กฟผ.ได้แอบสูบเลือดประชาชนไปอย่างไร
จำนวณเท่าใดต่อเดือน
ต่อปี พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าเอฟที(ft)
ในครั้งนี้ นายอิฐบูรณ์ ได้กล่าว
กับทีมข่าว thaingo ถึงกระบวนการเคลื่อนไหวกับประชาชนครั้งนี้ว่า
"เราเริ่มทำงานตั้งแต่
วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา เพราะเป็นวันที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต( กฟผ.)เริ่ม
ปรับค่าเอฟที ลงในบิลค่าไฟฟ้า จำนวนค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้
ถ้านับรวม 24.44 สตางค์ต่อหน่วย
จากเดิม 64.25 สตางค์ต่อหน่วย เอามารวมที่ค่าไฟฐานตอนนี้ก็เป็น
88.09 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง
ก็เกือบ 1 บาทแล้ว ขณะที่เราต้องจ่ายค่าไฟฐานด้วย ประมาณ 2-3 บาท ตามปริมาณการใช้
หาก
คำนวณคร่าวๆ
แบบอัตราก้าวหน้าใช้น้อยก็จะจ่ายน้อย คือค่าเอฟที มันจะเป็นอัตราที่แน่นอน
ไม่ว่าคุณใช้มาก
ใช้น้อยคุณก็จะต้องเสียที่หน่วยละ 24.44 สตางค์ต่อหน่วยและก็จะบวกไปกับค่าไฟฐานด้วยมัน
ก็จะเฉลี่ยออกมาเป็น 2-3 บาท ครับ แล้วเอาจำนวนนี้มาคูณกับปริมาณที่ใช้
กับจำนวนคนใช้ มัน
มากมายมหาศาล เป็นวาเลนไทน์ที่ประชาชนถูกสูบเลือดครั้งยิ่งใหญ่มาก
แต่อันนี้ยังไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ และถ้ารวมทั้งหมดก็จะได้
3 บาท เพราะเรื่องของ
ไฟฟ้าต้องวัดตามปริมาณหน่วยการใช้ เพราะฉะนั้นการวัดค่าไฟเขาวัดเป็นหน่วย
ทำให้การไฟฟ้า
ได้ปริมาณเศษสตางค์เยอะมาก เมื่อรวมกัน คือประมาณ 7000 ล้านบาทต่อเดือน
หลักการเก็บค่าไฟ
ส่วนใหญ่ๆ มี อยู่ 2 ส่วน คือ 1. ค่าไฟฐาน คือค่าพลังงานที่แจ้งไว้ในบิล
ชำระค่าไฟ ไฟฐานตั้งแต่ ปี 2535 จะมีค่าที่แน่นอนการจะปรับขึ้นได้จะต้องผ่าน
คณะรัฐมนตรี
( ครม.) อย่างเดียว ซึ่งมันทำให้มีปัญหาเวลาเปลี่ยนแปลงมาก กฟผ.จึงไม่นิยมเปลี่ยนแปลง
อย่างเช่นค่าเชื้อเพลิง กฟผ.ต้องแบกรับต้นทุนไว้มากในเรื่องนี้
อีกทั้งรัฐบาลไม่อยากมีปัญหา
กับประชาชน เพราะการขึ้นค่าไฟฐาน เพราะ ทำให้สะท้อนออกมาเลยว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ
ในการดูแลบริหารประเทศ โดนฝ่ายค้านเล่นงานอีก 2.ค่าเอฟทีจึงเป็นทางออกเดียวของ
กฟผ.
โดยมีคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งก็มีตัวแทนการไฟฟ้าทั้ง 3
แห่ง คือ นครหลวง ส่วนภูมิ
ภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต นอกนั้นก็มี จากสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย กระทรวงการคลัง
สภาพัฒน์ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการเงินการคลังของประเทศไปรวมกัน
เพื่อประชุมระดับ
ค่าเอฟทีที่ควรจะเป็น ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าคนที่ป้อนข้อมูลให้คณะกรรมการฯตัดสินใจ
คือ กฟผ. คนเดียวเท่านั้น ว่าค่าเอฟทีควรจะเป็นเท่าไหร่ เพราะ กฟผ.จะรู้มากที่สุดว่า
ต้นทุน
ค่าใช้จ่ายมี อะไรยังไง เท่าไหร่ ทั้งหมดอยู่ที่ กฟผ. ในการทำตัวเลขออกมาเพื่อขึ้นค่าเอฟที
ความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น และประเด็นที่สอง คณะอนุกรรมการไตร่ตรองรอบคอบแค่ไหน
ว่ามีการตรวจ ประเมิณ มาดีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็คือมีเสียงโวยวายจากสภาอุตสาหกรรม
ว่า
มีเวลาให้ดูข้อมูลไม่กี่ชั่วโมงเอง ที่สำคัญคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจของ กฟผ.เองที่ทำหน้าที่
รวบรวมข้อมูลนำเสนอบอร์ด กฟผ. ก็ใช้เวลาไม่นานนักการเก็บรวบรวมข้อมูลนำเสนอ
การใช้ไฟฟ้าในบ้านเรานั้นถูกแบ่งออกเป็น
7 กลุ่มตามลักษณะการใช้ และบิลค่าไฟก็จะมีลักษณะ
แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น คนใช้ไฟมากก็จ่ายถูกลง เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ
แต่คนจนตามชนบทจ่าย
สูงกว่า เพราะเขาอ้างว่า การลงทุนให้คนชนบทนั้นสูงกว่า และไม่คุ้มการลงทุน
พูดง่ายๆ คือคนใช้ไฟบ้านเป็นภาระต่อระบบพลังงานของประเทศมากกว่า เพราะเขาสร้างระบบพลังงานมาเพื่อ
รองรับเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม เพราะมันสร้างรายได้เป็นกอรปเป็นกำมากกว่า
ภาคอุตสาหกรรมและ
ธุรกิจต่างๆ ใช้พลังงาน 70% ที่มีอยู่ในประเทศ ส่วนบ้านใช้เพียงแค่ 23%
ที่เหลือก็ภาคการเกษตร
และอื่น ๆอีก 7% ฉะนั้นถึงเป็นคนส่วนใหญ่ใช้ แต่ก็น้อยมาก ถ้ามองเปรียบเทียบกันดู
การกฟผ.ต้อง
มองว่าส่วนที่เหลือ 30% คือภาระ จึงไม่แปลกหากคิกยังงั้น แต่คำถามคือ
พลังงานมีเพื่อคนทั้งประเทศ
หรือเพื่อคนกลุ่มเล็กๆ ใช้ เท่านั้น" นายอิฐบูรณ์ กล่าว จากนั้น
นายอิฐบูรณ์ยังกล่าวเพิ่มเติมกับทีมข่าว
thaingo อีกว่า ปริมาณที่เก็บได้จำนวนมากมายนี้ น่าเคลือบแคลงถึงความโปร่งใส
เพราะครั้งเศรษฐกิจ
ดีเฟื่องฟูนั้น กฟผ. เร่งลงทุนจำนวนมหาศาล เพื่อผลิตพลังงานขาย สู่ภาคอุตสาหกรรม
และแหล่งทุนก็ระดม
มาจากต่างประเทศ แต่พอเศรษฐกิจพังทลาย ค่าเงินตกต่ำ กฟผ.ทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินชำระหนี้
แต่
ประชาชนไม่ใช่แพะรับภาระหนี้ให้ กฟผ. เรื่องนี้นายอิฐบูรณ์ บก.ฉลาดซื้อ
ยังกล่าวอีกว่า
"แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมเขาก็ออกมาโวยวายเพราะเขาเองก็ต้องจ่ายเพิ่มเหมือนกัน
มีผลกระทบ
ไม่ได้แตกต่าง แม้ว่าค่าเอฟทีตั้งแต่ปี 2536 เคยปรับเปลี่ยนแทบทุกเดือน
แต่หอการค้าก็ไปต่อรองได้
มาเปลี่ยนเป็นทุกๆ 4 เดือน ตรงนั้นบรรเทาความเดือดร้อนกันไปได้ระดับหนึ่ง
ที่สำคัญเขาต้องจ่ายเป็น
เงินสดการ ผ่อนปรน เป็น ทุกๆ 4 เดือน จึงทุเลาได้มาก มาล่าสุดครั้งนี้
เพิ่มเป็น 24.44 สตางค์/หน่วย
นี่เป็นการปรับขึ้นทีเดียว ตั้งแต่ปี 2535 ปรับขึ้นมาตลอดเรื่อยๆ
แต่เป็นการปรับในอัตราที่น้อยมาก เช่น
0.05% แต่ครั้งนี้มาก 24.44 ซึ่งเยอะมากเป็นประวัติการณ์เลยครับ
เหตุการณ์ครั้งนี้มันอั้นไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว
ซึ่งพากันหมกเม็ดไว้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
ก็มาออกในรัฐบาลชุดนี้ ชนิดไม่มีใครทราบไม่มีใครตั้งตัวได้เลย เรื่องนี้เราเคลื่อนไหวก็เพราะต้อง
การสื่อสารกับชาวบ้านว่า คุณมีพลังนะ คุณจะได้รับประโยชน์จากการต่อรองนะ
ซึ่ง ท้ายที่สุด ถ้าภาค
อุตสาหกรรมต่อรองไม่ได้ ก็ผลักภาระมาสู่สินค้าอุปโภคบริโภค ชาวบ้านก็รับกรรมเหมือนเดิม
และเมื่อนั้นชาวบ้านจะทราบว่าตนเองได้รับผลกระทบต่อตัวเองอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของชนบท
ที่เราไปทำประชามติมา ชาวบ้านเข้าใจได้ดีมาก เรื่องค่าไฟที่แพงขึ้น
และยอมรับว่ามีผลต่อสถาพ
เศรษฐกิจในครอบครัว เพราะคนยากจนมีรายได้ต่อหัว ต่อครอบครัวน้อยมาก แม้ว่าเป็นเงินเพียง
ร้อยบาท หรือสองร้อยบาท ก็ตาม
หากให้คำนวณคร่าวๆ คนใช้ไฟปัจจุบันต้องจ่าย
ประมาณ 10-11% เช่น ค่าไฟ 200 บาท ต้องจ่ายค่า
เอฟที (ft) 20 บาท ใช้ไฟไป 400 หน่วย คิดแบบคร่าวๆ ก็ประมาณ
900-1000 บาท และต้องเสีย
ค่าเอฟที(ft) ประมาณ 97 บาท ตรงนี้ถ้าเอามารวมกันทั้งหมด ของคนใช้ไฟทั้งประเทศ
จะเป็นเงิน
เท่าไหร่ ลองคิดดู"
สุดท้ายนายอิฐบูรณ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ การเคลื่อนไหวสร้างประชามติ
กับพี่น้องชาวไทยถึง
กรณีการขึ้นค่าเอฟที(ft) ว่า
"ตอนนี้เรากำลังทำประชามติต่อกระแสสังคม ว่าคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้
และเตรียมพร้อมในแง่
ของฐานเสียงจากประชาชนที่เข้มแข็งไว้มากกว่าเพราะเราไม่อยากให้กระบวนการทำงานเป็นไปแบบ
วูบเดียวหายไปเลย เช่นเรื่องของค่าเอฟที (ft) เรากำลังให้ความรู้เรื่องระบบพลังงานของประเทศไทย
การผลิตและ การใช้ ให้ประชาชนได้เข้าใจกันก่อนว่า ค่าเอฟที
เอาเปรียบเขาอย่างไร จากนั้นใครคิด
ยังไง เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ถ้าหากไม่เห็นด้วยเราก็จะนำรายชื่อมายื่นให้รัฐบาลกลับมาพิจารณาทบทวน
การขึ้นค่าเอฟที(ft) ใหม่ เพราะที่ผ่านๆมา กฟผ. มักอธิบายให้ชาวบ้านฟังแต่ในแง่เชิงบวกเท่านั้น
เช่น
ค่าเอฟทีดียังไง แล้วก็ให้ชาวบ้านเสียสละไปคนละไม่กี่สตางค์ เพื่อช่วยชาติ"
ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและองค์กรพัฒนาเอกชนอันเป็นองค์กรพันธมิตร
กำหนดการเคลื่อนไหว ยื่น
หนังสือเรียกร้องรัฐบาล ต่อปัญหาการขึ้นค่าเอฟที ให้รัฐบาลทบทวนอีกครั้งใน
วันที่ 3 เมษายน 2544
นี้ โดยมีกำหนดการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อ รมต. ประจำสำนักนายกฯที่ดูแลด้านพลังงาน
และ รมต.
ที่เกี่ยวข้อง ทีมข่าว thaingo รายงาน
|
ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่
สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค 211/2 ซ.งามวงศ์วาน 31 ถ.งามวงศ์วาน
อ.เมือง นนทบุรี 11000 โทรศัพท์
/โทรสาร 9525060-2
E-mail : smbuyer@yahoo.com |
|
( อ่านข่าว
เอฟที (ft ) เพิ่ม 1 )
|